รวม 35 สถานที่เที่ยวรับลมหนาว

ฤดูหนาว

เริ่มตั้งแต่กลางเดือนตุลาคมถึงประมาณกลางเดือนกุมภาพันธ์ เป็นระยะที่ขั้วโลกใต้หันเข้าหาดวงอาทิตย์ ตำแหน่งลำแสงของดวงอาทิตย์ทำมุมฉากกับผิวพื้นโลกขณะเที่ยงวันจะอยู่ทางซีกโลกใต้ ทำให้ลำแสงที่ตกกระทบกับพื้นที่ในประเทศไทยเป็นลำแสงเฉียงตลอดเวลา ทำให้อากาศในประเทศไทยหนาวเย็นโดยทั่วไป เว้นแต่ในภาคใต้จะไม่ค่อยหนาวนัก และบริเวณชายฝั่งตะวันออกของภาคใต้จะมีฝนตกชุกในช่วงนี้

ช่วงฤดูหนาวในประเทศไทย ประชาชนจะนิยมท่องเที่ยวในเขตภาคเหนือ บริเวณแถบที่สูงและภูเขา เช่น เที่ยวชมทิวทัศน์บนดอยต่างๆ ชมอุทยานพรรณไม้ฤดูหนาว มีทะเลหมอกท่ามกลางอากาศหนาวเย็น หากอุณภูมิต่ำมากๆ ถึง 1 องศาเซสเซียสจะมีโอกาสได้ชมแม่คะนิ้งหรือน้ำค้างแข็ง ซึ่งปัจจุบันมีการจัดสถานที่ท่องเที่ยวช่วงฤดูหนาวซึ่งเป็นที่นิยมมาก นอกจากนี้ยังมีประเพณีของไทยที่เกี่ยวข้องกับภูมิอากาศหนาวเย็นในช่วงนี้ด้วย

หลายพื้นที่ในประเทศไทยอากาศก็เริ่มหนาวกันแล้ว ไม่ว่าจะเป็นภาคเหนือ ภาคอีสานตอนบน หรือแถบเทือกเขาสูงของผืนป่าตะวันตก ทัศนียภาพและธรรมชาติต่างเพียบพร้อมรอให้ทุกท่านไปชมความงามของพวกเขาแล้ว ชื่นชมเพียงอย่างเดียวนะครับ อย่าทำลาย ที่สำคัญต้องรักษากฎของสถานที่ด้วย ความสวยงามของธรรมชาติจะได้คงอยู่ให้เราดูไปอีกนาน …

ปางอุ๋ง

ปางอุ๋ง : หรือที่มีชื่อเรียกเต็มๆ ว่า “โครงการพระราชดำริปางตอง 2 (ปางอุ๋ง)” ตั้งอยู่ในหมู่บ้านรวมไทย จังหวัดแม่ฮ่องสอน โดยเมื่อก่อนพื้นที่ตรงนี้เป็นพื้นที่อันตรายเพราะอยู่ขอบชายแดนไทยกับพม่า มีการลักลอบปลูกพืชและค้ายาเสพติด แถมยังมีขบวนการลักลอบตัดไม้ทำลายป่าอีกต่างหาก ซึ่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 และสมเด็จพระราชินินาถทรงเป็นห่วงความเป็นอยู่ของชนกลุ่มน้อยต่างๆ เลยมีพระราชดำริให้พัฒนาคุณภาพชีวิตและส่งเสริมอาชีพของชนกลุ่มน้อยเหล่านี้ รวมถึงการสร้างอ่างเก็บน้ำเพื่อฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติพื้นที่ตรงนี้อีกด้วย

มีลักษณะเป็นพื้นที่เป็นอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่บนยอดเขาสูง ริมอ่างเก็บน้ำเป็นทิวสนที่ปลูกเรียงรายกัน ปางอุ๋ง ที่หลายๆ คนอาจยังไม่เข้าใจความหมาย คำว่า “ปาง” ซึ่งหมายถึงที่พักของคนทำงานในป่า ส่วน “อุ๋ง” นั้น เป็นภาษาเหนือหมายถึงที่ลุ่มต่ำ คล้ายกระทะใบใหญ่มีน้ำขังเฉอะแฉะ ก็น่าจะหมายถึงที่พักริมอ่างเก็บน้ำนี่เอง ภาพอันสวยงามของไอหมอกที่ลอยเหนือทะเลสาป

กับบรรยากาศอันหนาวเหน็บในยามเช้า ทำให้ปางอุ๋ง กลาย เป็น เป็นสถานที่ท่องเที่ยว ยอดฮิตสุดแสนโรแมนติกติดอันดับต้นๆของ แม่ฮ่องสอน ที่ปางอุ๋งมีเต้นท์ให้เช่าด้วยนะครับ ราคาอยู่ที่ 450 บาท พร้อมที่รอง หมอน ถุงนอน นอนหลับสบายเลยครับ อาหารก็มีขาย ใครไม่ได้เตรียมของไปก็สามารถไปได้ ยิ่งช่วงนี้ อากาศเริ่มเย็นแล้ว ห้ามพลาดเลยครับ คนกำลังน้อย เงียบสงบ ไม่วุ่นวายดีครับ 

ดอยหลวงเชียงดาว 

ดอยหลวงเชียงดาว : เป็นชื่อเขาหินปูนล้วนทั้งลูก อยู่ในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าดอยเชียงดาว อำเภอเชียงดาว ยอดสูงสุดของดอยเชียงดาว เรียกว่า ดอยหลวงเชียงดาว (เพี้ยนมาจากคำที่ชาวบ้านในละแวกเปรียบเทียบดอยนี้ว่าสูง เพียงดาว) นับเป็นยอดดอยที่สูงอันดับ 3 ของประเทศรองจากดอยอินทนนท์และผ้าห่มปก

ป่าบนดอยเชียงดาวเป็นลักษณะเฉพาะแบบป่าละเมาะเขา หรือกึ่งแถบหนาว การเที่ยวดอยเชียงดาวนั้น เป็นการเดินทางท่องเที่ยวแบบการเดินป่า ในเส้นทางเดินนักท่องเที่ยวจะได้รับความเพลิดเพลิน และความรู้จากธรรมชาติ นอกจากนี้ยังมีส่วนในการดูแลรักษาระบบนิเวศอันเปราะบางด้วย โดยเราจะเดินทางผ่านป่าสน ทุ่งหญ้าและป่าดิบชื้นขึ้นไปเรื่อยๆ จนเมื่อขึ้นไปสูงๆจะได้เห็นกลุ่มพืชล้มลุกสลับกับพืชพุ่มเตี้ย ซึ่งเป็นสังคมพืชกึ่งอัลไพน์ อันเป็นเอกลักษณ์ที่สำคัญของดอยเชียงดาว

จะพบกับพืชที่หายากยิ่ง อาทิ ชมพูเชียงดาว เป็นพืชล้มลุก มีดอกสีชมพูเข้ม ลักษณะคล้ายแตรเล็ก ๆ เรียงเป็นชั้น ๆ เป็นพืชพบได้บนยอดดอยเชียงดาวแห่งเดียวในโลก นอกจากนั้นยังมีพืชหายากอีกหลายชนิด อาทิ กุหลาบเชียงดาว ค้อดอยเชียงดาว ดอกหรีดเชียงดาว คำปองหลวง และกล้วยไม้สิรินธร กล้วยไม้พันธุ์ใหม่ของโลกที่เพิ่งค้นพบไม่นานมานี้ กล่าวได้ว่าดอยเชียงดาวเป็นพื้นที่ที่มีความสำคัญทางพฤกษศาสตร์มากที่สุด แห่งหนึ่งในประเทศไทย

ทางขึ้นดอยหลวงมี 2 ทามี เด่นหญ้าขัด กับ ปางวัว สองทางนี้มีความแตกต่างกันอย่างมาก โดยวิธีการเดิน
เด่นหญ้าขัด – ทางจะยาวกว่า มีระยะทางจากจุดเดินถึงจุดยอดสุด 8.5 กิโลเมตร แต่เป็นทางที่เดินสบายกว่า สามารถชม นก ชมไม้ ได้ตลอดระยะทางแบบไม่เหนื่อย ข้างทางสวยมากนะเออ แต่ค่าโดยสารทางนี้จะแพงกว่
ปางวัว – ทางนี้สั้นกว่า ระยะเดินถึงจุดยอด 6.5 กิโลเมตร ทางเดินนั้นเริ่มก็สูงชัน บั่นกำลังขาเลย ข้างทางไม่มีอะไรให้ดู มีเพียงซอกหินกับดินเศษหญ้าที่จับน้ำค้างลื่นๆ ต้องเดินอย่างระวังกันทุกฝีก้าวเลยทีเดียว ( ลูกหาบมักใช้ทางนี้แบกของแบกน้ำขึ้นไป )

เชียงคาน 

เชียงคาน : เมืองเล็กๆ ริมแม่น้ำโขงสุดชายแดนไทย เป็นอำเภอหนึ่งในจังหวัดเลย ที่คงยังคงไว้ซึ่งวัฒนธรรม ขนบประเพณี การใช้ชีวิตแบบเรียบง่าย พอเพียง วิถีชีวิตแบบดั้งเดิม ซึ่งหาดูยากในปัจจุบัน เมืองเล็กๆ ที่เงียบสงบ แห่งนี้ กำลังเป็นที่สนใจ ของนักท่องเที่ยวจำนวนมาก ภาพบ้านเก่าๆที่เรียงรายติดกันอยู่ริมถนนชายโขง ดึงดูดใจ ให้นักท่องเที่ยวหลายต่อหลายรุ่นต่าง หลั่งไหลเดินทางกันมาที่นี่

เชียงคาน เมืองเล็กๆ ริมแม่น้ำโขงสุดชายแดนไทย เป็นอำเภอหนึ่งในจังหวัดเลย ที่คงยังคงไว้ซึ่งวัฒนธรรม ขนบประเพณี การใช้ชีวิตแบบเรียบง่าย พอเพียง วิถีชีวิตแบบดั้งเดิม ซึ่งหาดูยากในปัจจุบัน เมืองเล็กๆ ที่เงียบสงบ แห่งนี้ กำลังเป็นที่สนใจ ของนักท่องเที่ยวจำนวนมาก  ภาพบ้านเก่าๆที่เรียงรายติดกันอยู่ริมถนนชายโขง ดึงดูดใจ ให้นักท่องเที่ยวหลายต่อหลายรุ่นต่าง หลั่งไหลเดินทางกันมาที่นี่ บ้านเรือนที่เมืองเชียงคานจะแบ่งออกเป็นซอย เล็กๆ เรียกว่า ถนนศรีเชียงคาน ขนานคู่กันไปไปกับถนนใหญ่ ซึ่งเป็นถนนสายหลัก เริ่มตั้งแต่ถนนศรีเชียงคาน ซอยที่ 1- 24  แบ่งเป็นถนนศรีเชียงคานฝั่งบนกับฝั่งล่างซึ่งชื่อซอยเหมือนกัน

ถนนศรีเชียงคานฝั่งล่าง คือ ถนนเส้นที่เต็มไปด้วยบ้านไม้เก่าแก่ ที่พัก โฮมสเตย์ ร้านอาหาร และร้านค้าเก๋ มากมายซึ่งถนนในเส้นนี้ จะเรียกว่า “ถนนชายโขง” ซึ่ง ระยะทางกว่า  2 กิโลเมตร  เป็นเส้นทางที่นักท่องเที่ยว นิยมมาปั่นจักรยานชมบรรยากาศ ถ่ายรูปเล่น ชมบ้านไม้สมัยเก่า แต่ก็มีบางส่วนเป็นตึกแถวสร้างใหม่ ซึ่งทาง เทศบาลไม่อนุญาตให้ปลูกสร้าง เพราะต้องการอนุรักษ์ สภาพแวดล้อม บริเวณถนนสายนี้ให้เป็นบ้านไม้ทั้งหมดเป็นการรักษาวัฒนธรรมดั้งเดิมของชาวเชียงคาน แต่ถึงแม้บ้านไม้เก่าๆ ถึงแม้ถูกดัดแปลง ให้เป็นร้านขายของ ร้านอาหาร ร้านกาแฟ บ้านพักโฮมสเตย์ไปแล้วส่วนหนึ่ง แต่ถึงอย่างไรความ สงบเรียบง่ายของวิถีชีวิต รอยยิ้มที่ แสนจะจริง ของผู้คนในเมืองนี้ ยังคงเป็นเสน่ห์ที่ทำให้เมืองเชียงคานแตกต่างจากเมืองท่องเที่ยวอื่นๆ

การเดินทางไปเชียงคาน
1. โดยรถยนต์ส่วนตัว
– จากกรุงเทพ ใช้ทางหลวงหมายเลข 1(พหลโยธิน) เมื่อถึงจ. สระบุรีใช้ทางหลวงหมายเลข 2 (มิตรภาพ) ผ่าน อ. ปากช่องลำตะคองแยกซ้ายเข้าอ.สีคิ้ว จ. นครราชสีมาเข้าสู่ทางหลวงหมายเลข 201 ผ่านอ.ด่านขุนทดเข้าสู่ จ. ชัยภูมิ แยกขวาและไปตามทางหลวงหมายเลข 201 ผ่านอ. คอนสวรรค์ อ. แก้งคร้อ ,อ. ภูเขียว,อ.ชุมแพ จ. ขอนแก่น เมื่อ เชื่อมกับทางหลวงหมายเลข 12 แยกซ้ายไปทางอ .คอนสาร จากนั้นแยกขวาไปตามทางหลวง หมายเลข 201 สู่เขต จ.เลยอีกที ที่ภูผาม่าน ผ่านภูกระดึง วังสะพุง ถึงตัวเมืองเลย สุดท้ายแยกขวาสู่อ.เชียงคาน รวมระยะทางประมาณ 597 ก.ม.

2. โดยรถสาธารณะ
รถโดยสารไปเชียงคาน มีเฉพาะของ บริษัทขนส่ง เท่านั้น ที่ไปถึงเมืองเชียงคาน โดยตรง
– กรุงเทพฯ-เชียงคาน เที่ยวไปเชียงคานมี 2 รอบ คือ รถป. เวลา 20.00 น. และรถ VIP 22.00 น. โทร 0-2936-2841-8),(0-2936-0657)ต่อ605
– เชียงคาน-กรุงเทพ มี 3 รอบ คือ รถ ป. 2 รอบ 18.40 น. รถป 1 (ต่อรถที่ตัวเมืองเลย) รอบ 19.30 น. รถ VIP 22.00 น. ซื้อตั๋วได้ที่ร้านแสงทอง ตรงตลาดเช้า โทรจองตั๋วล่วงหน้าได้ที่แอร์เมืองเลย โทร 042 811 706

ภูชี้ดาว

หากจะเอ่ยชื่อ “ภูชี้ดาว“ จ.เชียงราย หลายท่านอาจจะยังไม่คุ้นหู เนื่องจากพึ่งจะเปิดตัวเป็นแหล่งท่องเที่ยว จุดชมวิวทะเลหมอกแห่งใหม่ได้ไม่นาน ตั้งอยู่บนพื้นที่ในความดูแลของตำบลปอ อ.เวียงแก่น จ.เชียงราย จุดเด่นของ ภูชี้ดาวนี้ อยู่ที่ยอดสูงสุด สามารถมองเห็นวิวได้ 360 องศา ไม่มีต้นไม้ สิ่งก่อสร้างใดๆมาบดบัง มีแนวรั้วไม้ไผ่กันเขตแดนป้องกันอันตรายมาสร้างเป็นจุดเด่นบนยอดชมวิวแห่งนี้ เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่ยังใหม่ ทุกอย่างยังคงอุดมสมบูรณ์ด้วยธรรมชาติ ป่าเขา ต้นไม้ ทิวทัศน์ทะเลหมอก

การเดินขึ้นสู่ยอดภูชี้ดาว จะต้องใช้รถ 4×4 เท่านั้น ขับรถขึ้นไปตามถนนในหมู่บ้า ระยะทางราว 3 กิโลเมตร จะเจอสามแยกด้านหน้าเป็นศูนย์ปฏิบัติการทหารพราน บ้านร่มโพธิ์เงิน ร้อย ทพ.3104 ฉก.ทพ.31 ให้เลี้ยวซ้ายไปตามป้ายบอกทางแล้ววิ่งขึ้นสู่ถนนดิน จากตรงนี้เส้นทางบางช่วงแคบและชัน ควรขับรถด้วยความระมัดระวัง เมื่อถึงจุดจอดรถด้านบน ต้องเดินเท้าต่อไปบนยอดภูชี้ดาวอีก ราวๆ 200 เมตร ด้านบนไม่มีที่พัก ร้านอาหาร ดังนั้นควรเตรียมน้ำดื่มไปให้พอกับความต้องการ ยาดม เพราะอาจต้องใช้ตอนเดินขึ้นสู่ยอดดอย ถุงเท้ากันทาก เนื่องจากเป็นพื้นที่ชื้นและยังใหม่ อาจเจอกับตัวทากได้ ดังนั้นเตรียมสเปรย์หรือถุงเท้ากันทากเดินทางไปด้วย

ภูชี้ดาว นี้อาจจะยังไม่เหมาะสำหรับเด็กเล็กและคนแก่ เนื่องจากพื้นที่ทางเดินขึ้นไป ต้องเดินแบบไล่ตามระดับสันเขาขึ้นไปเรื่อยๆ หากร่างกายไม่พร้อมจะเหนื่อยได้ อีกอย่างบริเวณสันเขาบนยอดภูชี้ดาว มีพื้นที่ไม่มาก สองด้านเป็นเหวลึก หากพาเด็กไปด้วยควรระมัดระวัง หรือคนแก่ในความดูแลของท่านไว้ให้ดี เมื่อเห็นว่ามีคนเดินขึ้นไปเยอะๆ ไม่ควรรีบเดินซ้อนขึ้นไป เพราะอาจเสี่ยงต่อการพลัดตกลงยอดเขาได้ บริเวณลานจอดรถด้านบนเอง ตอนนี้กำลังพัฒนาให้เป็นจุดกางเต้นท์

ถ้าหากต้องการเดินทางไปแบบกางเต้นท์ ค้างแรม ลองสอบถามข้อมูลก่อนการเดินทางจากกำนัน หรือผู้นำชุมชน ตามข้อมูลด้านล่างก่อนทุกครั้ง สำหรับนักท่องเที่ยวที่เดินทางโดยรถเก๋ง หรือรถอื่นๆ ที่ไม่มั่นใจว่าจะขึ้นไปได้หรือเปล่า สามารถติดต่อขอใช้บริการจ้างเหมารถชาวบ้านจากปางทางขึ้นไปส่งได้ ราคาแค่ 500 บาทเองครับ

“จุดชมวิวม่อนสน” ดอยอ่างขาง

“จุดชมวิวม่อนสน” ดอยอ่างขาง : อีกหนึ่งจุดสุดยอดชมวิวทะเลหมอก และนอนกางเต็นท์ ท่ามกลางบรรยากาศที่หนาวเย็น เป็นจุดชมวิวพระอาทิตย์ขึ้นและทะเลหมอกที่ได้รับความนิยมอย่างมากจากนักท่องเที่ยวที่เดินทางมายังดอยอ่างขาง จะได้ใกล้ชิดกับธรรมชาติ และยังมีลานกลางเต็นท์ พร้อมกับมีห้องน้ำไว้ให้บริการด้วย ตั้งอยู่ใกล้ฐานปฏิบัติการดอยอ่างขาง

ลานกางเต็นท์ดอยอ่างขาง จุดชมวิวม่อนสน อยู่ในเขตของอุทยานแห่งชาติดอยฟ้าห่มปก จังหวัดเชียงใหม่ ตั้งอยู่ใกล้ๆ กับฐานทหารดอยอ่างขาง ลานกางเต็นท์แห่งนี้เป็นอีกหนึ่งจุดกางเต็นท์ ที่นักท่องเที่ยวพากันมานอนในช่วงหน้าหนาว ตื่นมาพบกับทะเลหมอกเบื้องหน้า และชมพระอาทิตย์ขึ้นในตอนเช้า กับวิว 360 องศา มีห้องน้ำไว้บริการด้วยนะครับ ผู้หญิงไม่ต้องกลัวว่าจะลำบาก ราคาเช่าเต็นท์ แค่เพียง 225 บาท สำหรับเต็นท์ขนาด 3 คน หรือหากว่ามีเต็นท์มาเอง ก็ค่าเช่าพื้นที่สำหรับกางเต็นท์แค่เพียงคนละ 30 บาทเท่านั้น

ภูผาหมอก

ภูผาหมอก : ตั้งอยู่ใกล้ๆกับ ชุมชนบ้านจ่าโบ่ ใช้เวลาเดินทางจากปายประมาณ 1 ชั่วโมงกว่า การเดินทางจากปายไปยัง อ.ปางมะผ้า จ.แม่ฮ่องสอน จากนั้นขับตรงไปอีก 12 กิโลเมตร เจอแยกบ้านแม่ระนาเข้าไปยังหมู่บ้านขับรถตรงไปอีก 4 กิโลเมตร เส้นทางทำใหม่ราดยางตลอดทาง

ที่นี่เป็นชุมชนของชาวลาหู่นะ (มูเซอดำ) ที่อพยพโยกย้ายมาจากห้วยยาว และก่อตั้งเป็น “ชุมชนจ่าโบ่” ซึ่งมาจากชื่อของผู้นำหมู่บ้าน เมื่อปี พ.ศ.2521 คนในชุมชนล้วนเกี่ยวดองเป็นญาติกันทั้งหมด และยังคงใช้ภาษาและเครื่องแต่งกายแบบลาหู่

มาเที่ยวแบบค้างคืนสามารถมาพักโฮมสเตย์กลุ่มการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ โดยชุมชนบ้านจ่าโบ่ มีทั้งหมด 22 หลัง
ติดต่อประสานงาน พี่นะกอ ไพรเพชราทิพย์ เบอร์โทรศัพท์ 099-894-6654
– ค่าที่พัก 200 บาท คน/คืน
– ค่าอาหาร 100 บาท คน/มื้อ
– ค่าขึ้นภูผาหมอก คนละ 100 บาท
– ค่าทำกิจกรรมชุมชน 3 จุด (เย็บผ้า/ทำแคน/จักสาน) คนละ 200 บาท

📍GPS. บ้านจ่าโบ่ อ.ปางมะผ้า จ.แม่ฮ่องสอน https://goo.gl/maps/Ct8c97y8BWP2

ภูลมโล

ภูลมโล : ตั้งอยู่ในตำบลกกสะทอน อำเภอด่านซ้าย จังหวัดเลย ในเขตอุทยานแห่งชาติภูหินร่องกล้า ภูลมโลเป็นภูเขาที่ตั้งอยู่บนรอยต่อ ของสามจังหวัด คือ พิษณุโลก เพชรบูรณ์ และเลย สิ่งที่ทำให้ภูลมโลเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่ได้รับความสนใจจากนักท่องเที่ยวในเวลานี้ คือ เป็นจุดชมดอกนางพญาเสือโคร่งที่มีพื้นที่กว้างขวางนับ 1000 ไร่ นางพญาเสือโคร่งของภูลมโลจะไม่ได้มีให้ชมเพียงจุดเดียวแต่จะกระจายมีให้ชมในหลายจุดโดยจะบานแทรกตัวอยู่ในหุบเขา ป่าไม้และต้นหญ้า ภูลมโลเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่มีธรรมชาติ ที่สวยงามของขุนเขา และอากาศที่หนาวเย็นโดยนางพญาเสือโคร่งจะบานในช่วงเดือน ม.ค. ของทุกปี ทั้งนี้ในแต่ละปีจะบานไม่ตรงกัน

นอกจากชมนางพญาเสือโคร่งแล้ว พื้นที่ของภูลมโลมีสามารถยืนชมทัศนียภาพของเทือกเขาสูงซ้อนทับกันสวยงามมาก จุดกางเต้นท์มองเห็นหมู่บ้านหมันขาว และไร่กระหล่ำปลีสีเขียวกว้างใหญ่  สามารถดูดาวบนฟ้าและดาวบนดินแสงไฟจากหมู่บ้านข้างล่างได้อย่าง ชัดเจนนอกจากนี้ก่อนถึงจุดกางเต้นท์มีจุดชม วิวสุงสุดให้ได้ชมทัศนียภาพได้กว้างไกลยิ่งขึ้น สำหรับบนยอดสูงสุดภูลมโลนั้นมีทางเดิน เขาขึ้นไปประมาณ 1 กม. ทางค่อนข้างชัน บนจุดชมวิวมีชะง่อน หินเล็กๆเป็นจุดชมพระอาทิตย์ขึ้น ส่วนจุดชมพระอาทิตย์ตกอยู่บนเส้นทางเดินขึ้น ซึ่งเมื่อมองลงมาเบื้องล่างจะพบกับทิวทัศน์ความงดงามของแนวยอดภูลมโล และเทือกเขาอื่นๆ หรือหากใครไม่ขึ้นไป บนจุดชมวิวสูงสุดก็สามารถชมวิวอยู่ตรงทางเดินขึ้นไปยังจุดชมวิวก็ได้ซึ่งก็สวยงดงามเช่นกัน

การเดินทางไปภูลมโล
ฝั่งบ้านร่องกล้า

– จากพิษณุโลก ใช้เส้นทางหมายเลข 12 (พิษณุโลก-หล่มสัก) จากนั้นเลี้ยวซ้ายที่สามแยกบ้านแยง เข้าสู่ทางหลวงหมายเลข 2013 ไปอำเภอนครไทย ก่อนถึง อ.นครไทย ให้เลี้ยวขวาไปอุทยานแห่งชาติภูหินร่องกล้า ระยะทางจนถึงที่ทำการอุทยานฯ 125 กิโลเมตร จากนั้นเดินทางต่อไปยังบ้านร่องกล้าที่อยู่ภายใน อุทยานฯ อีก 9 กิโลเมตร รวมระยะทางทั้งสิ้น 134 กิโลเมตร

– จากเพชรบูรณ์ ใช้เส้นทางหมายเลข 21 มุ่งหน้าอ.หล่มสัก จากนั้นเบี่ยงซ้ายเข้าถนนเลี่ยงเมืองก่อนถึงสี่แยกหล่มสักจะ เข้าสู่ทางหลวง หมายเลข 12 จากนั้นจะเจอสามแยกให้เลี้ยวขวาเข้าสู่หมายเลข 2372 ขับตรงไปจนเจอทางแยกซ้ายมือขึ้นภูทับเบิกเป็นทางหลวง 2331 เป็นทางลาดชันและทางโค้งหักศอก ราว 18 กิโลเมตร จนถึงด่านเก็บเงินค่าเข้าอุทยานแห่งชาติภูหินร่องกล้า จากนั้นเดินทางต่อไป ยังบ้านร่องกล้า ที่อยู่ภายในอุทยานฯ อีก 21 กิโลเมตร รวมระยะทางทั้งสิ้น 96 กิโลเมตร

ฝั่งกกสะทอน

จากจังหวัดเลยผ่านอำเภอภูเรือเข้าสู่ตำบลโคกนาม ไม่ต้องเข้าอำเภอด่านซ้ายเพราะจะอ้อมให้ใช้ถนนเส้นหล่มเก่า หล่มสัก ตรงอย่าง เดียวผ่านบ้านถึงโป่งชี และบ้านน้ำพุง เมื่อถึงบ้านน้ำพุงมีทางแยกขวาเขียนว่าวัดป่าพุทธประทับ เลี้ยวขวาตรงไปมีป้าย บอกทางขึ้นไป ภูลมโล สำหรับใครที่ใช้บริการรถนำเที่ยว ของชมรมกกสะทอน ที่ทำการจะอยู่ก่อนถึงทางขึ้นภูลมโลมีป้ายบอก จากที่ทำการไปจนถึง จุดกางเต้นท์ภูลมโลใช้เวลาขึ้นประมาณ 1 ชั่วโมง

เขาช้างเผือก

เขาช้างเผือก : เป็นที่เที่ยวสำหรับคนที่ชอบการเดินป่า ชอบผจญภัย พิชิตยอดเขาสูง ยอดเขาช้างเผือกสูงตระหง่าน รอให้มาพิสูจน์ความกล้ากัน โดยเฉพาะจุดของสันเขาที่หวาดเสียวที่สุดที่เรียกว่า “สันคมมีด”
เขาช้างเผือก ตั้งอยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติทองผาภูมิ อำเภอทองผาภูมิ บนยอดเขามีลักษณะเป็นภูเขาหญ้า มีหินบ้างตามสันเขา การเดินทางไปยังยอดเขาช้างเผือก จะต้องติดต่อเจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติทองผาภูมิ เพื่อลงทะเบียนรายชื่อคนที่ขึ้นเขา ในแต่ละวันทางอุทยานฯ มีการจำกัดคนบนเขาไว้ที่ 60 คน เพราะพื้นที่กางเต็นท์บริเวณยอดเขามีพื้นที่จำกัด ส่วนใหญ่นักท่องเที่ยวจะนิยมมาแบบ 2 วัน 1 คืน

การเดินขึ้นสู่เขาช้างเผือกจะเริ่มจากบริเวณหลังหมู่บ้านอีต่อง ตำบลปิล็อก อำเภอทองผาภูมิ เป็นระยะทางประมาณ 8 กิโลเมตร ใช้เวลา 4-5 ชั่วโมงในการเดินขึ้นไปจนถึงจุดกางเต็นท์ เดินช่วงแรกจะผ่านป่าโปร่งๆ เป็นเนินเขาเตี้ยบ้าง สูงบ้าง เป็นเนินทุ่งหญ้าที่มีวิวสวยๆ ระหว่างทางให้ถ่ายรูป ช่วงนี้แดดค่อนข้างร้อน จากนั้นก็จะเป็นการเดินตามเชิงเขาบ้าง สันเขาบ้าง ช่วงนี้จะเป็นทุ่งหญ้าความสูงพอท่วมหัว แล้วจึงจะถึงจุดตั้งแค้มป์

การเดินทางให้ถึงบริเวณยอดเขาช้างเผือก จะต้องเดินไปจากจุดตั้งแค้มป์อีกประมาณ 500-600 เมตร และจะต้องผ่านจุดที่ถือเป็นไฮไลท์ของเขาช้างเผือก คือช่วงที่เรียกว่า “สันคมมีด” หรือ “สันวัดใจ” ที่ท้าทายผู้กล้าทั้งหลาย เพราะจะเป็นช่วงสันเขาบางๆ แคบๆ ช่วงนี้สันเขาจะมีก้อนหินใหญ่บ้างเล็กบ้าง ต้องเดินแถวเรียงเดี่ยวปีนผาหินขึ้นไป ถึงจะเป็นผาไม่สูงมาก แต่ก็ทำเอาหลายคนใจสั่น หน้ามืด ถึงกับก้าวขากันไม่ออก หรือบางคนถึงกับยอมถอดใจไม่ขึ้นไปเลยทีเดียว เพราะเป็นการปีนอยู่บนยอดสันเขาเปิดโล่ง ทั้งสองข้างเป็นไหล่เขาลาดลึกลงไปเป็นเหว ทางเดินสอบแคบขนาดไม่เกินเมตร ทำให้รู้สึกเหมือนเดินอยู่บนคมมีด ที่น่าหวาดเสียว เรียกได้ว่าพลาดไม่ได้แม้แต่ก้าวเดียว แม้จะมีเจ้าหน้าที่คอยดูแลอยู่ใกล้ๆ และะมีเชือกให้คอยจับพยุงตัวขึ้นไปยังยอดเขา บางคนถึงกับเสียน้ำตา และอีกหลายคนยอมที่จะคลานไปตามพื้นสันเขาที่กว้างไม่ถึงเมตรนี้ เพื่อไม่ให้มองเห็นความลึกของเหวสองข้างทาง

อย่างไรก็ตาม ในปัจจุบันนี้ การปีนสันคมมีด ทำได้ง่ายขึ้นมากแล้ว เพราะว่าทางเจ้าหน้าที่ได้ทำการขึงเชือกให้นักท่องเที่ยวสามารถปีนขึ้นไปได้ง่ายขึ้น เมื่อพ้นช่วงสันคมมีด จะเป็นเนินเขาที่ให้เดินต่อไปจนถึงจุดสูงสุดของเขาช้างเผือก ที่ความสูง 1,249 เมตร จากระดับน้ำทะเล จุดนี้จะเป็นจุดที่สามารถเห็นวิวได้รอบตัวแบบ 360 องศา ไม่มีต้นไม้ใหญ่บดบังทิวทัศน์ ใครที่ได้มาถึงจุดนี้แล้วล่ะก็ อย่าลืมถ่ายรูปคู่กับป้ายพิชิตยอดเขา เพื่อเป็นที่ระลึกว่าได้ผ่านการทดสอบการเดินทางสู่เขาช้างเผือก สันคมมีด มาแล้ว

การเดินทางขึ้นเขาช้างเผือก ต้องใช้เวลาเกือบครึ่งวัน จึงไม่สามารถเดินทางแบบเช้าไป เย็นกลับได้ บนเขาไม่มีร้านค้า ร้านอาหารหรือที่พัก นักท่องเที่ยวต้องนำเสบียงอาหารไปทำกินเอง โดยจ้างลูกหาบขนสัมภาระขึ้นไปตั้งแค้มป์ค้างคืนบนยอดเขา และควรเตรียมอาหารระหว่างทาง และน้ำดื่มให้เพียงพอด้วย นอกจากนี้บนเขายังไม่มีแหล่งน้ำดื่มน้ำใช้ด้วย

ช่วงปลายฝนต้นหนาว เป็นช่วงที่วิวสวย ทุ่งหญ้าบนยอดเขาต่างๆ สีเขียวสด กลางคืนอากาศหนาว มีหมอกให้เห็นในตอนเช้า สายๆ อาจเห็นทะเลหมอก หากมาเที่ยวในช่วงที่ยังมีฝน ทางเดินอาจลื่นบ้าง และควรมียาสำหรับป้องกัน แมลง และทาก

ภูห้วยอีสัน

ภูห้วยอีสัน เป็นเนินเขาเตี้ยๆ อยู่ใกล้แม่น้ำโขง ในบ้านม่วง อ.สังคม จ.หนองคาย เนินเขาที่เป็นสวนของชาวบ้านถูกพบว่าเป็นจุดชมวิวทะเลหมอกที่สวยงามมากในช่วงปลายฝนต้นหนาว ทำให้ชาวบ้านรวมตัวกันปรับปรุงภูมิทัศน์เพื่อเปิดเป็นแหล่งท่องเที่ยว พร้อมกับบริการรถอีแต๊กที่ชาวบ้านใช้ในการเกษตร ดัดแปลงมาเป็นรถสำหรับรับ-ส่งนักท่องเที่ยว ความสวยงามของทะเลหมอกบนภูห้วยอีสันนับได้ว่าไม่เป็นรองภูเขาสูงๆ ที่อื่นเลย แต่ข้อได้เปรียบคือการเดินทางที่ไม่ลำบาก รถอีแต๊กสามารถขึ้นไปส่งได้ถึงจุดชมวิว อย่างไม่ยากเย็นนัก ปกติในวันที่ไม่มีหมอกจะเป็นจุดชมวิวพระอาทิตย์ขึ้นที่สวยงามมากเพราะมีแม่น้ำโขงอยู่เบื้องล่าง

ภูห้วยอีสันมีลักษณะเป็นภูเขาดิน จึงสะดวกที่สุดที่จะเดินทางด้วยรถอีแต๊กเท่านั้น เริ่มต้นเดินทางด้วยการไปขึ้นรถที่จุดบริการที่ร้านอาหารครัวไม้น้ำ อยู่ห่างจากย่านรีสอร์ทของอำเภอสังคมไปประมาณ 17 กิโลเมตร ค่าบริการรถนำเที่ยวคนละ 60 บาท รถอีแต๊กจะขับพาไปที่ทางแยกขึ้นภูห้วยอีสันประมาณ 3 กิโลเมตร แล้วเลี้ยวขึ้นเขา อีกประมาณกิโลเมตรเศษๆ ใช้เวลาประมาณ 20 นาที ลานชมวิวเป็นลานกว้าง 2 ชั้น ยืนชมวิวได้หลายสิบคน
ชาวบ้านเล่าว่า คำว่า ห้วยอีสัน น่าจะเพี้ยนมาจากคำว่า ห้วยอิฉัน หรือดิฉันในภาษาอีสาน อันเป็นคำพูกเพื่อจะบอกว่าที่คือลำห้วยของฉัน นั่นเอง

การเดินทางไปชม ทะเลหมอกภูห้วยอีสัน ไม่อนุญาติให้นักท่องเที่ยวนำรถส่วนตัวขึ้นไปให้จอดรถไว้ข้างล่าง จากนั้นให้ใช้บริการ รถอีแต๋นของชาวบ้านขึ้นไป

โดยต้องมายังจุดนัดพบซึ่งมีให้เลือกขึ้นรถ 2 จุด คือ หน้าอ.บ.ต. บ้านม่วง อีกจุด คือ ครัวไม้น้ำ  ซึ่งทั้งสองแห่งจะแยกออกจากกัน หากใช้บริการรถอีแต๋นโดยขึ้นที่ อ.บ.ต. บ้านม่วง รถจะพาขึ้นไปยัง จุดชมวิวสูงสุดซึ่งเป็นพื้นที่ดูแลโดย อ บ ต บ้านม่วง หลังจากนั้นก็ค่อยเดินเท้าลงมายังจุดชมวิวของครัวไม้น้ำก็ได้ แต่ถ้าใช้บริการ รถของครัวไม้น้ำ รถก็จะพาขึ้นไปชมวิวยังจุดชมวิวของครัวไม้น้ำซึ่งอยู่ถัดลงมาข้างล่าง ส่วนนักท่องเที่ยวท่านใด ต้องการขึ้นไปยังจุดชมวิวสูงสุดของ อบ ต บ้านม่วง ต้องเดินขึ้นไปเองซึ่งค่อนข้างชันพอสมควร หรือจะอาศัยรถอีแต๋นที่วิ่งผ่านไป มาขึ้นไปก็ได้แต่ตอนกลับ หากมารถของบ้านม่วงก็ต้องกลับรถของบ้านม่วง แต่ถ้าขึ้นรถของครัวไม้น้ำก็ต้องกลับรถของครัวไม้น้ำ โดยสามารถไปรอขึ้นรถยังที่ทำการทั้งสองแห่งได้เลยมีรถออกตลอดเวลา

บ้านจ่าโบ่ A-Bo-Da-ya (อาบูดะยา) ขอกล่าวทักทายเพื่อนๆเป็นภาษาของชาวลาหู่หรือมูเซอ                  ก่อนเลยครับ แปลว่าสวัสดี

ชุมชนบ้านจ่าโบ่  ตั้งอยู่ไม่ไกลจากแหล่งท่องเที่ยวยอดฮิตอย่างปาย ใช้เวลาเดินทางจากปายประมาณ 1 ชั่วโมงกว่า การเดินทางจากปายไปยัง อ.ปางมะผ้า จากนั้นขับตรงไปอีก 12 กิโลเมตร เจอแยกบ้านแม่ระนาเข้าไปยังหมู่บ้านขับรถตรงไปอีก 4 กิโลเมตร เส้นทางทำใหม่ราดยางตลอดทาง สำหรับใครที่ไม่มีรถส่วนตัวก็ต้องอาศัยนั่ง รถตู้ปาย -เมืองแม่ฮ่องสอน หรือนั่งรถแดงโดยสารมาลงหน้าปากทางเข้าหลังจากนั้นอาจโบกรถหรือนัดแนะกับรถในหมู่บ้านให้มารับ

ที่นี่เป็นชุมชนของชาวลาหู่นะ (มูเซอดำ) ที่อพยพโยกย้ายมาจากห้วยยาว และก่อตั้งเป็น “ชุมชนจ่าโบ่” ซึ่งมาจากชื่อของผู้นำหมู่บ้าน เมื่อปี พ.ศ.2521 คนในชุมชนล้วนเกี่ยวดองเป็นญาติกันทั้งหมด และยังคงใช้ภาษาและเครื่องแต่งกายแบบลาหู่ เมื่อมาถึงหมู่บ้านเราก็จะได้เจอกับร้านก๋วยเตี๋ยวห้อยขาซึ่งเป็นร้านขึ้นชื่อของที่นี่ เพราะนอกจากจะมีก๋วยเตี๋ยวแสนอร่อยในราคาหลักสิบให้ได้ทานแล้ว มองไปรอบๆ จะเห็นว่าตั้งอยู่ในมุมที่เหมาะเจาะมองเห็นภูเขาที่สวยงามสลับซับซ้อน และในเวลาเช้าร้านนี้ก็จะเต็มไปด้วยนักท่องเที่ยวที่มารอชมทะเลหมอกและพระอาทิตย์ขึ้น

สถานที่ : บ้านจ่าโบ่ จ.แม่ฮ่องสอน
ไฮไลท์ : นั่งห้อยขากินก๋วยเตี๋ยวชมทะเลหมอก
การเดินทาง : ใช้เวลาเดินทางจากปายประมาณ 1 ชั่วโมงกว่า การเดินทางจากปายไปยัง อ.ปางมะผ้า จ.แม่ฮ่องสอน จากนั้นขับตรงไปอีก 12 กิโลเมตร เจอแยกบ้านแม่ระนาเข้าไปยังหมู่บ้านขับรถตรงไปอีก 4 กิโลเมตร เส้นทางทำใหม่ราดยางตลอดทาง
ข้อมูลติดต่อ : สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมและจองที่พักล่วงหน้า ติดต่อ คุณศรชัย ไพรเนติธรรม ประธานกลุ่มท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์โดยชุมชนบ้านจ่าโบ่ โทร. 080-6775794

จุดชมวิวภูทอก

จุดชมวิวภูทอก : ตั้งอยู่อำเภอเชียงคาน จังหวัดเลย สถานที่นักท่องเที่ยวจะสามารถสัมผัสปุยของทะเลหมอกได้อย่างใกล้ชิด ถ้าหากมองในระยะไกลเบื้องหน้าจะเห็นวิวทะเลหมอกขาวโพลนตัดกับแสงสีส้มของพระอาทิตย์ ซึ่งนอกจากวิวของทะเลหมอกแล้วยังเป็นจุดที่สามารถมองเห็นวิว 360 องศา แบบพาโนราม่าของเมืองเชียงคานได้อีกด้วย ไม่ว่าจะเป็นแก่งคุดคู้และลำน้ำโขง ด้วยภูแห่งนี้มีลักษณะเป็นภูเขาสูง ทำให้ทัศนียภาพโดยรอบบริเวณภูสวยบริบูรณ์ด้วยธรรมชาติสร้างสรรค์ ในช่วงเวลาการชมทะเลหมอก คือในช่วงปลายฝนถึงฤดูหนาว ที่ให้คุณได้สัมผัสอากาศหนาวได้อีกด้วย

การเดินทาง จากตัวเมืองเชียงคานใช้ทางหลวงหมายเลข 211 ไปทาง อ.ปากชม เมื่อผ่านทางแยกเข้าแก่งคุดคู้ จะพบทางแยกขวามือ ปากทางมีป้ายสถานีโทรคมนาคมเชียงคาน สู่เส้นทางขึ้นยอดภูทอก ส่วนใหญ่จะให้นักท่องเที่ยวจอดรถไว้ที่ปากทางขึ้น ภูทอก และให้ใช้บริการรถ สาธารณะ ที่ทางอำเภอเชียงคานได้จัดไว้ ค่าโดยสารประมาณคนละ 25 บาท

ดอยค้ำฟ้า (หน่วยจัดการต้นน้ำแม่งาย)

ดอยค้ำฟ้า (หน่วยจัดการต้นน้ำแม่งาย) : ตั้งอยู่ในพื้นที่ ต.ทุ่งข้าวพวง อ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่ ดอยค้ำฟ้ามีความสูงจากระดับน้ำทะเล 1,834 เมตร ปัจจุบันดอยค้ำฟ้า มีสถานะเป็นป่าที่มีอายุเกิน 30 ปี ปัจจุบันงบประมาณในการทำงานมีน้อยมาก จึงจำเป็นต้องเปิดเป็นการท่องเที่ยวแบบอนุรักษ์ ศึกษาเรียนรู้ธรรมชาติ ใช้การท่องเที่ยวนำ เพื่อสร้างงานสร้างรายได้ในการจ้างแรงงาน จุดเด่นของพื้นที่ดอยค้ำฟ้ายังมีป่าต้นน้ำที่สมบูรณ์ มีลำธารน้ำตก มีวิวทิวทัศน์ที่สวยงาม และมีป่าหลากสีเมื่อดอกนางพญาเสือโคร่งผลิบานในช่วงหน้าหนาว ทางหน่วยต้นน้ำจึงได้ดำเนินการส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์

ดอยค้ำฟ้า อีกหนึ่งดอยที่เรียกได้ว่า แทบไม่มีใครรู้จักและไม่คุ้นชื่อกันมากนัก ในช่วงเดือนมกราคมในขณะที่หลายคนต่างเดินทางมุ่งหน้าสู่ดอยดัง ดอยมีชื่อในเชียงใหม่ แต่เราเลือกมาที่นี่ เพียงเพราะภาพวิวที่เราได้เห็นผ่านตาทางอินเตอร์เน็ต คือ ภาพดอยหลวงเชียงดาวที่ตั้งตระหง่านโดดเด่นอยู่ตรงข้ามคลอเคล้าบรรยากาศของทะเลหมอกและพระอาทิตย์ขึ้นและตกที่งดงาม และที่สำคัญที่นี่มีจุดชมดอกนางพญาเสือโคร่งด้วย

การเดินทางไปที่นี่ ใช้เส้นทางหมายเลข 107 เชียงใหม่-ฝาง ผ่านตัวอำเภอเชียงดาว เมื่อถึงแยกอำเภอไปเวียงแหง ให้เลี้ยวซ้ายไปยังอำเภอเวียงแหงจากนั้นขับตรงไปประมาณ 26 กม.  ใช้เวลาเกือบหนึ่งชั่วโมงผ่านเส้นทางคดเคี้ยวและชันเล็กน้อย แต่ถนนเป็นถนนราดยางจนถึงปากทางเข้าดอยค้ำฟ้า เส้นทางช่วงนี้รถทุกชนิดไปได้หมด

เขาพะเนินทุ่ง

เขาพะเนินทุ่ง : ในอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน จ.เพชรบุรี ยอดเขาสูงจากระดับน้ำทะเลประมาณ 1,207 เมตร
ในช่วงเช้าจะมองเห็นกลุ่มควันแห่งความหนาวสีขาวนวลปกคลุมทั่วหุบเขา เมื่อเริ่มจางลงบริเวณเบื้องล่างจะปรากฏภาพป่าดงดิบอันแสนชุกชุม มีเทือกเขาสลับซับซ้อนกว้างไกลสุดตาอยู่ด้านหลังโดยจุดชมทะเลหมอกจะมีอยู่ 2 แห่งคือ จุดชมวิวกิโลเมตรที่ 30 และ 36 สำหรับช่วงที่ทะเลหมอกถูกยอมรับว่างดงามรวมถึงมีอากาศเย็นสบายที่สุด คือตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน เป็นต้นไป นอกจากนี้ยังสามารถชื่นชมดอกไม้แปลกตาและมีโอกาสพบสัตว์หายากนานาชนิดได้ตลอดเวลาเช่นนกเงือกค้างแว่นถิ่นใต้พญากระรอกดำไก่ฟ้าไก่ป่าเป็นต้น

วังน้ำเขียว จ.นครราชสีมา

วังน้ำเขียว จ.นครราชสีมา ประตูเชื่อม ระหว่างภาคอีสานกับภาคตะวันออก ที่ใครหลายๆคนมักเรียกขานกันว่า ‘สวิสเซอร์แลนด์ แดนอีสาน’ เป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่เหมาะแก่การพักผ่อนในวันหยุด มีทิวทัศน์สวยงามแวดล้อม ไปด้วยขุนเขาอันสลับซับซ้อน อากาศบริสุทธิ์เย็นสบายตลอดปี  วังน้ำเขียวเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่ขึ้นชื่อว่ามี โอโซนติดอันดับ 1 ใน 7 ของโลก มีสถานที่ ท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่น่าสนใจมากมาย อาทิเช่น  ฟาร์มเกษตร ต่างๆ ไร่องุ่น สวนดอกไม้เมืองหนาว แปลงผักปลอดสารพิษ อุทยานแห่งชาติทับลาน เขื่อนลำพระเพลิง และรีสอร์ทมากมาย เหมาะสำหรับนักท่องเที่ยวที่ชื่นชอบความเป็นธรรมชาติ อากาศบริสุทธิ์ เน้นความ เรียบง่าย และเงียบสงบเป็นส่วนตัว ที่มาของชื่อ วังน้ำเขียว มาจากสภาพภูมิประเทศของที่นี่ซึ่งมีวังน้ำที่ ใสงดงามเป็น ธรรมชาติจนมองเห็นเงาสะท้อนสีเขียว

เมืองท่องเที่ยวยอดนิยมที่ไม่ว่าจะคนกรุงหรือคนจากภาคไหนก็ต่างเดินทางมาสูดอากาศบริสุทธิ์จากแหล่งโฮโซน  ติดอันดับโลกอย่างวังน้ำเขียว เสน่ห์ของที่นี่ คือเป็นเมืองท่องเที่ยวที่อยู่ใกล้ๆกรุงเทพฯ และมีบรรยากาศที่เย็นสบาย  ตลอดทั้งปี ไม่ต่างจากดินแดนทางภาคเหนือ สามารถมาเที่ยวไปชมได้ทั้ง 3 ฤดู โดยเฉพาะหน้าฝนที่พร่างพรมความเย็นฉ่ำไปทั่ว ขับรถไปเที่ยวไกลๆ ไม่สะดวก วังน้ำเขียวก็เป็นอีกจุดหมายหนึ่งของนักเดินทางที่สามารถเลือกมาพักผ่อน นอนเล่นตากอากาศ สัมผัสความงดงามของธรรมชาติและอากาศบริสุทธ์ท่ามกลางผืนป่าเขียวขจีให้สมกับได้ชื่อว่ามาเที่ยว ‘วังน้ำเขียว’ แล้ว

ดอยผาตั้ง

รถไปถึง … อากาศดี เดินนิสเดียว ไม่กี่ร้อยเมตร ก็ได้เจอทะเลหมอกแล้วว ดอยผาตั้งไงละ !! ดอยผาตั้ง เป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงแห่งหนึ่งในจังหวัดเชียงราย อยู่ในเขตตำบลปอ อำเภอเวียงแก่น จังหวัดเชียงราย ดอยผาตั้งเป็นยอดดอยอยู่ในเทือกเขาหลวงพระบาง สันปันน้ำเป็นจุดแบ่งอาณาเขตระหว่างประเทศไทย-ลาว เป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่ขึ้นชื่อสำหรับชมพระอาทิตย์ขึ้นและทะเลหมอกในตอนเช้าและชมพระอาทิตย์ตกในเวลาเย็น มีความสูงจากระดับน้ำทะเลประมาณ 1,800 เมตร เส้นทางเดินขึ้นยอดดอยอยู่ติดกับสถานที่จอดรถและร้านค้าบริการความยาวประมาณ 700 เมตร จากยอดดอยสามารถมองเห็นแม่น้ำโขงฝั่งลาวและสามารมองเห็นยอดภูชี้ฟ้าที่อยู่ห่างออกไปกว่า 25 กิโลเมตรได้ชัดเจน

จุดท่องเที่ยวที่น่าสนใจบนดอยผาตั้ง

1. จุดชมวิวผาบ่องประตูสยาม เป็นหน้าผาหอนขนาดใหญ่ตรงกลางเป็นเนินช่องเขาเหมือนประตู เป็นช่องทางไปยังสาธารณรัฐประชาธิปไตย ประชาชนลาว

2. ศาลาเก๋งจีน – พระพุทธมังคลานุภาพลาภสุขสันติ – ป่าหินยูนนาน ถัดจากช่องผาบ่องขึ้นไปอีกราว 15 เมตร จะเป็นเนินที่ประดิษฐานพระพุทธมัง คลานุภาพลาภสุข สันติและ ศาลา ทรงเก๋งจีน อนุสรณ์สถานของนายพลหลี่ ผู้นำ ทจช. ในอดีต จากเนินตรงนี้เดินลงไปอีก 30 เมตร ก็จะพบทางขึ้น ไปชม ป่าหินยูนนาน ซึ่งเป็นหินรูปทรงลักษณะ คล้ายภูเขาในประเทศจีนที่มีรูปทรงสูงๆ หลายแหลมขึ้นสลับ ซับซ้อนสวยงามมาก

3. จุดชมวิวช่องผาขาด เป็นจุดชมวิวที่อยู่ใกล้วิวผาบ่องประตูสยาม ลักษณะเป็นผาหิน ที่แยกออกเป็นช่องมองลงไปเห็น ทิวทัศน์ ประเทศลาวและสายแม่น้ำโขงได

4. จุดชมทะเลหมอกเนิน 102 จากจุดผาขาดเดินขึ้นดอยต่อไปยัง เนิน 102 ระยะทางกว่า 300 เมตร เป็นเนินเขาลูกหนึ่งบนดอยผาตั้ง เป็นจุด ชมทะเลหมอกและพระอาทิตย์ขึ้นและพระอาทิตย์ตกที่สวยงาม ที่นักท่องเที่ยว นิยมไปมากที่สุด สามารถมอง เห็นทะเลหมอกได้กว้างไกลสุดตา ละลอกคลื่นอยู่ไกลๆ

5. จุดชมทะเลหมอกเนิน 103 เป็นเนินเขาอีกลูกบนดอยผาตั้ง อยู่ห่างจากเนิน 102 ไปทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ราว 500 เมตร ลักษณะบนเนิน 103 มีหินขนาดใหญ่อยู่บนเนิน เป็นจุดชมวิวที่สวยงามจะเป็น จุดชมทะเลหมอก ที่สวยงามที่สุดบนดอยผาตั้ง เพราะสามารถชมทะเลหมอกได้กว้างไกล และเที่ยวชมทะเลหมอกได้ตลอดปี ในเดือนธันวาคมถึงมกราคม มีดอกซากุระบานและเดือนกุมภาพันธ์ มีดอกเสี้ยวบานสะพรั่งงดงาม เป็นที่ตั้งของหมู่บ้านชาวจีนฮ่อ ม้ง และเย้า โดยเฉพาะจีนฮ่อนั้น อดีตเคยเป็นส่วนหนึ่งของกองพล 93 ซึ่งอพยพเข้ามาตั้งถิ่นฐานอยู่ที่ดอยผาตั้งนี้ ปัจจุบันประกอบอาชีพทางการเกษตร ปลูกพืชเมืองหนาว เช่น บ๊วย ท้อ สาลี่ แอปเปิ้ล และชา

สถานที่ : ผาตั้ง จ.เชียงราย
ไฮไลท์ : มองทะเลหมอกผ่านผาบ่องประตูสยาม
การเดินทาง : จากจังหวัดเชียงราย ใช้เส้นทางเชียงราย-เวียงชัย-พญาเม็งราย-บ้านเต่า (ทางหลวงหมายเลข 1233, 1173 และ 1152) 50 กิโลเมตร บ้านเต่า-บ้านท่าเจริญ (ทางหลวง 1020) 45 กิโลเมตร บ้านท่าเจริญ-เวียงแก่น-ปางหัด (ทางหลวง 1155)17 กิโลเมตร และปางหัด-ดอยผาตั้ง อีก 15 กิโลเมตร แล้วเดินเท้าต่อไปอีกประมาณ1 กิโลเมตร จึงจะถึงจุดชมวิว 103 สภาพเส้นทางบางช่วงสูงชัน เป็นพื้นที่ซึ่งอยู่ในความดูแลของกองทัพภาคที่ 3 ที่ดอยผาตั้งบนเส้นทางขึ้นไปจุดชมวิว มีบริการขี่ม้าชมวิว คิดค่าบริการ 150-300 บาท แล้วแต่ระยะทาง
ข้อมูลติดต่อ : จุดบริการนักท่องเที่ยวดอยผาตั้ง 053-918-301

ภูเรือ

ภูเรือ : เดี๋ยวนี้ใครมาเที่ยวภูเรือ มักจะแวะเที่ยวด่านซ้ายและเลยไปเที่ยวเชียงคานด้วย เรียกได้ว่า เที่ยวคุ้ม 3 อำเภอ ของจังหวัดเลย
ภูเรือ มีคำขวัญว่า “เมืองแห่งทะเลภูเขา สุดหนาวในสยาม ดอกไม้งามสามฤดู” ฟังแค่นี้ก็พอจะเดาออกแล้วว่า มาเที่ยวภูเรือ ควรแวะเที่ยวที่ใดบ้าง

ยอดภูเรือ ชมทะเลหมอก ในเขตอุทยานแห่งชาติภูเรือ
ชมโครงการเกษตรที่ราบสูง หรือ ทุ่งคริสมาสต์ ส่วนอื่นๆ ก็ไม่อยากเรียกว่าของแถม เพราะก็น่าชมไม่แพ้กัน  
เช่น สวนส้มริมทาง ไร่องุ่น หรือผ่านไปทางอำเภอด่านซ้ายก็มีอีกหลายที่ เช่น พระธาตุศรีสองรัก วัดเนรมิตวิปัสสนา
อุทยานแห่งชาติภูเรือ “ภูเรือ” เราจะรู้จักดีในนาม ที่พักผ่อนยามฤดูหนาวมาเยือน ธรรมชาติที่นี่อยู่บนเทือกเขาสูงเป็นรอยต่อระหว่างภาคเหนือและอีสาน

อุทยานแห่งชาติภูเรือ มีพื้นที่ครอบคลุม 3 อำเภอคือ หนองบัว อำเภอภูเรือ และอำเภอท่าลี่ อาณาเขตทางทิศเหนือติดกับประเทศลาว รูปพรรณสันฐานของภูเรือมีรูปร่างลักษณะเหมือนเรือใหญ่บนยอดดอยสูงเป็นภูผา สีสันสะดุดตาหินบางก้อนมีลักษณะเหมือนถูกปั้นแต่งไว้ ชาวบ้านเรียกว่า “กว้านสมอ” โดยรอบๆ จะเห็นยอดดอยเป็นขุนเขาน้อยใหญ่ใกล้เคียงเป็นฝ้าขาวด้วยละอองน้ำ หมอก ปกคลุมไว้ท่ามกลางป่าอันอุดมสมบูรณ์ มีเนื้อที่มีเนื้อที่ทั้งสิ้น 75,525 ไร่ ประกาศ เป็นเขตอุทยานแห่งชาติ เมื่อวันที่ 26 กรกฏาคม 2522 นับเป็นอุทยานแห่งชาติลำดับที่ 16 ของประเทศ

ลักษณะภูมิประเทศ เป็นทิวเขาสลับซับซ้อนประกอบด้วยเขาหินทรายและหินแกรนิต สลับกัน มีสภาพป่าหลายชนิดปะปนกันอย่างสวยงาม ทั้งป่าเบญจพรรณ ป่าเต็งรัง ป่าดงดิบ ป่าสนเขา โดยเฉพาะยอดภูเรือ ประกอบด้วยป่าสนเขา สลับกับสวนหินธรรมชาติแซมด้วยพุ่มไม้เตี้ย สลับด้วยทุ่งหญ้าเป็นระยะ ไม้พื้นล่างที่พบโดยทั่วไป ได้แก่ กุหลาบป่า มอส เฟิน และกล้วยไม้ที่สวยงาม เช่น ม้าวิ่ง สามปอย ไอยเรศ เอื้องคำ เอื้องผึ้ง เอื้องเงิน ซึ่งขึ้นตามต้นไม้และโขดหิน กล้วยไม้เหล่านี้จะออกดอกบานสะพรั่งให้ชมสลับกันไปตลอดทั้งปี นอกจากนี้ยังมีสัตว์ป่าที่ที่ชุกชุมพอสมควร ที่พบบ่อย เช่น ได้แก่ หมี เก้ง หมาใน ไก่ฟ้าพญาลอ เต่าปูลู โดยเฉพาะในฤดูหนาวจะอพยพมาจากประเทศจีนเป็นจำนวนมาก

อุทยานภูเรือ อยู่บนยอดเขาสูงทำให้มีอากาศเย็นตลอดปีและเป็นอุทยานที่มีอากาศ หนาวเย็นที่สุดของประเทศโดยเฉพาะในช่วงฤดูหนาวจะหนาวเย็นมาก จนกระทั่งน้ำค้างบนยอดหญ้าจะแข็งตัว ภาษาพื้นเมือง เรียกว่า “แม่คะนิ้ง” ช่วงเดือนที่เหมาะที่จะมาเที่ยวคือเดือนตุลาคม-มีนาคม

อุทยานแห่งชาติผาแต้ม

อุทยานแห่งชาติผาแต้ม : เป็นอุทยานแห่งชาติที่ตั้งอยู่ทางตะวันออกสุดของประเทศไทย สามารถรับชมพระอาทิตย์ขึ้นได้เป็นจุดแรกของประเทศไทย อยู่ในพื้นที่ของจังหวัดอุบลราชธานี จุดที่น่าสนใจคือภาพเขียนสียุคก่อนประวัติศาสตร์ผาแต้ม และจุดชมพระอาทิตย์แสงแรกแห่งสยาม

อุทยานแห่งชาติผาแต้ม ถือว่าเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่มีครบทั้งธรรมชาติ ธรณีวิทยา และประวัติศาสตร์ ยิ่งหากใครชื่นชอบธรรมชาติก็สามารถเดินทางท่องเที่ยวได้ตลอดทั้งปี เพราะในแต่ละช่วงฤดู ก็จะมีความสวยที่ต่างกันออกไปและยังมีเส้นทางศึกษาธรรมชาติพรรณไม้ต่าง ๆ ทั้งลานดอกไม้ เสาหินรูปร่างแปลกตาอย่างเสาเฉียง และไฮไลท์อีกอย่างของที่นี่คือภาพเขียนสีก่อนประวัติศาสตร์ที่มีอายุราว 3–4 พันปีที่เล่าถึงประวัติศาสตร์ชาติพันธุ์ของมนุษย์โบราณ แถมด้วยน้ำตกแสงจันทร์ หรือน้ำตกรู ที่มีเอกลักษณ์และเป็นจุดเช็คอินของที่นี่เลยก็ว่าได้

ผาแต้ม เป็นหน้าผาสูงชันที่มีความสวยงามตามธรรมชาติ เป็นจุดชมวิวที่สวยงาม และยังเป็นจุดที่เห็นพระอาทิตย์ขึ้นก่อนที่แห่งใดในประเทศไทย นอกจากนี้บริเวณผนังหน้าผาด้านล่าง ยังปรากฏภาพเขียนสีก่อนประวัติศาสตร์เรียงรายอยู่ประมาณ 300 ภาพ ซึ่งทางอุทยานฯ ได้ทำทางเดินสำหรับลงไปชมไว้แล้ว

ที่นี่ยังเป็นอุทยานแห่งชาติที่มีสภาพป่าสมบูรณ์ และยังเป็นอุทยานแห่งแรกในประเทศไทยที่มีแม่น้ำโขง ซึ่งเป็นเส้นกั้นพรมแดนระหว่างประเทศไทยและประเทศลาวเป็นแนวเขตอุทยานแห่งชาติที่ยาวที่สุดทำให้สามารถมองเห็นทิวทัศน์ ทางฝั่งประเทศลาวได้อีกด้วย

• อุทยานแห่งชาติผาแต้ม มีพื้นที่ราว 340 ตารางกิโลเมตร มีเนื้อที่ครอบคลุมอยู่ในท้องที่อำเภอโขงเจียม อำเภอศรีเมืองใหม่ และอำเภอโพธิ์ไทร จังหวัดอุบลราชธานี ประกอบด้วย สภาพป่าที่อุดมสมบูรณ์ สัตว์ป่านานาชนิด มีจุดเด่นที่สวยงามตามธรรมชาติมากมาย เช่น ผาชัน น้ำตกสร้อยสวรรค์ เสาเฉลียง ถ้ำปาฏิหารย์ ภูนาทาม เป็นต้น อีกทั้งยังได้มีการค้นพบภาพเขียนสีโบราณ สมัยก่อนประวัติศาสตร์ อายุราว 3,000-4,000 ปี ที่บริเวณผาขาม ผาแต้ม ผาเจ็ก ผาเมย และถือได้ว่าเป็นอุทยานแห่งชาติ แห่งแรกในประเทศไทยที่มีแม่น้ำโขง ซึ่งเป็นเส้นกั้นพรมแดน ระหว่างประเทศไทย และประเทศลาวเป็นแนวเขตอุทยานแห่งชาติที่ยาวที่สุด ทำให้สามารถมองเห็นทิวทัศน์ป่าเขา ทางฝั่งประเทศลาวได้เป็นอย่างดี

• “แต้ม” เป็นภาษาถิ่นดั้งเดิมหมายถึง รอยวาด ระบาย ประทับ หรือการกระทำด้วยประการใด ๆ โดยใช้สี ให้ปรากฏเป็นรูปภาพ เครื่องหมาย หรือสัญลักษณ์ต่าง ๆ โดยที่ผาแต้มนี้ เป็นแหล่งที่พบภาพเขียนสียุคก่อนประวัติศาสตร์ อายุราว 3,000-4,000 ปีแบ่งออกได้ 4 กลุ่ม โดยกลุ่มที่ยาวที่สุดยาว 180 เมตร และมีภาพมากกว่า 300 ภาพ

วัดพระธาตุผาซ่อนแก้ว

วัดพระธาตุผาซ่อนแก้ว ตั้งอยู่ ณ บริเวณเนินเขาในหมู่บ้านทางแดง ต.แคมป์สน อ.เขาค้อ จ.เพชรบูรณ์

สถานที่อันเป็นธรรมภูมิที่งดงาม ซึ่งเรียกว่าผาซ่อนแก้วนี้ มีธรรมชาติเป็นภูเขาที่สูงใหญ่ ซ้อนกันเป็นทิวเขาเรียงรายโอบรอบบริเวณศาลาปฏิบัติธรรม และบนยอดเขาสูงตระหง่านนั้น มีถ้ำอยู่บนปลายยอดเขา ซึ่งมีชาวบ้านทางแดงหลายคน ได้เห็นลูกแก้วลอยเหนือฟากฟ้า และลับหายเข้าไปในถ้ำบนยอดผา ชาวบ้านเชื่อว่าเป็นพระบรมสารีริกธาตุเสด็จมา และต่างถือว่าเป็นสถานที่มงคล มีความศักดิ์สิทธิ์และเรียกตาม ๆ กันว่า “ผาซ่อนแก้ว” และพุทธสถานที่มาตั้งในจุดที่โอบล้อมด้วยทิวเขาดังกล่าว จึงเรียกว่า “พุทธธรรมสถานผาซ่อนแก้ว” เพื่อเป็นนิมิตมงคลแก่ชาวบ้านทางแดง และผู้มาปฏิบัติธรรมสืบไป

วัดพระธาตุผาซ่อนแก้วก่อตั้งขึ้นเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๔๗ ในนาม “พุทธธรรมสถานผาซ่อนแก้ว” ได้รับการอนุมัติจัดตั้งเป็นวัด ในมงคลนามว่า “วัดพระธาตุผาแก้ว” เมื่อวันที่ ๑ กรกฎาคม ๒๕๕๓ จากคณะกรรมการมหาเถรสมาคม โดยมีพระครูปลัด ปารมี สุรยุทโธ เป็นเจ้าอาวาส ซึ่งปัจจุบันได้เปลี่ยนชื่อวัดเป็น “วัดพระธาตุผาซ่อนแก้ว” เมื่อ ๓๐ พฤษภาคม ๒๕๕๖ เพื่อให้สอดคล้องกับบริเวณที่ตั้ง ซึ่งแต่เดิมชาวบ้านเรียกกันว่า “ผาซ่อนแก้ว”

สถานที่ : วัดผาซ่อนแก้ว จ.เพชรบูรณ์
ไฮไลท์ : ทะเลหมอกงดงามไหลผ่านองค์พร
การเดินทาง : ระยะทางจากกรุงเทพ ถึงวัดรวมระยะทางประมาณ 400 กิโลเมตร ใช้เวลาเดินทางประมาณ 5 ชั่วโมงครึ่ง โดยขับมาตามเส้นทางดังต่อไปนี้

จากกรุงเทพฯ ใช้เส้นทางผ่านจังหวัดสระบุรี และใช้เส้นทางหมายเลข 21 สระบุรี ลพบุรี เพชรบูรณ์ เมื่อผ่านตัวเมืองจังหวัดเพชรบูรณ์มาสักระยะ จนใกล้หลักกิโลเมตรที่ 260 ให้สังเกตอนุสาวรีย์พ่อขุนผาเมืองทางซ้ายมือ และเลี้ยวซ้ายเข้าทางหลวงหมายเลข 12 หล่มสัก พิษณุโลก ขับต่อไปยังทางหลวงหมายเลข 12 ประมาณ 30 นาที หลักกิโลเมตรที่ 103 มีจุดสังเกตคือ อบต.แคมป์สนอยู่ทางขวามือ และธนาคารกสิกรไทย เยื้องขึ้นไปทางซ้ายมือ ตรงไปกลับรถ และจะเห็นป้าย พุทธธรรมสถานผาซ่อนแก้ว อยู่ปากซอยทางเข้า หมู่บ้านทางแดง ซึ่งอยู่ด้านข้าง อบต.แคมป์สน เลี้ยวซ้ายเข้าไป ตรงตลอดจนเห็นสะพานทางเข้าวัด เลี้ยวขวาข้ามสะพานและจอดรถบริเวณที่จัดไว้
ข้อมูลติดต่อ : โทร. 063-359-1554

เขาแผงม้า

เขาแผงม้า : เคยเป็นป่าผืนเดียวกับเขาใหญ่ซึ่งเต็มไปด้วยความอุดมสมบูรณ์ สัตว์ป่านานาชนิดอาศัยอยู่อย่างชุกชุม เป็นต้นน้ำของลำห้วยหลายสาย ไหลรวมกันเป็น ลำพระเพลิง ก่อนลงสู่แม่น้ำมูล เป็นเส้นชีวิตหลัก ของผู้คนในแผ่นดินอีสาน ได้ใช้เป็นสิ่งจำเป็นที่ขาดไม่ได้ ในการดำรงชีพมาหลายชั่วคน แต่นโยบายการพัฒนาอย่างเร่งรีบ โดยขาดการวางแผน โดยรอบครอบ ก่อให้เกิดการตัดถนนสายต่างๆ ทะลุกลางป่าเทือกเขาพนมดงรัก การสัมปทานป่าไม้ ทำให้ชาวบ้านจาก ที่ต่างๆ อพยพเข้ามาบุกเบิก หักร้างถางพง ล่าสัตว์ ตัดต้นไม้ ถือครองที่ดิน ในบริเวณเขาแผงม้ามากขึ้นสำทับด้วยการ เน้น การปลูกพืชเศรษฐกิจราคาสูง แต่เพียงอย่างเดียว พื้นดินจึงเสื่อมสภาพลง ด้วยปุ๋ยเคมี ผืนป่าที่เคยอุดมสมบูรณ์ จึงกลายสภาพ เป็นภูเขาหัวโล้น ต้นน้ำที่เคยชุ่มฉ่ำ กลับแห้งผาก ประกอบกับทุ่งหญ้าที่ขึ้นปกคลุม กลายเป็น เชื้อเพลิงอย่างดี ในหน้าแล้ง ไฟป่าโหมไหม้ ทั้งกลางวัน และกลางคืน จนผู้คนขนานนามว่า “ภูเขาไฟ”

การกลับมาของกระทิงที่เขาแผงม้า เป็นปรากฏการณ์สำคัญ ที่ยืนยันถึงการฟื้นตัวของสภาพป่าเขาแผงม้าคือ การกลับมาของฝูงกระทิงป่า 4-10 ตัว ในช่วงฤดูฝนของ ปีพ.ศ.2538 มูลนิธิฯ ได้เฝ้าติดตามกระทิงฝูงนี้อย่างใกล้ชิด ศึกษาเส้นทางสร้างแหล่งอาหาร พร้อมกับการวางแผนป้องกัน การไล่ล่ากระทิง อย่างเข้มงวด ทำให้ฝูงกระทิงรู้สึกปลอดภัย และใช้เป็นที่อยู่อาศัย มีการผสมพันธุ์ และออกลูกออกหลาน ใหม่ๆ ทุกปี ปัจจุบันคาดว่า มีกระทิงที่เขาแผงม้า ประมาณ 50 ตัว มูลนิธิคุ้มครองสัตว์ป่าฯ จึงมีความหวังว่าด้วยการ มีส่วนร่วมของทุกฝ่าย โดยเฉพาะชุมชนท้องถิ่น พื้นที่เขาแผงม้าจะได้รับการดูแลรักษาสภาพป่า ให้ฟื้นตัวอย่างถาวร สัตว์ป่า ได้รับการคุ้มครอง และเป็นแหล่งศึกษาธรรมชาติ สำหรับเยาวชนและผู้สนใจ ในงานอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมโดยทั่วไป

วันเวลาที่แนะนำในการดูกระทิง กระทิงเขาแผงม้าสามารถไปเที่ยวชมได้ทุกวันตลอดทั้งปี ช่วงเวลาที่กระทิงออกหากินมักเป็นในช่วงเช้า 06.00 น. และเย็น 18.00 น. ตามคำบอกเล่าของเจ้าหน้าที่เขาแผงม้ากับผม

ภูชี้ฟ้า 

ภูชี้ฟ้า : เป็นยอดเขาสูงที่สุดในเทือกเขาดอยผาหม่น ติดชายแดนไทย – สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว อยู่ในพื้นที่เขตอำเภอเทิง จังหวัดเชียงราย ตั้งอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ มีเอกลักษณ์ทางธรรมชาติด้วยลักษณะหน้าผาปลายยอดแหลม เป็นแนวยาวที่ชี้ไปบนฟ้า ทางฝั่งประเทศลาว จึงเป็นที่มาของชื่อเรียกว่า “ภูชี้ฟ้า” นั่นเอง ด้านที่ติดสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว นับเป็นจุดชมวิวที่สวยที่สุดสำหรับไฮไลท์สำคัญของ ภูชี้ฟ้า ต้องยกให้จุดชมวิวทะเลหมอกและพระอาทิตย์ขึ้นที่สวยงาม อีกทั้งทิวทัศน์ของภูเขาสลับซับซ้อนดูกว้างไกล โดยในตอนเช้าจะมีทะเลหมอกปกคลุมในหุบเขาเบื้องล่าง มีพระอาทิตย์ขึ้นผ่านพ้นทะเลหมอก ท่ามกลางทุ่งหญ้า สวยงามราวกับภาพวาดเลยครับ

ภูชี้ฟ้า อยู่สูงจากระดับน้ำทะเลประมาณ 1,628 เมตรโดยมีหน้าผาเป็นแนวยาวยื่นไปทางฝั่งประเทศลาว เป็นยอดเขาสูงที่สุดในเทือก เขาดอยผาหม่นด้านที่ติดสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ยอดภูชี้ฟ้ามีลักษณะเป็นผาที่มีแหลมยื่นขึ้นไปบนฟ้าจึงเรียกว่า ภูชี้ฟ้า โดยมองเห็นภูเขาชี้ขึ้นไปบนฟ้าที่มีลักษณะเป็นภูเขาสูงทำมุม 45 องศา ซึ่งด้านบนมีพื้นที่ราบให้เดินเที่ยวชมประมาณ 1 กิโลเมตร ด้านหน้าเป็นหน้าผาสูงมองเห็นหมู่บ้านเชียงตองในประเทศลาว

มีจุดชมวิวยอดนิยมอยู่ 2 จุด คือบริเวณ ยอดภูและบริเวณ ลานก่อนถึงยอดซึ่งจะเห็นภูเขาชี้ได้อย่างชัดเจน ไฮไลต์สำคัญ ของการมาเที่ยวภูชี้ฟ้า คือ มาเฝ้ารอชมพระอาทิตย์ขึ้นและทะเลหมอกสุด อลังการคลอภูขาที่สวยงาม ชมเอกลักษณ์ทางธรรมชาติ ที่ไม่มีใครเหมือนนั่นคือ ลักษณะภูเขาที่ชี้ไปบนฟ้า หากนักท่องเที่ยวเดินทาง มาในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ – มีนาคม จะเป็นช่วงเวลา ที่ดอกเสี้ยวหรือ ชงโคป่าจะผลิดอกสีขาวบานสะพรั่งเต็มเชิงเขา หากมาเยือน ภูชี้ฟ้าในช่วงปีใหม่ยัง ได้ชม งานปีใหม่ที่ชาวม้งจะแต่งตัวม้งครบถ้วนทั้งหญิงและชาย จุดเด่นของงานคือ การโยนลูกช่วงหรือลูกหิน ระหว่างหนุ่ม – สาว

ภูชี้เพ้อ

ดอยแม่อูคอ จ.แม่ฮ่องสอน นอกจากทุ่งดอกทานตะวันที่สวยงามแล้ว
ก่อนถึงทุ่งดอกบัวตองแม่อูคอประมาณ 3 กิโลเมตร หากขับรถขึ้นไปอีกหน่อย คุณก็จะพบกับความงดงามอีกโลกหนึ่งของขุนเขา

ภูชี้เพ้อ : ตั้งอยู่ในหน่วยจัดการต้นน้ำแม่หยอด อ.ขุนยวม ใกล้กับทุ่งดอกบัวตองดอยแม่อูคอ ในระดับความสูง 1818 เมตรจากระดับน้ำทะเล ภูชี้เพ้อ ถือเป็นจุดวิวแห่ง ใหม่ที่ยังไม่ค่อยมีใครรู้จัก เป็นจุดชมวิวสำหรับชมพระอาทิตย์ขึ้นและสายหมอกคลอเคล้าไปตามทิวเขาสลับซับซ้อนอันงดงาม หากมาในช่วงที่ดอกบัว ตองบาน สามารถมองเห็นวิวของทุ่งดอกบัวตองดอยแม่อุคอในมุมสูงได้ในอีกมุมซึ่งสวยงามมาก

บนหน่วยจัดการต้นน้ำแม่หยอดมีบ้านพักแต่ยังไม่ได้เปิดอย่างเป็นทางการ มีจุดกางเต้นท์แต่ไม่ค่อยสะดวกเท่าใดนักเนื่องจากติดต่อค่อนข้างยาก หากต้องการมาเที่ยวภูชี้เพ้อแนะนำให้พักตามที่พักหรือกางเต้นท์บริเวณทุ่งดอกบัวตองหรือในตัวอ.ขุนยวม จากนั้นให้ที่พักติดต่อรถเช่าให้ก็ได้ สามารถติดต่อรถเช่าได้ที่สวนดอยแม่อูคอ ที่พักซึ่งตั้งอยู่บริเวณทุ่งดอกบัวตองซึ่งมีบริการจัดหารถเช่าให้ ค่าช่ารถ 600 – 800 บาท เป็นรถกระบะนั่งได้ 10-12คน

การเดินทางไปภูชี้เพ้อ

ใช้เส้นทางเดียวกับการเดินทางไปยังทุ่งดอกบัวตองดอยแม่อูคอ หน่วยจัดการต้นน้ำแม่หยอดจะอยู่ก่อนถึงทุ่งดอกบัวตอง 5 ก.ม. มีป้ายบอกอยู่ตรง ปากทางเข้า ส่วนการเดินทางจากทางเข้าหน่วยจัดการต้นน้ำแม่หยอดไปยังจุดเริ่มเดินเท้าไปยังจุดชมวิวภูชี้เพ้อรถที่สามารถเข้าไปได้ คือ รถกระบะ เท่านั้น รถเก๋ง รถตู้ไม่สามารถขึ้นได้เนื่องจากเส้นทางบางช่วงไม่ค่อยดีนักเป็นดินลูกรังค่อนข้างชัน หลังจากถึงหน่วยจัดการต้นน้ำแม่หยอด ต้องเดินเท้าขึ้นไปในเส้นทางที่ค่อนช้างชันอีกประมาณ 1 ก.ม. ใช้เวลาเดินประมาณ 30- 45 นาที ควรเริ่มเดินเท้าขึ้นไปประมาณตี 5 ครึ่งเพื่อให้ทัน พระอาทิตย์ขึ้น ควรนำไฟฉายติดตัวไปด้วย

ทุ่งดอกบัวตองดอยแม่อูคอ

ตั้งอยู่ที่หมู่ 6 ตำบลแม่อูคอ อำเภอขุนยวม จังหวัดแม่ฮ่องสอน อยู่ห่างจากที่ทำการอำเภอขุนยวม 25 กิโลเมตร ถือเป็นทุ่งดอกบัวตองที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย มีพื้นที่กว่า 500 ไร่ ปัจจุบันอยู่ในความรับผิดชอบของโครงการพัฒนาป่าไม้ที่สูง หน่วยที่ 5 กองอนุรักษ์ต้นน้ำ ทุ่งดอกบัวตองดอยแม่อูคอ

เป็นแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่มีชื่อเสียงมากที่สุดแห่งหนึ่งของจังหวัดแม่ฮ่องสอน มีลักษณะเป็นทิวเขาสูง ช่วงเดือนพฤศจิกายน – ธันวาคม ของทุกปี เมื่อลมหนาวมาเยือน ดอกบัวตองนับแสนนับล้านที่นี่ก็จะบานสะพรั่งพร้อมๆ กัน ดึงดูดนักท่องเที่ยวจากทั่วทุกสารทิศให้มาชมความงดงามของท้องทุ่งสีเหลืองอร่าม ที่ดูราวกับว่าทั่วทั้งภูเขาถูกปูด้วยพรมสีเหลืองผืนยักษ์ ครั้งหนึ่งในชีวิตควรหาโอกาสไปชมให้ได้ สิ่งที่ไม่ควรพลาดคือ ยอดดอยแม่อูคอ ที่จะสามารถชมทัศนียภาพอันสวยงามของทุ่งดอกบัวตองได้แบบ 360 องศา

ดอกบัวตองที่นี่จะเริ่มบานช่วงกลางเดือนพฤศจิกายน และช่วงเวลาบานของเจ้าดอกนี้อยู่ได้ไม่นาน

ภูลังการีสอร์ท
ตั้งอยู่ใน อ.ปง จังหวัดพะเยา เป็นรีสอร์ทยอดฮิตท่ามกลางธรรมชาติบนเขาของวนอุทยานภูลังกาห้องพักจะเป็น แบบเรียบง่าย มีวิวด้านล่างเป็นแอ่งและเป็นเขาหินปูนและต้นไม้น้อยใหญ่เรียงรายสลับกัน ไฮไลต์ของการมาเที่ยวภูลังกา คือ การได้ชมพระอาทิตย์จะขึ้นหน้ารีสอร์ท ส่องแสงลงมายังทะเลหมอกในแอ่งกระทะ ให้บรรยากาศสวยงามเหมือนภาพวาด จุดชมทะเลหมอกอีกหนึ่งจุดของ คือ ลานช่างภาพซึ่งจะอยู่ริมถนนด้านข้างรีสอร์ทก็เป็นจุดชมวิวทะเลหมอกที่งดงามไม่แพ้กัน


สถานที่ : ภูลังการีสอร์ท จ.พะเยา
ไฮไลท์ : จิบกาแฟชมทะเลหมอก
การเดินทาง : จากกรุงเทพฯ ใช้ทางหลวงหมายเลข 1 (พหลโยธิน) มุ่งสู่จังหวัดนครสวรรค์ กำแพงเพชร ตาก ลำปาง
และต่อไปจนถึงจังหวัดพะเยา แนะนำให้ใช้ทางเส้นทางนี้ เนื่องจากสามารถเดินทางได้สะดวกที่สุดและเป็นถนนสี่เลนตลอดเส้นทาง จากจังหวัดพะเยา เลี้ยวขวาเข้าสู่ทางหลวงหมายเลข 1021 (พะเยา-เทิง) ถึงหน้าอำเภอจุน ถึงสี่แยกเลี้ยวซ้ายเข้าสู่ทางหลวงหมายเลข 1021 ประมาณ 24.5 กิโลเมตร ถึงตำบลน้ำแวน อำเภอเชียงคำ เลี้ยวซ้ายเข้าสู่ทางหลวงหมายเลข 1176 ประมาณ 6.5 กิโลเมตร เลี้ยวซ้าย เพื่อเข้าสู่ทางหลวงหมายเลข 1179 (ฝายกวาง-บ้านดอนเงิน) ประมาณ 0.5 กิโลเมตร แล้วเลี้ยวขวาเข้าทางหลวงหายเลข 1148 ประมาณ 14 กิโลเมตร ถึงสามแยกตัดกับทางหลวงหมายเลข 1092 จากนั้นเลี้ยวซ้ายเข้าสู่ทางหลวงหมายเลข 1148 ประมาณ 2.9 กิโลเมตร ผ่านบ้านสิบสองพัฒนา ถึงที่ทำการศูนย์วัฒนธรรมชาวเขา เลี้ยวซ้ายหักศอกเข้าสู่ถนน รพช. เพื่อมุ่งหน้าสู่วนอุทยานภูลังกา ประมาณ 7.8 กิโลเมตร จะผ่านโครงการหลวงปังค่า โฮมสเตย์วิถีชีวิตชนเผ่ามั่งบ้านน้ำต้ม

“เขาเทวดา” อุทยานแห่งชาติ พุเตย :

“เขาเทวดา” อุทยานแห่งชาติ พุเตย : ตั้งอยู่ที่ อำเภอด่านช้าง
ดินแดนแห่งขุนเขา ป่าหนึ่งเดียวที่สมบูรณ์ที่สุดของเมืองสุพรรณ เป็นชายป่าผืนสุดท้ายของป่าห้วยขาแข้ง เป็นสถานที่ที่เหมาะกับนักเดินทางทีหลงใหลในธรรมชาติ ความสงบเงียบ ป่าเขา น้ำตก ความงดงามงามของดวงอาทิตย์ยามเช้า ไอหมอก ความหนาวเย็น และวิถีชีวิตของชนชาวกระเหรี่ยง

สถานที่กางเต็นท์มี 3 จุดใหญ่ๆ ได้แก่
– หน่วยพิทักษ์อุทยานฯ พุเตยที่ 1 (ด้านวังคัน-ป่าขี)
– ที่ทำการอุทยานฯ พุเตย (ด้านปลักประดู่-ห้วยหินดำ)
– หน่วยพิทักษ์อุทยานฯ พุเตยที่ 3 ตะเพินคี่ (ด้านปลักประดู่-ตะเพินคี่) ใครไปยอดเขาเทวดา ต้องมานอนที่นี่นะ

หน่วยพิทักษ์อุทยานฯ พุเตยที่ 3 ตะเพินคี่
เป็นป่าที่สวยงาม และเป็นที่ตั้งของหมู่บ้านกะเหรี่ยง ชนกลุ่มน้อยที่อาศัยมากว่า 200 ปี ผืนป่า และต้นน้ำตะเพินคี่ ยังคงสภาพสมบูรณ์ เหมาะแก่การท่องเที่ยวเชิงผจญภัยล่องไพร เป็นดินแดนแห่งความหนาวเย็น ในหน้าหนาวอุณหภูมิจะลดลง 5-6 ํC ยอดเขาเทวดา ที่ความสูงกว่า 1000 เมตร ในวันที่อากาศเหมาะสม นักท่องเที่ยวอาจจะได้ชมทะเลหมอกที่สวยงาม และไปยืนจุดที่เป็น ดินแดนรอยต่อของสามจังหวัด สุพรรณบุรี-อุทัยธานี-กาญจนบุรี การเดินทาง หน้าฝนควรเป็นรถขับเคลื่อน 4 ล้อ ส่วนหน้าแล้งรถยนต์นั่งธรรมดาก็สามารถไปได้ แต่ควรเป็นรถกระบะ

อุทยานแห่งชาติดอยภูคา

อุทยานแห่งชาติดอยภูคา มีสภาพพื้นที่เป็นเทือกเขาสูงสลับซับซ้อน ซึ่งมีทิวทัศน์ที่สวยงามตามธรรมชาติ อากาศบริสุทธิ์ โดยเฉพาะ ยอดดอยภูคา มีเมฆปกคลุมตลอดฤดูฝนและฤดูหนาว จึงมีทิวทัศน์ที่สวยงามมาก ดอยภูคา เป็นป่าที่มีความอุดมสมบูรณ์ที่มีทั้งพืชพรรณและสัตว์ป่าที่มีความสำคัญต่อระบบนิเวศน์ รวมทั้งเป็น แหล่งกำเนิดของแม่น้ำหลายสาย เช่น แม่น้ำน่าน ลำน้ำปัว ลำน้ำว้า ที่คอยหล่อเลี้ยงชีวิตของชาวจังหวัดน่าน และยังมีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ กล่าวคือ เป็นที่เชื่อกันว่าเทือกเขาดอยภูคาเป็นเมืองเก่าของบรรพบุรุษ ของคนเมืองน่านและในปัจจุบันนี้ก็ยังมีศาลเจ้าพ่อภูคา ตั้งอยู่บริเวณกิโลเมตรที่ 31 ถนนสายปัง-บ่อเกลือ อันเป็นที่เคารพสักการะของชาวจังหวัดน่าน

ตั้งอยู่ในเขตพื้นที่ 8 อำเภอ คือ อำเภอเฉลิมพระเกียรติ อำเภอทุ่งช้าง อำเภอเชียงกลาง อำเภอปัว อำเภอท่าวังผา อำเภอสันติสุข อำเภอแม่จริมและอำเภอบ่อเกลือ มีพื้นที่ประมาณ 1,065,000 ไร่ เป็นป่าที่มีความอุดมสมบูรณ์ที่มีทั้งพืชพรรณและสัตว์ป่าที่มีความสำคัญต่อระบบนิเวศน์ รวมทั้งเป็นแหล่งกำเนิดของแม่น้ำหลายสาย เช่น แม่น้ำน่าน ลำน้ำปัว ลำน้ำว้า ที่คอยหล่อเลี้ยงชีวิตของชาวจังหวัดน่าน และยังมีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ กล่าวคือ เป็นที่เชื่อกันว่าเทือกเขาดอยภูคาเป็นเมืองเก่าของบรรพบุรุษของคนเมืองน่านและในปัจจุบันนี้ก็ยังมีศาลเจ้าพ่อภูคา ตั้งอยู่บริเวณกิโลเมตรที่ 31 ถนนสายปัง-บ่อเกลือ อันเป็นที่เคารพสักการะของชาวจังหวัดน่านและบุคคลทั่วไ

ปี พ.ศ.2526 ราษฎรของจังหวัดน่าน ได้เห็นความสำคัญที่จะอนุรักษ์ป่าต้นน้ำลำธารเพื่อป้องกันการบุกรุกทำลาย จึงได้มีหนังสือถึงกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ให้กำหนดป่าดอยภูคา อ.ปัว ให้เป็นเขตอุทยานแห่งชาติ ต่อมาได้ประกาศเป็นพระราชกฤษฎีกาแนวเขตอุทยานแห่งชาติดอยภูคาเมื่อวันที่ 17 มิถุนายน 2542 อีกทั้งภายในบริเวณพื้นที่ก็ยังมีแหล่งท่องเที่ยวมากมาย อาทิ ถ้ำ น้ำตก ล่องแก่งต่างๆและต้นชมพูภูคา ซึ่งเป็นที่พักผ่อนหย่อนใจของคนทั้งประเทศและต่างประเท

สถานที่ : วัดผาซ่อนแก้ว จ.เพชรบูรณ์
ไฮไลท์ : อากาศเย็นกับหมอกสวย
การเดินทาง : .โดยรถยนต์ส่วนตัว จากจังหวัดน่านไปตามทางหลวงหมายเลข 1080 ถึงอำเภอปัวระยะทาง 60 กม. แยกไปตามทางหลวงหมายเลข 1256 (ปัว-บ่อเกลือ) ถึงที่ทำการอุทยานแห่งชาติดอยภูคา ระยะประมาณ 25 กม. รวมระยะทาง 85 กม. การเดิน ทางไปบ้านมณีพฤกษ์จากจังหวัดน่านไปตามทางหลวง หมายเลข 1080 ผ่าน อ.เชียงกลาง ระยะทางประมาณ 75 กม. แยกขวา บ้านนาหนุนเข้าบ้านมณีพฤกษ์ ระยะประมาณ 40 กม. รวมระยะทาง 115 กม.
ข้อมูลติดต่อ : อุทยานแห่งชาติดอยภูคา โทรศัพท์ 054-701 000

อุทยานแห่งชาติภูสอยดาว

ที่ทำการอุทยานแห่งชาติภูสอยดาวตั้งอยู่ที่ตำบลห้วยมุ่น อำเภอน้ำปาด จังหวัดอุตรดิตถ์ ครอบคลุมพื้นที่ในเขตอำเภอชาติตระการ จังหวัดพิษณุโลก และอำเภอน้ำปาด จังหวัดอุตรดิตถ์ ลักษณะภูมิประเทศเป็นภูเขาสูงตามแนวชายแดนไทย-ลาว บริเวณที่สูงที่สุด คือยอดเขาภูสอยดาว สูงถึง 2,102 เมตร จากระดับทะเลปานกลาง อากาศหนาวเย็นเกือบตลอดทั้งปี สภาพป่าส่วนใหญ่ยังอุดมสมบูรณ์ มีทุ่งหญ้าขนาดใหญ่ในพื้นที่ที่เคยเป็นที่ทำกินของชาวไทยภูเขาเผ่าม้ง แหล่งท่องเที่ยวภายในอุทยานแห่งชาติภูสอยดาว ป่าสน ทุ่งดอกหงอนนาค พื้นที่ป่าสนสามใบ เหมาะแก่การเที่ยวชมในช่วงเดือนสิงหาคม-กันยายน เนื่องจากจะพบเห็นทะเลหมอกและดอกไม้ต่างๆ ทิวสนสามใบเต็มลานบนยอดภูสอยดาว ภาพทุ่งหญ้ากว้างใหญ่ใต้เงาสนที่ดารดาษด้วยดอกไม้ดินที่ชูช่อผลิดอกหลากสีเป็นกลุ่มๆ อวดสีสัน ดอกหงอนนาคสีม่วง ดอกสร้อยสุวรรณาสีเหลือง และดอกหญ้ารากหอมสีม่วงเข้ม 

โดยเฉพาะดอกหงอนนาคขึ้นอยู่ทั่วไป และกล้วยไม้ป่าตามคาคบไม้ใหญ่ ระยะทางเดินจากเชิงเขา 6.5 กิโลเมตร บางช่วงเป็นเส้นทางชัน ใช้เวลาเดินประมาณ 4-5 ชั่วโมง มีสถานที่กางเต็นท์และห้องสุขาบริการ “ดอกหงอนนาค” เปรียบเหมือนนางเอกของภูสอยดาวก็ว่าได้ ซึ่งหากใครต้องการมาเจอนางเอกคนนี้เบ่งบานเต็มลานสนก็ต้องมาในช่วงเดือน ส.ค.-ต.ค. ซึ่งเป็นช่วงฤดูฝน หากมาช่วงปลาย ต.ค. ที่ลมหนาวเริ่มมาเยือนก็จะเห็นบ้างแบบบางตา ดอกหงอนนาคมีชื่อเรียกอีกอย่างว่า หญ้าหงอนเงือก หรือน้ำค้างกลางเที่ยง เป็นพืชล้มลุกชนิดหนึ่งที่ออกดอกในฤดูฝน ดอกจะมีทั้งสีม่วงอ่อนหรือม่วงน้ำเงิน สีขาว และสีชมพู ซึ่งค่อนข้างหายาก ยามเช้าดอกหงอนนาคจะหุบดอก และจะบานเมื่อมีแสงแดด ส่วนกลางของดอกมักมีหยดน้ำติดอยู่ เป็นที่มาของชื่อน้ำค้างกลางเที่ยง

โดยที่ภูสอยดาวนี้เป็นจุดที่มีดอกหงอนนาคทุ่งใหญ่ที่สุดของประเทศ นอกจากนั้นก็ยังพบได้บ้างตามภูเขาอื่นๆ เช่น เขาสมอปูน ทุ่งโนนสน เขาใหญ่ เป็นต้น บนลานสนภูสอยดาวมีทุ่งหงอนนาคให้ชมหลายทุ่ง ทั้งในบริเวณจุดเริ่มต้นของลานสน และที่บริเวณจุดกางเต็นท์ก็มีทุ่งดอกหงอนนาคอีก 2 ทุ่งใหญ่ๆ ให้เราได้สัมผัสความงามกันอย่างใกล้ชิด รวมไปถึงตามเส้นทางเดินศึกษาธรรมชาติด้วยเช่นกัน จะถึงศูนย์บริการนักท่องเที่ยวประมาณ 13.00-13.30 ยังทันเวลาพอเดินขึ้นลานสน (ถ้ามาถึงเกินเวลา14.00เจ้าหน้าที่จะไม่ให้ขึ้นลานสนนะครับต้องรอขึ้นวันต่อไป) ค่าใช้จ่ายที่ศูนย์บริการนักท่องเที่ยวด้านล่าง 1.ค่าเข้า อช.คนละ40บาท 2.ค่ามัดจำขยะ 30 บาท 3.ค่ามัดจำป้ายไม้ 50 บาท 4.ค่าลูกหาบ กิโลกรัมละ 30บาท – ร้านค้าด้านตรงข้ามศูนย์บริการนักท่องเที่ยวจะเปิดแค่วัน ศ-อ. นะครับ – ผู้ที่ไม่ได้นำเต๊นท์หรือถุงนอนมา สามารถเช่าได้ที่ศูนย์บริการนักท่องเที่ยวศูนย์ล่าง เต๊นท์ 300/1 คืน ถุงนอน 30/1คืน ส่วนเตาถ่านสามารถหาเช่าได้ที่ศูนย์บริการนักท่องเที่ยวบนลานสนคค่าเช่าเตาถ่าน 50/1คืน แต่ต้องซื้อถ่านขึ้นไปเองจากด้านล่าง ถุงละ 30บาท – น้ำดื่ม

ศูนย์บริการนักท่องเที่ยวบนลานสนมีน้ำฝนรองใส่ถังไว้สามารถนำมาต้มดื่มได้ในฤดูฝนหรือใครไม่มั่นใจก็ซื้อขึ้นไปเองได้ ส่วนในฤดูแล้งต้องซื้อน้ำดื่มขึ้นไปเอง การเดินทางไปภูสอยดาวอีกวิธีนึง คือ การติดต่อเจ้าหน้าที่อุทยานให้มารับที่ บขส.พิษณุโลกถึงศูนย์บริการนักท่องเที่ยวและส่งเรากลับถึง บขส.พิษณุโลก ราคาจะอยู่ที่ 4200-4500 แล้วแต่จะต่อรอง เหมาะสำหรับกลุ่มที่มากันเองหลายๆคน ไม่ต้องนั่งรอรถไป อ.ชาติตระการ โทรนัดเวลาให้เจ้าหน้าที่ไปรับที่ บขส.ได้เลย

สถานที่ : ภูสอยดาว จ.เพชรบูรณ์
ไฮไลท์ : หมอกบางๆบนทุ่งหงอนนาค
การเดินทาง : การเดินทาง สำหรับท่านที่ต้องการเดินทางไปเที่ยวภูสอยดาวด้วยตัวเองแบบประหยัดนะครับ – นั่งรถจากหมอชิตไปลง บขส.พิษณุโลก บริษ้ทพิษณุโลกยานยนต์ ค่ารถ 304 บาท เลือกเที่ยวรถ 22.30 – 23.00 ใช้เวลาเดินทางประมาณ 5 ชม. จะไปถึงบขส.พิษณุโลก ประมาณ 03.00-04.00 – ต่อรถไปอำเภอชาติตระการโดยรถเมล์โดยสาร รถเที่ยวแรกเวลา 05.00 ค่ารถ 95บาท ใช้เวลาเดินทาง2.30-3.00ชม.จะถึง อ.ชาติตระการประมาณ07.00-8.00น. – จากนั้นนั่งรถมอไซค์รับจ้างไปลงตลาดเทศบาลป่าแดง ค่ารถ 20 บาท หาข้าวเช้ากินและซื้อเสบียง – นั่งรอรถสองแถวสีน้ำเงินที่ตลาดเทศบาลป่าแดง ที่ข้างรถจะเขียนว่า ป่าแดง-ร่มเกล้ารถสองแถวสายนี้บางวันมี2คันบางวันมีคันเดียวไม่แน่นอน รถจะออกจาก อ.ชาติตระการ 10.30บอกคนขับว่าจะไปภูสอยดาว ก่อนถึงหมู่บ้านร่มเกล้าเค้าจะขับไปส่งเราที่ภูสอยดาวก่อน ค่ารถ150 ใช้เวลาเดินทางประมาณ3.00ชม.
ข้อมูลติดต่อ : อุทยานแห่งชาติภูสอยดาว 055-436-793

ม่อนหยุนไหล

จุดชมวิวทะเลหมอกหยุนไหล ตั้งอยู่ที่ หมู่บ้านสันติชล ตำบลเวียงใต้ อำเภอปาย จังหวัดแม่ฮ่องสอน  ห่างจากหมู่บ้านสันติชล ประมาณ 1.6 กิโลเมตร เป็นจุดชมทะเลหมอกและพระอาทิตย์ขึ้นที่สวยงามของอำเภอปาย ซึ่งเป็นที่นิยมของนักท่องเที่ยว สามารถมองเห็นทะเลหมอกที่ถูกรายล้อมไปด้วยทิวเขาน้อยใหญ่ และทัศนียภาพบ้านเรือนของเมืองปายที่ถูกปกคลุมด้วยสายหมอก คำว่าหยุนไหล เป็นภาษาจีนกลาง หมายถึง แหล่งที่เมฆไหลมารวมกัน ซึ่งเปรียบเสมือนคนจีนยูนานที่อพยพมาจากเมืองจีน แต่ในที่สุดก็อพยพย้ายถิ่นฐานมารวมกัน จุดชมทะเลหมอกหยุนไหล สามารถชมได้ทั้งฤดูฝนและฤดูหนาว  บริเวณจุดชมวิวได้จัดทำเป็นระเบียงชมวิวและจุดถ่ายภาพน่ารักๆ หลายจุด ทั้งระเบียงชมวิว จุดคล้องกุญแจคู่รัก  ป้ายร้อยที่บอกรัก  และศาลาสำหรับนั่งชมวิวยามเช้า   ให้นักท่องเที่ยวได้ถ่ายภาพ นอกจากนี้ยังมีบริการเครื่องดื่มชาร้อนใส่มาในกาน้ำร้อน ให้จิบไปชมวิวไปได้อีกด้วยโดยคิดราคาชุดละ 20 บาท สำหรับการมาชมจุดชมวิวเสียค่าเข้าชมคนละ  20 บาท  บริเวณจุดชมวิวมีสิ่งอำนวยความสะดวก ได้แก่  ห้องพัก ลานกางเต็นท์ ห้องน้ำ และร้านค้า คอยบริการนักท่องเที่ยว

นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่จะเดินทางขึ้นไปจุดชมวิวทะเลหมอกหยุนไหล ประมาณ 05.30 น. เพื่อรับอากาศบริสุทธิ์ในยามเช้า และรอชมแสงแรกแย้มจากดวงอาทิตย์ อันอบอุ่นในยามเช้า ณ บนจุดชมวิวที่สูงตระหง่านในอำเภอปาย ด้านบนจุดชมวิวมีบ่อน้ำสำหรับใช้ในการบริโภคที่ไหลลงสู่ด้านล่างของภูเขา

สถานที่ : ทะเลหมอกหยุนไหล จ.แม่ฮ่องสอน
ไฮไลท์ : วิวทะเลหมอกท่ามกลางดอกบัวตอง
การเดินทาง : ห่างจากหมู่บ้านสันติชลขึ้นไปอีกประมาณ 1.6 กิโลเมตร สามารถขึ้นรถบริการได้ที่หมู่บ้านสันติชล ราคาเหมาคัน 300 บาท/10 คน
ข้อมูลติดต่อ : ททท. สำนักงานแม่ฮ่องสอน โทรศัพท์. 0 5361 2982-3

จิม ทอมป์สัน ฟาร์ม (Jim Thompson Farm)

จิม ทอมป์สัน ฟาร์ม (Jim Thompson Farm) : สถานที่ท่องเที่ยวที่เปิดแบบจำกัดช่วงเวลาช่วงปลายปีของทุกปี จนเป็นที่หมายของนักท่องเที่ยวทั่วประเทศ ตั้งอยู่ในอำเภอปักธงชัย จังหวัดนครราชสีมา บนพื้นที่กว่า 600 ไร่เ็ป็นสถานที่ท่องเที่ยวทางเกษตรซึ่งเปิด ให้เข้าชมในเดือนธันวาคม-มกราคม ของทุกปีให้บุคคลทั่วไปที่หลงใหลในธรรมชาติได้ชื่นชม บรรยากาศอันงดงามและ เรียนรู้ ประสบการณ์ด้านการเกษตร พร้อมเรียนรู้วงจรชีวิตของหนอนไหม ชมแปลงพืชผัก และดอกไม้สีสวยสดนานาชนิด รวมถึงเลือกซื้อ ไม้ดอกไม้ประดับและผลผลิตทางการเกษตรปลอดสารพิษ จุดสนใจของนักท่องเที่ยวก็คือทุ่งคอสมอส

จุดท่องเที่ยวที่ 1 ทุ่งคอสมอสและแปลงเก็บผักปลอดสาร
ชม ทุ่งดอกคอสมอสสีชมพู ที่กว้างไกลสุดลูกหูลูกตาบนพื้นที่กว่า 40 ไร่ เพลินตาเพลินใจไปกับ “สวนลอยฟ้า”  ที่มีทั้งไม้ดอกและเห็ด หลากหลายสายพันธุ์ สนุกสนานกับการเก็บผักสด ๆ จาก “แปลงผักปลอดสาร U-Pick Garden” สู่โลก

จุดท่องเที่ยวที่ 2 ลานฟักทองและทุ่งดอกไม้หลากสี
สัมผัสความงามแห่งธรรมชาติในอ้อมกอดอ่างเก็บน้ำลำสำลายซึ่งทอดตัวอยู่ทางทิศตะวันตกของจิมทอมป์สันฟาร์ม และร่วมเก็บภาพความทรงจำกับ ทัศนียภาพ อัน สวยงาม ณ ทุ่ง Cosmos ที่บานสะพรั่งต้อนรับผู้เข้าชมตื่นตาตื่นใจ กับฟักทอง หลากหลายสายพันธุ์ รวมทั้งฟักทองยักษ์สีสันสดใสรูป ทรงแปลกตา

จุดท่องเที่ยวที่ 3 หมู่บ้านอีสานและหมู่บ้านโคราช
ชมหลากหลายสถาปัตยกรรมพื้นถิ่นอีสานที่ได้รับการรวบรวมและสร้างขึ้นไว้มากที่สุด อาทิ สิม หอไตร หอกลอง เรือนไทยวน ฯลฯ รวมทั้ง “เรือนนางเผอะ” เรือนโคราชที่ได้รับรางวัลอนุรักษ์ศิลปสถาปัตยกรรมดีเด่น ประจำปี พ.ศ. 2558 จากสมาคมสถาปนิกสยาม ในพระบรมราชูปถัมภ์ ร่วมเรียนรู้งานบุญ ประเพณีและความเชื่อเกี่ยวกับวัฒนธรรมข้าวของชาวอีสานผ่านกิจกรรมต่างๆ ได้แก่ บุญคูณลาน บุญข้าวจี่ บุญผะเหวด บุญบั้งไฟ บุญข้าวประดับดิน และบุญข้าวสาก นอกจากนี้ ยังมีอีกหลากหลายมุมที่น่าสนใจ ให้ท่านแวะชม อาทิ ปราสาทข้าวสูงมากกว่า 14 เมตร ทุ่งข้าวหลากสี ควายหลากสี ฯลฯ และอย่าลืมแวะทักทาย “บุญบั้งไฟ” น้องใหม่ล่าสุดของครอบครัวบุญหลาย ควายไทยแสนรู้ที่รอต้อนรับนักท่องเที่ยวทุกท่าน ก่อนขึ้นรถไปยังจุดท่องเที่ยว ต่อไป

จุดท่องเที่ยวที่ 4 หมู่บ้านจิม
ชมและเรียนรู้กระบวนการผลิตผ้าไหมอันเป็นเอกลักษณ์ของจิม ทอมป์สัน อย่างใกล้ชิด ครบทุกขั้นตอนตั้งแต่แรกเริ่มของเส้นใยธรรมชาติอันมหัศจรรย์ ของหนอนไหม การสาวไหม การฟอกย้อมเส้นไหม การทอผ้าและการพิมพ์ผ้าไหม

จุดท่องเที่ยวที่ 5 ตลาดจิมทอมป์สัน
ตระการตากับสวนสวยแนวตั้งซิลเวอร์ฟอลและทุ่งดอกฮอลลี่ฮ็อค พร้อมชมการปลูกผักไฮโดรโปนิกส์และบ้านผักผลไม้นานาชนิด ที่ตกแต่งอย่างสวยงาม เพลิดเพลินกับการชอปปิ้งผัก ผลไม้ ต้นไม้ ไม้ดอก ไม้กระถางหลากหลายสายพันธุ์ ผลผลิตทางการเกษตร ทั้งสดและแปรรูปจากจิม ทอมป์สันฟาร์ม ตลอดจนผ้าไหม ผลิตภัณฑ์จากผ้าไหม และผลิตภัณฑ์ต่างๆมากมายจากจิม ทอมป์สัน ก่อนอำลาจิม ทอมป์สันฟาร์มทัวร์ 2558 ด้วยความสนุกสนานและ ความประทับใจไม่รู้ลืม

จุดชมวิว กม.41 ดอยอินทนนท์

จุดชมวิว กม.41 ดอยอินทนนท์ : จ.เชียงใหม่ ที่ จุดชมวิว กม.41 บนถนนสายจอมทอง-ยอดดอยอินทนนท์ ชมทะเลหมอกสุดอลังการ มองเห็นทิวทัศน์อันกว้างไกล ของขุนเขาสลับซับซ้อน เป็นจุดชมวิวที่ได้รับความนิยมมาก ของอุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์

จุดชมวิว กม 41 เป็นจุดชมวิวพระอาทิตย์ขึ้นและทะเลหมอกยอดนิยมอีกจุดหนึ่งของดอยอินทนนท์ ตั้งอยู่ก่อนถึงพระธาตุ เป็นจุดชมวิวที่ตั้งอยู่ระหว่างทางไปยอดดอยอินทนนท์ ซึ่งนักท่องเที่ยวที่ผ่านไปมา มักจะมาจอดรถชมทะเลหมอกในยามเช้า

เขาค้อ จ.เพชรบูรณ์

เขาค้อ เป็นชื่อเรียกรวมบริเวณเทือกเขาน้อยใหญ่ของเทือกเขาเพชรบูรณ์ จนอาจพูดได้ว่าเป็นทะเลภูเขา มีจุดท่องเที่ยวให้แวะหลากหลายแห่ง  และสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นที่พัก ร้านอาหารที่มีให้เลือกแบบครบครัน ทำให้เขาค้อ คือ จุดหมายปลายทางหลักในการท่องเที่ยวที่ใครหลายคนสามารถมาเที่ยวได้อย่างง่ายดาย  มาเขาค้อต้องมาชมทะเลหมอก ซึ่งถือว่าเป็นจุดชมทะเลหมอกที่งดงามอีกแห่งหนึ่ง สามารถชมได้จากหน้าที่พักที่มีโลเคชั่นในการชมทะเลหมอกซึ่งส่วนใหญ่จะตั้งอยู่ใกล้อ่างเก็บน้ำรัตนัย นอกจากนี้ยังมีจุดชมทะเลหมอกยอดนิยมอีกหลายจุด

เขาค้อ เคยได้ชื่อว่าเป็นดินแห่งคอมมิวนิสต์ เป็นพื้นที่สีแดงที่คุกรุ่นไปด้วยควันไฟของการสู้รบจากผู้ที่มีแนวคิดทางการ เมืองที่แตกต่างกัน (ช่วง พ.ศ. 2511-2525 ) ในยุคที่เขาค้อถือเป็นดินแดนต้องห้ามที่คนทั่วไปไม่ควรเฉียดเข้าไปใกล้แม้ แต่น้อย เพราะถือว่าอันตรายสุดๆแต่เมื่อเวลาผันผ่านไป ความขัดแย้งยุติลง เขาค้อปรับเปลี่ยนกลายเป็นนพื้นที่ท่องเที่ยวอันโดดเด่น และสวยงามมีเสน่ห์ที่สุดแห่หนึ่งของเพชรบูรณ์ บริเวณด้านข้างของอนุสรณ์ฯ เป็นฐานจำลองการสู้รบที่เป็นเนินเตี้ยๆมีหลุมหลบภัย มีกระสอบทรายบังเกอร์ ซึ่งในอดีตที่แห่งนี้เป็นฐานแห่งแรกที่ทหารไทยยึดคืนมาได้จากการสู้รบกับ พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย (พคท.) นอกจากนี้ บริเวณอนุสรณ์สถาน ยังเป็นจุดชมวิวที่สวยงามที่สุดแห่งหนึ่งบนเขาค้อ เนื่องจากตั้งอยู่บนส่วนที่สูงที่สุด สามารถมองเห็นทัศนียภาพของเนินเขาลูกเล็ก ลูกน้อย ไล่เลียงกันเป็นทะเลภู แลในเช้าวันที่มีทะเลหมอกด้านล่าง ยังสามารถชมทะเลหมอกได้  จากจุดชมวิวนี้ได้ด้วย

สถานที่ท่องเที่ยวและกิจกรรมที่น่าสนใจ : จุดชมวิวไปรษณีย์เขาค้อ, เขาตะเคียนโง๊ะ, วัดกองเนียม, กังหันลม, ไร่สตรอเบอรี่, พระตำหนักเขาค้อ, ฐานอิทธิ, วัดพระธาตุผาซ่อนแก้ว

ดอยเสมอดาว 

ดอยเสมอดาว สถานที่สุดโรแมนติกแห่งเมืองน่าน ที่คนมีคู่ไปได้ คนไร้คู่ไปเที่ยวก็ดี เพราะบางทีอาจจะได้ไปเจอเนื้อคู่ที่นั่นก็ได้ เวลาลมหนาวพัดมาแบบนี้ ยิ่งทำให้ดอยเสมอดาวมีเสน่ห์ ท้องฟ้าไม่ว่าจะกลางวันหรือกลางคืนก็จะปลอดโปร่ง มองเห็นสายหมอก ดอกหญ้า และทะเลดาวได้อย่างชัดเจน อากาศเย็น ๆ บรรยากาศเงียบสงบ ได้อยู่กับตัวเองอย่างเต็มที่

บริเวณจุดชมวิวดอยเสมอดาวจะเป็นแนวสันเขายาว เปิดโล่งกว้าง ถ้ามองไปทางด้านหน้าจะพบกับขุนเขามากมาย และสายน้ำแม่น้ำน่าน ซึ่งนักท่องเที่ยวจะได้ชมพระอาทิตย์ขึ้นและทะเลหมอกได้จากบริเวณนี้ และยามค่ำคืนก็จะสามารถมองเห็นดวงดาวเต็มท้องฟ้า เสมือนกับว่าสามารถเอามือไปเก็บดาวได้เลยทีเดียว นั่นจึงทำให้ที่นี่เหมาะกับคำว่า “ดอยเสมอดาว” ส่วนการชมพระอาทิตย์ตกดินสามารถชมได้จากผาหัวสิงห์ ซึ่งอยู่ในบริเวณใกล้เคียง

“ดอยเสมอดาว” ตั้งอยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติศรีน่าน ตำบลศรีสะเกษ อำเภอนาน้อย จังหวัดน่าน เป็นสถานที่ที่อยากแนะนำให้มาสักครั้งในชีวิต ถ้าคุณอยากเจอสวรรค์บนดิน การเดินทางนั้นนอกจากรถยนต์ส่วนตัวก็สามารถนั่งรถประจำทางสายกรุงเทพฯ-เวียงสา จากสถานีขนส่งหมอชิตมาลงที่อำเภอเวียงสา จังหวัดน่าน จากนั้นนั่งรถประจำทางท้องถิ่นจากอำเภอเวียงสาไปยังอำเภอนาน้อย เมื่อไปถึงตัวเมืองอำเภอนาน้อยให้ถามชาวบ้าน เพราะจะมีรถรับจ้างและมอเตอร์ไซค์รับจ้างพาขึ้นไปยังดอยเสมอดาว ราคาเริ่มต้นมีตั้งแต่ 300-500 บาท หรือเหมากันไปถ้ามาหลายคน แล้วอย่าลืมนัดให้มารับวันกลับด้วย โชคดีหน่อยจะมีรถของเจ้าหน้าที่อุทยานฯ วิ่งผ่านอีกด้วย เอาเป็นว่าไม่ได้เดินทางลำบากจนเกินไป และใครๆ ก็มาได้

สำหรับเรื่องของที่พักนั้น แน่นอนว่าต้องกางเต็นท์ ทางอุทยานมีเต็นท์พร้อมอุปกรณ์ให้เช่า 2 แบบ คือ เต็นท์สำหรับนอน 3 คน ราคา 405 บาท และเต็นท์สำหรับนอน 2 คน ราคา 345 บาท แต่ถ้าใครต้องการนำเต็นท์ไปเอง ทางอุทยานจะเก็บค่าธรรมเนียมคนละ 30 บาทเท่านั้น สำหรับใครที่กังวลเรื่องห้องน้ำก็หายห่วงได้เลย เพราะบริเวณดอยเสมอดาวมีห้องน้ำไว้บริการด้วย ถึงแม้ช่วงนี้จะเป็นหน้าฝนแต่ก็ยังเที่ยวได้ เพราะบนดอยมีอากาศเย็นตลอดทั้งปีและสวยงามไปอีกแบบ

ไฮไลต์ของดอยเสมอดาว ก็คือ วิวทิวทัศน์ยอดเขาน้อยใหญ่ไกลสุดลูกหูลูกตา พร้อมทั้งแม่น้ำน่านที่อยู่เบื้องล่าง เมื่อยืนอยู่บริเวณจุดชมวิวจะสามารถมองเห็นขุนเขาโดยรอบได้อย่างชัดเจน บรรยากาศเงียบสงบ เพราะที่นี่สูงจากระดับน้ำทะเล 888 เมตร โดยเฉพาะยามค่ำคืนที่คุณจะรู้สึกได้ว่ามีเพียงธรรมชาติเท่านั้นที่อยู่รอบๆ ตัว เบื้องล่างคือขุนเขา ป่าไม้ ส่วนด้านบนก็เป็นทะเลดาว ให้นอนนับกันแบบไม่จบสิ้น ใครที่มาเป็นคู่รับรองว่าฟินแน่ๆ เพราะมันสุดแสนจะโรแมนติกอ่

นอกจากนอนนับดาวแล้ว ตื่นเช้ามาก็ยังแถมทะเลหมอกกับวิวพระอาทิตย์ขึ้นแบบสวยๆ อีกต่างหาก เรียกว่ามาที่เดียวครบ อีกอย่างสำหรับคนที่ชอบถ่ายรูปแล้วล่ะก็ บอกเลยที่ดอยเสมอดาวมีมุมสวยให้เพียบ รู้แบบนี้แล้วจะมีเหตุผลอะไรที่จะไม่ไปเที่ยวกันล่ะ เพราะแค่ไปนอนนับดาวตกแล้วอธิษฐาน ก็คงขอพรกันได้ถึงชาติหน้าแล้วล่ะ!!!

เป็นแนวสันเขาซึ่งมีความสูงไม่มากนัก โดยสูงจากระดับน้ำทะเลปานกลางประมาณ 888 เมตร แต่สามารถชมวิวทิวทัศน์ยอดเขาน้อยใหญ่ได้ไกลสุดลูกหูลูกตา พร้อมทั้งแม่น้ำน่านที่อยู่เบื้องล่าง เมื่อยืนอยู่บริเวณจุดชมวิวจะสามารถมองเห็นขุนเขาโดยรอบได้อย่างชัดเจน บรรยากาศเงียบสงบ โดยเฉพาะยามค่ำคืนที่คุณจะรู้สึกได้ว่ามีเพียงธรรมชาติเท่านั้นที่อยู่รอบ ๆ ตัว เบื้องล่างคือขุนเขา ป่าไม้ ส่วนด้านบนก็เป็นทะเลดาว คำว่าโรแมนติกจึงใช้ได้กับที่นี่แน่นอน

เขาตะเคียนโง๊ะ
ตั้งอยู่ในตำบลหนองแม่นา อำเภอเขาค้อ จังหวัดเพชรบูรณ์ เป็นจุดชมวิวที่สวยที่สุดอีกแห่งหนึ่งบนเขาค้อ ที่สามารถ สามารถชมทะเลหมอกได้รอบทิศแบบ 360 องศา พร้อมบรรยากาศของพระอาทิตย์ขึ้นในยามเช้า จากจุดชมวิวเขาตะเคียนโง๊ะสามารถมองเห็นวิวทิวเขาอันสวยงามที่อยู่เบื้องหน้าเป็นเขาปู่ เขาย่า ที่มีรูปทรงคล้ายภูเขาไฟฟูจิ รวมถึงผืนป่าของเขาค้อและเส้นทางถนนที่ทอดยาวมายังจุดชมวิวที่อยู่เบื้องล่างด้วยครับ ถ้าเราอยากจะมาชมทะเลหมอก
แนะนำให้เดินทาง มาช่วงตี 5-7 โมงเช้า เราจะได้ชมพระอาทิตย์ขึ้นจากบนยอดเขาด้วย หรือไม่ก็ สามารถนำเต้นท์มากาง พักผ่อนบนยอดเขาได้เลยครับ ไม่อันตราย มีห้องน้ำให้เข้า เสียค่าธรรมเนียมไม่กี่บาท เนื่องจากมี เจ้าหน้าที่ของหมู่บ้านมาช่วยดูแล เขาตะเคียนโง๊ะ เสียค่าบำรุงสถานที่คนละ 10 บาท (กรณีไม่ได้นอนค้างคืน) ไม่มีที่พักบริเวณเขาตะเคียนโง๊ะ มีเพียงเต็นท์ให้บริการ หลังละ 450 บาท พักได้ 2-3 คน หากนำเต็นท์มาเอง คิดค่าพื้นที่กางเต็นท์คนละ 100 บาท มีบริการห้องสุขา 3 ห้อง และห้องอาบน้ำ 1 ห้อง ไม่มีร้านอาหาร ควรเตรียมมาเอง แต่ในช่วงเช้ามีน้ำร้อน กาแฟ โอวัลติน มาม่า จำหน่าย


สถานที่ : เขาตะเคียนโง๊ะ จ.เพชรบูรณ์
ไฮไลท์ : ทะเลหมอก 360 องศา
การเดินทาง : รถยนต์จากบริเวณเขาค้อ ไปยังถนนหมายเลข 2258 ประมาณ 25 กิโลเมตร จะถึงทางสี่แยกรื่นฤดี ให้ตรงไปทางพระตำหนักเขาค้อประมาณ 6 กิโลเมตร ผ่าน ภูแม่ย่า ผ่านเกษตรที่สูง ผ่านวัดไชยชุมพล ขับตรงไปเรื่อยๆ จะเห็นป้ายจุดชมวิวเขาตะเคียนโง๊ะ มีทางเข้าเล็กๆ ขึ้นไปยังจุดชมวิว เส้นทางเป็นทางราดยางไปจนถึงจุดชมวิว รถทุกชนิดสัญจรได้
ข้อมูลติดต่อ : เบอร์โทร 087 075 2467 , 098 746 3863 , 063 995 9822

ภูทับเบิก

ภูทับเบิก ตั้งอยู่ที่ตำบลวังบาล จ. เพชรบูรณ์ ที่มีความสูงจากระดับน้ำทะเลประมาณ 1,768 เมตร ซึ่งเป็นจุดสูงสุดของจังหวัด เพชรบูรณ์ ภูมิประเทศมีความงดงามเป็นที่กล่าวถึง เป็นความงามของทะเลภูเขาตามธรรมชาติป่าไม้ อุดมสมบูรณ์ อากาศบริสุทธ์ เย็นสบายตลอดปี ในตอนเช้ามีหมอกและกลุ่มเมฆตัดกับยอดภูสีเขียว มีไร่กะหล่ำปลีที่ปลูกลดหลั่นไปตามไหล่เขา ภูทับเบิกเป็นสถานที่ ที่มีความสำคัญมากที่หนึ่ง เพราะเป็นจุดรองรับน้ำฟ้ากลางหาว

เป็นยอดเขาที่สูงที่สุดในจังหวัดเพชรบูรณ์ เพิ่งเปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าไปสำรวจท่องเที่ยวได้ไม่นานนัก แต่ก็สามารถสร้างความตื่นตาตื่นใจให้กับผู้ที่ไปเยือนได้เป็นอย่างมาก ด้วยระดับความสูง 1,768 จากระดับน้ำทะเลปานกลาง อุณหภูมิที่หนาวเย็นทั้งปีบนยอดภู และไร่กะหล่ำปลี ที่กว้างใหญ่สุดลูกตา กินบริเวณยอดภูหลายลูก

ภูทับเบิกเป็นชื่อของ หมู่บ้านม้งทับเบิก ซึ่งเป็นหมู่บ้านชาวเขาเผ่าม้ง บนภูเขาสูงของจังหวัดเพชรบูรณ์ ในตำบลวังบาล อำเภอหล่มเก่า ซึ่งห่างจากตัวอำเภอประมาณ 40 กม. และห่างจากตัวจังหวัดเพชรบูรณ์ประมาณ 100 กม. ชาวม้งที่นี่มีอาชีพทำการเกษตรเป็นหลัก พืชผักที่มีการปลูกมากที่สุด ก็คือกะหล่ำปลี ซึ่งมีการจัดสรรที่ดินทำกินสำหรับการปลูกกะหล่ำปลีหลายพันไร่บนยอดเขาสูง ทำให้ในช่วงฤดูฝน มีกะหล่ำปลีผุดขึ้นละลานตาเต็มภูเขา โดยเฉพาะในช่วงเดือนกรกฎาคม-สิงหาคม และช่วงเดือน ตุลาคม-พฤศจิกายน ของทุกปี

สถานที่ : ภูทับเบิก จ.เพชรบูรณ์
ไฮไลท์ : พบทะเลหมอกได้ง่ายสุดๆ
การเดินทาง : จากกรุงเทพฯ ถึง จังหวัดเพชรบูรณ์ ผ่านตัวเมืองมุ่งหน้าไปทางอ.หล่มสัก ก่อนถึงแยกพ่อขุนประมาณ 10 กม. ให้เลี้ยวซ้ายเข้าทางเลี่ยงเมืองสาย 21 (เลยปั๋ม คาลเท็กซ์ไป 200 ม.) ขับรถไปอีก 6-7 กม. ถึงสี่แยกกกโอ ให้เลี้ยซ้ายไปทางพิษณุโลก ตรงไปประมาณ 1-2 กม. ถึงสี่แยกไฟแดง หากตรงไปจะขึ้นไปเขาค้อ และพิษณุโลก ให้เลี้ยวขวา เข้าถนนสาย 2372 ตรงไป ประมาณ 13-15 กม. มีป้ายบอกทางภูทับเบิก-ภูหินร่องกล้า ให้เลี้ยวซ้ายเข้าถนนทางหลวงหลายเลข 2331 ไปภูทับเบิก ขับไปตามเส้นทาง ซึ่งเป็นทางขึ้นเขา ระยะทางประมาณ 17.7 กิโลเมตร 

ข้อมูลติดต่อ : วิสาหกิจชุมชนท่องเที่ยวภูทับเบิก 085-733-9737

ภูกระดึง

ว่ากันว่า….หากอยากพิสูจน์รักแท้ให้พาคนที่เรารักไปร่วมพิสูจน์รักด้วยการเดินทางพิชิตยอดภูของ อุทยานแห่งชาติภูกระดึง และถ้าหากเขาคนนั้นสามารถร่วมเดินทางไปกับคุณจนกระทั่งถึงยอดดอย และคอยช่วยเหลือดูแลกันและกันเป็นอย่างดีแล้วละก็ เขาก็คือรักแท้ของเราเป็นแน่แท้ !!!

ภูกระดึง : เป็นอุทยานแห่งชาติลำดับที่ 2 ของประเทศไทย ตั้งอยู่ในท้องที่ตำบลศรีฐาน อำเภอภูกระดึง จังหวัดเลย เป็นภูเขาหินทรายยอดตัด เป็นที่ราบขนาดใหญ่ มีเนื้อที่ประมาณ 60ตารางกิโลเมตร มีความสูง 400-1,200 เมตร จากระดับน้ำทะเลปานกลางเป็นแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่ได้รับความนิยมมากแห่งหนึ่งของเมืองไทยจุดสูงสุดอยู่ที่บริเวณคอกเมย มีความสูง 1,316 เมตรจากระดับน้ำทะเล
สภาพทั่วไปของภูกระดึง ประกอบไปด้วยพรรณไม้นานาชนิด พันธุ์สัตว์ป่านานาพันธุ์ หน้าผา ทุ่งหญ้า ลำธาร และน้ำตกอีกทั้งยังเป็นพื้นที่ต้นน้ำของลำน้ำพองซึ่งเป็นลำน้ำสายสำคัญสายหนึ่งของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ด้วยความสูงบรรยากาศ และสภาพอากาศที่เย็นสบายตลอดปีบนยอดภูกระดึง โดยเฉพาะในช่วงฤดูหนาวอุณหภูมิอาจลดต่ำจนถึง 0 องศาเซลเซียสจึงเป็นแรงจูงใจให้นักท่องเที่ยวปรารถนาและหวังจะเป็นผู้พิชิตยอดภูกระดึงสักครั้งหนึ่งในชีวิต

…นี่คือตำนานคำกล่าวขานที่มักได้ยินเสมอ ๆ เมื่อเอ่ยถึง “ภูกระดึง” หรือ “อุทยานแห่งชาติภูกระดึง” ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะการที่เราจะขึ้นไปถึงยอดดอยได้ต้องเดินเท้าเป็นระยะทางกว่า 9 กิโลเมตร คือขึ้นเขา 5 กิโลเมตรบวกทางราบอีกประมาณ 3-4 กิโลเมตร (โห…ไหวไหมเนี่ย)ซึ่งนอกจากจะมีคู่รักไปพิสูจน์รักแท้แล้ว ภูกระดึง มักจะได้รับความนิยมในการไปแบบกลุ่มเพื่อน ๆ อีกด้วยและทุกคนที่ได้ไปสัมผัสต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า ตอนเดินเหนื่อยมาก ๆแต่พอได้ไปสัมผัสกับธรรมชาติข้างบน ภูกระดึง แล้วคุ้มค่าสุด ๆ

ใครสนใจที่ไหนเป็นพิเศษหน้าหนาวนี้จัดการลุยเล๊ยยย ไปท้าลมหนาวกันดีกว่า

#แชร์วนไป #ที่เที่ยว #หน้าหนาว #แบกกล้องเที่ยว

LEAVE A REPLY

Please enter your comment!
Please enter your name here