เหนื่อยที่สุดในชีวิต ครั้งหนึ่งของผม…

cover2

Mt. Kinabalu
“ภูเขาแห่งความตาย” ชื่อที่บ่งบอกถึงความน่ากลัวของภูเขาอันศักดิ์สิทธิ์ของชาว Saba แห่งนี้ ชื่อที่ได้ยินแล้วคงไม่ค่อยมีใครอยากเข้าใกล้
แต่ในความเป็นจริง กลับมีผู้คนจากทั่วทุกมุมโลกแวะเวียนกันมาปีนตลอด ด้วยความสวยงามที่ติดอันดับโลกและการจำกัดจำนวนนักท่องเที่ยวในแต่ล่ะวันไว้ไม่มากนัก ทำให้การเดินทางมายังภูเขาลูกนี้ต้องจองคิวกันยาวเหยียดนับ3-4 เดือน  ภูเขาแห่งนี้ชื่อว่า “KINABALU”

img_0084

Mount Kinabalu ตั้งอยู่บนเกาะบอร์เนียว ที่รัฐซาบาห์ (รัฐนี้มีเมืองหลวง คือ โกตา คินาบาลู) เป็นมรดกโลกแห่งแรกของประเทศมาเลเซียจากยูเนสโก มีความสูง 4,095.2 เมตร

กริ๊งๆๆ เสียงโทรศัพท์ผมดังขึ้น เมื่อเดือนที่แล้ว มีพี่ที่รู้จักกันบอกผมว่า เติ้ลๆ ทาง Sabah Tourism Board เขาอยากให้เติ้ลไปช่วยโปรโมทเมือง โกตาคินาบาลู หน่อย แต่ต้องปืนขึ้นยอดเขาด้วยนะ เราสนใจไหม…
ผมรีบตอบกลับไปอย่างทันที.. “สนใจครับพี่”
ตอนนั้นผมยังไม่รู้หรอก ว่ายอดเขานี้มันเป็นอย่างไร ต้องเดินขึ้นไปไกลขนาดไหน อันตรายไหม๊ต้องเตรียมตัวอย่างไร…
จนมาถึงก่อนไปสองสัปดาห์ ผมพึ่งมาดูข้อมูลการเดินทาง …
ตายละลิตเติ้ลลล นี่มันไม่ใช่เล่นๆเลย
จะเดินขึ้นไปบนยอดเขาไหวไหม๊…
ถ้าย้อนกลับไปสัก สองปีก่อนหน้านี้ผมคงไม่กังวลเท่าไหร่…
แต่ตอนนี้น่ะหรอ ผมไม่ได้ออกกำลังกาย มาเลยเป็นปี… น้ำหนักที่เพิ่มขึ้นๆ จาก 83 กิโลจนถึง 103 กิโล ในเวลา สองปี ที่ผ่านมา ….
ผมคิดในใจ ซวยแหล่ะเมิง T_T
ไหนๆก็มาถึงขนาดนี้แล้ว ลองกันดูสักครั้งในชีวิต..
ผมตัดสินใจไม่พาเจนไปด้วย เพราะดูแล้วคงขึ้นไม่ไหวแน่นอน ผมเลยชวนเพื่อนผม คือ “เบิ้ล” ไปแทนเจน เพราะอย่างน้อย เบิ้ลยังพอช่วยผมแบกอุปกรณ์ การถ่ายภาพและยังช่วยเก็บภาพถ่ายและ วีดีโอได้ด้วย…
ปกติการเตรียมตัวมาขึ้นเขา คิตาบาลู
คุณต้องออกกำลังกายมาล่วงหน้าอย่างน้อย 1 เดือนเต็มๆ พร้อมทั้งลุกนั่งวันละ 150 ครั้ง+ เพื่อเพิ่มกำลังขา แต่สำหรับผม มีแต่กิน กับ นอน ตายแน่ๆ T_T

screen-shot-2016-12-27-at-1-10-20-pm

การเดินทางไป Mt.Kinabalu นั้น ต้องนั่งเครื่องบิน สะดวกสุดคือ สายการบิน Royal Brunei ไปลงที่บรูไน จาก กทมใช้เวลา 3-4 ชม.และต่อเครื่อง ไปลงที่โคตา คินาบาลูอีกแค่ 20 นาทีเท่านั้น แต่เดี๋ยว ทริปของเรายังไม่ทันถึงเราก็เจอเครื่องดีเลย์ ติดอยู่ที่สนามบินบรูไน 6 ชม. !!! นอนเล่นกันไปสิเบิ้ลลล หรืออีกทางนึงเพื่อนๆสามารถเดินทางจาก กทมไปลง สนามบินนานาชาติกัวลาลัมเปอร์ (KLIA) ก่อน จากนั้นจึงต่อเครื่องไปยังเกาะบอร์เนียว เมืองโคตา คินาบาลู ก็ได้เหมือนกัน


Day 1 : BKK – Brunei – KOTA Kinabalu

เราเดินทางมาถึง เมืองโคตา คินาบาลู ตอน 5 ทุ่ม !! เนื่องจาก เจอดีเลย์ไป 6 ชม. T_T

มาถึงก็มีเจ้าหน้าที่การท่องเที่ยวของรัฐSabah มารับพาไปโรงแรมครับ เรานอนหลับกันอย่างรวดเร็ว….

โรงแรมนอนหลับสบายมากเลยครับ

dsc00580

dsc00583


Day 2 : KOTA Kinabalu

วันนี้ตื่นเช้า เรา มาเดินเล่นในเมืองกันครับ

ผมมาเริ่มต้นที่ ตึกที่ทำการการท่องเที่ยวของรัฐ Sabah

dsc00596

โคตา คินาบาลู หรือชื่อย่อคือ KK คือเมืองหลวงของรัฐซาบาห์ในประเทศมาเลเซีย เป็นเมืองชายฝั่งอันงดงามที่มีประวัติศาสตร์และขนบธรรมเนียมอันมั่งคั่ง เมืองนี้ดึงดูดนักเดินทางทั้งในประเทศและต่างประเทศให้มาสำรวจและค้นพบป่าฝนอันยิ่งใหญ่ของเรา รวมทั้งระบบนิเวศตามธรรมชาติ ปะการังแสนสวย และวัฒนธรรมอันหลากหลาย ที่สำคัญ ที่นี่มีร้านอาหารอร่อยๆ เยอะมากกกกกกก

ตรงหน้าตึกการท่องเที่ยว เป็นที่ตั้งหลัก กม. ที่ 0 ของเมือง โคตา คินาบาลู ด้วยครับ

dsc00591

ที่นี่มีร้านอาหารมากมาย หลากหลายเลย ที่สำคัญผมว่า รสชาติถูกปากคนไทยแน่นอน

ร้านนี้ก็เป็นเหมือน ก๋วยเตี๋ยวบ้านเราครับ  มี Laksa ด้วย มีข้าวด้วย

dsc00614

ดูคนรอคิวหน้าร้านกันเยอะมากกกกก

dsc00612

อันนี้เป็นร้านคาเฟ่ มีขนมปังขายด้วยครับ ชื่อ ร้าน Fook Yuen เป็นร้านชื่อดังแห่งหนึ่งของที่นี่

dsc00602

วันนี้เรามาเพื่อ ” กิน ” โดยเฉพาะเลยครับ เดินตั้งแต่เช้ายันบ่าย ก็ยังกินไม่หมด >_<

dsc00601

อันนี้ผมจำชื่อไม่ได้ คล้ายๆผัดซีอิ้วบ้านเรา อร่อยดีครับ

dsc00633

อันนี้เป็นร้านขนมปังใส่ไส้ต่างๆ ขนมปังนิ่มมากกก

dsc00641

อันนี้มาแล้ว ถ้าไม่ได้ทาน ถือว่ามาไม่ถึง

เป็นอาหารท้องถิ่นที่ทำจากข้าว และเป็นเอกลักษณ์ของมาเลเซีย จนเรียกได้ว่าเป็นอาหารประจำชาติของมาเลเซียเลยก็คือ Nasi Lemak (นาสิเลอมัก) ซึ่งก็คือข้าวหุงในน้ำกะทิ เป็นที่นิยมมากๆ ในมาเลเซีย ประมาณได้ว่าไปที่ไหนก็ต้องเห็นนาสิเลอมักเต็มไปหมด ตั้งแต่ห่อใบตองขายเป็นห่อเล็กๆ ตามแผงลอยริมถนน ไปจนถึงจัดเสิร์ฟใส่จานเลิศหรู พร้อมกับเครื่องเคียงครบครัน

     นาสิเลอมักเป็นอาหารที่คนท้องถิ่นกินกันได้ทุกช่วงเวลา ทั้งเช้า สาย บ่าย เย็น แต่ที่นิยมที่สุดน่าจะเป็นช่วงเช้า เพราะกินสะดวก พกพาง่าย และราคาถูกมาก (จะมีแผงลอยรถเข็นขายนาสิเลอมักอยู่ทั่วเมืองตั้งแต่เช้ามืด และนาสิเลอมักที่ขายตามท้องถนนมักจะห่อมาแล้ว เรียกว่า Nasi Lemak Bungkus โดยจะห่อด้วยกระดาษใบตอง ห่อเล็กๆ ขายห่อละไม่ถึง 10 ริงกิต)

     ส่วนตัวข้าวของนาสิเลอมักนั้น นอกจากจะหอมกะทิสดแล้ว โดยมากจะใส่เตยหอม      ขิงหรือตะไคร้ เพื่อเพิ่มกลิ่นหอมอันเป็นเอกลักษณ์ให้กับตัวข้าวด้วย ส่วนเครื่องเคียงนั้น โดยมากจะประกอบด้วยถั่วลิสงทอด แตงกวาหั่นแว่น ปลาฉิ้งฉ้างทอด (ภาษามาเลย์จะเรียก ikan bilis) ไข่ต้ม และซัมบัล (sambal: เครื่องเคียงที่ทำจากพริก คล้ายๆ น้ำพริกเผา) สามารถเสิร์ฟพร้อมๆ กับเครื่องเคียงอื่นๆ ได้เหมือนกัน  เช่น ไก่ทอด อาหารทะเล ผัดผักบุ้ง หรือ rendang

dsc00647

เวลาจะทานก็เอามาคลุกๆกันครับ

dsc00654

มาต่อกันที่ร้านข้าวมันไก่ ….  บอกเลยทีเด็ดมากกก

ไก่นุ่ม ข้าวกำลังดีเลย

dsc00670

อร่อยไหมแถมใจ เบิ้ลดูสิ…

dsc00673

กินกันต่อครับ….  จัดอีกหลายร้านเลย กินจนเหนื่อยยยย

dsc00676

dsc00679

dsc00622

dsc00619

dsc00618

อันนี้ของหวาน เหมือนโรตีบ้านเรา กรอบๆ แล้ว ราดด้วยนมข้นครับ

dsc00686

ผมกับ เบิ้ล กินกันจนพุงกางแล้วเราก็เดินทางกันต่อครับ

เย็นนี้เป้าหมายเราอยู่ที่ อุทยานแห่งชาติคิตาบาลู ระหว่างทางเราก็แวะเที่ยวกันไปเรื่อยๆครับ

อันนี้เป็น มัสยึด ที่ยิ่งใหญ่และสวยงามที่สุดของเมืองนี้เลย

dsc00691

ระหว่างทาง เราก็นั่งชมวิว ถ่ายรูปไปเรื่อยๆครับ วิวสองข้างทางเป็นภูเขา ทางโค้งตลอดเส้นทาง

ใช้เวลาเดินทางประมาณ 90 นาที จากตัวเมืองก็จะมาถึงครับ

 

dsc00727

ระหว่างทาง เราก็แวะซื้อผลไม้ทาน

dsc00708 dsc00722 dsc00719

มาถึงก็ 6 โมงเย็นแล้วครับ คืนนี้เราพักผ่อนที่ โรงแรมใกล้ๆที่อุทยาน ทานอาหารแล้วรีบเข้านอนเร็ว เตรียมตัวให้พร้อมสำหรับวันรุ่งขึ้น


Day 3 : Mount. Kinabalu

เช้านี้เราตื่นมา เดินออกจากที่พัก มาถ่ายรูป ภูเขาที่เราจะเดินขึ้นไปกันวันนี้..

มองจากด้านล่างดูแล้ว มันช่างยิ่งใหญ่ อลังการจริงๆเลย

dsc00733

เริ่มต้นตอน 8.30 น. เรามาลงทะเบียนตรงที่ทำการอุทยานและมาพบกับไกค์นำทางของเราก่อนที่จะขึ้นไป…ที่ Sutera Sanctuary Lodges (SSL) มาลงทะเบียนแล้ว เราจะได้บัตรประจำตัวมาครับ ให้ห้อยคอไว้

dsc00751

ไกคที่จะพาผมกับเบิ้ลขึ้นบนยอดเขาครั้งนี้ เขาชื่อ Jahinin หรือชื่อเล่นเขาคือ “อาตง”
แห่งยอดเขาคินาบาลูผู้ที่ปืนมาแล้วมากกว่า1,000ครั้ง!!!! ในเวลา11 ปี นอกจากจะเป็นไกค์แล้ว อาตงยังเป็นลูกหาบให้กับผมอีกด้วย แข็งแรงมากๆเลย

file-9-5-2559-be-7-22-43-pm

dsc00757 dsc00753

เตรียมความพร้อมครั้งสุดท้าย ก่อนเดินขึ้นกันครับ

dsc00749

จากจุดลงทะเบียน นั่งรถตู้ของทางอุทยานเข้ามา จนถึงเกท ทางเข้าประมาณ10 นาทีครับ

จากจุดนี้เราจ้องเดินเท้าขึ้นไปแล้ว

dsc00755

สำหรับเส้นทางการพิชิตยอดเขาคินาบาลู มีให้เลือกสองเส้นทางคือ เส้น Timpohon กับ เส้น Mesilau ทั้งสองเส้นทางจะเริ่มเดินคนละจุด แล้วจะมาบรรจบกันก่อนถึง Lanban Rata

เส้น Timpohon จะสั้นกว่า เส้นทางจะขึ้นตลอด มีทางราบเป็นช่วงๆ รวมระยะทาง 6 กิโลเมตรจากประตู Timpohon ไปถึง Laban Rata ซึ่งเป็นที่พักบนเขาที่เราจะไปพักกันในคืนที่สอง ใช้เวลาประมาณ 5 ชั่วโมง

เส้น Mesilau จะไกลกว่า เส้นทางจะขึ้นๆลงๆ มีความเป็นธรรมชาติมากกว่า ความหลากหลายของพรรณพืชเยอะกว่า รวมระยะทาง 8 กิโลเมตรจากประตู Mesilau ไปถึง Laban Rata ใช้เวลาประมาณ 8 ชั่วโมง ประตู Mesilau จะอยู่ไกลจากสำนักงานอุทยาน ทำให้ต้องเสียค่ารถตู้รับส่งที่แพงกว่า

วันนี้ผมเลือกเส้นทาง Timpohon ที่สั่นกว่าครับ

1425210906-kinabalutr-o

เส้นทางเดิน 1 กิโลแรกยังมีทางเดินเรียบๆ และไม่ชันมากให้เดินชิลๆอยู่บ้างครับ พวกเราก็เดินไป ถ่ายรูปเล่นไป แต่หลังจากนั้นก็มีเพียงทางขึ้น ขึ้น และขึ้นเท่านั้นที่รออยู่ เส้นทางเกือบทั้งหมดถูกทำเป็นขั้นบันไดไว้แล้ว แต่นักเดินป่าส่วนใหญ่มักจะบอกว่าการเดินตามขั้นบรรไดนั้นยากและทรมานกว่าเส้นทางชันๆทั่วไปอีก

dsc00766 dsc00770 dsc00764

แค่ 2 กิโลแรกเท่านั้น ใจผมเต้นสั่นแรงมากๆ หายใจเกือบไม่ทัน รู้สึกตัวเย็นเหมือนจะเป็นลม ตอนนั้นคิดในใจว่า นี่เรามาทำอะไรอยู่ที่นี่เนี่ย จะเดินกลับลงไปก็ไม่ได้ มีเพื่อนๆรอเหยียบซ้ำอยู่นะ ถ้าเมิงเดินไม่ถึง โชคดีติดยาดม จากไทยแลนด์มาด้วย ผมค่อยๆควบคุมการหายใจ เข้าออก ให้เท่าๆกัน แล้วเดินไปเรื่อยๆ ช้าๆ ก็พอทำให้ลุยได้ต่อ

img_6920 dsc00761 img_0006

ตลอดเส้นทางนั้นเต็มไปด้วยพันธุ์ไม้นานาชนิด วิวเบื้องหลังที่สวยบาดจิตบาดใจ กับสภาพป่าที่สลับเปลี่ยนไปมา จนทำให้บางครั้งคิดว่า เรากำลังเดินอยู่ที่ใดบนโลกกันแน่ บางช่วงป่าก็เป็นสีส้ม บ้างก็เขียว บ้างก็น้ำตาล บ้างก็แห้งแล้ง บ้างก็เขียวชะอุ่ม สลับสับเปลี่ยนไปมาตลอดทาง รวมทั้งอากาศที่ร้อนบ้าง หนาวบ้าง และหนาวมากบางช่วง ที่ทำเอาร่างกายปรับตัวไปมาแทบจะไม่ทัน ต้นไม้ และ ดอกไม้แปลกๆ ก็มีให้เห็นตลอดเส้นทาง

img_6995 img_7052

เราเดินมาจนถึง กิโลเมตรที่ 4 ครับ เป็นจุดแวะทานข้าวของเรา เสบียงก็ง่ายๆ แซนวิช หนึ่งอัน ไข่ต้ม น่องไก่และก็แอปเบิ้ล 1 ลูก จากจุดนี้ เราต้องเดินไปที่ Laban Rata อีก สองกิโล

img_6956

ปกติผมเดินขึ้นเขาจะชอบใส่รองเท้ากีฬา เบาๆ ใส่สบายๆขึ้น แต่ครั้งนี้ผมมีโอกาสได้ใช้ trekking shoe ขึ้นเขาเป็นครั้งแรก เอามาใส่เปิดซิงที่นี่เลย บอกเลยครั้งแรกที่ลองใส่กังวลมาก รู้สึกใส่แล้วมันอึดอัด แล้วเราจะเดินสบายไหม แต่หลังจากกลับลงมาจากทริปนี้ มันทำให้ความคิดผมเปลื่ยนไปเลยครับ มันเป็นสิ่งที่สำคัญมากๆ ในการเดินทางพิชิตยอดเขาคิตาบาลูของผมในครั้งนี้ ทางเดินที่เต็มไปด้วยหิน ดิน ที่ลื่นมากๆ ผมเดินผ่านอย่างสบายโดยที่ไม่ลื่นเลยซักครั้ง !! ต้องขอขอบคุณทาง Columbia Thailand ที่ช่วยสนับสนุนอุปกรณ์การเดินทางของผมในทริปนี้ด้วยครับ

img_6977

img_7070

จุดพักคืนแรกก่อนขึ้นยอดคินาบาลูในวันรุ่งขึ้น ที่ Laban Rata ถือว่าเป็นจุดรวมตัวของนักเดินทางทุกคนที่ต้องมาลงทะเทียนยืนยันตัวว่าถึงที่หมายแล้ว ที่นี่ยังเป็นที่รับกุญแจที่พัก เป็นที่ทานอาหาร และ เป็นที่นัดหมายสำหรับเช้าวันขึ้นยอดเขาด้วยครับ เราใช้เวลาทั้งสิ้น ประมาณ 6 ชม. ครับ
บอกเลยว่าเหนื่อยที่สุดในชีวิตผมแล้ว

dsc00782 dsc00786

สำหรับคนที่คิดมาจากคินาบาลูผมแนะนำให้เตรียมยา “แก้อาการแพ้ความสูง” หรือ อาการป่วยบนที่สูง หรือเรียกภาษาอังกฤษว่า Acute Mountain Sickness (AMS) สำหรับเกิดอาการปวดหัวตุบๆและปัสสาวะบ่อย

อาการป่วยบนที่สูง หรือ Acute Mountain Sickness (AMS)

ตามปกติเมื่อร่างกายอยู่ในระดับความสูงมากกว่า 2,500 เมตรขึ้นไป ร่างกายจะมีกลไกอัตโนมัติในการปรับตัวเพื่อเพิ่มปริมาณออกซิเจนในเลือด ทำให้เกิดอาการดังต่อไปนี้

– หายใจเร็ว หายใจลึกกว่าปกติ หรือทั้งสองอย่าง
– หายใจสั้นถี่ และบางครั้งอาจมีเสียงดัง
– ตื่นกลางดึกบ่อยกว่าปกติ
– ปัสสาวะบ่อย

ลักษณะอาการสำคัญของผู้ป่วย Acute Mountain Sickness (AMS) 

– เบื่ออาหาร คลื่นไส้ อาเจียน
– อ่อนเพลีย ไม่มีแรง
– มึนงง และมีอาการปวดศีรษะเล็กน้อย ถึงปานกลาง
– นอนหลับยาก

img_7055 dsc00803

ห้องพักของผมคืนนี้เป็นห้องแบบ Dorm นอนกับเพื่อนชาว มาเลเซียอีกสองคนครับ วันนี้เรารีบทานอาหาร อาบน้ำแล้วรีบเข้านอนกันครับ เพราะเช้าวันรุ่งขึ้นต้องตื่นตอนตี1 เพื่อที่จะเดินขึ้นสู่ยอดเขากัน ก่อนนอนก็ทานยา คลายกล้ามเนื้อเผื่อไว้ด้วย

dsc00789 dsc00788


Day 4 : Mount Kinabalu summit

1.00 นาฬิกาปลุกของผมกับเพื่อนชาวมาเลเซียดังพร้อมกัน เรารีบตื่นแล้วไปจัดแจงทำธุระให้พร้อม ลงไปทานอาหาร แล้วเตรียมตัวออกเดินทางครับ

2.00 ผมเดินตามแสงเล็กๆ จากไฟฉายคาดหัวที่พกมาจากเมืองไทย ความมืดและอากาศที่หนาวสุดๆ ทำให้การเดินเป็นไปอย่างเชื่องช้าในช่วงแรก และยิ่งช้ากว่าเดิมเมื่อทางเดินเริ่มเปลี่ยนจากบรรไดเป็นพื้นหินภูเขา ยิ่งเดินยิ่งรู้สึกว่า เฮ้ยมันชันยิ่งกว่า เมื่อวานอีก สายตาผมตอนนี้มีเพียงแค่เชือกเส้นขาวๆที่คอยนำทางให้เราเดินตามเท่านั้น

“ ค่อยๆ เดินไปตามเชือก มองแค่เชือก เดินช้าๆ ไม่ต้องรีบ สูบหายใจลึกๆ ” เบิ้ลคอยบอกผมไว้ตลอด

ทุกก้าวที่ผมก้าวขา ผมจะคอยเดินตาม อาตง ตลอดเวลา เพราะอาตงจะรู้ทางที่ช่วยให้เดินเหนื่อยน้อยที่สุด

dsc00819

ตั้งแต่ก้าวแรกที่เดินบนเส้นทางนี้ ช่วงเวลานี้คือช่วงเวลาที่เดินยากที่สุด ทรมานที่สุด หนาวที่สุด เหนื่อยที่สุด ระยะทางแค่ 2 km. แต่ใช้เวลาเดินขึ้นมาถึง 4-5 ชั่วโมง ผมพูดกับเบิ้ลว่า เฮ้ย กุไม่ไหวแล้ววะ กุเดินต่อไปไม่ไหวแล้ว

dsc00821

เบิ้ลหยุดบอกกับผมว่า เติ้ล นั่งพักก่อนๆ มาถึงขนาดนี้แล้ว เมิงต้องไหวสิ……

ผมเดินได้ครั้งล่ะ 3-4 ก้าวก็ต้องหยุดเพราะลมแรงที่หนาวบาดใจ โชคดีที่ได้เสื้อกันหนาว บวกกับ hardshell ของ Columbia ช่วยให้ความอบอุ่นตลอดการเดิน

dsc00816

ยิ่งเดินสูงขึ้นออกซิเจนในอากาศก็ยิ่งบางเบา ความมืด ความหนาว เริ่มสงสัยว่านี่กุมาทำอะไรอยู่ที่นี่ ทำไมมันช่างทรมานอย่างนี้
ทำไมกุไม่ออกกำลังกาย ทำไมไม่เตรียมตัวมาเลย….
เดินไปได้ยินแต่เสียงลมหายใจตัวเองเท่านั้น

dsc00857

200 เมตรสุดท้าย เป็นจุดที่ต้องปืนไปบนยอดเขา จุดนี้ต้องปืนจริงๆ ใช้ทั้ง สองแขน สองขา ผมแทบจะคลานเป็นหมาเลย …
ด้วยความล้าของกล้ามเนื้อ ระหว่างกำลังปืนอยู่นั้น ขาของผมก็เกิดเป็นตะคริวขึ้นมา..
ผมร้องเสียงดัง เรียก เบิ้ลๆๆ หยิบยาให้กุหน่อย..
จังหวะนั้น เพื่อนปืนเขาชาวจีนเดินผ่านผมมา ก็รีบเขามาช่วยยืดขาให้ แต่กลับทำให้ผมเจ็บยิ่งกว่าเดิน… ส่วนเบิ้ลน่ะหรอ มันเอาแต่ถ่ายรูปผมอยู่นี่ไง T_T อ้ายเพื่อนชั่ววววว

img_0111

ในที่สุดผมก็มาถึงยอดเขาที่ระดับความสูง 4,095.2 เมตร

img_0106

dsc00849

ณ. วินาทีนั้น ความเหนื่อยผมหายไปหมดสิ้น พร้อมกับแสงแรกยามเช้าค่อยๆทอแสงลับเหลี่ยมเขาออกมา … ผมยังจำความรู้สึกนั้นได้ดี มันตื้นตันแบบบอกไม่ถูก…

img_0022-hdr

วิวทางลงจากยอด Low’s Peak ดูแล้วมันคุ้มจริงๆกับความพยายามทั้งหมดในวันนี้ มีข้อควรระวังอย่างนึง ตรงยอด Low’s Peak ถ้าถ่ายรูปจากยอดลงมา ทางด้านซ้ายจะเป็นหน้าผาแล้วมีรั้วกั้นตามรูปด้านล่าง ห้ามลอดรั้วกั้นออกไปเป็นอันขาด!!! พยายามอย่าเข้าใกล้ขอบหน้าผามากจนเกินไปเพราะตรงนั้นมันจะเป็นหินที่หลุดง่าย อันตรายมากครับ

img_0084

img_0166

ผมกอด เบิ้ล กับอาตง ด้วยความดีใจ พร้อมทั้งขอบคุณ บุคคลทั้งสอง ที่ช่วยทำให้ผมขึ้นมา ถึงจุดนี้ได้…

dsc00885

พอขึ้นมาถึงด้านบนแล้ว ผมค่อยๆมองเห็นวิวสองข้างทางที่เดินผ่านมา…

มันสวยงามเกินคำบรรยายจริงๆ

dsc00937

ภาพบางส่วนที่ผมเก็บบรรยากาศมาฝากเพื่อนๆครับ

ขากลับเราเดินลงอย่างสบายๆ

dsc00910 dsc00895

จุดสูงที่สุดของเขาคินาบาลู คือ Low’s Peak ความสูง 4095 เมตร ทำไมมันถึงชื่อ Low ทั้งๆที่เป็นจุดสูงสุดของเขาลูกนี้ แต่ไม่ได้เอะใจว่ามี ‘s อยู่ด้านหลัง Low หลังจากไปหาข้อมูลถึงทราบว่า Low มาจากชื่อหัวหน้าทีมสำรวจชื่อ Hugh Low และได้ถูกบันทึกว่าเป็นคนแรกที่พิชิตยอด Low’s Peak แต่แล้ว Low’s Peak ซึ่งเป็นจุดสูงสุดของเขาคินาบาลูกลับไม่ใช่สัญลักษณ์ของเขาคินาบาลูซะงั้น อาจจะเป็นเพราะลักษณะยอดที่ดูไม่สวยงามเท่ากับยอด South Peak ที่สูง 3929 เมตร นั่นเองครับ

dsc00911 dsc00925 dsc00944 dsc00963 dsc00964

หมดแรงจริงๆ แต่พอนอนดูวิวข้างหน้าแล้วก็หายเหนื่อยเลยครับ

img_0256

หลังจากนั้น พวกเรา ก็เดินทางกลับมายังที่พัก ทานอาหารและเก็บของ

และก็เดินทางลงทางเดิม ใช้เวลา ประมาณ 3 ชั่วโมง ก็มาถึงด้านล่างครับ

dsc00971

จบแล้วครับการเดินทางของผมในครั้งนี้

ขอบคุณเพื่อนๆทุกคนที่ติดตามนะครับ

30 AUG 2016 : 6.10 am Kitabalu Summit

Special Thank :
– Sabah Tourism Board
– Royal Brunei Airway
– Sutera Sanctuary Lodges (SSL)
– Columbia Thailand
– Ble ,Jahinin Waimi, Grace , DIANA , TRACELYNN ,DAN , Murielle ,Simon , Audy

ค่าใช้จ่าย :
ค่าทริป 2 วัน 1 คืน รวมอาหาร ที่พัก สองคืน รวมไกค์ (ไม่รวมค่าลูกหาบ) ปกติ ราคาอยู่ที่ 12,000 – 15,000 บาท ต่อคนครับ

ของจำเป็น :
– trekking pole
– trekking shoes
– ไฟฉายคาดหัว
– ถุงมือ
– เสื้อกันฝน
– hard shell กันลม
– กะใจสู้ๆ

 

LEAVE A REPLY

Please enter your comment!
Please enter your name here