ลมหนาวเริ่มมาแล้วววว… แถมปีนี้เค้าบอกว่าจะหนาวมากกว่าปีที่แล้วอีก… เราเลยรวบรวมสถานที่ท่องเที่ยวรับลมหนาวมาฝากเพื่อนๆ ซะเลย จัดชุดใหญให้ มีวันลาก็ใช้เที่ยวให้หมด… มีเพื่อน มีแฟน มีครอบครัวก็แท็คไปให้ครบ จะได้เตรียมตัวไปเที่ยวรับลมหนาวกันเล๊ยยย

ปางอุ๋ง : หรือที่มีชื่อเรียกเต็มๆ ว่า “โครงการพระราชดำริปางตอง 2 (ปางอุ๋ง)” มีลักษณะเป็นพื้นที่เป็นอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่บนยอดเขาสูง ริมอ่างเก็บน้ำเป็นทิวสนที่ปลูกเรียงรายกัน ปางอุ๋ง ที่หลายๆ คนอาจยังไม่เข้าใจความหมาย คำว่า “ปาง” ซึ่งหมายถึงที่พักของคนทำงานในป่า ส่วน “อุ๋ง” นั้น เป็นภาษาเหนือหมายถึงที่ลุ่มต่ำ คล้ายกระทะใบใหญ่มีน้ำขังเฉอะแฉะ ก็น่าจะหมายถึงที่พักริมอ่างเก็บน้ำนี่เอง ภาพอันสวยงามของไอหมอกที่ลอยเหนือทะเลสาป กับบรรยากาศอันหนาวเหน็บในยามเช้า ทำให้ปางอุ๋ง กลาย เป็น เป็นสถานที่ท่องเที่ยว ยอดฮิตสุดแสนโรแมนติกติดอันดับต้นๆของ แม่ฮ่องสอน ที่ปางอุ๋งมีเต้นท์ให้เช่าด้วยนะครับ ผมไปกัน 3 คน ราคาอยู่ที่ 450 บาท พร้อมที่รอง หมอน ถุงนอน นอนหลับสบายเลยครับ อาหารก็มีขาย ใครไม่ได้เตรียมของไปก็สามารถไปได้ ยิ่งช่วงนี้ อากาศเริ่มเย็นแล้ว ห้ามพลาดเลยครับ คนกำลังน้อย เงียบสงบ ไม่วุ่นวายดีครับ ^^

ดอยเชียงดาว : เป็นชื่อเขาหินปูนล้วนทั้งลูก อยู่ในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าดอยเชียงดาว อำเภอเชียงดาว ยอดสูงสุดของดอยเชียงดาว เรียกว่า ดอยหลวงเชียงดาว (เพี้ยนมาจากคำที่ชาวบ้านในละแวกเปรียบเทียบดอยนี้ว่าสูง เพียงดาว) นับเป็นยอดดอยที่สูงอันดับ 3 ของประเทศรองจากดอยอินทนนท์และผ้าห่มปก
ป่าบนดอยเชียงดาวเป็นลักษณะเฉพาะแบบป่าละเมาะเขา หรือกึ่งแถบหนาว
การเที่ยวดอยเชียงดาวนั้น เป็นการเดินทางท่องเที่ยวแบบการเดินป่า ในเส้นทางเดินนักท่องเที่ยวจะได้รับความเพลิดเพลิน และความรู้จากธรรมชาติ นอกจากนี้ยังมีส่วนในการดูแลรักษาระบบนิเวศอันเปราะบางด้วย โดยเราจะเดินทางผ่านป่าสน ทุ่งหญ้าและป่าดิบชื้นขึ้นไปเรื่อยๆ จนเมื่อขึ้นไปสูงๆจะได้เห็นกลุ่มพืชล้มลุกสลับกับพืชพุ่มเตี้ย ซึ่งเป็นสังคมพืชกึ่งอัลไพน์ อันเป็นเอกลักษณ์ที่สำคัญของดอยเชียงดาว จะพบกับพืชที่หายากยิ่ง อาทิ ชมพูเชียงดาว เป็นพืชล้มลุก มีดอกสีชมพูเข้ม ลักษณะคล้ายแตรเล็ก ๆ เรียงเป็นชั้น ๆ เป็นพืชพบได้บนยอดดอยเชียงดาวแห่งเดียวในโลก นอกจากนั้นยังมีพืชหายากอีกหลายชนิด อาทิ กุหลาบเชียงดาว ค้อดอยเชียงดาว ดอกหรีดเชียงดาว คำปองหลวง และกล้วยไม้สิรินธร กล้วยไม้พันธุ์ใหม่ของโลกที่เพิ่งค้นพบไม่นานมานี้ กล่าวได้ว่าดอยเชียงดาวเป็นพื้นที่ที่มีความสำคัญทางพฤกษศาสตร์มากที่สุด แห่งหนึ่งในประเทศไทย
ทางขึ้นดอยหลวงมี 2 ทาง มี เด่นหญ้าขัด กับ ปางวัว สองทางนี้มีความแตกต่างกันอย่างมาก โดยวิธีการเดิน
เด่นหญ้าขัด – ทางจะยาวกว่า มีระยะทางจากจุดเดินถึงจุดยอดสุด 8.5 กิโลเมตร แต่เป็นทางที่เดินสบายกว่า สามารถชม นก ชมไม้ ได้ตลอดระยะทางแบบไม่เหนื่อย ข้างทางสวยมากนะเออ แต่ค่าโดยสารทางนี้จะแพงกว่
ปางวัว – ทางนี้สั้นกว่า ระยะเดินถึงจุดยอด 6.5 กิโลเมตร ทางเดินนั้นเริ่มก็สูงชัน บั่นกำลังขาเลย ข้างทางไม่มีอะไรให้ดู มีเพียงซอกหินกับดินเศษหญ้าที่จับน้ำค้างลื่นๆ ต้องเดินอย่างระวังกันทุกฝีก้าวเลยทีเดียว ( ลูกหาบมักใช้ทางนี้แบกของแบกน้ำขึ้นไป )

เชียงคาน : เมืองเล็กๆ ริมแม่น้ำโขงสุดชายแดนไทย เป็นอำเภอหนึ่งในจังหวัดเลย ที่คงยังคงไว้ซึ่งวัฒนธรรม ขนบประเพณี การใช้ชีวิตแบบเรียบง่าย พอเพียง วิถีชีวิตแบบดั้งเดิม ซึ่งหาดูยากในปัจจุบัน เมืองเล็กๆ ที่เงียบสงบ แห่งนี้ กำลังเป็นที่สนใจ ของนักท่องเที่ยวจำนวนมาก ภาพบ้านเก่าๆที่เรียงรายติดกันอยู่ริมถนนชายโขง ดึงดูดใจ ให้นักท่องเที่ยวหลายต่อหลายรุ่นต่าง หลั่งไหลเดินทางกันมาที่นี่

ภูชี้ดาว : จ.เชียงราย หลายท่านอาจจะยังไม่คุ้นหูกับชื่อนี้ เนื่องจากพึ่งจะเปิดตัวเป็นแหล่งท่องเที่ยว จุดชมวิวทะเลหมอกแห่งใหม่ได้ไม่นาน ตั้งอยู่บนพื้นที่ในความดูแลของตำบลปอ อ.เวียงแก่น จ.เชียงราย จุดเด่นของ ภูชี้ดาวนี้ อยู่ที่ยอดสูงสุด สามารถมองเห็นวิวได้ 360 องศา ไม่มีต้นไม้ สิ่งก่อสร้างใดๆมาบดบัง มีแนวรั้วไม้ไผ่กันเขตแดนป้องกันอันตรายมาสร้างเป็นจุดเด่นบนยอดชมวิวแห่งนี้ เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่ยังใหม่ ทุกอย่างยังคงอุดมสมบูรณ์ด้วยธรรมชาติ ป่าเขา ต้นไม้ ทิวทัศน์ทะเลหมอก การเดินขึ้นสู่ยอดภูชี้ดาว จะต้องใช้รถ 4×4 เท่านั้น ขับรถขึ้นไปตามถนนในหมู่บ้าน ระยะทางราว 3 กิโลเมตร จะเจอสามแยกด้านหน้าเป็นศูนย์ปฏิบัติการทหารพราน บ้านร่มโพธิ์เงิน ร้อย ทพ.3104 ฉก.ทพ.31 ให้เลี้ยวซ้ายไปตามป้ายบอกทางแล้ววิ่งขึ้นสู่ถนนดิน จากตรงนี้เส้นทางบางช่วงแคบและชัน ควรขับรถด้วยความระมัดระวัง เมื่อถึงจุดจอดรถด้านบน ต้องเดินเท้าต่อไปบนยอดภูชี้ดาวอีก ราวๆ 200 เมตร ด้านบนไม่มีที่พัก ร้านอาหาร ดังนั้นควรเตรียมน้ำดื่มไปให้พอกับความต้องการ ยาดม เพราะอาจต้องใช้ตอนเดินขึ้นสู่ยอดดอย ถุงเท้ากันทาก เนื่องจากเป็นพื้นที่ชื้นและยังใหม่ อาจเจอกับตัวทากได้ ดังนั้นเตรียมสเปรย์หรือถุงเท้ากันทากเดินทางไปด้วย ภูชี้ดาว นี้อาจจะยังไม่เหมาะสำหรับเด็กเล็กและคนแก่ เนื่องจากพื้นที่ทางเดินขึ้นไปต้องเดินแบบไล่ตามระดับสันเขาขึ้นไปเรื่อยๆ หากร่างกายไม่พร้อมจะเหนื่อยได้ อีกอย่างบริเวณสันเขาบนยอดภูชี้ดาว มีพื้นที่ไม่มาก สองด้านเป็นเหวลึก หากพาเด็กไปด้วยควรระมัดระวัง หรือคนแก่ในความดูแลของท่านไว้ให้ดี เมื่อเห็นว่ามีคนเดินขึ้นไปเยอะๆ ไม่ควรรีบเดินซ้อนขึ้นไป เพราะอาจเสี่ยงต่อการพลัดตกลงยอดเขาได้ บริเวณลานจอดรถด้านบนเอง ตอนนี้กำลังพัฒนาให้เป็นจุดกางเต้นท์ ถ้าหากต้องการเดินทางไปแบบกางเต้นท์ ค้างแรม ลองสอบถามข้อมูลก่อนการเดินทางจากกำนัน หรือผู้นำชุมชน ตามข้อมูลด้านล่างก่อนทุกครั้ง สำหรับนักท่องเที่ยวที่เดินทางโดยรถเก๋ง หรือรถอื่นๆ ที่ไม่มั่นใจว่าจะขึ้นไปได้หรือเปล่า สามารถติดต่อขอใช้บริการจ้างเหมารถชาวบ้านจากปางทางขึ้นไปส่งได้ ราคาแค่ 500 บาท เองครับ

“จุดชมวิวม่อนสน” ดอยอ่างขาง : อีกหนึ่งจุดสุดยอดชมวิวทะเลหมอก และนอนกางเต็นท์ ท่ามกลางบรรยากาศที่หนาวเย็น เป็นจุดชมวิวพระอาทิตย์ขึ้นและทะเลหมอกที่ได้รับความนิยมอย่างมากจากนักท่องเที่ยวที่เดินทางมายังดอยอ่างขาง จะได้ใกล้ชิดกับธรรมชาติ และยังมีลานกลางเต็นท์ พร้อมกับมีห้องน้ำไว้ให้บริการด้วย ตั้งอยู่ใกล้ฐานปฏิบัติการดอยอ่างขาง
ลานกางเต็นท์ดอยอ่างขาง จุดชมวิวม่อนสน อยู่ในเขตของอุทยานแห่งชาติดอยฟ้าห่มปก จังหวัดเชียงใหม่ ตั้งอยู่ใกล้ๆ กับฐานทหารดอยอ่างขาง ลานกางเต็นท์แห่งนี้เป็นอีกหนึ่งจุดกางเต็นท์ ที่นักท่องเที่ยวพากันมานอนในช่วงหน้าหนาว ตื่นมาพบกับทะเลหมอกเบื้องหน้า และชมพระอาทิตย์ขึ้นในตอนเช้า กับวิว 360 องศา มีห้องน้ำไว้บริการด้วยนะครับ ผู้หญิงไม่ต้องกลัวว่าจะลำบาก ราคาเช่าเต็นท์ แค่เพียง 225 บาท สำหรับเต็นท์ขนาด 3 คน หรือหากว่ามีเต็นท์มาเอง ก็ค่าเช่าพื้นที่สำหรับกางเต็นท์แค่เพียงคนละ 30 บาทเท่านั้น

ภูผาหมอก : ตั้งอยู่ใกล้ๆกับ ชุมชนบ้านจ่าโบ่ ใช้เวลาเดินทางจากปายประมาณ 1 ชั่วโมงกว่า การเดินทางจากปายไปยัง อ.ปางมะผ้า จ.แม่ฮ่องสอน จากนั้นขับตรงไปอีก 12 กิโลเมตร เจอแยกบ้านแม่ระนาเข้าไปยังหมู่บ้านขับรถตรงไปอีก 4 กิโลเมตร เส้นทางทำใหม่ราดยางตลอดทาง
ที่นี่เป็นชุมชนของชาวลาหู่นะ (มูเซอดำ) ที่อพยพโยกย้ายมาจากห้วยยาว และก่อตั้งเป็น “ชุมชนจ่าโบ่” ซึ่งมาจากชื่อของผู้นำหมู่บ้าน เมื่อปี พ.ศ.2521 คนในชุมชนล้วนเกี่ยวดองเป็นญาติกันทั้งหมด และยังคงใช้ภาษาและเครื่องแต่งกายแบบลาหู่

ภูลมโล : ตั้งอยู่ในตำบลกกสะทอน อำเภอด่านซ้าย จังหวัดเลย ในเขตอุทยานแห่งชาติภูหินร่องกล้า ภูลมโลเป็นภูเขาที่ตั้งอยู่บนรอยต่อ ของสามจังหวัด คือ พิษณุโลก เพชรบูรณ์ และเลย สิ่งที่ทำให้ภูลมโลเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่ได้รับความสนใจจากนักท่องเที่ยวในเวลานี้ คือ เป็นจุดชมดอกนางพญาเสือโคร่งที่มีพื้นที่กว้างขวางนับ 1000 ไร่ นางพญาเสือโคร่งของภูลมโลจะไม่ได้มีให้ชมเพียงจุดเดียวแต่จะกระจายมีให้ชมในหลายจุดโดยจะบานแทรกตัวอยู่ในหุบเขา ป่าไม้และต้นหญ้า ภูลมโลเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่มีธรรมชาติ ที่สวยงามของขุนเขา และอากาศที่หนาวเย็นโดยนางพญาเสือโคร่งจะบานในช่วงเดือน ม.ค. ของทุกปี ทั้งนี้ในแต่ละปีจะบานไม่ตรงกัน

เขาช้างเผือก : เป็นที่เที่ยวสำหรับคนที่ชอบการเดินป่า ชอบผจญภัย พิชิตยอดเขาสูง ยอดเขาช้างเผือกสูงตระหง่าน รอให้มาพิสูจน์ความกล้ากัน โดยเฉพาะจุดของสันเขาที่หวาดเสียวที่สุดที่เรียกว่า “สันคมมีด”
เขาช้างเผือก ตั้งอยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติทองผาภูมิ อำเภอทองผาภูมิ บนยอดเขามีลักษณะเป็นภูเขาหญ้า มีหินบ้างตามสันเขา การเดินทางไปยังยอดเขาช้างเผือก จะต้องติดต่อเจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติทองผาภูมิ เพื่อลงทะเบียนรายชื่อคนที่ขึ้นเขา ในแต่ละวันทางอุทยานฯ มีการจำกัดคนบนเขาไว้ที่ 60 คน เพราะพื้นที่กางเต็นท์บริเวณยอดเขามีพื้นที่จำกัด ส่วนใหญ่นักท่องเที่ยวจะนิยมมาแบบ 2 วัน 1 คืน
การเดินขึ้นสู่เขาช้างเผือกจะเริ่มจากบริเวณหลังหมู่บ้านอีต่อง ตำบลปิล็อก อำเภอทองผาภูมิ เป็นระยะทางประมาณ 8 กิโลเมตร ใช้เวลา 4-5 ชั่วโมงในการเดินขึ้นไปจนถึงจุดกางเต็นท์ เดินช่วงแรกจะผ่านป่าโปร่งๆ เป็นเนินเขาเตี้ยบ้าง สูงบ้าง เป็นเนินทุ่งหญ้าที่มีวิวสวยๆ ระหว่างทางให้ถ่ายรูป ช่วงนี้แดดค่อนข้างร้อน จากนั้นก็จะเป็นการเดินตามเชิงเขาบ้าง สันเขาบ้าง ช่วงนี้จะเป็นทุ่งหญ้าความสูงพอท่วมหัว แล้วจึงจะถึงจุดตั้งแค้มป์
การเดินทางให้ถึงบริเวณยอดเขาช้างเผือก จะต้องเดินไปจากจุดตั้งแค้มป์อีกประมาณ 500-600 เมตร และจะต้องผ่านจุดที่ถือเป็นไฮไลท์ของเขาช้างเผือก คือช่วงที่เรียกว่า “สันคมมีด” หรือ “สันวัดใจ” ที่ท้าทายผู้กล้าทั้งหลาย เพราะจะเป็นช่วงสันเขาบางๆ แคบๆ ช่วงนี้สันเขาจะมีก้อนหินใหญ่บ้างเล็กบ้าง ต้องเดินแถวเรียงเดี่ยวปีนผาหินขึ้นไป ถึงจะเป็นผาไม่สูงมาก แต่ก็ทำเอาหลายคนใจสั่น หน้ามืด ถึงกับก้าวขากันไม่ออก หรือบางคนถึงกับยอมถอดใจไม่ขึ้นไปเลยทีเดียว เพราะเป็นการปีนอยู่บนยอดสันเขาเปิดโล่ง ทั้งสองข้างเป็นไหล่เขาลาดลึกลงไปเป็นเหว ทางเดินสอบแคบขนาดไม่เกินเมตร ทำให้รู้สึกเหมือนเดินอยู่บนคมมีด ที่น่าหวาดเสียว เรียกได้ว่าพลาดไม่ได้แม้แต่ก้าวเดียว แม้จะมีเจ้าหน้าที่คอยดูแลอยู่ใกล้ๆ และะมีเชือกให้คอยจับพยุงตัวขึ้นไปยังยอดเขา บางคนถึงกับเสียน้ำตา และอีกหลายคนยอมที่จะคลานไปตามพื้นสันเขาที่กว้างไม่ถึงเมตรนี้ เพื่อไม่ให้มองเห็นความลึกของเหวสองข้างทาง
อย่างไรก็ตาม ในปัจจุบันนี้ การปีนสันคมมีด ทำได้ง่ายขึ้นมากแล้ว เพราะว่าทางเจ้าหน้าที่ได้ทำการขึงเชือกให้นักท่องเที่ยวสามารถปีนขึ้นไปได้ง่ายขึ้น
เมื่อพ้นช่วงสันคมมีด จะเป็นเนินเขาที่ให้เดินต่อไปจนถึงจุดสูงสุดของเขาช้างเผือก ที่ความสูง 1,249 เมตร จากระดับน้ำทะเล จุดนี้จะเป็นจุดที่สามารถเห็นวิวได้รอบตัวแบบ 360 องศา ไม่มีต้นไม้ใหญ่บดบังทิวทัศน์ ใครที่ได้มาถึงจุดนี้แล้วล่ะก็ อย่าลืมถ่ายรูปคู่กับป้ายพิชิตยอดเขา เพื่อเป็นที่ระลึกว่าได้ผ่านการทดสอบการเดินทางสู่เขาช้างเผือก สันคมมีด มาแล้ว
การเดินทางขึ้นเขาช้างเผือก ต้องใช้เวลาเกือบครึ่งวัน จึงไม่สามารถเดินทางแบบเช้าไป เย็นกลับได้ บนเขาไม่มีร้านค้า ร้านอาหารหรือที่พัก นักท่องเที่ยวต้องนำเสบียงอาหารไปทำกินเอง โดยจ้างลูกหาบขนสัมภาระขึ้นไปตั้งแค้มป์ค้างคืนบนยอดเขา และควรเตรียมอาหารระหว่างทาง และน้ำดื่มให้เพียงพอด้วย นอกจากนี้บนเขายังไม่มีแหล่งน้ำดื่มน้ำใช้ด้วย
ช่วงปลายฝนต้นหนาว เป็นช่วงที่วิวสวย ทุ่งหญ้าบนยอดเขาต่างๆ สีเขียวสด กลางคืนอากาศหนาว มีหมอกให้เห็นในตอนเช้า สายๆ อาจเห็นทะเลหมอก หากมาเที่ยวในช่วงที่ยังมีฝน ทางเดินอาจลื่นบ้าง และควรมียาสำหรับป้องกัน แมลง และทาก

ภูห้วยอีสัน เป็นเนินเขาเตี้ยๆ อยู่ใกล้แม่น้ำโขง ในบ้านม่วง อ.สังคม จ.หนองคาย เนินเขาที่เป็นสวนของชาวบ้านถูกพบว่าเป็นจุดชมวิวทะเลหมอกที่สวยงามมากในช่วงปลายฝนต้นหนาว ทำให้ชาวบ้านรวมตัวกันปรับปรุงภูมิทัศน์เพื่อเปิดเป็นแหล่งท่องเที่ยว พร้อมกับบริการรถอีแต๊กที่ชาวบ้านใช้ในการเกษตร ดัดแปลงมาเป็นรถสำหรับรับ-ส่งนักท่องเที่ยว ความสวยงามของทะเลหมอกบนภูห้วยอีสันนับได้ว่าไม่เป็นรองภูเขาสูงๆ ที่อื่นเลย แต่ข้อได้เปรียบคือการเดินทางที่ไม่ลำบาก รถอีแต๊กสามารถขึ้นไปส่งได้ถึงจุดชมวิว อย่างไม่ยากเย็นนัก ปกติในวันที่ไม่มีหมอกจะเป็นจุดชมวิวพระอาทิตย์ขึ้นที่สวยงามมากเพราะมีแม่น้ำโขงอยู่เบื้องล่าง
ภูห้วยอีสันมีลักษณะเป็นภูเขาดิน จึงสะดวกที่สุดที่จะเดินทางด้วยรถอีแต๊กเท่านั้น เริ่มต้นเดินทางด้วยการไปขึ้นรถที่จุดบริการที่ร้านอาหารครัวไม้น้ำ อยู่ห่างจากย่านรีสอร์ทของอำเภอสังคมไปประมาณ 17 กิโลเมตร ค่าบริการรถนำเที่ยวคนละ 60 บาท รถอีแต๊กจะขับพาไปที่ทางแยกขึ้นภูห้วยอีสันประมาณ 3 กิโลเมตร แล้วเลี้ยวขึ้นเขา อีกประมาณกิโลเมตรเศษๆ ใช้เวลาประมาณ 20 นาที ลานชมวิวเป็นลานกว้าง 2 ชั้น ยืนชมวิวได้หลายสิบคน
ชาวบ้านเล่าว่า คำว่า ห้วยอีสัน น่าจะเพี้ยนมาจากคำว่า ห้วยอิฉัน หรือดิฉันในภาษาอีสาน อันเป็นคำพูกเพื่อจะบอกว่าที่คือลำห้วยของฉัน นั่นเอง

 

A-Bo-Da-ya (อาบูดะยา) ขอกล่าวทักทายเพื่อนๆเป็นภาษาของชาวลาหู่หรือมูเซอ ก่อนเลยครับ แปลว่า “สวัสดี”ชุมชนบ้านจ่าโบ่ : ตั้งอยู่ไม่ไกลจากแหล่งท่องเที่ยวยอดฮิตอย่างปาย ใช้เวลาเดินทางจากปายประมาณ 1 ชั่วโมงกว่า การเดินทางจากปายไปยัง อ.ปางมะผ้า จ.แม่ฮ่องสอน จากนั้นขับตรงไปอีก 12 กิโลเมตร เจอแยกบ้านแม่ระนาเข้าไปยังหมู่บ้านขับรถตรงไปอีก 4 กิโลเมตร เส้นทางทำใหม่ราดยางตลอดทาง
ที่นี่เป็นชุมชนของชาวลาหู่นะ (มูเซอดำ) ที่อพยพโยกย้ายมาจากห้วยยาว และก่อตั้งเป็น “ชุมชนจ่าโบ่” ซึ่งมาจากชื่อของผู้นำหมู่บ้าน เมื่อปี พ.ศ.2521 คนในชุมชนล้วนเกี่ยวดองเป็นญาติกันทั้งหมด และยังคงใช้ภาษาและเครื่องแต่งกายแบบลาหู่
ที่นี่จะมีร้านก๋วยเตี๋ยวห้อยขาและ ร้านกาแฟขายอยู่บริเวณจุดชมวิว ถ้าจะบอกว่าที่นี่ขายอาหารหลักสิบ แต่วิวหลักล้าน นี่คงไม่ใช่คำพูดที่เกินจริงสำหรับที่นี่แน่นอน ร้านที่นี่เปิดรอรับนักท่องเที่ยวตั้งแต่ 6.00 น.กันเลยครับ วันนี้ผมกับเจนได้ลองสั่ง ก๋วยเตี๋ยวต้มยำ รสชาติใช้ได้เลยครับ ราคาไม่แพงด้วย แค่ 35 บาท แต่วิวเมื่อเช้านี้ ตอนที่เราทานอาหารกันและกาแฟ นั่งชมพระอาทิตย์ค่อยๆขึ้น มาพร้อมกับสายหมอกไหลผ่าน มันเหนือคำบรรยายจริงๆเลยครับ
ที่นี่มีที่พักโฮมสเตย์บริการด้วยครับ ส่วนที่กางเต้นท์ กำลังเปิดบริการเร็วๆนี้
สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมและจองที่พักล่วงหน้า ติดต่อ คุณศรชัย ไพรเนติธรรม ประธานกลุ่มท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์โดยชุมชนบ้านจ่าโบ่ โทร. 080-6775794

จุดชมวิวภูทอก : ตั้งอยู่อำเภอเชียงคาน จังหวัดเลย สถานที่นักท่องเที่ยวจะสามารถสัมผัสปุยของทะเลหมอกได้อย่างใกล้ชิด ถ้าหากมองในระยะไกลเบื้องหน้าจะเห็นวิวทะเลหมอกขาวโพลนตัดกับแสงสีส้มของพระอาทิตย์ ซึ่งนอกจากวิวของทะเลหมอกแล้วยังเป็นจุดที่สามารถมองเห็นวิว 360 องศา แบบพาโนราม่าของเมืองเชียงคานได้อีกด้วย ไม่ว่าจะเป็นแก่งคุดคู้และลำน้ำโขง ด้วยภูแห่งนี้มีลักษณะเป็นภูเขาสูง ทำให้ทัศนียภาพโดยรอบบริเวณภูสวยบริบูรณ์ด้วยธรรมชาติสร้างสรรค์ ในช่วงเวลาการชมทะเลหมอก คือในช่วงปลายฝนถึงฤดูหนาว ที่ให้คุณได้สัมผัสอากาศหนาวได้อีกด้วย
การเดินทาง จากตัวเมืองเชียงคานใช้ทางหลวงหมายเลข 211 ไปทาง อ.ปากชม เมื่อผ่านทางแยกเข้าแก่งคุดคู้ จะพบทางแยกขวามือ ปากทางมีป้ายสถานีโทรคมนาคมเชียงคาน สู่เส้นทางขึ้นยอดภูทอก ส่วนใหญ่จะให้นักท่องเที่ยวจอดรถไว้ที่ปากทางขึ้น ภูทอก และให้ใช้บริการรถ สาธารณะ ที่ทางอำเภอเชียงคานได้จัดไว้ ค่าโดยสารประมาณคนละ 25 บาท

ดอยค้ำฟ้า (หน่วยจัดการต้นน้ำแม่งาย) : ตั้งอยู่ในพื้นที่ ต.ทุ่งข้าวพวง อ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่ ดอยค้ำฟ้ามีความสูงจากระดับน้ำทะเล 1,834 เมตร ปัจจุบันดอยค้ำฟ้า มีสถานะเป็นป่าที่มีอายุเกิน 30 ปี ปัจจุบันงบประมาณในการทำงานมีน้อยมาก จึงจำเป็นต้องเปิดเป็นการท่องเที่ยวแบบอนุรักษ์ ศึกษาเรียนรู้ธรรมชาติ ใช้การท่องเที่ยวนำ เพื่อสร้างงานสร้างรายได้ในการจ้างแรงงาน จุดเด่นของพื้นที่ดอยค้ำฟ้ายังมีป่าต้นน้ำที่สมบูรณ์ มีลำธารน้ำตก มีวิวทิวทัศน์ที่สวยงาม และมีป่าหลากสีเมื่อดอกนางพญาเสือโคร่งผลิบานในช่วงหน้าหนาว ทางหน่วยต้นน้ำจึงได้ดำเนินการส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์

เขาพะเนินทุ่ง : ในอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน จ.เพชรบุรี ยอดเขาสูงจากระดับน้ำทะเลประมาณ 1,207 เมตร
ในช่วงเช้าจะมองเห็นกลุ่มควันแห่งความหนาวสีขาวนวลปกคลุมทั่วหุบเขา เมื่อเริ่มจางลงบริเวณเบื้องล่างจะปรากฏภาพป่าดงดิบอันแสนชุกชุม มีเทือกเขาสลับซับซ้อนกว้างไกลสุดตาอยู่ด้านหลังโดยจุดชมทะเลหมอกจะมีอยู่ 2 แห่งคือ จุดชมวิวกิโลเมตรที่ 30 และ 36 สำหรับช่วงที่ทะเลหมอกถูกยอมรับว่างดงามรวมถึงมีอากาศเย็นสบายที่สุด คือตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน เป็นต้นไป นอกจากนี้ยังสามารถชื่นชมดอกไม้แปลกตาและมีโอกาสพบสัตว์หายากนานาชนิดได้ตลอดเวลาเช่นนกเงือกค้างแว่นถิ่นใต้พญากระรอกดำไก่ฟ้าไก่ป่าเป็นต้น

วังน้ำเขียว : เสน่ห์ของที่นี่ คือเป็นเมืองท่องเที่ยวที่อยู่ใกล้ๆ กรุงเทพฯ และมีบรรยากาศที่เย็นสบายตลอดทั้งปี ไม่ต่างจากดินแดนทางภาคเหนือ สามารถมาเที่ยวไปชมได้ทั้ง 3 ฤดู โดยเฉพาะหน้าฝนที่พร่างพรมความเย็นฉ่ำไปทั่ว ขับรถไปเที่ยวไกลๆ ไม่สะดวก วังน้ำเขียวก็เป็นอีกจุดหมายหนึ่งของนักเดินทางสามารถเลือกมาพักผ่อน นอนเล่นตากอากาศ สัมผัสความงดงามของธรรมชาติและอากาศบริสุทธ์ท่ามกลางผืนป่าเขียวขจี ให้สมกับได้ชื่อว่ามาเที่ยว      ‘วังน้ำเขียว’ แล้ว

ดอยผาตั้ง : เป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงแห่งหนึ่งในจังหวัดเชียงราย อยู่ในเขตตำบลปอ อำเภอเวียงแก่น จังหวัดเชียงราย ดอยผาตั้งเป็นยอดดอยอยู่ในเทือกเขาหลวงพระบาง สันปันน้ำเป็นจุดแบ่งอาณาเขตระหว่างประเทศไทย-ลาว เป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่ขึ้นชื่อสำหรับชมพระอาทิตย์ขึ้นและทะเลหมอกในตอนเช้าและชมพระอาทิตย์ตกในเวลาเย็น มีความสูงจากระดับน้ำทะเลประมาณ 1,800 เมตร เส้นทางเดินขึ้นยอดดอยอยู่ติดกับสถานที่จอดรถและร้านค้าบริการความยาวประมาณ 700 เมตร จากยอดดอยสามารถมองเห็นแม่น้ำโขงฝั่งลาวและสามารมองเห็นยอดภูชี้ฟ้าที่อยู่ห่างออกไปกว่า 25 กิโลเมตรได้ชัดเจน
ตั้งอยู่ใกล้ทางหลวงหมายเลข 1093 กิโลเมตรที่ 89 เป็นจุดชมวิวไทย-ลาว และเที่ยวชมทะเลหมอกได้ตลอดปี ในเดือนธันวาคมถึงมกราคม มีดอกซากุระบานและเดือนกุมภาพันธ์ มีดอกเสี้ยวบานสะพรั่งงดงาม เป็นที่ตั้งของหมู่บ้านชาวจีนฮ่อ ม้ง และเย้า โดยเฉพาะจีนฮ่อนั้น อดีตเคยเป็นส่วนหนึ่งของกองพล 93 ซึ่งอพยพเข้ามาตั้งถิ่นฐานอยู่ที่ดอยผาตั้งนี้ ปัจจุบันประกอบอาชีพทางการเกษตร ปลูกพืชเมืองหนาว เช่น บ๊วย ท้อ สาลี่ แอปเปิ้ล และชา

ภูเรือ : เดี๋ยวนี้ใครมาเที่ยวภูเรือ มักจะแวะเที่ยวด่านซ้ายและเลยไปเที่ยวเชียงคานด้วย เรียกได้ว่า เที่ยวคุ้ม 3 อำเภอ ของจังหวัดเลย
ภูเรือ มีคำขวัญว่า “เมืองแห่งทะเลภูเขา สุดหนาวในสยาม ดอกไม้งามสามฤดู” ฟังแค่นี้ก็พอจะเดาออกแล้วว่า มาเที่ยวภูเรือ ควรแวะเที่ยวที่ใดบ้าง
ยอดภูเรือ ชมทะเลหมอก ในเขตอุทยานแห่งชาติภูเรือ
ชมโครงการเกษตรที่ราบสูง หรือ ทุ่งคริสมาสต์ ส่วนอื่นๆ ก็ไม่อยากเรียกว่าของแถม เพราะก็น่าชมไม่แพ้กัน  
เช่น สวนส้มริมทาง ไร่องุ่น หรือผ่านไปทางอำเภอด่านซ้ายก็มีอีกหลายที่ เช่น พระธาตุศรีสองรัก วัดเนรมิตวิปัสสนา
อุทยานแห่งชาติภูเรือ “ภูเรือ” เราจะรู้จักดีในนาม ที่พักผ่อนยามฤดูหนาวมาเยือน ธรรมชาติที่นี่อยู่บนเทือกเขาสูงเป็นรอยต่อระหว่างภาคเหนือและอีสาน อุทยานแห่งชาติภูเรือ มีพื้นที่ครอบคลุม 3 อำเภอคือ หนองบัว อำเภอภูเรือ และอำเภอท่าลี่ อาณาเขตทางทิศเหนือติดกับประเทศลาว รูปพรรณสันฐานของภูเรือมีรูปร่างลักษณะเหมือนเรือใหญ่บนยอดดอยสูงเป็นภูผา สีสันสะดุดตาหินบางก้อนมีลักษณะเหมือนถูกปั้นแต่งไว้ ชาวบ้านเรียกว่า “กว้านสมอ” โดยรอบๆ จะเห็นยอดดอยเป็นขุนเขาน้อยใหญ่ใกล้เคียงเป็นฝ้าขาวด้วยละอองน้ำ หมอก ปกคลุมไว้ท่ามกลางป่าอันอุดมสมบูรณ์ มีเนื้อที่มีเนื้อที่ทั้งสิ้น 75,525 ไร่ ประกาศ เป็นเขตอุทยานแห่งชาติ เมื่อวันที่ 26 กรกฏาคม 2522 นับเป็นอุทยานแห่งชาติลำดับที่ 16 ของประเทศ

ลักษณะภูมิประเทศ เป็นทิวเขาสลับซับซ้อนประกอบด้วยเขาหินทรายและหินแกรนิต สลับกัน มีสภาพป่าหลายชนิดปะปนกันอย่างสวยงาม ทั้งป่าเบญจพรรณ ป่าเต็งรัง ป่าดงดิบ ป่าสนเขา โดยเฉพาะยอดภูเรือ ประกอบด้วยป่าสนเขา สลับกับสวนหินธรรมชาติแซมด้วยพุ่มไม้เตี้ย สลับด้วยทุ่งหญ้าเป็นระยะ ไม้พื้นล่างที่พบโดยทั่วไป ได้แก่ กุหลาบป่า มอส เฟิน และกล้วยไม้ที่สวยงาม เช่น ม้าวิ่ง สามปอย ไอยเรศ เอื้องคำ เอื้องผึ้ง เอื้องเงิน ซึ่งขึ้นตามต้นไม้และโขดหิน กล้วยไม้เหล่านี้จะออกดอกบานสะพรั่งให้ชมสลับกันไปตลอดทั้งปี นอกจากนี้ยังมีสัตว์ป่าที่ที่ชุกชุมพอสมควร ที่พบบ่อย เช่น ได้แก่ หมี เก้ง หมาใน ไก่ฟ้าพญาลอ เต่าปูลู โดยเฉพาะในฤดูหนาวจะอพยพมาจากประเทศจีนเป็นจำนวนมาก

อุทยานภูเรือ อยู่บนยอดเขาสูงทำให้มีอากาศเย็นตลอดปีและเป็นอุทยานที่มีอากาศ หนาวเย็นที่สุดของประเทศโดยเฉพาะในช่วงฤดูหนาวจะหนาวเย็นมาก จนกระทั่งน้ำค้างบนยอดหญ้าจะแข็งตัว ภาษาพื้นเมือง เรียกว่า “แม่คะนิ้ง” ช่วงเดือนที่เหมาะที่จะมาเที่ยวคือเดือนตุลาคม-มีนาคม

อุทยานแห่งชาติผาแต้ม : เป็นอุทยานแห่งชาติที่ตั้งอยู่ทางตะวันออกสุดของประเทศไทย สามารถรับชมพระอาทิตย์ขึ้นได้เป็นจุดแรกของประเทศไทย อยู่ในพื้นที่ของจังหวัดอุบลราชธานี จุดที่น่าสนใจคือภาพเขียนสียุคก่อนประวัติศาสตร์ผาแต้ม และจุดชมพระอาทิตย์แสงแรกแห่งสยาม
• อุทยานแห่งชาติผาแต้ม มีพื้นที่ราว 340 ตารางกิโลเมตร มีเนื้อที่ครอบคลุมอยู่ในท้องที่อำเภอโขงเจียม อำเภอศรีเมืองใหม่ และอำเภอโพธิ์ไทร จังหวัดอุบลราชธานี ประกอบด้วย สภาพป่าที่อุดมสมบูรณ์ สัตว์ป่านานาชนิด มีจุดเด่นที่สวยงามตามธรรมชาติมากมาย เช่น ผาชัน น้ำตกสร้อยสวรรค์ เสาเฉลียง ถ้ำปาฏิหารย์ ภูนาทาม เป็นต้น อีกทั้งยังได้มีการค้นพบภาพเขียนสีโบราณ สมัยก่อนประวัติศาสตร์ อายุราว 3,000-4,000 ปี ที่บริเวณผาขาม ผาแต้ม ผาเจ็ก ผาเมย และถือได้ว่าเป็นอุทยานแห่งชาติ แห่งแรกในประเทศไทยที่มีแม่น้ำโขง ซึ่งเป็นเส้นกั้นพรมแดน ระหว่างประเทศไทย และประเทศลาวเป็นแนวเขตอุทยานแห่งชาติที่ยาวที่สุด ทำให้สามารถมองเห็นทิวทัศน์ป่าเขา ทางฝั่งประเทศลาวได้เป็นอย่างดี
• “แต้ม” เป็นภาษาถิ่นดั้งเดิมหมายถึง รอยวาด ระบาย ประทับ หรือการกระทำด้วยประการใด ๆ โดยใช้สี ให้ปรากฏเป็นรูปภาพ เครื่องหมาย หรือสัญลักษณ์ต่าง ๆ โดยที่ผาแต้มนี้ เป็นแหล่งที่พบภาพเขียนสียุคก่อนประวัติศาสตร์ อายุราว 3,000-4,000 ปีแบ่งออกได้ 4 กลุ่ม โดยกลุ่มที่ยาวที่สุดยาว 180 เมตร และมีภาพมากกว่า 300 ภาพ

วัดพระธาตุผาซ่อนแก้ว : ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๔๗ ในนาม “พุทธธรรมสถานผาซ่อนแก้ว” ได้รับการอนุมัติจัดตั้งเป็นวัด ในมงคลนามว่า “วัดพระธาตุผาแก้ว” เมื่อวันที่ ๑ กรกฎาคม ๒๕๕๓ จากคณะกรรมการมหาเถรสมาคม โดยมีพระครูปลัด ปารมี สุรยุทโธ เป็นเจ้าอาวาส ซึ่งปัจจุบันได้เปลี่ยนชื่อวัดเป็น “วัดพระธาตุผาซ่อนแก้ว” เมื่อ ๓๐ พฤษภาคม ๒๕๕๖ เพื่อให้สอดคล้องกับบริเวณที่ตั้ง ซึ่งแต่เดิมชาวบ้านเรียกกันว่า “ผาซ่อนแก้ว”

สถานที่อันเป็นธรรมภูมิที่งดงาม ซึ่งเรียกว่าผาซ่อนแก้วนี้ มีธรรมชาติเป็นภูเขาที่สูงใหญ่ ซ้อนกันเป็นทิวเขาเรียงรายโอบรอบบริเวณศาลาปฏิบัติธรรม และบนยอดเขาสูงตระหง่านนั้น มีถ้ำอยู่บนปลายยอดเขา ซึ่งมีชาวบ้านทางแดงหลายคน ได้เห็นลูกแก้วลอยเหนือฟากฟ้า และลับหายเข้าไปในถ้ำบนยอดผา ชาวบ้านเชื่อว่าเป็นพระบรมสารีริกธาตุเสด็จมา และต่างถือว่าเป็นสถานที่มงคล มีความศักดิ์สิทธิ์และเรียกตาม ๆ กันว่า “ผาซ่อนแก้ว” และพุทธสถานที่มาตั้งในจุดที่โอบล้อมด้วยทิวเขาดังกล่าว จึงเรียกว่า “พุทธธรรมสถานผาซ่อนแก้ว” เพื่อเป็นนิมิตมงคลแก่ชาวบ้านทางแดง และผู้มาปฏิบัติธรรมสืบไป

เขาแผงม้า : เคยเป็นป่าผืนเดียวกับเขาใหญ่ซึ่งเต็มไปด้วยความอุดมสมบูรณ์ สัตว์ป่านานาชนิดอาศัยอยู่อย่างชุกชุม เป็นต้นน้ำของลำห้วยหลายสาย ไหลรวมกันเป็น ลำพระเพลิง ก่อนลงสู่แม่น้ำมูล เป็นเส้นชีวิตหลัก ของผู้คนในแผ่นดินอีสาน ได้ใช้เป็นสิ่งจำเป็นที่ขาดไม่ได้ ในการดำรงชีพมาหลายชั่วคน แต่นโยบายการพัฒนาอย่างเร่งรีบ โดยขาดการวางแผน โดยรอบครอบ ก่อให้เกิดการตัดถนนสายต่างๆ ทะลุกลางป่าเทือกเขาพนมดงรัก การสัมปทานป่าไม้ ทำให้ชาวบ้านจาก ที่ต่างๆ อพยพเข้ามาบุกเบิก หักร้างถางพง ล่าสัตว์ ตัดต้นไม้ ถือครองที่ดิน ในบริเวณเขาแผงม้ามากขึ้นสำทับด้วยการ เน้น การปลูกพืชเศรษฐกิจราคาสูง แต่เพียงอย่างเดียว พื้นดินจึงเสื่อมสภาพลง ด้วยปุ๋ยเคมี ผืนป่าที่เคยอุดมสมบูรณ์ จึงกลายสภาพ เป็นภูเขาหัวโล้น ต้นน้ำที่เคยชุ่มฉ่ำ กลับแห้งผาก ประกอบกับทุ่งหญ้าที่ขึ้นปกคลุม กลายเป็น เชื้อเพลิงอย่างดี ในหน้าแล้ง ไฟป่าโหมไหม้ ทั้งกลางวัน และกลางคืน จนผู้คนขนานนามว่า “ภูเขาไฟ”

การกลับมาของกระทิงที่เขาแผงม้า เป็นปรากฏการณ์สำคัญ ที่ยืนยันถึงการฟื้นตัวของสภาพป่าเขาแผงม้าคือ การกลับมาของฝูงกระทิงป่า 4-10 ตัว ในช่วงฤดูฝนของ ปีพ.ศ.2538 มูลนิธิฯ ได้เฝ้าติดตามกระทิงฝูงนี้อย่างใกล้ชิด ศึกษาเส้นทางสร้างแหล่งอาหาร พร้อมกับการวางแผนป้องกัน การไล่ล่ากระทิง อย่างเข้มงวด ทำให้ฝูงกระทิงรู้สึกปลอดภัย และใช้เป็นที่อยู่อาศัย มีการผสมพันธุ์ และออกลูกออกหลาน ใหม่ๆ ทุกปี ปัจจุบันคาดว่า มีกระทิงที่เขาแผงม้า ประมาณ 50 ตัว มูลนิธิคุ้มครองสัตว์ป่าฯ จึงมีความหวังว่าด้วยการ มีส่วนร่วมของทุกฝ่าย โดยเฉพาะชุมชนท้องถิ่น พื้นที่เขาแผงม้าจะได้รับการดูแลรักษาสภาพป่า ให้ฟื้นตัวอย่างถาวร สัตว์ป่า ได้รับการคุ้มครอง และเป็นแหล่งศึกษาธรรมชาติ สำหรับเยาวชนและผู้สนใจ ในงานอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมโดยทั่วไป


วันเวลาที่แนะนำในการดูกระทิง กระทิงเขาแผงม้าสามารถไปเที่ยวชมได้ทุกวันตลอดทั้งปี ช่วงเวลาที่กระทิงออกหากินมักเป็นในช่วงเช้า 06.00 น. และเย็น 18.00 น. ตามคำบอกเล่าของเจ้าหน้าที่เขาแผงม้ากับผม

ภูชี้ฟ้า เป็นยอดเขาสูงที่สุดในเทือกเขาดอยผาหม่น ติดชายแดนไทย – สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว อยู่ในพื้นที่เขตอำเภอเทิง จังหวัดเชียงราย ตั้งอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ มีเอกลักษณ์ทางธรรมชาติด้วยลักษณะหน้าผาปลายยอดแหลม เป็นแนวยาวที่ชี้ไปบนฟ้า ทางฝั่งประเทศลาว จึงเป็นที่มาของชื่อเรียกว่า “ภูชี้ฟ้า” นั่นเอง ด้านที่ติดสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว นับเป็นจุดชมวิวที่สวยที่สุ
สำหรับไฮไลท์สำคัญของ ภูชี้ฟ้า ต้องยกให้จุดชมวิวทะเลหมอกและพระอาทิตย์ขึ้นที่สวยงาม อีกทั้งทิวทัศน์ของภูเขาสลับซับซ้อนดูกว้างไกล โดยในตอนเช้าจะมีทะเลหมอกปกคลุมในหุบเขาเบื้องล่าง มีพระอาทิตย์ขึ้นผ่านพ้นทะเลหมอก ท่ามกลางทุ่งหญ้า สวยงามราวกับภาพวาดเลยครับ

ดอยแม่อูคอ จ.แม่ฮ่องสอน นอกจากทุ่งดอกทานตะวันที่สวยงามแล้ว
ก่อนถึงทุ่งดอกบัวตองแม่อูคอประมาณ 3 กิโลเมตร หากขับรถขึ้นไปอีกหน่อย คุณก็จะพบกับความงดงามอีกโลกหนึ่งของขุนเขา
ภูชี้เพ้อ : ตั้งอยู่ในหน่วยจัดการต้นน้ำแม่หยอด อ.ขุนยวม ใกล้กับทุ่งดอกบัวตองดอยแม่อูคอ ในระดับความสูง 1818 เมตรจากระดับน้ำทะเล ภูชี้เพ้อ ถือเป็นจุดวิวแห่ง ใหม่ที่ยังไม่ค่อยมีใครรู้จัก เป็นจุดชมวิวสำหรับชมพระอาทิตย์ขึ้นและสายหมอกคลอเคล้าไปตามทิวเขาสลับซับซ้อนอันงดงาม หากมาในช่วงที่ดอกบัว ตองบาน สามารถมองเห็นวิวของทุ่งดอกบัวตองดอยแม่อุคอในมุมสูงได้ในอีกมุมซึ่งสวยงามมาก
บนหน่วยจัดการต้นน้ำแม่หยอดมีบ้านพักแต่ยังไม่ได้เปิดอย่างเป็นทางการ มีจุดกางเต้นท์แต่ไม่ค่อยสะดวกเท่าใดนักเนื่องจากติดต่อค่อนข้างยาก หากต้องการมาเที่ยวภูชี้เพ้อแนะนำให้พักตามที่พักหรือกางเต้นท์บริเวณทุ่งดอกบัวตองหรือในตัวอ.ขุนยวม จากนั้นให้ที่พักติดต่อรถเช่าให้ก็ได้ สามารถติดต่อรถเช่าได้ที่สวนดอยแม่อูคอ ที่พักซึ่งตั้งอยู่บริเวณทุ่งดอกบัวตองซึ่งมีบริการจัดหารถเช่าให้ ค่าช่ารถ 600 – 800 บาท เป็นรถกระบะนั่งได้ 10-12คน
การเดินทางไปภูชี้เพ้อ
ใช้เส้นทางเดียวกับการเดินทางไปยังทุ่งดอกบัวตองดอยแม่อูคอ หน่วยจัดการต้นน้ำแม่หยอดจะอยู่ก่อนถึงทุ่งดอกบัวตอง 5 ก.ม. มีป้ายบอกอยู่ตรง ปากทางเข้า ส่วนการเดินทางจากทางเข้าหน่วยจัดการต้นน้ำแม่หยอดไปยังจุดเริ่มเดินเท้าไปยังจุดชมวิวภูชี้เพ้อรถที่สามารถเข้าไปได้ คือ รถกระบะ เท่านั้น รถเก๋ง รถตู้ไม่สามารถขึ้นได้เนื่องจากเส้นทางบางช่วงไม่ค่อยดีนักเป็นดินลูกรังค่อนข้างชัน หลังจากถึงหน่วยจัดการต้นน้ำแม่หยอด ต้องเดินเท้าขึ้นไปในเส้นทางที่ค่อนช้างชันอีกประมาณ 1 ก.ม. ใช้เวลาเดินประมาณ 30- 45 นาที ควรเริ่มเดินเท้าขึ้นไปประมาณตี 5 ครึ่งเพื่อให้ทัน พระอาทิตย์ขึ้น ควรนำไฟฉายติดตัวไปด้วย

ทุ่งดอกบัวตองดอยแม่อูคอ : ราชินีดอกไม้สีเหลืองแห่งขุนเขา โดยจะเริ่มบานประมาณต้นเดือนพฤศจิกายนจนถึงต้นเดือนธันวาคมของทุกปี ระยะเวลาของดอกไม้ชนิดนี้ เพียง 40 วัน เท่านั้น ในช่วงเวลาดังกล่าว จะมีการจัดงานเทศกาลดอกบัวตองบานขึ้นเป็นประจำทุกปี เพื่อเปิดโอกาสให้นักท่องเที่ยวได้ชมความงดงามของทุ่งดอกบัวตองที่บานสะพรั่งเหลืองอร่ามไปทั่วยอดดอย ซึ่งจะมีให้ชมเพียงปีละหนึ่งครั้งเท่านั้น

ภูลังการีสอร์ท : ตั้งอยู่ในอ.ปง จังหวัดพะเยา เป็นรีสอร์ทยอดฮิตท่ามกลางธรรมชาติบนเขาของวนอุทยานภูลังกาห้องพักจะเป็น แบบเรียบง่าย มีวิวด้านล่างเป็นแอ่งและเป็นเขาหินปูนและต้นไม้น้อยใหญ่เรียงรายสลับกัน ไฮไลต์ของการมาเที่ยวภูลังกา คือ การได้ชมพระอาทิตย์จะขึ้นหน้ารีสอร์ท ส่องแสงลงมายังทะเลหมอกในแอ่งกระทะ ให้บรรยากาศสวยงามเหมือนภาพวาด จุดชมทะเลหมอกอีกหนึ่งจุดของ คือ ลานช่างภาพซึ่งจะอยู่ริมถนนด้านข้างรีสอร์ทก็เป็นจุดชมวิวทะเลหมอกที่งดงามไม่แพ้กัน

“เขาเทวดา” อุทยานแห่งชาติ พุเตย : ตั้งอยู่ที่ อำเภอด่านช้าง
ดินแดนแห่งขุนเขา ป่าหนึ่งเดียวที่สมบูรณ์ที่สุดของเมืองสุพรรณ เป็นชายป่าผืนสุดท้ายของป่าห้วยขาแข้ง เป็นสถานที่ที่เหมาะกับนักเดินทางทีหลงใหลในธรรมชาติ ความสงบเงียบ ป่าเขา น้ำตก ความงดงามงามของดวงอาทิตย์ยามเช้า ไอหมอก ความหนาวเย็น และวิถีชีวิตของชนชาวกระเหรี่ยง
สถานที่กางเต็นท์มี 3 จุดใหญ่ๆ ได้แก่
– หน่วยพิทักษ์อุทยานฯ พุเตยที่ 1 (ด้านวังคัน-ป่าขี)
– ที่ทำการอุทยานฯ พุเตย (ด้านปลักประดู่-ห้วยหินดำ)
– หน่วยพิทักษ์อุทยานฯ พุเตยที่ 3 ตะเพินคี่
(ด้านปลักประดู่-ตะเพินคี่) ใครไปยอดเขาเทวดา ต้องมานอนที่นี่นะ
หน่วยพิทักษ์อุทยานฯ พุเตยที่ 3 ตะเพินคี่
เป็นป่าที่สวยงาม และเป็นที่ตั้งของหมู่บ้านกะเหรี่ยง ชนกลุ่มน้อยที่อาศัยมากว่า 200 ปี ผืนป่า และต้นน้ำตะเพินคี่ ยังคงสภาพสมบูรณ์ เหมาะแก่การท่องเที่ยวเชิงผจญภัยล่องไพร เป็นดินแดนแห่งความหนาวเย็น ในหน้าหนาวอุณหภูมิจะลดลง 5-6 ํC ยอดเขาเทวดา ที่ความสูงกว่า 1000 เมตร ในวันที่อากาศเหมาะสม นักท่องเที่ยวอาจจะได้ชมทะเลหมอกที่สวยงาม และไปยืนจุดที่เป็น ดินแดนรอยต่อของสามจังหวัด สุพรรณบุรี-อุทัยธานี-กาญจนบุรี การเดินทาง หน้าฝนควรเป็นรถขับเคลื่อน 4 ล้อ ส่วนหน้าแล้งรถยนต์นั่งธรรมดาก็สามารถไปได้ แต่ควรเป็นรถกระบะ

อุทยานแห่งชาติ ดอยภูคา : ตั้งอยู่ในเขตพื้นที่ 8 อำเภอ คือ อำเภอเฉลิมพระเกียรติ อำเภอทุ่งช้าง อำเภอเชียงกลาง อำเภอปัว อำเภอท่าวังผา อำเภอสันติสุข อำเภอแม่จริมและอำเภอบ่อเกลือ มีพื้นที่ประมาณ 1,065,000 ไร่ เป็นป่าที่มีความอุดมสมบูรณ์ที่มีทั้งพืชพรรณและสัตว์ป่าที่มีความสำคัญต่อระบบนิเวศน์ รวมทั้งเป็นแหล่งกำเนิดของแม่น้ำหลายสาย เช่น แม่น้ำน่าน ลำน้ำปัว ลำน้ำว้า ที่คอยหล่อเลี้ยงชีวิตของชาวจังหวัดน่าน และยังมีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ กล่าวคือ เป็นที่เชื่อกันว่าเทือกเขาดอยภูคาเป็นเมืองเก่าของบรรพบุรุษของคนเมืองน่านและในปัจจุบันนี้ก็ยังมีศาลเจ้าพ่อภูคา ตั้งอยู่บริเวณกิโลเมตรที่ 31 ถนนสายปัง-บ่อเกลือ อันเป็นที่เคารพสักการะของชาวจังหวัดน่านและบุคคลทั่วไ
• ปี พ.ศ.2526 ราษฎรของจังหวัดน่าน ได้เห็นความสำคัญที่จะอนุรักษ์ป่าต้นน้ำลำธารเพื่อป้องกันการบุกรุกทำลาย จึงได้มีหนังสือถึงกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ให้กำหนดป่าดอยภูคา อ.ปัว ให้เป็นเขตอุทยานแห่งชาติ ต่อมาได้ประกาศเป็นพระราชกฤษฎีกาแนวเขตอุทยานแห่งชาติดอยภูคาเมื่อวันที่ 17 มิถุนายน 2542 อีกทั้งภายในบริเวณพื้นที่ก็ยังมีแหล่งท่องเที่ยวมากมาย อาทิ ถ้ำ น้ำตก ล่องแก่งต่างๆและต้นชมพูภูคา ซึ่งเป็นที่พักผ่อนหย่อนใจของคนทั้งประเทศและต่างประเท

อุทยานแห่งชาติภูสอยดาว : แม้การพิชิตยอดภูสอยดาว จะท้าทายและเหน็ดเหนื่อยแค่ไหน แต่หากปลายทางมีดินแดนที่แสนโรแมนติกและงดงามดั่งสวรรค์รออยู่ ทุกย่างก้าวของการเดินทางก็จะเต็มเปี่ยมไปด้วยคุณค่าและความทรงจำที่สวยงาม เสียงธารน้ำไหล กลิ่นหอมใบหญ้า ทุ่งดอกไม้ละลานตา คือของขวัญเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่มีค่า ที่คุณจะได้รับตลอดเวลา การเดินทางขึ้นไปสู่ยอด ภูสอยดาว อาจจะไม่ใช่เรื่องง่ายนักสำหรับนักเดินเท้าหลาย ๆ คนด้วยเนินที่สูงชัน เส้นทางแคบ คดเคี้ยว ไต่สูงขึ้นเรื่อยๆ ผสมกับสายฝน หยาดน้ำค้างที่ร่วงโรยมาเป็นระยะ ทำให้การเดินทางนั้นยากและท้าทายกว่าดอยไหนๆ แต่ก็ไม่น่าประหลาดใจที่ใครหลายๆ คนพยายามพิชิตยอดดอย เพื่อตามเก็บภาพความงามอันอัศจรรย์ของทุ่งดอกหงอนนาค ราชินีแห่งดอกไม้ ที่ผลิดอกบานสะพรั่งห่มคลุมทั่วทุกทุ่งกว้าง รวมไปถึง เอื้องหมายนา ลิลลี่ป่า ลิ้นมังกร กระดุมเงิน ว่านไก่แดง และผืนหมกที่ปกคลุมป่าสนสามใบ เรียงรายไปไกลสุดสายตา ที่ทำการอุทยานแห่งชาติภูสอยดาวตั้งอยู่ที่ตำบลห้วยมุ่น อำเภอน้ำปาด จังหวัดอุตรดิตถ์ ครอบคลุมพื้นที่ในเขตอำเภอชาติตระการ จังหวัดพิษณุโลก และอำเภอน้ำปาด จังหวัดอุตรดิตถ์ ลักษณะภูมิประเทศเป็นภูเขาสูงตามแนวชายแดนไทย-ลาว บริเวณที่สูงที่สุด คือยอดเขาภูสอยดาว สูงถึง 2,102 เมตร จากระดับทะเลปานกลาง อากาศหนาวเย็นเกือบตลอดทั้งปี สภาพป่าส่วนใหญ่ยังอุดมสมบูรณ์ มีทุ่งหญ้าขนาดใหญ่ในพื้นที่ที่เคยเป็นที่ทำกินของชาวไทยภูเขาเผ่าม้ง
แหล่งท่องเที่ยวภายในอุทยานแห่งชาติภูสอยดาว
ป่าสน ทุ่งดอกหงอนนาค พื้นที่ป่าสนสามใบ เหมาะแก่การเที่ยวชมในช่วงเดือนสิงหาคม-กันยายน เนื่องจากจะพบเห็นทะเลหมอกและดอกไม้ต่างๆ ทิวสนสามใบเต็มลานบนยอดภูสอยดาว ภาพทุ่งหญ้ากว้างใหญ่ใต้เงาสนที่ดารดาษด้วยดอกไม้ดินที่ชูช่อผลิดอกหลากสีเป็นกลุ่มๆ อวดสีสัน ดอกหงอนนาคสีม่วง ดอกสร้อยสุวรรณาสีเหลือง และดอกหญ้ารากหอมสีม่วงเข้ม โดยเฉพาะดอกหงอนนาคขึ้นอยู่ทั่วไป และกล้วยไม้ป่าตามคาคบไม้ใหญ่ ระยะทางเดินจากเชิงเขา 6.5 กิโลเมตร บางช่วงเป็นเส้นทางชัน ใช้เวลาเดินประมาณ 4-5 ชั่วโมง มีสถานที่กางเต็นท์และห้องสุขาบริการ
“ดอกหงอนนาค” เปรียบเหมือนนางเอกของภูสอยดาวก็ว่าได้ ซึ่งหากใครต้องการมาเจอนางเอกคนนี้เบ่งบานเต็มลานสนก็ต้องมาในช่วงเดือน ส.ค.-ต.ค. ซึ่งเป็นช่วงฤดูฝน หากมาช่วงปลาย ต.ค. ที่ลมหนาวเริ่มมาเยือนก็จะเห็นบ้างแบบบางตา
ดอกหงอนนาคมีชื่อเรียกอีกอย่างว่า หญ้าหงอนเงือก หรือน้ำค้างกลางเที่ยง เป็นพืชล้มลุกชนิดหนึ่งที่ออกดอกในฤดูฝน ดอกจะมีทั้งสีม่วงอ่อนหรือม่วงน้ำเงิน สีขาว และสีชมพู ซึ่งค่อนข้างหายาก ยามเช้าดอกหงอนนาคจะหุบดอก และจะบานเมื่อมีแสงแดด ส่วนกลางของดอกมักมีหยดน้ำติดอยู่ เป็นที่มาของชื่อน้ำค้างกลางเที่ยง โดยที่ภูสอยดาวนี้เป็นจุดที่มีดอกหงอนนาคทุ่งใหญ่ที่สุดของประเทศ นอกจากนั้นก็ยังพบได้บ้างตามภูเขาอื่นๆ เช่น เขาสมอปูน ทุ่งโนนสน เขาใหญ่ เป็นต้น
บนลานสนภูสอยดาวมีทุ่งหงอนนาคให้ชมหลายทุ่ง ทั้งในบริเวณจุดเริ่มต้นของลานสน และที่บริเวณจุดกางเต็นท์ก็มีทุ่งดอกหงอนนาคอีก 2 ทุ่งใหญ่ๆ ให้เราได้สัมผัสความงามกันอย่างใกล้ชิด รวมไปถึงตามเส้นทางเดินศึกษาธรรมชาติด้วยเช่นกัน
ค่าใช้จ่ายที่ศูนย์บริการนักท่องเที่ยวด้านล่าง
1.ค่าเข้า อช.คนละ40บาท
2.ค่ามัดจำขยะ 30 บาท
3.ค่ามัดจำป้ายไม้ 50 บาท
4.ค่าลูกหาบ กิโลกรัมละ 30บาท
– ร้านค้าด้านตรงข้ามศูนย์บริการนักท่องเที่ยวจะเปิดแค่วัน ศ-อ. นะครับ
– ผู้ที่ไม่ได้นำเต๊นท์หรือถุงนอนมา สามารถเช่าได้ที่ศูนย์บริการนักท่องเที่ยวศูนย์ล่าง เต๊นท์ 300/1 คืน ถุงนอน 30/1คืน ส่วนเตาถ่านสามารถหาเช่าได้ที่ศูนย์บริการนักท่องเที่ยวบนลานสนคค่าเช่าเตาถ่าน 50/1คืน แต่ต้องซื้อถ่านขึ้นไปเองจากด้านล่าง ถุงละ 30บาท
– น้ำดื่ม ศูนย์บริการนักท่องเที่ยวบนลานสนมีน้ำฝนรองใส่ถังไว้สามารถนำมาต้มดื่มได้ในฤดูฝนหรือใครไม่มั่นใจก็ซื้อขึ้นไปเองได้ ส่วนในฤดูแล้งต้องซื้อน้ำดื่มขึ้นไปเอง
การเดินทางไปภูสอยดาวอีกวิธีนึง คือ การติดต่อเจ้าหน้าที่อุทยานให้มารับที่ บขส.พิษณุโลกถึงศูนย์บริการนักท่องเที่ยวและส่งเรากลับถึง บขส.พิษณุโลก ราคาจะอยู่ที่ 4200-4500 แล้วแต่จะต่อรอง เหมาะสำหรับกลุ่มที่มากันเองหลายๆคน ไม่ต้องนั่งรอรถไป อ.ชาติตระการ โทรนัดเวลาให้เจ้าหน้าที่ไปรับที่ บขส.ได้เลย
อุทยานแห่งชาติภูสอยดาว 055-436793

ม่อนหยุนไหล : ตั้งอยู่ในอำเภอปาย เลยหมู่บ้านสันติชลไปประมาณ 3 กิโลเมตร บนจุดชมวิวทะเลหมอกหยุนไหล สามารถมองเห็นตัวเมืองปาย และสายหมอกที่รวมตัวกันเป็นก้อนไหลเหมือนดังสายน้ำท่ามกลางหุบเขาในอำเภอปาย ได้อย่างงดงาม นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่จะเดินทางขึ้นไปจุดชมวิวทะเลหมอกหยุนไหล ประมาณ 05.30 น. เพื่อรับอากาศบริสุทธิ์ในยามเช้า และรอชมแสงแรกแย้มจากดวงอาทิตย์ อันอบอุ่นในยามเช้า ณ บนจุดชมวิวที่สูงตระหง่านในอำเภอปาย ด้านบนจุดชมวิวมีบ่อน้ำสำหรับใช้ในการบริโภคที่ไหลลงสู่ด้านล่างของภูเขา

จิม ทอมป์สัน ฟาร์ม (Jim Thompson Farm) : สถานที่ท่องเที่ยวที่เปิดแบบจำกัดช่วงเวลาช่วงปลายปีของทุกปี จนเป็นที่หมายของนักท่องเที่ยวทั่วประเทศ ตั้งอยู่ในอำเภอปักธงชัย จังหวัดนครราชสีมา บนพื้นที่กว่า 600 ไร่เ็ป็นสถานที่ท่องเที่ยวทางเกษตรซึ่งเปิด ให้เข้าชมในเดือนธันวาคม-มกราคม ของทุกปีให้บุคคลทั่วไปที่หลงใหลในธรรมชาติได้ชื่นชม บรรยากาศอันงดงามและ เรียนรู้ ประสบการณ์ด้านการเกษตร พร้อมเรียนรู้วงจรชีวิตของหนอนไหม ชมแปลงพืชผัก และดอกไม้สีสวยสดนานาชนิด รวมถึงเลือกซื้อ ไม้ดอกไม้ประดับและผลผลิตทางการเกษตรปลอดสารพิษ จุดสนใจของนักท่องเที่ยวก็คือทุ่งคอสมอส

จุดชมวิว กม.41 ดอยอินทนนท์ : จ.เชียงใหม่ ที่ จุดชมวิว กม.41 บนถนนสายจอมทอง-ยอดดอยอินทนนท์ ชมทะเลหมอกสุดอลังการ มองเห็นทิวทัศน์อันกว้างไกล ของขุนเขาสลับซับซ้อน เป็นจุดชมวิวที่ได้รับความนิยมมาก ของอุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์

เขาค้อ : เป็นชื่อเรียกรวมบริเวณเทือกเขาน้อยใหญ่ของเทือกเขาเพชรบูรณ์ จนอาจพูดได้ว่าเป็นทะเลภูเขา เช่น เขาค้อ เขาย่า เขาใหญ่ เขาตะเคียนโง๊ะ เขาหินตั้งบาตร เขาห้วยทราย เขาอุ้มแพร เป็นต้น มีจุดท่องเที่ยวให้แวะหลากหลายแห่ง  และสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นที่พัก ร้านอาหารที่มีให้เลือกแบบครบครัน ทำให้เขาค้อ คือ จุดหมายปลายทางหลักในการท่องเที่ยวที่ใครหลายคนสามารถมาเที่ยวได้อย่างง่ายดาย ใครมาเขาค้อก็ต้องมาชมทะเลหมอก ซึ่งถือว่าเป็นจุดชมทะเลหมอกที่งดงามอีกแห่งหนึ่งในประเทศไทย สามารถชมได้จากหน้าที่พักที่มีโลเคชั่นในการชมทะเลหมอกซึ่งส่วนใหญ่จะตั้งอยู่ใกล้อ่างเก็บน้ำรัตนัย นอกจากนั้นยังมีจุดชมทะเลหมอกยอดนิยมอีกหลายจุดให้เลือกมุมกล้องสวยๆกันอีกมากมาย

ดอยเสมอดาว : เป็นแนวสันเขาซึ่งมีความสูงไม่มากนัก โดยสูงจากระดับน้ำทะเลปานกลางประมาณ 888 เมตร แต่สามารถชมวิวทิวทัศน์ยอดเขาน้อยใหญ่ได้ไกลสุดลูกหูลูกตา พร้อมทั้งแม่น้ำน่านที่อยู่เบื้องล่าง เมื่อยืนอยู่บริเวณจุดชมวิวจะสามารถมองเห็นขุนเขาโดยรอบได้อย่างชัดเจน บรรยากาศเงียบสงบ โดยเฉพาะยามค่ำคืนที่คุณจะรู้สึกได้ว่ามีเพียงธรรมชาติเท่านั้นที่อยู่รอบ ๆ ตัว เบื้องล่างคือขุนเขา ป่าไม้ ส่วนด้านบนก็เป็นทะเลดาว คำว่าโรแมนติกจึงใช้ได้กับที่นี่แน่นอนอะแกรร
การนอนพักค้างแรมบนดอยเสมอดาวด้วยการนอนเต็นท์นั้น ถือได้ว่าเป็นไฮไลท์เลย เพราะจะได้ดื่มด่ำกับธรรมชาติที่นี่ได้อย่างเต็มที่ ซึ่งแน่นอนว่าในยามค่ำคืนบรรยากาศจะโรแมนติกมาก ๆ ทั้งอากาศที่หนาวเย็น ความเงียบสงบ พร้อมทั้งยังมีดวงดาวระยิบระยับเต็มฟากฟ้า ให้นอนนับกันแบบไม่จบสิ้น การนอนชมดาวตากน้ำค้างที่นี่จึงเป็นประสบการณ์ที่น่าลิ้มลอง สำหรับใครที่กังวลเรื่องห้องน้ำก็หายห่วงได้เลย เพราะบริเวณดอยเสมอดาวมีห้องน้ำไว้บริการด้วย
ทางอุทยานมีเต็นท์พร้อมอุปกรณ์ให้เช่า 2 แบบ คือ เต็นท์สำหรับนอน 3 คน ราคา 405 บาท และเต็นท์สำหรับนอน 2 คน ราคา 345 บาท แต่ถ้าใครต้องการนำเต็นท์ไปเองทางอุทยานจะเก็บค่าธรรมเนียมคนละ 30 บาท เอง
ไม่มีรถส่วนตัวจะไปดอยเสมอดาวได้ไหม ??
คำตอบคือได้จร้าา แต่อาจจะต้องผจญภัยกันสักหน่อย โดยสามารถนั่งรถประจำทางสายกรุงเทพฯ-เวียงสา จากสถานีขนส่งหมอชิตมาลงที่อำเภอเวียงสา จังหวัดน่าน จากนั้นนั่งรถประจำทางท้องถิ่นจากอำเภอเวียงสาไปยังอำเภอนาน้อย เมื่อไปถึงตัวเมืองอำเภอนาน้อยให้ถามชาวบ้าน เพราะจะมีรถรับจ้างและมอเตอร์ไซค์รับจ้างพาขึ้นไปยังดอยเสมอดาว ราคาเริ่มต้นมีตั้งแต่ 300 บาท ไปจนถึง 500 บาท ถ้าไปกันหลาย ๆ คนแนะนำให้เช่าเหมารถยนต์รับจ้าง เพราะจะได้ในราคาที่ถูกกว่า หรืออีกหนึ่งวิธี จะเป็นการโบกรถของชาวบ้านหรือนักท่องเที่ยวขึ้นไป โดยจากอำเภอนาน้อยจะมีรถที่วิ่งผ่านขึ้นไปยังดอยเสมอดาวมากพอสมควร บางวันยังมีรถของเจ้าหน้าอุทยานศรีน่านวิ่งผ่านอีกด้วย แต่ถ้าจะให้ดีที่สุดเช่าเหมารถไปส่งดีกว่า เพราะสามารถนัดแนะให้มารับวันกลับได้อีกด้วย

จุดชมวิวเขาตะเคียนโง๊ะ : เป็นจุดชมทะเลหมอกที่สวยที่สุดแห่งหนึ่งบนเขาค้อค่ะ ตั้งอยู่ริมทางหลวงหมายเลข 2258 เลยพระตำหนักเขาค้อไปทางทุ่งแสลงหลวง บนเขาตะเคียนโง๊ะสามารถนำรถขึ้นได้เลย และมีจุดกางเต็นท์อยู่รอบๆ เขา นอกจากกางเต็นท์นอนดูดาวยามค่ำคืนแล้ว ตอนเช้าสามารถตื่นขึ้นมารอดูพระอาทิตย์ขึ้น พร้อมชมทะเลหมอกแบบ 360 องศาเลยทีเดียว และจากจุดชมวิวเขาตะเคียนโง๊ะสามารถมองไปเห็นเขาปู่ เขาย่า ซึ่งมีรูปทรงคล้ายภูเขาไฟฟูจิ รวมถึงเขาค้อ เป็นทัศนียภาพที่สวยงามราวกับสวรรค์เลยทีเดียว!

ภูทับเบิก : เป็นยอดเขาที่สูงที่สุดในจังหวัดเพชรบูรณ์ เพิ่งเปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าไปสำรวจท่องเที่ยวได้ไม่นานนัก แต่ก็สามารถสร้างความตื่นตาตื่นใจให้กับผู้ที่ไปเยือนได้เป็นอย่างมาก ด้วยระดับความสูง 1,768 จากระดับน้ำทะเลปานกลาง อุณหภูมิที่หนาวเย็นทั้งปีบนยอดภู และไร่กะหล่ำปลี ที่กว้างใหญ่สุดลูกตา กินบริเวณยอดภูหลายลูก
ภูทับเบิกเป็นชื่อของ หมู่บ้านม้งทับเบิก ซึ่งเป็นหมู่บ้านชาวเขาเผ่าม้ง บนภูเขาสูงของจังหวัดเพชรบูรณ์ ในตำบลวังบาล อำเภอหล่มเก่า ซึ่งห่างจากตัวอำเภอประมาณ 40 กม. และห่างจากตัวจังหวัดเพชรบูรณ์ประมาณ 100 กม. ชาวม้งที่นี่มีอาชีพทำการเกษตรเป็นหลัก พืชผักที่มีการปลูกมากที่สุด ก็คือกะหล่ำปลี ซึ่งมีการจัดสรรที่ดินทำกินสำหรับการปลูกกะหล่ำปลีหลายพันไร่บนยอดเขาสูง ทำให้ในช่วงฤดูฝน มีกะหล่ำปลีผุดขึ้นละลานตาเต็มภูเขา โดยเฉพาะในช่วงเดือนกรกฎาคม-สิงหาคม และช่วงเดือน ตุลาคม-พฤศจิกายน ของทุกปี

ว่ากันว่า….หากอยากพิสูจน์รักแท้ให้พาคนที่เรารักไปร่วมพิสูจน์รักด้วยการเดินทางพิชิตยอดภูของ อุทยานแห่งชาติภูกระดึง และถ้าหากเขาคนนั้นสามารถร่วมเดินทางไปกับคุณจนกระทั่งถึงยอดดอย และคอยช่วยเหลือดูแลกันและกันเป็นอย่างดีแล้วละก็ เขาก็คือรักแท้ของเราเป็นแน่แท้!!!

ภูกระดึง : เป็นอุทยานแห่งชาติลำดับที่ 2 ของประเทศไทย ตั้งอยู่ในท้องที่ตำบลศรีฐาน อำเภอภูกระดึง จังหวัดเลย เป็นภูเขาหินทรายยอดตัด เป็นที่ราบขนาดใหญ่ มีเนื้อที่ประมาณ 60ตารางกิโลเมตร มีความสูง 400-1,200 เมตร จากระดับน้ำทะเลปานกลางเป็นแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่ได้รับความนิยมมากแห่งหนึ่งของเมืองไทยจุดสูงสุดอยู่ที่บริเวณคอกเมย มีความสูง 1,316 เมตรจากระดับน้ำทะเล
สภาพทั่วไปของภูกระดึง ประกอบไปด้วยพรรณไม้นานาชนิด พันธุ์สัตว์ป่านานาพันธุ์ หน้าผา ทุ่งหญ้า ลำธาร และน้ำตกอีกทั้งยังเป็นพื้นที่ต้นน้ำของลำน้ำพองซึ่งเป็นลำน้ำสายสำคัญสายหนึ่งของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ด้วยความสูงบรรยากาศ และสภาพอากาศที่เย็นสบายตลอดปีบนยอดภูกระดึง โดยเฉพาะในช่วงฤดูหนาวอุณหภูมิอาจลดต่ำจนถึง 0 องศาเซลเซียสจึงเป็นแรงจูงใจให้นักท่องเที่ยวปรารถนาและหวังจะเป็นผู้พิชิตยอดภูกระดึงสักครั้งหนึ่งในชีวิต
…นี่คือตำนานคำกล่าวขานที่มักได้ยินเสมอ ๆ เมื่อเอ่ยถึง “ภูกระดึง” หรือ “อุทยานแห่งชาติภูกระดึง” ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะการที่เราจะขึ้นไปถึงยอดดอยได้ต้องเดินเท้าเป็นระยะทางกว่า 9 กิโลเมตร คือขึ้นเขา 5 กิโลเมตรบวกทางราบอีกประมาณ 3-4 กิโลเมตร (โห…ไหวไหมเนี่ย)ซึ่งนอกจากจะมีคู่รักไปพิสูจน์รักแท้แล้ว ภูกระดึง มักจะได้รับความนิยมในการไปแบบกลุ่มเพื่อน ๆ อีกด้วยและทุกคนที่ได้ไปสัมผัสต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า ตอนเดินเหนื่อยมาก ๆแต่พอได้ไปสัมผัสกับธรรมชาติข้างบน ภูกระดึง แล้วคุ้มค่าสุด ๆ

ใครสนใจที่ไหนเป็นพิเศษหน้าหนาวนี้จัดการลุยเล๊ยยย ไปท้าลมหนาวกันดีกว่า

#แชร์วนไป #ที่เที่ยว #หน้าหนาว #แบกกล้องเที่ยว

LEAVE A REPLY

Please enter your comment!
Please enter your name here