ภูสอยดาว เป็นอีกหนึ่ง Location น่าจะเป็นที่ชื่นชอบของหลายๆคน  ผมว่าที่นี่เป็นอีกที่นึงที่มีครบ ชมหมอก วิ่งเล่นในสวนดอกหงอนนาค เล่นน้ำตก กางเต็นท์ นอนดูดาว รวมๆ แล้วมีเสน่ห์สุดๆ สร้างความประทับใจให้ผู้มาเยือนอย่างไม่เคยลืมเลือน

พวกเราเดินทางออกจากกรุงเทพประมาณ 4 ทุ่ม มุ่งหน้าสู่อุทยานแห่งชาติภูสอยดาว เส้นทางที่พวกเราขับรถผ่านนครสวรรค์ เข้าสู่พิษณุโลกแล้วมุ่งหน้าสู่อำเภอวัดโบสถ์แล้วเลี้ยวขวามุ่งหน้าสู่อุทยานแห่งชาติภูสอยดาว ใช้เวลาเดินทางประมาณ 7-8 ชม มาถึงตัวอุทยานก็ตี 5 อาบน้ำแปรงฟันเตรียมตัวเดินพิชิตลานสนภูสอยดาวกัน

8 โมงเช้าเจ้าหน้าที่จะมารับลงทะเบียน จ่ายค่าใช้จ่ายต่างๆ ชั่งของที่จะให้ลูกหาบให้เรา ใช้เวลาตรงนี้ไม่นาน พวกเราก็นั่งรถของเจ้าหน้าที่ไปยังจุดเริ่มเดิน จะอยู่บริเวณน้ำตกภูสอยดาว พวกเรามาทานข้าวเช้า และสั่งอาหารมื้อเที่ยงใส่ถุงไปทานระหว่างทางจากร้านค้าบริเวณน้ำตก

เตรียมของเสร็จแล้ว พร้อม!!! พวกเราลุยกันได้เลย การเดินเท้าพิชิตลานสนระยะทางประมาณ 6.5 กิโลเมตร เราจะผ่านเนินต่างๆ ทั้งหมด 5 เนิน >>เนินส่งญาติ >>เนินปราบเซียน >>เนินป่าก่อ >>เนินเสือโคร่ง >>เนินมรณะ ซึ่งเป็นเนินสุดท้ายลาดชันที่สุด

ช่วงแรกของการเดิน จะเป็นทางเดินที่เลาะริมน้ำตก จะเป็นพื้นราบบ้าง ทางที่ต้องเดินขึ้นเนินขึ้นเขาบ้างสลับกันไป ใครใช้ AIS เดินไปเล่นเกมไป มีสัญญาณเกือบตลอดทาง เดินช่วงแรกเหมือนเป็นการยืดกล้ามเนื้อไปเรื่อยๆ เวลาเดินป่าพวกเราจะมีสเปรย์ช่วยเวลามีอาการปวดขาปวดกล้ามเนื้อที่เราจะติดตัวไปเสมอ คือ UNIREN SPRAY

เมื่อเดินไปถึงเนินส่งญาติ คิดว่าเริ่มเข้าใจความหมายของคำว่าเนินส่งญาติขึ้นมาทันที (อยากจะแค่มาส่งญาติเหมือนกัน แต่ถึงจุดนั้น กลับตัว ก็คงไม่ทันแล้ว) จากเส้นทางที่เดินเป็นทางที่ค่อนข้างชันมาก และมีบันไดเหล็กสีเขียว ให้ตะปีนตะปายขึ้นไป ทางมันชันมาก ทำให้เราเหมือนจะหมดแรงเดินไปเฉย ๆ ขอย้ำว่าการออกกำลังกาย ฟิตร่างกายมาก่อนให้พร้อม สำคัญมาก!! เทคนิคของผมก่อนเดินจะยืดกล้ามเนื้อก่อน เพื่อลดโอกาสการเป็นตะคริว

เ นิ น ป ร า บ เ ซี ย น  ระยะทางประมาณ 780 เมตร เป็นทางสูงชัน แล้วพวกเราก็โดนเซียนเล่นงาน เพื่อนเราคนนึงข้อเท้าแพลง พระเอกของเราได้เวลาทำงาน นั่งลงยืดกล้ามเนื้อ ใช้ UNIREN SPRAY พ่นมีกลิ่นหอมคล้ายๆ เมนทอลขวดเล็ก ถือว่าโอเคกับการบรรเทาปวดเลย ตอนพ่นก็จะรู้สึกเย็น ยาจะค่อยๆ ซึมเข้าผิวหนัง ใช้ระหว่างที่ปวดข้อเท้าร่วมกับการยึดกล้ามเนื้อไปด้วย แปบเดียวก็สามารถเดินต่อได้เลยครับ

เ นิ น ป่ า ก่ อ เป็นช่วงทางเดินที่ไม่ชันมาก มองไปรอบๆ จะเต็มไปด้วย “ต้นก่อ” หรือ “ต้นโอ๊ก” ในต่างประเทศ เป็นต้นไม้ที่ให้ความเอื้ออาทร เป็นอาหาร ที่พักอาศัย แก่สรรพชีวิตในป่า จึงได้รับการยกย่องให้ “ก่อ” เป็นเสมือนราชาแห่งป่าดิบเขา

เ นิ น เ สื อ โ ค ร่ ง ระยะทางประมาณ 200 เมตร ชื่อเนินมาจาก “ต้นกำลังเสือโคร่ง” เปลือกของลำต้นใช้เป็นยาสมุนไพรบำรุงกำลัง ทำให้เจริญอาหาร ขับลมในลำไส้ บำรุงเส้นเอ็นให้แข็งแรง แก้ปวดเมื่อยตามร่างกาย มีกลิ่นหอมคล้ายการบูร

 

ผ่านมาจนถึงเนินสุดท้าย แม่เจ้าโว้ยย แค่ชื่อก็สยองแล้ว “ เ นิ น ม ร ณ ะ “ ช่วงสุดท้ายก่อนถึงลานสน ระยะทางประมาณ 1,410 เมตร เป็นช่วงที่ชันที่สุดของเส้นทางภูสอยดาว และมีวิวภูเขา และทะเลหมอกจางๆ ให้ได้ชื่นชม…..หรอออ  เดินได้ 3 ก้าวพัก 3 ก้าวพัก วนไปแบบนี้ เหนื่อยแทบขาดใจ ไม่มีแรงแม้แต่จะหยิบกล้อง       ขึ้นไปเรื่อยๆพวกเราก็เริ่มตะคริวกันไปเรื่อยๆ ก็อาศัยการยืดกล้ามเนื้อร่วมกับการใช้ UNIREN SPRAY บรรเทาอาการปวด ลดอักเสบ ค่อยๆเดินไปจนถึงลานสน สำเร็จสักทีภารกิจพิชิตลานสนของพวกเรา

ขึ้นมาถึงก็เวลาเย็นๆแล้วครับ สิ่งที่ทำให้เราหายเหนื่อยได้มากคือ “ ด อ ก ห ง อ น น า ค “  บานเต็มลานสนเลยครับ หมอกจางๆคลุมยอดดอย บรรยากาศฟินมาก แต่เวลาเย็นมากแล้วพวกเรารีบไปกางเต็นท์ ทำกับข้าว พักผ่อน พรุ่งนี้เราจะตะลุยลานสน วิ่งเล่นกลางทุ่งดอกหงอนนาค แล้วก็ไปลุยน้ำตกกันครับ

หลังจากทานข้าวเย็นเสร็จ นอนพักผ่อน คุยกันตามภาษาเพื่อนๆ แบ่งกันไปอาบน้ำ แล้วก็มีเสียงตื่นเต้นๆ มาเรียกผม มึงๆๆๆ ช้างๆๆๆ มาดูดิ๊ใช่ป่าวๆๆๆ ผมนี่เด้งเลย ขาตึงจากการเป็นตะคริวหายเป็นปลิดทิ้ง คว้ากล้องวิ่งเข้าทุ่งลาเวนเดอร์… ไม่ช่ายยย!!!! วิ่งเข้าลานสน หาที่มืด ถ่ายทางช้างเผือกกัน ได้ช้างมาตัวเบ้อเริ่มเลยครับ ฟินๆก่อนนอน ฝันดีราตรีสวัสดิ์ครับ

เช้าแล้วเราตื่นแต่เช้า ไปเข้าห้องน้ำ 555+ แล้วมานอนต่อ… ไม่ใช่ล่ะ ไปดูพระอาทิตย์ขึ้นกัน พวกเราเดินไปบริเวณ หลักเขตไทย- ลาว เป็นหลักเขตที่ปักปันเขตแดนแบ่งระหว่างประเทศไทยและประเทศลาว เห้ย!!นี่เราอยู่ติดประเทศลาวเลยย มาชมฟ้าสวยๆ พระอาทิตย์ขึ้นจากฝั่งลาวกัน ว่าแต่ฟ้าปิด ไม่เห็นพระอาทิตย์ไข่แดง พวกเราเลยถ่ายรูปดอกหงอนนาคเล่นกัน

ดอกหงอนนาคจะหุบในตอนเช้าและจะบานเมื่อเจอแสงแดด ส่วนล่างของดอกมักมีน้ำค้างติดอยู่ทุกดอก จึงมีอีกชื่อว่า น้ำค้างกลางเที่ยง โดยดอกหงอนนาคจะมีทั้งสีม่วงอ่อนหรือม่วงน้ำเงิน สีขาว และสีชมพู ซึ่งค่อนข้างหายาก ส่วนกลางของดอกมักมีหยดน้ำติดอยู่ เป็นที่มาของชื่อน้ำค้างกลางเที่ยง ดอกไม้ชนิดนี้จะเบ่งบานจนเป็นทุ่งดอกไม้ใหญ่ในช่วงฤดูฝน ซึ่งทุ่งดอกหงอนนาคที่ภูสอยดาว เป็นทุ่งดอกหงอนนาคที่ใหญ่ที่สุดของประเทศ ช่วงเวลาชมดอกหงอนนาคที่ดีที่สุดคือ ระหว่างเดือนสิงหาคมถึงเดือนตุลาคม

สายๆพวกเราเตรียมพร้อม ยืดกล้ามเนื้อ ใช้ยา UNIREN SPRAY บรรเทาอาการปวดและลดอาการอักเสบของกล้ามเนื้อ เพื่อไปลุยน้ำตกธารทิพย์กัน น้ำตกธารทิพย์ เป็นน้ำตกขนาดเล็ก มี 7 ชั้น ความสูงแต่ละชั้นประมาณ 5-10 เมตร สภาพป่าโดยรอบน้ำตกมีความชุ่มชื้นมากจึงมีมอสสีเขียว ขึ้นปกคลุมทั่วไปตามก้อนหินริมน้ำ สามารถเดินทางได้จากลานสน ทางลาดชันพอสมควรเลย

บ่ายๆพวกหาที่บรรยากาศดีๆ ใต้ต้นไม้ นอนเล่น ถ่ายภาพดอกหงอนนาค บรรยากาศบนภูสอยดาวนี่ดีจิงๆ มีหมอกลอยไปมา ลมพัด อากาศเย็นสบาย เสียอย่างตัวคุ่นเยอะ โดนมันกัดนี่คันฝุดๆเลยยย

วันนี้พวกเราทำกับข้าวกันเร็ว เพื่อเย็นนี้เราจะล่าแสงเย็น ต่อด้วยล่าช้าง มโนไปเรื่อย ฟ้าปิดทั้งวัน 555+ ตกเย็นพวกเรายังไม่สิ้นหวัง ไปนั่งรอพระอาทิตย์ตกกัน หมอกลอยไปลอยมา บรรยากาศมันใช่ ซักพัก เฮ้ย!! ฟ้าระเบิดเฉยเลย ได้ภาพฟ้างามๆคู่กับต้นสนที่ลานสนมาฝากเพื่อน

พระอาทิตย์ลับขอบฟ้า แต่ฟ้าก็ยังครึ้มๆ ดาวไม่ออกมาซักที คืนนี้คงไม่มีแสงดาว…..พวกเราเริ่มถอดใจ กำลังจะเดินกลับ เฮ้ยๆๆๆ เฮ้ย!!อีกแล้ว ฟ้าเปิดวุ้ยยย ดาวมาแล้ววว ทางช้างเผือกก็มาาา  ทริปนี้ยกให้เป็นทริปที่ฟ้าเป็นใจสุดๆ ทริปนึงเลยครับ คืนนี้นอนหลับฝันดี พักร่างกัน พรุ่งนี้เราจะกลับกันแล้ว

เช้าตื่นมาทำกับข้าวกินกัน เคลียให้บาง ไม่แบกอะไรลงทั้งนั้น 555+                  แล้วไปถ่ายรูปที่หลักเขตไทย- ลาว กันก่อนกลับ

ขากลับพวกเรารีบลงกันนึสนึงครับเผื่อจะไปได้หมอกลอยสวยๆที่เนินมรณะ ที่ขาขึ้นพวกเราไม่ได้ถ่ายรูปมาเลย แค่เดินยังแย่ 555+ เนินมรณะยามเช้านี่สวยไม่ธรรมดา หมอกลอยเป็นสายให้เราได้ถ่ายรูปกัน พร้อมกับเดินลงแล้วคิด เราขึ้นมาได้ไงเนีย

ใช้เวลาไม่นาน ต่างจากขาขึ้น ใช้เวลานานมากกก เราก็มาถึงตีนดอย เย้ๆๆๆ เราพิชิตลานสนภูสอยดาวแล้ววว

สิ่งที่ควรนำไปด้วย
– ชุดเดินป่า เสื้อแขนยาว กางเกงขายาว ควรเบาสบาย
– รองเท้าเดินป่า (จะเป็นแบบแตะรัดส้นหรือผ้าใบก็ได้ แต่ดอกยางหนาและลึกๆ สำหรับกันลื่น)
– ถุงนอน หมวก, ร่มกันฝน
– รองเท้าสวมสบาย (ใส่เดินรอบๆ แค้มป์)
– เสื้อกันหนาว ขนาดบางๆ (กลางคืนประมาณ 15-18 องศา)
– ไฟฉาย (จำเป็นมาก เพราะข้างบนไม่มีไฟฟ้า กลางคืนเดินไปห้องน้ำจะมืดมาก)
– ของใช้ส่วนตัว
– ยูนิเรน สเปรย์ เป็นยาบรรเทาปวดกล้ามเนื้อแบบสเปรย์ (พกง่าย ไม่เลอะมือ เหมาะกับการมาทริปเดินป่ามาก)
– ยาประจำตัว พลาสเตอร์ยา สเปรย์กันทากและแมลง
– อย่าลืมกล้องถ่ายรูปที่ไว้เก็บภาพสวยๆ กันนะครับ

 

สิ่งที่ควรรู้ก่อนไปภูสอยดาว
– บนภูสอยดาว ไม่มีไฟฟ้า ไม่มีร้านค้า ไม่มีร้านอาหาร
– ห้องน้ำ เป็นแบบมิดชิด แต่ต้องตักน้ำจากลำธาร ขึ้นมาใช้เอง ทั้งอาบและขับถ่าย
– น้ำดื่ม เป็นน้ำฝน ผ่านเครื่องกรอง สะอาดปลอดภัย (ใครดื่มน้ำฝนไม่ได้ ต้องเตรียมน้ำไปเองให้พอทั้ง 3 วัน)
– น้ำใช้ เป็นน้ำในลำธาร สีอาจจะไม่ใสมากนัก แต่ก็สะอาดปลอดภัย
– สัญญาณโทรศัพท์มือถือ มีเฉพาะบางจุดเท่านั้น (AIS)
– ภูสอยดาว มีโอกาสเจอฝนถึง 70% ต้องเตรียมใจไปเปียก บางทีเจอฝนทั้งวันทั้งคืน
– การเดินป่า ขึ้นเขา ควรมีร่างกายที่แข็งแรง ควรออกกำลังกายต่อเนื่อง ประมาณ 1 เดือนก่อนเดินทาง
– ทางไปน้ำตก อาจจะมีทากบ้าง แต่ไม่เยอะมาก
– ภูสอยดาว มีแมลงชนิดหนึ่ง ชื่อว่า “คุ่น” มีเยอะมาก บางท่านอาจจะแพ้ได้
– การท่องเที่ยวธรรมชาติ ไม่ควรคาดหวังมากนัก เพราะเราควบคุมธรรมชาติไม่ได้