รวม 15 สถานที่นั่งชมดาวในเมืองไทย

ดอยเสมอดาว

 1. ดอยเสมอดาว 

ดอยเสมอดาว สถานที่สุดโรแมนติกแห่งเมืองน่าน ที่คนมีคู่ไปได้ คนไร้คู่ไปเที่ยวก็ดี เพราะบางทีอาจจะได้ไปเจอเนื้อคู่ที่นั่นก็ได้ เวลาลมหนาวพัดมาแบบนี้ ยิ่งทำให้ดอยเสมอดาวมีเสน่ห์ ท้องฟ้าไม่ว่าจะกลางวันหรือกลางคืนก็จะปลอดโปร่ง มองเห็นสายหมอก ดอกหญ้า และทะเลดาวได้อย่างชัดเจน อากาศเย็น ๆ บรรยากาศเงียบสงบ ได้อยู่กับตัวเองอย่างเต็มที่

บริเวณจุดชมวิวดอยเสมอดาวจะเป็นแนวสันเขายาว เปิดโล่งกว้าง ถ้ามองไปทางด้านหน้าจะพบกับขุนเขามากมาย และสายน้ำแม่น้ำน่าน ซึ่งนักท่องเที่ยวจะได้ชมพระอาทิตย์ขึ้นและทะเลหมอกได้จากบริเวณนี้ และยามค่ำคืนก็จะสามารถมองเห็นดวงดาวเต็มท้องฟ้า เสมือนกับว่าสามารถเอามือไปเก็บดาวได้เลยทีเดียว นั่นจึงทำให้ที่นี่เหมาะกับคำว่า “ดอยเสมอดาว” ส่วนการชมพระอาทิตย์ตกดินสามารถชมได้จากผาหัวสิงห์ ซึ่งอยู่ในบริเวณใกล้เคียง

“ดอยเสมอดาว” ตั้งอยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติศรีน่าน ตำบลศรีสะเกษ อำเภอนาน้อย จังหวัดน่าน เป็นสถานที่ที่อยากแนะนำให้มาสักครั้งในชีวิต ถ้าคุณอยากเจอสวรรค์บนดิน การเดินทางนั้นนอกจากรถยนต์ส่วนตัวก็สามารถนั่งรถประจำทางสายกรุงเทพฯ-เวียงสา จากสถานีขนส่งหมอชิตมาลงที่อำเภอเวียงสา จังหวัดน่าน จากนั้นนั่งรถประจำทางท้องถิ่นจากอำเภอเวียงสาไปยังอำเภอนาน้อย เมื่อไปถึงตัวเมืองอำเภอนาน้อยให้ถามชาวบ้าน เพราะจะมีรถรับจ้างและมอเตอร์ไซค์รับจ้างพาขึ้นไปยังดอยเสมอดาว ราคาเริ่มต้นมีตั้งแต่ 300-500 บาท หรือเหมากันไปถ้ามาหลายคน แล้วอย่าลืมนัดให้มารับวันกลับด้วย โชคดีหน่อยจะมีรถของเจ้าหน้าที่อุทยานฯ วิ่งผ่านอีกด้วย เอาเป็นว่าไม่ได้เดินทางลำบากจนเกินไป และใครๆ ก็มาได้

สำหรับเรื่องของที่พักนั้น แน่นอนว่าต้องกางเต็นท์ ทางอุทยานมีเต็นท์พร้อมอุปกรณ์ให้เช่า 2 แบบ คือ เต็นท์สำหรับนอน 3 คน ราคา 405 บาท และเต็นท์สำหรับนอน 2 คน ราคา 345 บาท แต่ถ้าใครต้องการนำเต็นท์ไปเอง ทางอุทยานจะเก็บค่าธรรมเนียมคนละ 30 บาทเท่านั้น สำหรับใครที่กังวลเรื่องห้องน้ำก็หายห่วงได้เลย เพราะบริเวณดอยเสมอดาวมีห้องน้ำไว้บริการด้วย ถึงแม้ช่วงนี้จะเป็นหน้าฝนแต่ก็ยังเที่ยวได้ เพราะบนดอยมีอากาศเย็นตลอดทั้งปีและสวยงามไปอีกแบบ

ไฮไลต์ของดอยเสมอดาว ก็คือ วิวทิวทัศน์ยอดเขาน้อยใหญ่ไกลสุดลูกหูลูกตา พร้อมทั้งแม่น้ำน่านที่อยู่เบื้องล่าง เมื่อยืนอยู่บริเวณจุดชมวิวจะสามารถมองเห็นขุนเขาโดยรอบได้อย่างชัดเจน บรรยากาศเงียบสงบ เพราะที่นี่สูงจากระดับน้ำทะเล 888 เมตร โดยเฉพาะยามค่ำคืนที่คุณจะรู้สึกได้ว่ามีเพียงธรรมชาติเท่านั้นที่อยู่รอบๆ ตัว เบื้องล่างคือขุนเขา ป่าไม้ ส่วนด้านบนก็เป็นทะเลดาว ให้นอนนับกันแบบไม่จบสิ้น ใครที่มาเป็นคู่รับรองว่าฟินแน่ๆ เพราะมันสุดแสนจะโรแมนติกอ่

นอกจากนอนนับดาวแล้ว ตื่นเช้ามาก็ยังแถมทะเลหมอกกับวิวพระอาทิตย์ขึ้นแบบสวยๆ อีกต่างหาก เรียกว่ามาที่เดียวครบ อีกอย่างสำหรับคนที่ชอบถ่ายรูปแล้วล่ะก็ บอกเลยที่ดอยเสมอดาวมีมุมสวยให้เพียบ รู้แบบนี้แล้วจะมีเหตุผลอะไรที่จะไม่ไปเที่ยวกันล่ะ เพราะแค่ไปนอนนับดาวตกแล้วอธิษฐาน ก็คงขอพรกันได้ถึงชาติหน้าแล้วล่ะ!!!

เป็นแนวสันเขาซึ่งมีความสูงไม่มากนัก โดยสูงจากระดับน้ำทะเลปานกลางประมาณ 888 เมตร แต่สามารถชมวิวทิวทัศน์ยอดเขาน้อยใหญ่ได้ไกลสุดลูกหูลูกตา พร้อมทั้งแม่น้ำน่านที่อยู่เบื้องล่าง เมื่อยืนอยู่บริเวณจุดชมวิวจะสามารถมองเห็นขุนเขาโดยรอบได้อย่างชัดเจน บรรยากาศเงียบสงบ โดยเฉพาะยามค่ำคืนที่คุณจะรู้สึกได้ว่ามีเพียงธรรมชาติเท่านั้นที่อยู่รอบ ๆ ตัว เบื้องล่างคือขุนเขา ป่าไม้ ส่วนด้านบนก็เป็นทะเลดาว คำว่าโรแมนติกจึงใช้ได้กับที่นี่แน่นอน

doiluang
2. ดอยหลวงเชียงดาวเป็นชื่อเขาหินปูนล้วนทั้งลูก อยู่ในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าดอยเชียงดาว อำเภอเชียงดาว ยอดสูงสุดของดอยเชียงดาว เรียกว่า ดอยหลวงเชียงดาว (เพี้ยนมาจากคำที่ชาวบ้านในละแวกเปรียบเทียบดอยนี้ว่าสูง เพียงดาว) นับเป็นยอดดอยที่สูงอันดับ 3 ของประเทศรองจากดอยอินทนนท์และผ้าห่มปก ป่าบนดอยเชียงดาวเป็นลักษณะเฉพาะแบบป่าละเมาะเขา หรือกึ่งแถบหนาว

การเที่ยวดอยเชียงดาวนั้น เป็นการเดินทางท่องเที่ยวแบบการเดินป่า ในเส้นทางเดินนักท่องเที่ยวจะได้รับความเพลิดเพลิน และความรู้จากธรรมชาติ นอกจากนี้ยังมีส่วนในการดูแลรักษาระบบนิเวศอันเปราะบางด้วย โดยเราจะเดินทางผ่านป่าสน ทุ่งหญ้าและป่าดิบชื้นขึ้นไปเรื่อยๆ จนเมื่อขึ้นไปสูงๆจะได้เห็นกลุ่มพืชล้มลุกสลับกับพืชพุ่มเตี้ย ซึ่งเป็นสังคมพืชกึ่งอัลไพน์ อันเป็นเอกลักษณ์ที่สำคัญของดอยเชียงดาว จะพบกับพืชที่หายากยิ่ง อาทิ ชมพูเชียงดาว เป็นพืชล้มลุก มีดอกสีชมพูเข้ม ลักษณะคล้ายแตรเล็ก ๆ เรียงเป็นชั้น ๆ เป็นพืชพบได้บนยอดดอยเชียงดาวแห่งเดียวในโลก นอกจากนั้นยังมีพืชหายากอีกหลายชนิด อาทิ กุหลาบเชียงดาว ค้อดอยเชียงดาว ดอกหรีดเชียงดาว คำปองหลวง และกล้วยไม้สิรินธร กล้วยไม้พันธุ์ใหม่ของโลกที่เพิ่งค้นพบไม่นานมานี้ กล่าวได้ว่าดอยเชียงดาวเป็นพื้นที่ที่มีความสำคัญทางพฤกษศาสตร์มากที่สุด แห่งหนึ่งในประเทศไทย

สถานที่ : ดอยเชียงดาว จ.เชียงใหม่
ไฮไลท์ : เส้นทางอันสมบูณณ์สู่ทะเลหมอกสุดอลังการ
การเดินทาง : ทางขึ้นดอยหลวงมี 2 ทาง มี เด่นหญ้าขัด กับ ปางวัว สองทางนี้มีความแตกต่างกันอย่างมาก โดยวิธีการเดิน
เด่นหญ้าขัด – ทางจะยาวกว่า มีระยะทางจากจุดเดินถึงจุดยอดสุด 8.5 กิโลเมตร แต่เป็นทางที่เดินสบายกว่า สามารถชม นก ชมไม้ ได้ตลอดระยะทางแบบไม่เหนื่อย ข้างทางสวยมากนะเออ แต่ค่าโดยสารทางนี้จะแพงกว่
ปางวัว – ทางนี้สั้นกว่า ระยะเดินถึงจุดยอด 6.5 กิโลเมตร ทางเดินนั้นเริ่มก็สูงชัน บั่นกำลังขาเลย ข้างทางไม่มีอะไรให้ดู มีเพียงซอกหินกับดินเศษหญ้าที่จับน้ำค้างลื่นๆ ต้องเดินอย่างระวังกันทุกฝีก้าวเลยทีเดียว ( ลูกหาบมักใช้ทางนี้แบกของแบกน้ำขึ้นไป )
ข้อมูลติดต่อ : โทร. 09-9551471 หรือ 02-5614836

13640937_1777140895832854_79503368518092207_o

3. ทุ่งสามร้อยยอด(บึงบัว)

ยามค่ำคืน ซึ่งเป็นศูนย์ศึกษาธรรมชาติตั้งอยู่ในพื้นที่รับผิดชอบของอุทยานแห่งชาติเขาสามร้อยยอด อยู่ทางด้านทิศตะวันตกของที่ทำการอุทยานฯ โดยมีเทือกเขาสูงใหญ่กั้นอยู่ตรงกลาง การเดินทางมายังบึงบัวถ้ามาจากถนนเพชรเกษมเข้าทางซอยโรงเจ ระยะทางประมาณ 9 กิโลเมตร

อุทยานแห่งชาติเขาสามร้อยยอด ตั้งอยู่อำเภอกุยบุรี จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ได้รับการประกาศให้เป็นอุทยานแห่งชาติลำดับที่ 4 ของประเทศไทย และเป็นอุทยานแห่งชาติทางทะเลแห่งแรกในเมืองไทย ในปี พ.ศ. 2509

เขาสามร้อยยอด ถือว่าเป็นอุทยานแห่งชาติที่มีความหลากหลายของสภาพทางภูมิศาสตร์ เพราะมีทั้งพื้นที่ที่เป็นทะเล หาดทราย หาดเลย ป่าเขาหินปูน ป่าชายเลน ป่าพรุน้ำจืด ทุ่งหญ้า และพื้นที่ชุ่มน้ำ หลากธรรมชาติแบบนี้จึงทำให้ เขาสามร้อยยอด เป็นแหล่งรวมสถานที่ท่องเที่ยวอันหลากหลาย เลือกได้ตามความพิศมัย ไม่ว่าจะเป็นนอนผึ่งแดดริมหาด พายเรือคายัก ท่องป่าชายเลน ขึ้นเขาชมพระอาทิตย์ขึ้น ยืนริมบึงชมนานาบัว และ บึงบัว เป็นจุดเด่นใน เขาสามร้อยยอด ที่เราอยากให้ลองไปสัมผัสที่สุด

การเดินทางเข้าชม บึงบัว ใน ทุ่งสามร้อยยอด นั้น ต้องใช้บริการเรือถ่อของชาวบ้าน ซึ่งจะพานักท่องเที่ยวล่องไปตามเส้นทาง ได้สัมผัสและศึกษาธรรมชาติอย่างใกล้ชิด ชาวบ้านที่นี่ประหนึ่งไกด์

บึงบัว แห่ง ทุ่งสามร้อยยอด มีบัวสายพันธุ์ต่างๆ ขึ้นอยู่ในพื้นที่กว่า 500 ไร่ ไม่ว่าจะเป็นบัวหลวง บัวเผื่อน บัวผัน บัวสาย รวมถึงพืชน้ำนานาพันธุ์ อย่าง กก อ้อ ธูปฤาษี ถ้าไปจังหวะเหมาะ น่าจะช่วงปลายฤดูหนาว จะได้เห็นภาพบัวบานสะพรั่ง ผลิดอกพร้อมกันละลานเต็มบึง

ตลอดเวลาหลายปีที่ผ่านมา บึงบัวเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่รู้จักกันอย่างแพร่หลาย นักท่องเที่ยวมักจะเลือกเที่ยวที่บึงบัวเป็นอันดับต้นๆ ไม่แพ้ถ้ำพระยานคร แต่สภาพอากาศที่เปลี่ยนไปอย่างมาก ในช่วง 6 ปีที่ผ่านมา ทำให้น้ำแล้ง น้ำที่เหลืออยู่มีความเค็มมากขึ้น บัวที่เคยมีอยู่มากมายที่นี่ก็ตายไปจนหมด ชาวบ้านที่เคยประกอบอาชีพเสริมถ่อเรือเที่ยวบึงบัวก็ต้องหยุดให้บริการ นักท่องเที่ยวที่มาที่นี่ก็ลดจำนวนลงอย่างเห็นได้ชัด คงเหลือเอาไว้แต่เพียงฐานะของสถานที่ชมพระอาทิตย์ตกที่สวยที่สุดแห่งหนึ่งของสามร้อยยอด ช่วงเวลาก่อนพระอาทิตย์ตกดินจึงเห็นมีคนเข้ามารอชมวิวกัน

13661812_1777140682499542_8641227194030056122_o

4.“จุดชมวิวม่อนสน” ดอยอ่างขาง

“จุดชมวิวม่อนสน” ดอยอ่างขาง : อีกหนึ่งจุดสุดยอดชมวิวทะเลหมอก และนอนกางเต็นท์ ท่ามกลางบรรยากาศที่หนาวเย็น เป็นจุดชมวิวพระอาทิตย์ขึ้นและทะเลหมอกที่ได้รับความนิยมอย่างมากจากนักท่องเที่ยวที่เดินทางมายังดอยอ่างขาง จะได้ใกล้ชิดกับธรรมชาติ และยังมีลานกลางเต็นท์ พร้อมกับมีห้องน้ำไว้ให้บริการด้วย ตั้งอยู่ใกล้ฐานปฏิบัติการดอยอ่างขาง

ลานกางเต็นท์ดอยอ่างขาง จุดชมวิวม่อนสน อยู่ในเขตของอุทยานแห่งชาติดอยฟ้าห่มปก จังหวัดเชียงใหม่ ตั้งอยู่ใกล้ๆ กับฐานทหารดอยอ่างขาง ลานกางเต็นท์แห่งนี้เป็นอีกหนึ่งจุดกางเต็นท์ ที่นักท่องเที่ยวพากันมานอนในช่วงหน้าหนาว ตื่นมาพบกับทะเลหมอกเบื้องหน้า และชมพระอาทิตย์ขึ้นในตอนเช้า กับวิว 360 องศา มีห้องน้ำไว้บริการด้วยนะครับ ผู้หญิงไม่ต้องกลัวว่าจะลำบาก ราคาเช่าเต็นท์ แค่เพียง 225 บาท สำหรับเต็นท์ขนาด 3 คน หรือหากว่ามีเต็นท์มาเอง ก็ค่าเช่าพื้นที่สำหรับกางเต็นท์แค่เพียงคนละ 30 บาทเท่านั้น

13652927_1777140592499551_7445475887174505855_o

5. วัดป่าสว่างบุญ 

ตั้งอยู่ที่ อ.แก่งคอย จ.สระบุรี   สร้างขึ้นในปี 2528 โดยหลวงพ่อสมชายปุญญมโน ในเนื้อที่กว่า400 ไร่ ทางด้าน ในวัดเป็นสถานที่ที่สงบเงียบเหมาะกับการปฏิบัติธรรมเป็นอย่างมาก เนื่องจากพื้นที่ทางด้านหลังติดกับ เชิงเขามีอากาศที่ เย็นสบาย มาก และมีประชาชนเข้าไปปฏิบัติธรรมกันเป็นจำนวนมากในช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์ สิ่งที่โดดเด่นของวัดป่าสว่างบุญ คือ พระมหาเจดีย์ 500 ยอด มีชื่อเต็มว่า “พระมหารัตนโลหะเจดีย์ศรีศาสนโพธิสัตว์สว่างบุญ”  มีเจดีย์องค์ประธานมีเส้นผ่าศูนย์กลาง 50 เมตร มีทั้งหมด 9 ชั้น มีบริวาร 500 องค์

มีเจดีย์ประธานองค์ใหญ่อยู่ตรงกลาง และมีองค์เจดีย์รายองค์เล็กตั้งลดหลั่นกันลงมาอยู่รอบๆทิศ โดยมี ซุ้มประตูทางขึ้นทั้งสี่มุมทำเป็นบันไดขึ้นไปยังองค์เจดีย์ที่ตั้งอยู่ทางด้านบน ตัวองค์เจดีย์เป็นปูนปั้นรูปแบบ สวยงามประณีตเคลือบสีทอง ทั้งหมดทุกองค์ผนังด้านในของเจดีย์องค์ประธานประดับกระจกทับทิม โดยรอบสวยงาม มีภาพพระธาตุเจดีย์สำคัญๆ ทั่วประเทศ ไทยประดับไว้ด้านบนภายในองค์เจดีย์ ได้อัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุจากประเทศเนปาล อินเดีย,ศรีลังกาและสาธารนุชน มาร่วม บรรจุในพระมหาเจดีย์ครบทั้ง 500 ยอด รวมทั้งได้นำพระบรมสารีริกธาตุ และวัตถุมงคล ของมีค่ามาสักการบูชาจำนวนมากบรรจุ อยู่ในพระเจดีย์องค์ประธาน

นอกจากเจดีย์ 500 ยอดแล้ว วัดป่าสว่างบุญยังมีสิ่งน่าสนใจ อาทิ พระเจดีย์บรรจุพระบรมสารีริกธาตุ 84,000 องค์ พระอุโบสถ อาศรมรูปทรงสถูปดับขันธ์ปรินิพาน พระสัจจะเจดีย์ รวมถึงพระพุทธรูปที่มีความโดดเด่นทั้งพุทธลักษณะ และวัสดุการก่อสร้าง จำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็นพระพุทธรูปหินปางปรินิพพานยาว 10.59 เมตรที่สร้างด้วยหินชิ้นเดียวใหญ่ที่สุดในเมืองไทย พระพุทธมหาทานสว่างบุญ ปางเชียงแสนหนึ่ง หน้าตักกว้าง 109 นิ้ว ที่ประดิษฐานอยู่ในโบสถ์ พระพุทธรูปแกะหินหนัก 30 ตัน พระยืนบนเขาพระหินทราย

การเดินทางไปวัดป่าสว่างบุญ

1. โดยรถยนต์ส่วนตัว
วัดป่าสว่างบุญไม่มีรถสาธารณะผ่าน ต้องใช้รถส่วนตัวโดยใช้เส้นทาง สระบุรี-นครนายก จาก อ.แก่งคอย ไปประมาณ 15 กิโลเมตร พอถึงตำบลชะอม เลี้ยวซ้ายไปเส้นทางเที่ยวน้ำตกโกรกอีดก ตรงเข้าไปประมาณ 4 กิโลเมตร วัดตั้งอยู่ทางขวามือ มีป้ายบอกชัดเจน

13652931_1777140795832864_8392293678362308576_o

6. ภูทับเบิกภูทับเบิก ตั้งอยู่ที่ตำบลวังบาล จ. เพชรบูรณ์ ที่มีความสูงจากระดับน้ำทะเลประมาณ 1,768 เมตร ซึ่งเป็นจุดสูงสุดของจังหวัด เพชรบูรณ์ ภูมิประเทศมีความงดงามเป็นที่กล่าวถึง เป็นความงามของทะเลภูเขาตามธรรมชาติป่าไม้ อุดมสมบูรณ์ อากาศบริสุทธ์ เย็นสบายตลอดปี ในตอนเช้ามีหมอกและกลุ่มเมฆตัดกับยอดภูสีเขียว มีไร่กะหล่ำปลีที่ปลูกลดหลั่นไปตามไหล่เขา ภูทับเบิกเป็นสถานที่ ที่มีความสำคัญมากที่หนึ่ง เพราะเป็นจุดรองรับน้ำฟ้ากลางหาว

เป็นยอดเขาที่สูงที่สุดในจังหวัดเพชรบูรณ์ เพิ่งเปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าไปสำรวจท่องเที่ยวได้ไม่นานนัก แต่ก็สามารถสร้างความตื่นตาตื่นใจให้กับผู้ที่ไปเยือนได้เป็นอย่างมาก ด้วยระดับความสูง 1,768 จากระดับน้ำทะเลปานกลาง อุณหภูมิที่หนาวเย็นทั้งปีบนยอดภู และไร่กะหล่ำปลี ที่กว้างใหญ่สุดลูกตา กินบริเวณยอดภูหลายลูก

ภูทับเบิกเป็นชื่อของ หมู่บ้านม้งทับเบิก ซึ่งเป็นหมู่บ้านชาวเขาเผ่าม้ง บนภูเขาสูงของจังหวัดเพชรบูรณ์ ในตำบลวังบาล อำเภอหล่มเก่า ซึ่งห่างจากตัวอำเภอประมาณ 40 กม. และห่างจากตัวจังหวัดเพชรบูรณ์ประมาณ 100 กม. ชาวม้งที่นี่มีอาชีพทำการเกษตรเป็นหลัก พืชผักที่มีการปลูกมากที่สุด ก็คือกะหล่ำปลี ซึ่งมีการจัดสรรที่ดินทำกินสำหรับการปลูกกะหล่ำปลีหลายพันไร่บนยอดเขาสูง ทำให้ในช่วงฤดูฝน มีกะหล่ำปลีผุดขึ้นละลานตาเต็มภูเขา โดยเฉพาะในช่วงเดือนกรกฎาคม-สิงหาคม และช่วงเดือน ตุลาคม-พฤศจิกายน ของทุกปี

สถานที่ : ภูทับเบิก จ.เพชรบูรณ์
ไฮไลท์ : พบทะเลหมอกได้ง่ายสุดๆ
การเดินทาง : จากกรุงเทพฯ ถึง จังหวัดเพชรบูรณ์ ผ่านตัวเมืองมุ่งหน้าไปทางอ.หล่มสัก ก่อนถึงแยกพ่อขุนประมาณ 10 กม. ให้เลี้ยวซ้ายเข้าทางเลี่ยงเมืองสาย 21 (เลยปั๋ม คาลเท็กซ์ไป 200 ม.) ขับรถไปอีก 6-7 กม. ถึงสี่แยกกกโอ ให้เลี้ยซ้ายไปทางพิษณุโลก ตรงไปประมาณ 1-2 กม. ถึงสี่แยกไฟแดง หากตรงไปจะขึ้นไปเขาค้อ และพิษณุโลก ให้เลี้ยวขวา เข้าถนนสาย 2372 ตรงไป ประมาณ 13-15 กม. มีป้ายบอกทางภูทับเบิก-ภูหินร่องกล้า ให้เลี้ยวซ้ายเข้าถนนทางหลวงหลายเลข 2331 ไปภูทับเบิก ขับไปตามเส้นทาง ซึ่งเป็นทางขึ้นเขา ระยะทางประมาณ 17.7 กิโลเมตร 

ข้อมูลติดต่อ : วิสาหกิจชุมชนท่องเที่ยวภูทับเบิก 085-733-9737

13680076_1777140655832878_1003946657114381382_o

7. อุทยานแห่งชาติหาดขนอม-หมู่เกาะทะเลใต้

คือ หาดที่มีชื่อเสียงของนครศรีธรรมราช โดดเด่นด้วยหาดทรายที่ยื่นยาวออกไป ในทะเลคู่กับทิวสน เกาะมัตโกง และเกาะมัตสุ่มมีหาดทรายยาวกับทิวมะพร้าว มีปะการังสวยงาม อุดมสมบูรณ์ทั้งปะการังจาน ปะการังสมอง และปะการังเขากวาง รอบเกาะ มีชายหาดและน้ำใส เหมาะสมกับกิจกรรมดำน้ำดูปะการังและเล่นน้ำ อ่าวต่างๆ เช่น อ่าวท้องหยี อ่าวท้องยาง อ่าวคอเขา อ่าวหน้าด่าน อ่าวแฝงเภา อ่าวท้องชิง อ่าวในเพลา ซึ่งมีชายหาดที่มีทรายขาว สะอาด น้ำทะเลใส เหมาะสำหรับการเล่นน้ำทะเล นอกจากนี้ยังมีสิ่งที่โดดเด่นคือ โลมาสีชมพูที่พบได้ง่าย ณ หาดขนอม รวมถึงเกาะนุ้ยนอก เกาะแห่งตำนานหลวงปู่ทวดเหยียบน้ำทะเลจืด

สถานที่ท่องเที่ยวน่าสนใจ
หาดขนอม
อยู่ห่างจากตัวอำเภอขนอมประมาณ 1.5 กิโลเมตร สามารถเดินทางเข้าถึงโดยใช้ทางหลวงหมายเลข 4041 ซึ่งแยกจากทางหลวง หมายเลข 401 ประมาณ 17 กิโลเมตร ผ่านตลาดสุขาภิบาลขนอมประมาณ 1 กิโลเมตร จากนั้นจึงเลี้ยวขวาเข้าถึงตัวหาดขนอม ซึ่งเป็นชายทะเลที่สวยงาม ยาวติดต่อกัน 2-3 หาด คือ หาดในแปร็ด หาดในเพลา และหาดปากน้ำ ซึ่งรวมกันเรียกว่า “หาดหน้าด่าน” เป็นหาดทรายยาวสลับโขดหินตั้งอยู่ระหว่าง เขาที่ยื่นไปใน ทะเลทั้งด้านเหนือและด้านใต้ ริมฝั่งขนอมมีชายหาดน้อยใหญ่เรียงราย อยู่หลายแห่ง มีน้ำทะเลใสสะอาดเหมาะแก่การเล่นน้ำมาก ถ้าใช้ตำแหน่งที่ปากคลองขนอมไหลลงสู่ทะเลเป็นหลักบริเวณทางตอนเหนือ คลองขึ้นไปมีหาดทรายที่ต่อเนื่องกันได้แก่ หาดท้องชิง หาดแฝงเภา หาดท้องโหนด หาดท้องเนียน หาดนางกำ ส่วนทางตอนใต้ของ คลอง มีชายหาดที่สวยงามที่สุดแห่งหนึ่งของเมืองนคร คือ หาดในเพลา เป็นหาดทราย สีขาวหม่นยาวโค้งเป็นวงพระจันทร์ ยางถึง 18 กิโลเมตร

จุดชมทิวทัศน์เขาดาดฟ้า
จากจุดนี้สามารถชมวิวดวงอาทิตย์ขึ้นจากทะเล ชมวิวหมู่เกาะแตน ชมวิวสภาพสัณฐานของเกาะสมุย ชมวิวสภาพป่าดิบชื้นที่ สมบูรณ์ของเขาดาดฟ้า ดูนกป่านานาชนิ และในตอนเช้าๆ จะได้ยินเสียงชะนีร้อง และปรากฏตัวให้เห็น นอกจากนี้ยังสามารถมอง วิวของ ดวงอาทิตย์ตกในตอนเย็นได้ด้วย มีถนนราดยางเข้าถึงจุดชมวิว มีไฟฟ้าพาดผ่านตามแนวถนน อยู่ห่างจากอำเภอขนอม 15 กิโลเมตร

เกาะนุ้ยนอก
อยู่บริเวณเกาะท่าไร่ เป็นบ่อน้ำจืดธรรมชาติอยู่ใต้ทะเล ตั้งอยู่ในเขตตำบลท้องเนียน อำเภอขนอม จังหวัดนครศรีธรรมราช ช่องรูเล็ต ในเขตตำบล ท้องเนียน อำเภอขนอม จังหวัดนครศรีธรรมราช ซึ่งเป็นรอยต่อของอำเภอดอนสัก จังหวัดสุราษฎร์ธานี กับอำเภอขนอม จังหวัดนครศรีธรรมราช เป็นที่อาศัยของสัตว์น้ำนานาชนิด เหมาะแก่การเที่ยวชมธรรมชาติของสัตว์นานาชนิด

ถ้ำเขาวัง
นับเป็นถ้ำที่มีความตระการตาอย่างยิ่ง ทางเข้าถ้ำแม้จะเป็นโพรงเล็กๆ แต่ภายในจะพบกับหินงอกหินย้อยรูปร่างแปลกๆ แตกต่างกัน มากมาย สร้างความตื่นตาตื่นใจจนหายเหนื่อย การเดินทางจากอำเภอขนอมใช้เส้นทางขนอม-ดอนสัก ไปประมาณ 9 กิโลเมตร เลี้ยวซ้าย ตรงสภาตำบล ควนทองเข้าไปอีก 4 กิโลเมตร เลี้ยวขวาอีก 700 เมตร ถึงเชิงเขา เดินขึ้นบันไดไปราว 100 เมตรก็จะถึงปากถ้ำ

น้ำตกหนานไผ่
เป็นน้ำตกที่มีความสวยงามมี 3 ชั้น ไหลลดหลั่นลงมา

ป่าชายเลนคลองขนอม
ในเขตตำบลขนอม ตำบลควนทอง และตำบลท้องเนียน อำเภอขนอม จังหวัดนครศรีธรรมราช ซึ่งเหมาะสำหรับการท่องเที่ยวเพื่อศึกษา ธรรมชาติ ป่าชายเลน การเดินทางจากตัวเมืองสุราษฎร์ธานีใช้ทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 401 และทางหลวงจังหวัดหมายเลข 4014 สู่อำเภอขนอม เมื่อผ่านตลาดบ้านบางโหนด เลี้ยวซ้ายประมาณ 100 เมตร ก็จะถึงบริเวณที่ทางอุทยานแห่งชาติจัดให้มีเส้นทางเดิน ศึกษาธรรมชาติป่าชายเลน ให้ชมพรรณไม้แปลกๆ ของป่าชายเลน หรือจะนั่งเรือของชาวประมงเข้าไปตามคลองขนอมเพื่อชม ป่าชายเลนผืนใหญ่และหิ่งห้อยสองฝั่งคลอง

สิ่งอำนวยความสะดวก
อุทยานแห่งชาติ ยังไม่ที่พัก-บริการไว้บริการนักท่องเที่ยว มีแต่สถานที่กางเต็นท์ให้บริการนักท่องเที่ยว เนื่องจากเป็นอุทยานแห่งชาติ จัดตั้งใหม่ หากสนใจที่จะเดินทางไปท่องเที่ยวที่อุทยานแห่งชาติ ท่านต้องจัดเตรียมเต็นท์และอาหารไปเอง รายละเอียดเกี่ยวกับสถานที่ กางเต็นท์ ให้ติดต่อสอบถามกับอุทยานแห่งชาติโดยตรง

สถานที่ติดต่อ
อุทยานแห่งชาติหาดขนอม-หมู่เกาะทะเลใต้ หมู่ที่ 1 ต.ขนอม อ. ขนอม จ. นครศรีธรรมราช 80210 โทรศัพท์ 0 75528495

pu-835-2

8. ภูกระดึง

ว่ากันว่า….หากอยากพิสูจน์รักแท้ให้พาคนที่เรารักไปร่วมพิสูจน์รักด้วยการเดินทางพิชิตยอดภูของ อุทยานแห่งชาติภูกระดึง และถ้าหากเขาคนนั้นสามารถร่วมเดินทางไปกับคุณจนกระทั่งถึงยอดดอย และคอยช่วยเหลือดูแลกันและกันเป็นอย่างดีแล้วละก็ เขาก็คือรักแท้ของเราเป็นแน่แท้ !!!

ภูกระดึง : เป็นอุทยานแห่งชาติลำดับที่ 2 ของประเทศไทย ตั้งอยู่ในท้องที่ตำบลศรีฐาน อำเภอภูกระดึง จังหวัดเลย เป็นภูเขาหินทรายยอดตัด เป็นที่ราบขนาดใหญ่ มีเนื้อที่ประมาณ 60ตารางกิโลเมตร มีความสูง 400-1,200 เมตร จากระดับน้ำทะเลปานกลางเป็นแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่ได้รับความนิยมมากแห่งหนึ่งของเมืองไทยจุดสูงสุดอยู่ที่บริเวณคอกเมย มีความสูง 1,316 เมตรจากระดับน้ำทะเล
สภาพทั่วไปของภูกระดึง ประกอบไปด้วยพรรณไม้นานาชนิด พันธุ์สัตว์ป่านานาพันธุ์ หน้าผา ทุ่งหญ้า ลำธาร และน้ำตกอีกทั้งยังเป็นพื้นที่ต้นน้ำของลำน้ำพองซึ่งเป็นลำน้ำสายสำคัญสายหนึ่งของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ด้วยความสูงบรรยากาศ และสภาพอากาศที่เย็นสบายตลอดปีบนยอดภูกระดึง โดยเฉพาะในช่วงฤดูหนาวอุณหภูมิอาจลดต่ำจนถึง 0 องศาเซลเซียสจึงเป็นแรงจูงใจให้นักท่องเที่ยวปรารถนาและหวังจะเป็นผู้พิชิตยอดภูกระดึงสักครั้งหนึ่งในชีวิต

…นี่คือตำนานคำกล่าวขานที่มักได้ยินเสมอ ๆ เมื่อเอ่ยถึง “ภูกระดึง” หรือ “อุทยานแห่งชาติภูกระดึง” ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะการที่เราจะขึ้นไปถึงยอดดอยได้ต้องเดินเท้าเป็นระยะทางกว่า 9 กิโลเมตร คือขึ้นเขา 5 กิโลเมตรบวกทางราบอีกประมาณ 3-4 กิโลเมตร (โห…ไหวไหมเนี่ย)ซึ่งนอกจากจะมีคู่รักไปพิสูจน์รักแท้แล้ว ภูกระดึง มักจะได้รับความนิยมในการไปแบบกลุ่มเพื่อน ๆ อีกด้วยและทุกคนที่ได้ไปสัมผัสต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า ตอนเดินเหนื่อยมาก ๆแต่พอได้ไปสัมผัสกับธรรมชาติข้างบน ภูกระดึง แล้วคุ้มค่าสุด ๆ

13640830_1777140825832861_2313170148939386880_o

9. “เขาเทวดา” อุทยานแห่งชาติ พุเตย

“เขาเทวดา” อุทยานแห่งชาติ พุเตย : ตั้งอยู่ที่ อำเภอด่านช้าง
ดินแดนแห่งขุนเขา ป่าหนึ่งเดียวที่สมบูรณ์ที่สุดของเมืองสุพรรณ เป็นชายป่าผืนสุดท้ายของป่าห้วยขาแข้ง เป็นสถานที่ที่เหมาะกับนักเดินทางทีหลงใหลในธรรมชาติ ความสงบเงียบ ป่าเขา น้ำตก ความงดงามงามของดวงอาทิตย์ยามเช้า ไอหมอก ความหนาวเย็น และวิถีชีวิตของชนชาวกระเหรี่ยง

สถานที่กางเต็นท์มี 3 จุดใหญ่ๆ ได้แก่
– หน่วยพิทักษ์อุทยานฯ พุเตยที่ 1 (ด้านวังคัน-ป่าขี)
– ที่ทำการอุทยานฯ พุเตย (ด้านปลักประดู่-ห้วยหินดำ)
– หน่วยพิทักษ์อุทยานฯ พุเตยที่ 3 ตะเพินคี่ (ด้านปลักประดู่-ตะเพินคี่) ใครไปยอดเขาเทวดา ต้องมานอนที่นี่นะ

หน่วยพิทักษ์อุทยานฯ พุเตยที่ 3 ตะเพินคี่
เป็นป่าที่สวยงาม และเป็นที่ตั้งของหมู่บ้านกะเหรี่ยง ชนกลุ่มน้อยที่อาศัยมากว่า 200 ปี ผืนป่า และต้นน้ำตะเพินคี่ ยังคงสภาพสมบูรณ์ เหมาะแก่การท่องเที่ยวเชิงผจญภัยล่องไพร เป็นดินแดนแห่งความหนาวเย็น ในหน้าหนาวอุณหภูมิจะลดลง 5-6 ํC ยอดเขาเทวดา ที่ความสูงกว่า 1000 เมตร ในวันที่อากาศเหมาะสม นักท่องเที่ยวอาจจะได้ชมทะเลหมอกที่สวยงาม และไปยืนจุดที่เป็น ดินแดนรอยต่อของสามจังหวัด สุพรรณบุรี-อุทัยธานี-กาญจนบุรี การเดินทาง หน้าฝนควรเป็นรถขับเคลื่อน 4 ล้อ ส่วนหน้าแล้งรถยนต์นั่งธรรมดาก็สามารถไปได้ แต่ควรเป็นรถกระบะ

13640907_1777140695832874_4869150666129655682_o

10. ภูทอก

จุดชมวิวภูทอก : ตั้งอยู่อำเภอเชียงคาน จังหวัดเลย สถานที่นักท่องเที่ยวจะสามารถสัมผัสปุยของทะเลหมอกได้อย่างใกล้ชิด ถ้าหากมองในระยะไกลเบื้องหน้าจะเห็นวิวทะเลหมอกขาวโพลนตัดกับแสงสีส้มของพระอาทิตย์ ซึ่งนอกจากวิวของทะเลหมอกแล้วยังเป็นจุดที่สามารถมองเห็นวิว 360 องศา แบบพาโนราม่าของเมืองเชียงคานได้อีกด้วย ไม่ว่าจะเป็นแก่งคุดคู้และลำน้ำโขง ด้วยภูแห่งนี้มีลักษณะเป็นภูเขาสูง ทำให้ทัศนียภาพโดยรอบบริเวณภูสวยบริบูรณ์ด้วยธรรมชาติสร้างสรรค์ ในช่วงเวลาการชมทะเลหมอก คือในช่วงปลายฝนถึงฤดูหนาว ที่ให้คุณได้สัมผัสอากาศหนาวได้อีกด้วย

การเดินทาง จากตัวเมืองเชียงคานใช้ทางหลวงหมายเลข 211 ไปทาง อ.ปากชม เมื่อผ่านทางแยกเข้าแก่งคุดคู้ จะพบทางแยกขวามือ ปากทางมีป้ายสถานีโทรคมนาคมเชียงคาน สู่เส้นทางขึ้นยอดภูทอก ส่วนใหญ่จะให้นักท่องเที่ยวจอดรถไว้ที่ปากทางขึ้น ภูทอก และให้ใช้บริการรถ สาธารณะ ที่ทางอำเภอเชียงคานได้จัดไว้ ค่าโดยสารประมาณคนละ 25 บาท

13680223_1777140855832858_1387998223129348883_o

11. แก่งหินสามพันโบกตั้งอยู่ที่บ้านโป่งเป้า ตำบลเหล่างาม อำเภอโพธิ์ไทร จังหวัดอุบลราชธานี

เป็นกลุ่มหินทรายที่ถูกกระแสน้ำธรรมชาติ กัดเซาะผ่านกาลเวลามานานหลายพันปี จนเกิดเป็นร่องหินขนาดใหญ่สูง 3-7 เมตร กว้างเป็นสิบเมตร กลายเป็นโบกงามๆ แปลกตาจำนวนนับไม่ถ้วนกระจายอยู่บนพื้นผิวของลานหินในละแวกนี้ กินพื้นที่เลียบริมแม่น้ำโขงทั้งฝั่งไทยและลาว ทอดตัวยาวไกลตั่งแต่บ้านโป่งเป้าไปจนถึงบ้านปากกะหลาง ตำบลสองคอน เป็นระยะทางกว่า 5 กิโลเมตร และรวมเป็นพื้นที่ถึงกว่า 30 ตารางกิโลเมตร ถ้าดูจากแผนที่กูเกิลจะเห็นชัดว่า ที่นี่เป็นลานหินกว้างใหญ่ มีหลุม หุบ รู และแอ่งยั้วเยี้ยอยู่นับไม่ถ้วน เห็นเป็นจุดๆ น้อยใหญ่เต็มไปหมด และดูท่าจะมีมากกว่าสามพันหลุมเสียด้วยซ้ำ

“สามพันโบก” ตั้งอยู่ที่บ้านโป่งเป้า ตำบลเหล่างาม อำเภอโพธิ์ไทร จังหวัดอุบลราชธานี  อีกหนึ่งสถานที่ท่องเที่ยว ที่รังสรรค์โดยธรรมชาติ “สามพันโบก” ซึ่งเป็นแก่งหินขนาดใหญ่ ถูกกัดเซาะกลาย เป็นแอ่งและหลุดมากมาย โดยผลงานของแม่น้ำโขงที่กัดเซาะแก่งหินนี้ ในช่วงฤดูน้ำหลากทุกๆปี ซึ่งเป็นความมหัศจรรย์ของธรรมชาติ ที่ทำให้เกิดเป็นแอ่งมากมายมากกว่า 3,000 โบก และฝั่งตรงข้างที่ห่างไปไม่ กี่เมตรก็เป็นฝั่งของประเทศเพื่อนบ้านของไทยเรานั้นคือประเทศลาว นอกจากจะมาเที่ยว สามพันโบกได้เห็นความงามของธรรมชาติแล้ว ยังได้เห็นวิถีชีวิตของการอยู่ร่วมกันระหว่างชาวไทยและชาวลาวริมฝั่งโขง

13641274_1777140839166193_5375651707581665075_o

12. เกาะเต่า

เป็นเกาะเล็กๆตั้งอยู่กลางอ่าวไทย เป็นตำบลหนึ่งของ อ.เกาะพะงัน จ.สุราษฎร์ธานี พื้นที่เกือบทั้งหมดของเกาะเป็นภูเขา มีสัณฐานคล้ายเม็ดถั่วลักษณะเว้าเป็นอ่าวอยู่มากมาย ถึง 11 อ่าว แหลม 10 แหลมเกาะเต่านับเป็นเกาะแห่งทะเลฝั่งอ่าวไทยที่มีโลกใต้น้ำที่สวยที่สุดเหมาะแก่ทั้ง การดำน้ำตื้น (Skin Diving) และการดำน้ำลึก (Scuba Diving) นอกจากจะมีโลกใต้น้ำที่งดงามที่สุดของฝั่งอ่าวไทย แล้วภูมิประเทศของเกาะเต่า ยังมีลักษณะเว้าแหว่งตลอดตัวเกาะ ก่อให้เกิดอ่าวและแหลมมากมายหลายแห่ง ตลอดแนวชายฝั่งยาว 28.6 กิโลเมตร จึงไม่แปลกที่เกาะเต่าเป็น ที่ตั้งของโรงเรียนดำน้ำ มากมายเกาะเต่า แม้จะอยู่ในทะเลด้านที่รับลมมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งพัดผ่านมาในช่วงเดือนพฤศจิกายนถึงเดือนมีนาคม แต่ก็มีเกาะน้อยใหญ่ช่วยกำบังคลื่นลมให้อยู่บ้าง นักท่องเที่ยวจึงสามารถเดินทางไปเกาะเต่าได้ตลอดปี

อ่าวแม่หาด
เป็นศูนย์รวมความเจริญบนเกาะเต่า เพราะแม่หาดเป็นทั้งท่าเรือที่เรือจากทุกที่จะมาจอดที่นี่ รวมถึงยังเป็นแหล่งชุมชน ร้านค้า สถานที่ราชการ เพราะอยู่ ใกล้กับท่าเรือซึ่งสะดวกสำหรับนักท่องเที่ยว นอกจากนี้อ่าวแม่หาดยังมีรูปปั้นเต่าสัญลักษณ์อันเป็นชื่อของเกาะเต่าอีกด้วย
หาดทรายรี
เป็นหาดขนาดใหญ่ที่อยู่ใกล้กับอ่าวแม่หาดใช้เวลาเดินเพียงแค่ 10 นาที ชายหาดมีความยาวเกือบ 2 กิโลเมตร ทรายสีขาวอมน้ำตาลนิดๆละเอียดนุ่ม เหมือนแป้ง ชายหาดค่อยๆ ลาดลงไปแต่ไม่ค่อยเหมาะกับเล่นน้ำมากนัก เพราะมีหินเยอะ เหมาะกับการเดินชมความงดงามของอ่าวมากกว่า ที่นี่เป็น จุดชมพระอาทิตย์ตกที่สวยงามของเกาะเต่า มีที่พักบริการมากมายหลายแห่ง ผับ บาร์
สวนหิน จปร.
อยูใกล้กับหาดทรายรี มี โขดหิน รูปร่างประหลาดๆอยู่หย่อมหนึ่ง และมีรอยจารึกทาง ประวัติศาสตร์ ถึงการเสด็จประพาส เกาะเต่า ของพระบาทสมเด็จ พระจุลจอมเกล้า เจ้าอยู่หัว ด้วยการจารึก พระปรมาภิไธย จปร.ไว้ให้เป็นที่ ่ปรากฏอยู่จนตราบเท่าทุกวันนี้

การเดินทางไปเกาะเต่า
1. จากจังหวัดชุมพรใ้ช้เวลาเดินทางประมาณ 2-3 ชั่วโมง
เรือเร็วลมพระยา
ขึ้นที่ท่าเรือลมพระยา เลยโรงแรมโซฟิเทล ชุมพร บริการเดินเรือเส้นทางชุมพร-เกาะเต่า วันละ 2 เที่ยวเที่ยวแรก 7:00 เช้าและ 12.30 น. ราคา 600 บาท/เที่ยว มีบริการ รถ-เรือ รถจะออกเดินทางจากกรุงเทพฯ ประมาณ 3 ทุ่มบริเวณ ถนนข้าวสาร ติดต่อสอบถามได้ที่ โทร. 0 7745 6176 (สาขาเกาะเต่า) หรือที่ สำนักงานกรุงเทพฯ โทร. 0 2629 2569-70 หรือที่เว็บไซต์ www.lomprayah.com

เรือด่วนบริษัท ส่งเสริม
– ชุมพร–เกาะเต่า เรือออกจากท่าเรือส่งเสริม เวลา 24.00 น. ถึงเกาะเต่า เวลา 06.00 น. ค่าโดยสารคนละ 500 บาท
– เกาะเต่า-ชุมพรเรือออกจากเกาะเต่า เวลา 10.00 น. ถึงชุมพร เวลา 15.00 น. ค่าโดยสารคนละ 400 บาท
เรือด่วนเอกวิญญ์
– ชุมพร-เกาะเต่า เรือออกจากชุมพร เวลา 07.30 น. ถึงเกาะเต่า เวลา 10.30 น. ค่าโดยสารคนละ 400 บาท
– เกาะเต่า-ชุมพร เรือออกจากเกาะเต่า เวลา 11.00 น. ถึงท่าเรือเอกวิญญ์ (เชิงสะพานท่ายาง) จังหวัดชุมพร เวลา 14.00 น. ค่าโดยสารคนละ 400 บาท
สอบถามข้อมูลการเดินเรือได้ที่ บริษัท เอกวิญญ์ จำกัด โทร. 0 7650 1821

13661835_1777140885832855_7203313104059770383_o
13. ดงตาล จ.เพชรบุรี ภาพตาลยืนต้นสูงเด่นเป็นแถวทิวสุดปลายตาตลอดสองข้างทาง เป็นสิ่งยืนยันว่าจังหวัดเพชรบุรีมีต้นตาลมากที่สุด

13653024_1777152432498367_2584753193018544920_o

14. วัดสิรินธรวรารามภูพร้าว หรือนิยมเรียกกันว่า วัดเรืองแสง

ตั้งอยู่ที่ อำเภอสิรินธร จังหวัดอุบลราชธานี เป็นวัดที่ตั้งอยู่บนเนินเขาสูง โดยจำลองสภาพแวดล้อมของวัดป่าหิมพานต์หรือเขาไกรลาศ บริเวณบนยอดเขาจะมองเห็นพระอุโบสถสีปัดทองตั้งเด่นเป็นสง่า จุดเด่นของวัดคือ การได้มาชมภาพเรืองแสงเป็นสีเขียวของของต้นกัลปพฤกษ์ที่เป็นจิตรกรรมที่อยู่บนผนังด้านหลังของอุโบสถในยามค่ำคืน ซึ่งช่วงเวลาที่เหมาะสำหรับการมาชมและถ่ายภาพคือ ตั้งแต่เวลา 6.00.19.30 น. ซึ่งหากโชคดีก็จะได้เห็นดวงดาวมากมายเต็มท้องฟ้า อีกด้วย แต่ภาพเรืองแสงนี้หากมองด้วยตาเปล่าจะเห็นเพียงเล็กน้อย จะไม่เห็นเป็นสีเขียวชัดเจนเท่ากับภาพที่ถ่ายด้วยกล้องถ่ายภาพ เพราะฉะนั้นนักท่องเที่ยวบางท่านที่มาเก็บภาพความงดงามผ่านสายตาต้องเผื่อใจไว้เล็กน้อย

นอกจากความมหัศจรรย์ของพระอุโบสถแล้ว วัดแห่งนี้ยังมีจุดชมวิวทิวทัศน์ซึ่งเป็นวิวลำน้ำโขง และบริเวณด้านหลังพระอุโบสถเป็นจุดชม วิวทิวทัศน์ของฝั่งประเทศลาวและมองเห็นด่านสากลช่องเม็กอย่างสวยงามรวมทั้งอ่างเก็บน้ำที่ อยู่บริเวณเชิงเขาคล้ายกับทะเลสาป  โดยเฉพาะในช่วงพระอาทิตย์ตกดินเราเราจะได้เห็นพระอาทิตย์ดวงโตซึ่งเป็นบรรยากาศที่สวยงามมาก สำหรับต้นกัลปพฤกษ์เรืองแสง เป็นฝีมือการออกแบบของช่างคุณากร ปริญญาปุณโณ ผู้ลงมือติดโมเสกแต่ละชิ้นด้วยตัวเอง โดยมีแรงบันดาลใจมาจากต้นไม้แห่งชีวิต ในภาพยนตร์เรื่องอวตาร โดยใช้สารเรืองแสง หรือ สารฟลูออเรสเซนต์รอบต้น  คุณสมบัติของสารฟลูออเรสเซนต์จะรับแสงพระอาทิตย์ ในตอนกลางวัน พร้อมกับที่ศิลปกรรมชิ้นนี้ ได้หันหน้าไปทางทิศตะวันออก หรือหันข้างไปทางทิศตะวันตก ก็เลยเหมือนเป็นฉากกั้น พลังงาน ในช่วงเวลาตอนกลางวัน แล้วจะฉายแสงออกมาในตอนกลางคืน คือเป็นการคายพลังงานออกมา  ตัวอุโบสถมีต้นแบบมาจาก วัดเชียงทอง ประเทศลาว เสาแต่ละต้นลงลวดลายด้วยมือ โดยรอบนอกเป็นลายดอกบัวและสัตว์ทั้งหลายตามคติบัว 4 เหล่า ทางเข้าเป็นต้นสาละ

ส่วนตัวอุโบสถมีต้นแบบมาจากวัดเชียงทอง ประเทศลาว แต่มีความกว้างมากกว่า 1 เท่า และความยาวมากกว่า 2 เท่า เสาแต่ละต้นลง ลวดลายด้วยมือ โดยรอบนอกเป็นลายดอกบัวและสัตว์ทั้งหลายตามคติบัว 4 เหล่า หัวใจหลักของการทำพุทธศิลป์ คือ การนำเสนอ งานศิลปะที่เกิดจากความสงบ ความเพียร ความอดทน และวิสัยทัศน์ งานแต่ละชิ้นต้องคิดจากความคิดอันวิจิตรและขบคิดมาก่อนทั้งสิ้น อย่างแนวคิดการจำลองให้วัดเป็นเขาพระสุเมรุ  ตรงกลางของพระอุโบสถ เป็นที่ตั้งของพระประธาน แต่เดิมที่คล้ายกับพระพุทธชินราช ในจังหวัดพิษณุโลก แต่มีการนำเพียงส่วนรัศมีออกไป เพื่อให้แลดูกลมกลืนกันยิ่งขึ้น พร้อมกับได้ทำฉากหลังเป็นต้นโพธิ์ โดยเบื้องบนติดด้วยแผ่นพระทอง

13708267_1777332422480368_4637251987312468866_o

15. เขาช้างเผือก

เขาช้างเผือก : เป็นที่เที่ยวสำหรับคนที่ชอบการเดินป่า ชอบผจญภัย พิชิตยอดเขาสูง ยอดเขาช้างเผือกสูงตระหง่าน รอให้มาพิสูจน์ความกล้ากัน โดยเฉพาะจุดของสันเขาที่หวาดเสียวที่สุดที่เรียกว่า “สันคมมีด”
เขาช้างเผือก ตั้งอยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติทองผาภูมิ อำเภอทองผาภูมิ บนยอดเขามีลักษณะเป็นภูเขาหญ้า มีหินบ้างตามสันเขา การเดินทางไปยังยอดเขาช้างเผือก จะต้องติดต่อเจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติทองผาภูมิ เพื่อลงทะเบียนรายชื่อคนที่ขึ้นเขา ในแต่ละวันทางอุทยานฯ มีการจำกัดคนบนเขาไว้ที่ 60 คน เพราะพื้นที่กางเต็นท์บริเวณยอดเขามีพื้นที่จำกัด ส่วนใหญ่นักท่องเที่ยวจะนิยมมาแบบ 2 วัน 1 คืน

การเดินขึ้นสู่เขาช้างเผือกจะเริ่มจากบริเวณหลังหมู่บ้านอีต่อง ตำบลปิล็อก อำเภอทองผาภูมิ เป็นระยะทางประมาณ 8 กิโลเมตร ใช้เวลา 4-5 ชั่วโมงในการเดินขึ้นไปจนถึงจุดกางเต็นท์ เดินช่วงแรกจะผ่านป่าโปร่งๆ เป็นเนินเขาเตี้ยบ้าง สูงบ้าง เป็นเนินทุ่งหญ้าที่มีวิวสวยๆ ระหว่างทางให้ถ่ายรูป ช่วงนี้แดดค่อนข้างร้อน จากนั้นก็จะเป็นการเดินตามเชิงเขาบ้าง สันเขาบ้าง ช่วงนี้จะเป็นทุ่งหญ้าความสูงพอท่วมหัว แล้วจึงจะถึงจุดตั้งแค้มป์

การเดินทางให้ถึงบริเวณยอดเขาช้างเผือก จะต้องเดินไปจากจุดตั้งแค้มป์อีกประมาณ 500-600 เมตร และจะต้องผ่านจุดที่ถือเป็นไฮไลท์ของเขาช้างเผือก คือช่วงที่เรียกว่า “สันคมมีด” หรือ “สันวัดใจ” ที่ท้าทายผู้กล้าทั้งหลาย เพราะจะเป็นช่วงสันเขาบางๆ แคบๆ ช่วงนี้สันเขาจะมีก้อนหินใหญ่บ้างเล็กบ้าง ต้องเดินแถวเรียงเดี่ยวปีนผาหินขึ้นไป ถึงจะเป็นผาไม่สูงมาก แต่ก็ทำเอาหลายคนใจสั่น หน้ามืด ถึงกับก้าวขากันไม่ออก หรือบางคนถึงกับยอมถอดใจไม่ขึ้นไปเลยทีเดียว เพราะเป็นการปีนอยู่บนยอดสันเขาเปิดโล่ง ทั้งสองข้างเป็นไหล่เขาลาดลึกลงไปเป็นเหว ทางเดินสอบแคบขนาดไม่เกินเมตร ทำให้รู้สึกเหมือนเดินอยู่บนคมมีด ที่น่าหวาดเสียว เรียกได้ว่าพลาดไม่ได้แม้แต่ก้าวเดียว แม้จะมีเจ้าหน้าที่คอยดูแลอยู่ใกล้ๆ และะมีเชือกให้คอยจับพยุงตัวขึ้นไปยังยอดเขา บางคนถึงกับเสียน้ำตา และอีกหลายคนยอมที่จะคลานไปตามพื้นสันเขาที่กว้างไม่ถึงเมตรนี้ เพื่อไม่ให้มองเห็นความลึกของเหวสองข้างทาง

อย่างไรก็ตาม ในปัจจุบันนี้ การปีนสันคมมีด ทำได้ง่ายขึ้นมากแล้ว เพราะว่าทางเจ้าหน้าที่ได้ทำการขึงเชือกให้นักท่องเที่ยวสามารถปีนขึ้นไปได้ง่ายขึ้น เมื่อพ้นช่วงสันคมมีด จะเป็นเนินเขาที่ให้เดินต่อไปจนถึงจุดสูงสุดของเขาช้างเผือก ที่ความสูง 1,249 เมตร จากระดับน้ำทะเล จุดนี้จะเป็นจุดที่สามารถเห็นวิวได้รอบตัวแบบ 360 องศา ไม่มีต้นไม้ใหญ่บดบังทิวทัศน์ ใครที่ได้มาถึงจุดนี้แล้วล่ะก็ อย่าลืมถ่ายรูปคู่กับป้ายพิชิตยอดเขา เพื่อเป็นที่ระลึกว่าได้ผ่านการทดสอบการเดินทางสู่เขาช้างเผือก สันคมมีด มาแล้ว

การเดินทางขึ้นเขาช้างเผือก ต้องใช้เวลาเกือบครึ่งวัน จึงไม่สามารถเดินทางแบบเช้าไป เย็นกลับได้ บนเขาไม่มีร้านค้า ร้านอาหารหรือที่พัก นักท่องเที่ยวต้องนำเสบียงอาหารไปทำกินเอง โดยจ้างลูกหาบขนสัมภาระขึ้นไปตั้งแค้มป์ค้างคืนบนยอดเขา และควรเตรียมอาหารระหว่างทาง และน้ำดื่มให้เพียงพอด้วย นอกจากนี้บนเขายังไม่มีแหล่งน้ำดื่มน้ำใช้ด้วย

ช่วงปลายฝนต้นหนาว เป็นช่วงที่วิวสวย ทุ่งหญ้าบนยอดเขาต่างๆ สีเขียวสด กลางคืนอากาศหนาว มีหมอกให้เห็นในตอนเช้า สายๆ อาจเห็นทะเลหมอก หากมาเที่ยวในช่วงที่ยังมีฝน ทางเดินอาจลื่นบ้าง และควรมียาสำหรับป้องกัน แมลง และทาก

 

LEAVE A REPLY

Please enter your comment!
Please enter your name here