14 กุมภา กับ 14 สถานที่คนโสดโปรดหลีกเลี่ยง

14 กุมภาวันแห่งความรัก

สำหรับคนมีคู่ก็คงเป็นวันที่อิ่มเอมไปด้วยความรักจากคู่รัก แล้วคนไม่มีคู่ละ!!! คนมีคู่ก็มีความสุขได้นะจ๊ะแต่ว่าช่วงนี้ถ้าไม่อยากเจอภาพบาดใจก็หลีกเลี่ยงสถานที่สวีทๆกันหน่อยเน๊าะ อิอิวันนี้ เราเลยมี 14 สถานที่ คนโสด โปรดหลีกเลี่ยงมาแนะนำ… เพราะถ้าไปแล้ว อาจจะเจอภาพบาดตา บาดใจได้…แต่ถ้าใครลุยเดี่ยวไป ก็อาจได้เจอเนื้อคู่ เหมือนกับแอดมินก็เป็นไปได้นะ… มาเริ่มที่สถานที่คนโสดโปรดหลีกเลี่ยงแห่งแรกกันดีกว่า ถ้าพูดถึงสถานที่เที่ยวยอดนิยมของคนไทยนั้น หนีไม่พ้น ทะเล น้ำตก ภูเขา เพราะประเทศเรามีที่สวยๆ หลายแห่ง แต่ขอบอกเลยว่าที่ที่ แบกกล้องเที่ยว จะพาไปวันนี้ ขอบอกเลยว่ามันสุดแสนจะโรแมนติกมากๆ…

1. ดอยเสมอดาว 

ดอยเสมอดาว สถานที่สุดโรแมนติกแห่งเมืองน่าน ที่คนมีคู่ไปได้ คนไร้คู่ไปเที่ยวก็ดี เพราะบางทีอาจจะได้ไปเจอเนื้อคู่ที่นั่นก็ได้ เวลาลมหนาวพัดมาแบบนี้ ยิ่งทำให้ดอยเสมอดาวมีเสน่ห์ ท้องฟ้าไม่ว่าจะกลางวันหรือกลางคืนก็จะปลอดโปร่ง มองเห็นสายหมอก ดอกหญ้า และทะเลดาวได้อย่างชัดเจน อากาศเย็น ๆ บรรยากาศเงียบสงบ ได้อยู่กับตัวเองอย่างเต็มที่

บริเวณจุดชมวิวดอยเสมอดาวจะเป็นแนวสันเขายาว เปิดโล่งกว้าง ถ้ามองไปทางด้านหน้าจะพบกับขุนเขามากมาย และสายน้ำแม่น้ำน่าน ซึ่งนักท่องเที่ยวจะได้ชมพระอาทิตย์ขึ้นและทะเลหมอกได้จากบริเวณนี้ และยามค่ำคืนก็จะสามารถมองเห็นดวงดาวเต็มท้องฟ้า เสมือนกับว่าสามารถเอามือไปเก็บดาวได้เลยทีเดียว นั่นจึงทำให้ที่นี่เหมาะกับคำว่า “ดอยเสมอดาว” ส่วนการชมพระอาทิตย์ตกดินสามารถชมได้จากผาหัวสิงห์ ซึ่งอยู่ในบริเวณใกล้เคียง

“ดอยเสมอดาว” ตั้งอยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติศรีน่าน ตำบลศรีสะเกษ อำเภอนาน้อย จังหวัดน่าน เป็นสถานที่ที่อยากแนะนำให้มาสักครั้งในชีวิต ถ้าคุณอยากเจอสวรรค์บนดิน การเดินทางนั้นนอกจากรถยนต์ส่วนตัวก็สามารถนั่งรถประจำทางสายกรุงเทพฯ-เวียงสา จากสถานีขนส่งหมอชิตมาลงที่อำเภอเวียงสา จังหวัดน่าน จากนั้นนั่งรถประจำทางท้องถิ่นจากอำเภอเวียงสาไปยังอำเภอนาน้อย เมื่อไปถึงตัวเมืองอำเภอนาน้อยให้ถามชาวบ้าน เพราะจะมีรถรับจ้างและมอเตอร์ไซค์รับจ้างพาขึ้นไปยังดอยเสมอดาว ราคาเริ่มต้นมีตั้งแต่ 300-500 บาท หรือเหมากันไปถ้ามาหลายคน แล้วอย่าลืมนัดให้มารับวันกลับด้วย โชคดีหน่อยจะมีรถของเจ้าหน้าที่อุทยานฯ วิ่งผ่านอีกด้วย เอาเป็นว่าไม่ได้เดินทางลำบากจนเกินไป และใครๆ ก็มาได้

สำหรับเรื่องของที่พักนั้น แน่นอนว่าต้องกางเต็นท์ ทางอุทยานมีเต็นท์พร้อมอุปกรณ์ให้เช่า 2 แบบ คือ เต็นท์สำหรับนอน 3 คน ราคา 405 บาท และเต็นท์สำหรับนอน 2 คน ราคา 345 บาท แต่ถ้าใครต้องการนำเต็นท์ไปเอง ทางอุทยานจะเก็บค่าธรรมเนียมคนละ 30 บาทเท่านั้น สำหรับใครที่กังวลเรื่องห้องน้ำก็หายห่วงได้เลย เพราะบริเวณดอยเสมอดาวมีห้องน้ำไว้บริการด้วย ถึงแม้ช่วงนี้จะเป็นหน้าฝนแต่ก็ยังเที่ยวได้ เพราะบนดอยมีอากาศเย็นตลอดทั้งปีและสวยงามไปอีกแบบ

ไฮไลต์ของดอยเสมอดาว ก็คือ วิวทิวทัศน์ยอดเขาน้อยใหญ่ไกลสุดลูกหูลูกตา พร้อมทั้งแม่น้ำน่านที่อยู่เบื้องล่าง เมื่อยืนอยู่บริเวณจุดชมวิวจะสามารถมองเห็นขุนเขาโดยรอบได้อย่างชัดเจน บรรยากาศเงียบสงบ เพราะที่นี่สูงจากระดับน้ำทะเล 888 เมตร โดยเฉพาะยามค่ำคืนที่คุณจะรู้สึกได้ว่ามีเพียงธรรมชาติเท่านั้นที่อยู่รอบๆ ตัว เบื้องล่างคือขุนเขา ป่าไม้ ส่วนด้านบนก็เป็นทะเลดาว ให้นอนนับกันแบบไม่จบสิ้น ใครที่มาเป็นคู่รับรองว่าฟินแน่ๆ เพราะมันสุดแสนจะโรแมนติกอ่

นอกจากนอนนับดาวแล้ว ตื่นเช้ามาก็ยังแถมทะเลหมอกกับวิวพระอาทิตย์ขึ้นแบบสวยๆ อีกต่างหาก เรียกว่ามาที่เดียวครบ อีกอย่างสำหรับคนที่ชอบถ่ายรูปแล้วล่ะก็ บอกเลยที่ดอยเสมอดาวมีมุมสวยให้เพียบ รู้แบบนี้แล้วจะมีเหตุผลอะไรที่จะไม่ไปเที่ยวกันล่ะ เพราะแค่ไปนอนนับดาวตกแล้วอธิษฐาน ก็คงขอพรกันได้ถึงชาติหน้าแล้วล่ะ!!!

2. เกาะทะลุ

เกาะทะลุ ตั้งอยู่ในอำเภอบางสะพานน้อย จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เกาะที่มีหาดทรายขาวและน้ำใส รวมทั้งเป็นจุดด้ำน้ำตื้นชั้นดี มีปลา สวยงามชุกชุม และปะการังหลากหลายชนิด  เหมาะสำหรับผู้รักธรรมชาติที่นิยมดำน้ำชมปะการัง  เกาะทะลุมีรูปร่างยาวรี หัวท้าย แหลม ตั้งอยู่ในแนวเหนือ-ใต้ โดยชายฝั่งด้านตะวันตก คือบริเวณที่มีรีสอร์ท หาดทราย และทิวมะพร้าวร่มรื่น ผิดกับฝั่งด้านตะวันออก ที่หันออกสู่ทะเลไม่มีหาดทรายเป็นผาหินสีแดง  สัญลักษณ์ที่โดดเด่นของเกาะทะลุ คือ  ช่องทะลุ ซึ่งมีลักษณะเป็นโพรงขนาดใหญ่ทะลุ ถึงกันสองด้านแอบอยู่ใต้เพิงผาคล้ายสะพานหิน อันเกิดจากการสึกกร่อนเพราะคลื่นลมกัดเซาะอยู่นับพันหมื่นปี เกาะทะลุเที่ยวได้ ตลอดปี แต่ช่วงที่เหมาะที่สุดช่วงเดือนกุมภาพันธ์-พฤษภาคม ท้องฟ้าใส คลื่นลมสงบ

“เกาะทะลุ“ ต้นกำเนิดโครงการฟื้นฟูทะเลไทย ซึ่งปัจจุบันเป็นแหล่งดำน้ำดูปะการังน้ำตื้นที่สมบูรณ์ที่สุดแห่งหนึ่งของอ่าวไทย ความสวยงามของโลกใต้ท้องทะเลแห่ง “ เกาะทะลุ “ จึงเป็นมนต์เสน่ห์ดึงดูดนักท่องที่ยว ให้เข้ามาสัมผัส พร้อมกับบริการเรือเร็วของบ้านมะพร้าว – เกาะทะลุ เพียง 20 นาที จากฝั่งทะเลก็จะได้สัมผัส “เกาะทะล“ ท่ามกลางธรรมชาติอันบริสุทธิ์ และความเขียวขจีของป่าดิบชื้น ความร่มรื่นของทิวมะพร้าวทอดแนวความยาว 2 กิโลเมตร บนพื้นที่ประมาณ 1,500 ไร่ ของเกาะที่รอให้คุณเป็น “ เจ้าของความสุข “ สำหรับช่วงเวลาการพักผ่อนของท่าน

อ่าวที่น่าสนใจบนเกาะทะลุ   

อ่าวใหญ่  มีความยาวถึง 900 เมตร เป็นหาดยาวที่สุดบนเกาะทะลุ  ทรายละเอียดสามารถลงเล่นน้ำได้ และชมปะการังได้จากหน้าหาด เป็นที่ตั้งของเกาะทะลุไอซ์แลนด์  รีสอร์ท ที่พักเพียงแห่งเดียวบนเกาะ

อ่าวมุก  อ่าวเล็กที่ยาวเพียง 300 เมตร เต็มไปด้วยความสงบร่มรื่นของทิวมะพร้าว

อ่าวเทียน  อ่าวขนาดเล็กอยู่สุดปลายเกาะสามารถเดินเท้าได้จากอ่าวใหญ่  มีโขดหินกระจายอยู่ทั่วไป หาดนี้ไม่มีที่พัก จึงเงียบสงบเป็น ส่วนตัวที่สุด

รายละเอียดเพิ่มเติม
การเดินทางสามารถเดินทางไปยังเกาะทะลุโดยการนั่งเรือท่องเที่ยวออกจากท่าเรือหาดแหลมสน บางสะพานน้อยไปยังเกาะทะลุ จะใช้เวลาในการเดินทางเพียง 30 นาที  หรือถ้าออกเดินทางจากหาดบางเบิดจะใช้เวลาประมาณ 50 นาที สามารถเที่ยวแบบไปเช้า เย็นกลับ โดยซื้อแพคเกจทัวร์จากบริษัททัวร์ในพื้นที่ ซึ่งมีให้บริการหลายเจ้า สามารถค้นหาได้ในทางอินเทอร์เน็ต ราคาแพคเกจ ทัวร์จะอยู่ที่ ประมาณ  400-450 บาท โดยจะเน้นดำน้ำเป็นหลัก ประมาณ 2-3 จุด จะไม่พาขึ้นหาด  โดยเริ่มต้นประมาณ 9 โมง – 12.00 น.

ราคาแพคเกจรวมอาหารกลางวันแบบปิกนิกและเครื่องดื่ม อาจพักค้างคืนบนหาดสน ซึ่งเป็นจุดขึ้นเรือไปเกาะทะลุ มีรีสอร์ทให้บริการในราคาย่อมเยาหลายแห่ง จากนั้นค่อยซื้อทัวร์เกาะทะลุแบบ one day  trip จากบริเวณเส้นทางเข้าหาด  ซึ่งมีออฟฟิศของบริษัททัวร์ดำน้ำให้บริการหลายแห่ง

การเดินทาง
โดยรถยนต์ส่วนตัว
เริ่มจากอำเภอเมืองประจวบฯ-อำเภอบางสะพานน้อย ระยะทาง 110 กม. ใช้ทางหลวงหมายเลข 4 จากนั้น เลี้ยวซ้ายที่ กม. 399 เข้า ถนนสาย 3497 ผ่านโรงพยาบาลและที่ว่าการอำเภอบางสะพานน้อยจนถึงท่าเรือหาดแหลมสน  ซึ่งเป็นท่าเรือไปยังเกาะทะลุเป็นที่ตั้ง ของของทัวร์ต่างๆ ขึ้นอยู่กับว่าทางทัวร์จะนัดชึ้นเรือตรงบริเวณจุดใด
รถประจำทาง
ใช้บริการรถประจำทางจากสายใต้ใหม่ กรุงเทพ บางสะพานน้อย รถจะผ่านท่าเรือเกาะทะลุ

3. บ้านจ่าโบ่

ชุมชนบ้านจ่าโบ่ ตั้งอยู่ไม่ไกลจากแหล่งท่องเที่ยวยอดฮิตอย่างปาย ที่นี่เป็นชุมชนของชาวลาหู่นะ (มูเซอดำ) ที่อพยพโยกย้ายมาจากห้วยยาว และก่อตั้งเป็น “ชุมชนจ่าโบ่” ซึ่งมาจากชื่อของผู้นำหมู่บ้าน เมื่อปี พ.ศ.2521 คนในชุมชนล้วนเกี่ยวดองเป็นญาติกันทั้งหมด และยังคงใช้ภาษาและเครื่องแต่งกายแบบลาหู่
ที่นี่จะมีร้านก๋วยเตี๋ยวห้อยขาและ ร้านกาแฟขายอยู่บริเวณจุดชมวิว ถ้าจะบอกว่าที่นี่ขายอาหารหลักสิบบาทนะ

บ้านจ่าโบ่ A-Bo-Da-ya (อาบูดะยา) ขอกล่าวทักทายเพื่อนๆเป็นภาษาของชาวลาหู่หรือมูเซอ                  ก่อนเลยครับ แปลว่าสวัสดี

ชุมชนบ้านจ่าโบ่  ตั้งอยู่ไม่ไกลจากแหล่งท่องเที่ยวยอดฮิตอย่างปาย ใช้เวลาเดินทางจากปายประมาณ 1 ชั่วโมงกว่า การเดินทางจากปายไปยัง อ.ปางมะผ้า จากนั้นขับตรงไปอีก 12 กิโลเมตร เจอแยกบ้านแม่ระนาเข้าไปยังหมู่บ้านขับรถตรงไปอีก 4 กิโลเมตร เส้นทางทำใหม่ราดยางตลอดทาง สำหรับใครที่ไม่มีรถส่วนตัวก็ต้องอาศัยนั่ง รถตู้ปาย -เมืองแม่ฮ่องสอน หรือนั่งรถแดงโดยสารมาลงหน้าปากทางเข้าหลังจากนั้นอาจโบกรถหรือนัดแนะกับรถในหมู่บ้านให้มารับ

ที่นี่เป็นชุมชนของชาวลาหู่นะ (มูเซอดำ) ที่อพยพโยกย้ายมาจากห้วยยาว และก่อตั้งเป็น “ชุมชนจ่าโบ่” ซึ่งมาจากชื่อของผู้นำหมู่บ้าน เมื่อปี พ.ศ.2521 คนในชุมชนล้วนเกี่ยวดองเป็นญาติกันทั้งหมด และยังคงใช้ภาษาและเครื่องแต่งกายแบบลาหู่ เมื่อมาถึงหมู่บ้านเราก็จะได้เจอกับร้านก๋วยเตี๋ยวห้อยขาซึ่งเป็นร้านขึ้นชื่อของที่นี่ เพราะนอกจากจะมีก๋วยเตี๋ยวแสนอร่อยในราคาหลักสิบให้ได้ทานแล้ว มองไปรอบๆ จะเห็นว่าตั้งอยู่ในมุมที่เหมาะเจาะมองเห็นภูเขาที่สวยงามสลับซับซ้อน และในเวลาเช้าร้านนี้ก็จะเต็มไปด้วยนักท่องเที่ยวที่มารอชมทะเลหมอกและพระอาทิตย์ขึ้น

สถานที่ : บ้านจ่าโบ่ จ.แม่ฮ่องสอน
ไฮไลท์ : นั่งห้อยขากินก๋วยเตี๋ยวชมทะเลหมอก
การเดินทาง : ใช้เวลาเดินทางจากปายประมาณ 1 ชั่วโมงกว่า การเดินทางจากปายไปยัง อ.ปางมะผ้า จ.แม่ฮ่องสอน จากนั้นขับตรงไปอีก 12 กิโลเมตร เจอแยกบ้านแม่ระนาเข้าไปยังหมู่บ้านขับรถตรงไปอีก 4 กิโลเมตร เส้นทางทำใหม่ราดยางตลอดทาง
ข้อมูลติดต่อ : สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมและจองที่พักล่วงหน้า ติดต่อ คุณศรชัย ไพรเนติธรรม ประธานกลุ่มท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์โดยชุมชนบ้านจ่าโบ่ โทร. 080-6775794

4. เขาตะเคียนโง๊ะ

ว่ากันว่าการไปดูทะเลหมอก นอกจากสภาพอากาศที่เอื้ออำนวยแล้ว บางครั้งก็ยังขึ้นอยู่กับดวงด้วย เขาตะเคียนโง๊ะ ก็เช่นกัน บางคนก็บอกว่าไปหลายครั้งก็ยังไม่เคยเจอ เนื่องจากปัจจัยทางธรรมชาติ เช่น ฝนตก ลมแรง ของอย่างนี้ไม่สามารถคาดเดาอะไรล่วงหน้าได้ บอกเลยว่ามาครั้งนี้ของผมและเจน ถือว่าพกดวงกันมาเต็มๆเลยครับ

เขาตะเคียนโง๊ะ

ตั้งอยู่ในตำบลหนองแม่นา อำเภอเขาค้อ จังหวัดเพชรบูรณ์ เป็นจุดชมวิวที่สวยที่สุดอีกแห่งหนึ่งบนเขาค้อ ที่สามารถ สามารถชมทะเลหมอกได้รอบทิศแบบ 360 องศา พร้อมบรรยากาศของพระอาทิตย์ขึ้นในยามเช้า จากจุดชมวิวเขาตะเคียนโง๊ะสามารถมองเห็นวิวทิวเขาอันสวยงามที่อยู่เบื้องหน้าเป็นเขาปู่ เขาย่า ที่มีรูปทรงคล้ายภูเขาไฟฟูจิ รวมถึงผืนป่าของเขาค้อและเส้นทางถนนที่ทอดยาวมายังจุดชมวิวที่อยู่เบื้องล่างด้วยครับ ถ้าเราอยากจะมาชมทะเลหมอก
แนะนำให้เดินทาง มาช่วงตี 5-7 โมงเช้า เราจะได้ชมพระอาทิตย์ขึ้นจากบนยอดเขาด้วย หรือไม่ก็ สามารถนำเต้นท์มากาง พักผ่อนบนยอดเขาได้เลยครับ ไม่อันตราย มีห้องน้ำให้เข้า เสียค่าธรรมเนียมไม่กี่บาท เนื่องจากมี เจ้าหน้าที่ของหมู่บ้านมาช่วยดูแล เขาตะเคียนโง๊ะ เสียค่าบำรุงสถานที่คนละ 10 บาท (กรณีไม่ได้นอนค้างคืน) ไม่มีที่พักบริเวณเขาตะเคียนโง๊ะ มีเพียงเต็นท์ให้บริการ หลังละ 450 บาท พักได้ 2-3 คน หากนำเต็นท์มาเอง คิดค่าพื้นที่กางเต็นท์คนละ 100 บาท มีบริการห้องสุขา 3 ห้อง และห้องอาบน้ำ 1 ห้อง ไม่มีร้านอาหาร ควรเตรียมมาเอง แต่ในช่วงเช้ามีน้ำร้อน กาแฟ โอวัลติน มาม่า จำหน่าย


สถานที่ : เขาตะเคียนโง๊ะ จ.เพชรบูรณ์
ไฮไลท์ : ทะเลหมอก 360 องศา
การเดินทาง : รถยนต์จากบริเวณเขาค้อ ไปยังถนนหมายเลข 2258 ประมาณ 25 กิโลเมตร จะถึงทางสี่แยกรื่นฤดี ให้ตรงไปทางพระตำหนักเขาค้อประมาณ 6 กิโลเมตร ผ่าน ภูแม่ย่า ผ่านเกษตรที่สูง ผ่านวัดไชยชุมพล ขับตรงไปเรื่อยๆ จะเห็นป้ายจุดชมวิวเขาตะเคียนโง๊ะ มีทางเข้าเล็กๆ ขึ้นไปยังจุดชมวิว เส้นทางเป็นทางราดยางไปจนถึงจุดชมวิว รถทุกชนิดสัญจรได้
ข้อมูลติดต่อ : เบอร์โทร 087 075 2467 , 098 746 3863 , 063 995 9822

5. ผาตั้ง

รถไปถึง … อากาศดี เดินนิสเดียว ไม่กี่ร้อยเมตร ก็ได้เจอทะเลหมอกแล้วว ดอยผาตั้งไงละ !! ดอยผาตั้ง เป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงแห่งหนึ่งในจังหวัดเชียงราย อยู่ในเขตตำบลปอ อำเภอเวียงแก่น จังหวัดเชียงราย ดอยผาตั้งเป็นยอดดอยอยู่ในเทือกเขาหลวงพระบาง สันปันน้ำเป็นจุดแบ่งอาณาเขตระหว่างประเทศไทย-ลาว เป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่ขึ้นชื่อสำหรับชมพระอาทิตย์ขึ้นและทะเลหมอกในตอนเช้าและชมพระอาทิตย์ตกในเวลาเย็น มีความสูงจากระดับน้ำทะเลประมาณ 1,800 เมตร เส้นทางเดินขึ้นยอดดอยอยู่ติดกับสถานที่จอดรถและร้านค้าบริการความยาวประมาณ 700 เมตร จากยอดดอยสามารถมองเห็นแม่น้ำโขงฝั่งลาวและสามารมองเห็นยอดภูชี้ฟ้าที่อยู่ห่างออกไปกว่า 25 กิโลเมตรได้ชัดเจน

จุดท่องเที่ยวที่น่าสนใจบนดอยผาตั้ง

1. จุดชมวิวผาบ่องประตูสยาม เป็นหน้าผาหอนขนาดใหญ่ตรงกลางเป็นเนินช่องเขาเหมือนประตู เป็นช่องทางไปยังสาธารณรัฐประชาธิปไตย ประชาชนลาว

2. ศาลาเก๋งจีน – พระพุทธมังคลานุภาพลาภสุขสันติ – ป่าหินยูนนาน ถัดจากช่องผาบ่องขึ้นไปอีกราว 15 เมตร จะเป็นเนินที่ประดิษฐานพระพุทธมัง คลานุภาพลาภสุข สันติและ ศาลา ทรงเก๋งจีน อนุสรณ์สถานของนายพลหลี่ ผู้นำ ทจช. ในอดีต จากเนินตรงนี้เดินลงไปอีก 30 เมตร ก็จะพบทางขึ้น ไปชม ป่าหินยูนนาน ซึ่งเป็นหินรูปทรงลักษณะ คล้ายภูเขาในประเทศจีนที่มีรูปทรงสูงๆ หลายแหลมขึ้นสลับ ซับซ้อนสวยงามมาก

3. จุดชมวิวช่องผาขาด เป็นจุดชมวิวที่อยู่ใกล้วิวผาบ่องประตูสยาม ลักษณะเป็นผาหิน ที่แยกออกเป็นช่องมองลงไปเห็น ทิวทัศน์ ประเทศลาวและสายแม่น้ำโขงได

4. จุดชมทะเลหมอกเนิน 102 จากจุดผาขาดเดินขึ้นดอยต่อไปยัง เนิน 102 ระยะทางกว่า 300 เมตร เป็นเนินเขาลูกหนึ่งบนดอยผาตั้ง เป็นจุด ชมทะเลหมอกและพระอาทิตย์ขึ้นและพระอาทิตย์ตกที่สวยงาม ที่นักท่องเที่ยว นิยมไปมากที่สุด สามารถมอง เห็นทะเลหมอกได้กว้างไกลสุดตา ละลอกคลื่นอยู่ไกลๆ

5. จุดชมทะเลหมอกเนิน 103 เป็นเนินเขาอีกลูกบนดอยผาตั้ง อยู่ห่างจากเนิน 102 ไปทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ราว 500 เมตร ลักษณะบนเนิน 103 มีหินขนาดใหญ่อยู่บนเนิน เป็นจุดชมวิวที่สวยงามจะเป็น จุดชมทะเลหมอก ที่สวยงามที่สุดบนดอยผาตั้ง เพราะสามารถชมทะเลหมอกได้กว้างไกล และเที่ยวชมทะเลหมอกได้ตลอดปี ในเดือนธันวาคมถึงมกราคม มีดอกซากุระบานและเดือนกุมภาพันธ์ มีดอกเสี้ยวบานสะพรั่งงดงาม เป็นที่ตั้งของหมู่บ้านชาวจีนฮ่อ ม้ง และเย้า โดยเฉพาะจีนฮ่อนั้น อดีตเคยเป็นส่วนหนึ่งของกองพล 93 ซึ่งอพยพเข้ามาตั้งถิ่นฐานอยู่ที่ดอยผาตั้งนี้ ปัจจุบันประกอบอาชีพทางการเกษตร ปลูกพืชเมืองหนาว เช่น บ๊วย ท้อ สาลี่ แอปเปิ้ล และชา

สถานที่ : ผาตั้ง จ.เชียงราย
ไฮไลท์ : มองทะเลหมอกผ่านผาบ่องประตูสยาม
การเดินทาง : จากจังหวัดเชียงราย ใช้เส้นทางเชียงราย-เวียงชัย-พญาเม็งราย-บ้านเต่า (ทางหลวงหมายเลข 1233, 1173 และ 1152) 50 กิโลเมตร บ้านเต่า-บ้านท่าเจริญ (ทางหลวง 1020) 45 กิโลเมตร บ้านท่าเจริญ-เวียงแก่น-ปางหัด (ทางหลวง 1155)17 กิโลเมตร และปางหัด-ดอยผาตั้ง อีก 15 กิโลเมตร แล้วเดินเท้าต่อไปอีกประมาณ1 กิโลเมตร จึงจะถึงจุดชมวิว 103 สภาพเส้นทางบางช่วงสูงชัน เป็นพื้นที่ซึ่งอยู่ในความดูแลของกองทัพภาคที่ 3 ที่ดอยผาตั้งบนเส้นทางขึ้นไปจุดชมวิว มีบริการขี่ม้าชมวิว คิดค่าบริการ 150-300 บาท แล้วแต่ระยะทาง
ข้อมูลติดต่อ : จุดบริการนักท่องเที่ยวดอยผาตั้ง 053-918-301

6. เกาะกูด

เกาะกูด จังหวัดตราด สุดยอดแห่งท้องทะเลไทย ทะเลใสสีมรกต อันดามันแห่งทะเลตะวันออก “เกาะกูด” อยู่ทางทิศตะวันออกของประเทศไทย จังหวัดตราด ท่านที่ได้เคยไปเยือนเกาะช้าง ท่านต้องไม่พลาดที่จะไป เกาะกูด เพราะอยู่ห่างกันไม่มากนัก และยังมีธรรมชาติที่สมบูรณ์ เกาะกูดยังมีสถานที่ท่องเที่ยวที่เป็นหาดทรายและน้ำทะเลใสสีมรกต จนได้รับการขนานนามว่า “อันดามันแห่งทะเลตะวันออก” เหมาะอย่างยิ่งสำหรับผู้ที่ชื่นชอบการท่องเที่ยวและพักผ่อนท่ามกลางธรรมชาติ ที่ไม่ต้องการความวุ่นวาย นักท่องเที่ยวนิยมเดินทางไปพักผ่อนในช่วงเดือนตุลาคม ไปจนถึงเดือน พฤษภาคม เพราะเป็นช่วงที่ดีที่สุดในการท่องเที่ยว ที่สุดของท้องทะเลตราดต้องเกาะกูด พร้อมด้วยหาดทรายขาว ให้ท่านได้เป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติอย่างแท้จริง

เกาะกูด มีขนาดใหญ่เป็นอันดับสองในตราดรองจากเกาะช้างนอกจากนี้บน เกาะกูดยังมีสถานที่ท่องเที่ยวที่มีหาดทรายและน้ำทะเลใสสีมรกต จนได้รับการ ขนานนามว่า “อันดามันแห่งทะเลตะวันออก” เหมาะอย่างยิ่งสำหรับ ผู้ที่ชื่นชอบท่องเที่ยวและพักผ่อนท่ามกลางธรรมชาติ  เกาะกูดยังคงสภาพความเป็น ธรรมชาติอย่างสมบูรณ์ โดยมีภูเขาและที่ราบสันเขา ซึ่งเป็นต้นกำเนิด สายน้ำ ลำธาร ทำให้เกาะกูดมีน้ำตกหลายแห่ง นอกจากนี้ เกาะกูด ยังมีสถานที่ ท่องเที่ยว ที่เป็นหาดทรายและทะเลน้ำใสมากมาย ที่นักท่องเที่ยวนิยมเดินทางไปพักผ่อนทั้งยังมีป่าชายเลนที่สมบูรณ์และแนวปะการังนานาชนิด

แหล่งท่องเที่ยวที่น่าสนใจบนเกาะกูด
เกาะกูด มีหาดทรายขาวสะอาดสวยงาม เต็มไปด้วยดงมะพร้าวเรียงรายอยู่ด้านตะวันตก เช่น อ่าวคลองยายกี๋ (มีน้ำตก 1 แห่ง) อ่าวตะเภา อ่าวคลองเจ้า (มีคลองและป่าชายเลนสมบูรณ์) อ่าวง่ามโข่ อ่าวคลองหิน พื้นที่ส่วน ใหญ่เป็นป่าเขา เชิงเขามีสวนมะพร้าวและป่าชายเลน หาดส่วนใหญ่อยู่ทางด้านตะวันตก หาดทรายขาวละเอียด น้ำทะเลใสสะอาด มีคลองเจ้าเป็นธารน้ำสายสำคัญหล่อเลี้ยงชีวิตบนเกาะ ซึ่งมีป่าชายเลนที่สวยงาม และสมบูรณ์ มาก
1. หาดบางเบ้า
ตั้งอยู่ทางด้านทิศตะวันตกของเกาะกูด ใกล้กับอ่าวง่ามโข่ เป็นหาดทรายขาวยาวประมาณ 800 เมตร รูปโค้งจนเกือบจะเป็นวงกลม เหมาะแก่การเล่นน้ำ บริเวณชายหาดอุดมสมบูรณ์ ไปด้วยสวนมะพร้าว ด้านหลังของชายหาดมีคลองเล็กๆ มีน้ำไหลผ่านตลอดทั้งปี หาดบางเบ้าเป็นหาดที่สามารถชม พระอาทิตย์ตกทะเลได้สวยงามที่สุดหาดหนึ่งบนเกาะกูด

2. อ่าวคลองเจ้า
ตั้งอยู่ทางด้านทิศตะวันตกของเกาะกูด มีชายหาดขาว ยาว ประมาณ 600 เมตร มีหาดทรายขาว สามารถลงเล่นน้ำได้ บริเวณชายหาด อุดมสมบูรณ์ไปด้วย ต้นมะพร้าวมีสะพานไม้ยาว 100 อ่าวคลองเจ้า นักท่องเที่ยว สามารถไปเที่ยวน้ำตกคลองเจ้าได้ โดยนั่งเรือชมธรรมชาติสองฝั่งไปตามคลองเจ้า และต่อด้วย การเดินเท้าอีกเล็กน้อย เป็นน้ำตกที่นับว่าสวยที่สุดบนเกาะ นักท่องเที่ยวอาจจะได้ชมแสงน้อยๆ จากเหล่าหิ่งห้อยที่อยู่ตรงป่าโกงกางนี้ ยามค่ำคืน และเป็นจุดชมพระอาทิตย์ตกทะเลได้สวยงามแห่งหนึ่งได้

3. อ่าวตะเภา
ตั้งอยู่ทางด้านทิศตะวันตกของเกาะกูดเป็นที่ตั้งของ เกาะกูดคาบาน่า หาดทรายขาวยาวประมาณ 400 เมตร หาดทรายขาวน้ำใส สามารถลงเล่นน้ำได้ บริเวณโดยรอบของชายหาด อุดมสมบูรณ์ไปด้วยสวนมะพร้าว บรรยากาศร่มรื่น อ่าวตะเภาเป็นจุดชมพระอาทิตย์ตกทะเล ได้สวยงามที่สุดแห่งหนึ่งบน เกาะกูด

4.คลองยายกี๋
อยู่ทางด้านทิศตะวันตกของเกาะกูด มีชายหาดยาวประมาณ 300 เมตร มีชายหาดขาว ยาวสามารถลงเล่นน้ำได้ อยู่ตรงข้ามกับเกาะแรดภายในลำคลอง ยายกี๋ มาเส้นทางเดินทางเข้าสู่น้ำตกคลองยายกี๋ คล้ายกับน้ำตกคลองเจ้า แต่ความสวยงามน้อยกว่า น้ำตกคลองเจ้า สามารถชมพระอาทิตย์ตกได้ การกางเต็นท์และแค้มปิ้ง ควรได้รับอนุญาตจากผู้ดูแลชายหาดเสียก่อน

5.อ่าวคลองตาติ้น
ตั้งอยู่ทางด้านทิศตะวันตกหาดทรายขาวทอดยาวพอเหมาะ น้ำทะเลใส เหมาะกับการพายเรือคายัคและเล่นน้ำ อ่าวง่ามโข่ มีชายหาดขาวทอดยาว เป็นจุดชม พระอาทิตย์ตกได้สวยงาม การเดินทางก็สะดวกสบายหาดทรายแดง มีชายหาดเล็กๆ ไม่ยาวนัก พื้นทรายที่หาดนี้มีสีเข้มกว่าหาดอื่นๆ อันเป็นที่มาของ หาดทรายแดง บรรยากาศร่มรื่นเป็นส่วนตัว

6.อ่าวพร้าว
ตั้งอยู่ทางด้านทิศตะวันตกซึ่งเป็นอ่าวสุดท้ายใต้สุดของเกาะกูด เป็นชายหาดขาว โค้งเว้ายาวประมาณ 800 เมตร ชายหาด บริเวณอ่าวพร้าวมีน้ำทะเล ที่ใสสะอาด สามารถลงเล่นน้ำได้ ด้านบนของชายหาดอุดมสมบูรณ์ไปด้วย สวนมะพร้าวบรรยากาศร่มรื่น เหมาะสำหรับการแค้มปิ้งพักแรมห่างไกล จากชุมชน มีบ้านพักของชาวสวนและชาวประมงปลูกอยู่ริมคลองพร้าว

7.อ่าวจาก
อยู่ทางด้านทิศตะวันออกของเกาะกูด เป็นหาดทรายขาว ยาวประมาณ 500 เมตร สามารถลงเล่นน้ำได้ บริเวณด้านบนของชายหาดอุดมสมบูรณ์ ไปด้วยสวนมะพร้าว มีบ้านเรือนของชาวประมง อาศัยอยู่บ้างเล็กน้อย เป็นจุดที่ สามารถ ชมพระอาทิตย์ขึ้นได้สวยงามที่สุด แห่งหนึ่งบนเกาะกูด หาดอ่าวจาก เป็นหาดส่วนตัว การกางเต็นท์ หรือแค้มปิ้งควรของอนุญาต จากผู้ดูแลสถานที่เสียก่อน

8.อ่าวยายเกิด
ตั้งอยู่ทางด้านตะวันออกของเกาะกูด หาดทรายขาวยาวโค้งรูปครึ่งวงกลม ความยาวของหาดประมาณ 800 เมตร หาดทรายขาวยาว สามารถลงเล่นน้ำได้ ด้านหลังของชายหาดติดเนินเขา บริเวณด้านบนของชายหาด อุดมสมบูรณ์ ไปด้วยต้นมะพร้าว บรรยากาศโดยรอบ บริเวณชายหาด เงียบสงบ ปราศจากบ้านเรือน และแหล่งชุมชน จึงเหมาะสำหรับการพักผ่อน ของคนที่รักธรรมชาติ อย่างแท้จริง เป็นที่ตั้งของเกาะกูดรีสอร์ท รีสอร์ทแห่งแรก บนเกาะกูด

9.อ่าวสลัด
ทางด้านตะวันออกของเกาะกูด บริเวณอ่าวสลัดเป็นโค้งอ่าวรูปตัวยู ไม่มีชายหาด มีท่าเทียบเรือประมง และเป็นแหล่งที่ตั้งของชุมชน บ้านเรือนชาวประมง บนเกาะกูด

10.อ่าวกล้วย
ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกของเกาะกูด หาดทรายขาวยาวประมาณ 300 เมตร  หาดทรายขาวละเอียด น้ำใสลงเล่น น้ำได้ บรรยากาศ เงียบสงบ ปราศจากบ้านเรือน ผู้คน และแหล่งชุมชน เป็นที่ตั้งของ เกาะกูดรีสอร์ท เป็นจุดชมพระอาทิตย์ขึ้น ที่สวยงามที่สุดแห่งหนึ่ง บนเกาะกูด มีแหล่งหญ้าทะเล เป็นที่อยู่อาศัยและแหล่งอาหารของ สัตว์น้ำ นานาชนิด เป็นจุดชมนก ชนิดต่างๆ บนเกาะกูด เช่น นกปรอดหัวจุก และนกอพยพชนิดต่างๆ

เรือไปเกาะกูด
การเดินทางไปเกาะกูดเมื่อมาถึงจังหวัดตราดสามารถขึ้นเรือได้ที่จากท่าเรือแหลมศอก
1. เรือสปีดโบ๊ท
– ศิริไวย์ สปีดโบ๊ท
2. เรือเร็ว เฟอรี่
– บุญศิริเรือเร็ว
– เกาะกูด เอ็กซ์เพรส
– เกาะกูด ปรินซ์เซส

7. ภูชี้เพ้อ ดอยแม่อูคอ จ.แม่ฮ่องสอน

ดอยแม่อูคอ จ.แม่ฮ่องสอน นอกจากทุ่งดอกทานตะวันที่สวยงามแล้ว
ก่อนถึงทุ่งดอกบัวตองแม่อูคอประมาณ 3 กิโลเมตร หากขับรถขึ้นไปอีกหน่อย คุณก็จะพบกับความงดงามอีกโลกหนึ่งของขุนเขา

ภูชี้เพ้อ : ตั้งอยู่ในหน่วยจัดการต้นน้ำแม่หยอด อ.ขุนยวม ใกล้กับทุ่งดอกบัวตองดอยแม่อูคอ ในระดับความสูง 1818 เมตรจากระดับน้ำทะเล ภูชี้เพ้อ ถือเป็นจุดวิวแห่ง ใหม่ที่ยังไม่ค่อยมีใครรู้จัก เป็นจุดชมวิวสำหรับชมพระอาทิตย์ขึ้นและสายหมอกคลอเคล้าไปตามทิวเขาสลับซับซ้อนอันงดงาม หากมาในช่วงที่ดอกบัว ตองบาน สามารถมองเห็นวิวของทุ่งดอกบัวตองดอยแม่อุคอในมุมสูงได้ในอีกมุมซึ่งสวยงามมาก

บนหน่วยจัดการต้นน้ำแม่หยอดมีบ้านพักแต่ยังไม่ได้เปิดอย่างเป็นทางการ มีจุดกางเต้นท์แต่ไม่ค่อยสะดวกเท่าใดนักเนื่องจากติดต่อค่อนข้างยาก หากต้องการมาเที่ยวภูชี้เพ้อแนะนำให้พักตามที่พักหรือกางเต้นท์บริเวณทุ่งดอกบัวตองหรือในตัวอ.ขุนยวม จากนั้นให้ที่พักติดต่อรถเช่าให้ก็ได้ สามารถติดต่อรถเช่าได้ที่สวนดอยแม่อูคอ ที่พักซึ่งตั้งอยู่บริเวณทุ่งดอกบัวตองซึ่งมีบริการจัดหารถเช่าให้ ค่าช่ารถ 600 – 800 บาท เป็นรถกระบะนั่งได้ 10-12คน

การเดินทางไปภูชี้เพ้อ

ใช้เส้นทางเดียวกับการเดินทางไปยังทุ่งดอกบัวตองดอยแม่อูคอ หน่วยจัดการต้นน้ำแม่หยอดจะอยู่ก่อนถึงทุ่งดอกบัวตอง 5 ก.ม. มีป้ายบอกอยู่ตรง ปากทางเข้า ส่วนการเดินทางจากทางเข้าหน่วยจัดการต้นน้ำแม่หยอดไปยังจุดเริ่มเดินเท้าไปยังจุดชมวิวภูชี้เพ้อรถที่สามารถเข้าไปได้ คือ รถกระบะ เท่านั้น รถเก๋ง รถตู้ไม่สามารถขึ้นได้เนื่องจากเส้นทางบางช่วงไม่ค่อยดีนักเป็นดินลูกรังค่อนข้างชัน หลังจากถึงหน่วยจัดการต้นน้ำแม่หยอด ต้องเดินเท้าขึ้นไปในเส้นทางที่ค่อนช้างชันอีกประมาณ 1 ก.ม. ใช้เวลาเดินประมาณ 30- 45 นาที ควรเริ่มเดินเท้าขึ้นไปประมาณตี 5 ครึ่งเพื่อให้ทัน พระอาทิตย์ขึ้น ควรนำไฟฉายติดตัวไปด้วย

8. ภูลมโล

ภูลมโล : ตั้งอยู่ในตำบลกกสะทอน อำเภอด่านซ้าย จังหวัดเลย ในเขตอุทยานแห่งชาติภูหินร่องกล้า ภูลมโลเป็นภูเขาที่ตั้งอยู่บนรอยต่อ ของสามจังหวัด คือ พิษณุโลก เพชรบูรณ์ และเลย สิ่งที่ทำให้ภูลมโลเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่ได้รับความสนใจจากนักท่องเที่ยวในเวลานี้ คือ เป็นจุดชมดอกนางพญาเสือโคร่งที่มีพื้นที่กว้างขวางนับ 1000 ไร่ นางพญาเสือโคร่งของภูลมโลจะไม่ได้มีให้ชมเพียงจุดเดียวแต่จะกระจายมีให้ชมในหลายจุดโดยจะบานแทรกตัวอยู่ในหุบเขา ป่าไม้และต้นหญ้า ภูลมโลเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่มีธรรมชาติ ที่สวยงามของขุนเขา และอากาศที่หนาวเย็นโดยนางพญาเสือโคร่งจะบานในช่วงเดือน ม.ค. ของทุกปี ทั้งนี้ในแต่ละปีจะบานไม่ตรงกัน

นอกจากชมนางพญาเสือโคร่งแล้ว พื้นที่ของภูลมโลมีสามารถยืนชมทัศนียภาพของเทือกเขาสูงซ้อนทับกันสวยงามมาก จุดกางเต้นท์มองเห็นหมู่บ้านหมันขาว และไร่กระหล่ำปลีสีเขียวกว้างใหญ่  สามารถดูดาวบนฟ้าและดาวบนดินแสงไฟจากหมู่บ้านข้างล่างได้อย่าง ชัดเจนนอกจากนี้ก่อนถึงจุดกางเต้นท์มีจุดชม วิวสุงสุดให้ได้ชมทัศนียภาพได้กว้างไกลยิ่งขึ้น สำหรับบนยอดสูงสุดภูลมโลนั้นมีทางเดิน เขาขึ้นไปประมาณ 1 กม. ทางค่อนข้างชัน บนจุดชมวิวมีชะง่อน หินเล็กๆเป็นจุดชมพระอาทิตย์ขึ้น ส่วนจุดชมพระอาทิตย์ตกอยู่บนเส้นทางเดินขึ้น ซึ่งเมื่อมองลงมาเบื้องล่างจะพบกับทิวทัศน์ความงดงามของแนวยอดภูลมโล และเทือกเขาอื่นๆ หรือหากใครไม่ขึ้นไป บนจุดชมวิวสูงสุดก็สามารถชมวิวอยู่ตรงทางเดินขึ้นไปยังจุดชมวิวก็ได้ซึ่งก็สวยงดงามเช่นกัน

การเดินทางไปภูลมโล
ฝั่งบ้านร่องกล้า

– จากพิษณุโลก ใช้เส้นทางหมายเลข 12 (พิษณุโลก-หล่มสัก) จากนั้นเลี้ยวซ้ายที่สามแยกบ้านแยง เข้าสู่ทางหลวงหมายเลข 2013 ไปอำเภอนครไทย ก่อนถึง อ.นครไทย ให้เลี้ยวขวาไปอุทยานแห่งชาติภูหินร่องกล้า ระยะทางจนถึงที่ทำการอุทยานฯ 125 กิโลเมตร จากนั้นเดินทางต่อไปยังบ้านร่องกล้าที่อยู่ภายใน อุทยานฯ อีก 9 กิโลเมตร รวมระยะทางทั้งสิ้น 134 กิโลเมตร

– จากเพชรบูรณ์ ใช้เส้นทางหมายเลข 21 มุ่งหน้าอ.หล่มสัก จากนั้นเบี่ยงซ้ายเข้าถนนเลี่ยงเมืองก่อนถึงสี่แยกหล่มสักจะ เข้าสู่ทางหลวง หมายเลข 12 จากนั้นจะเจอสามแยกให้เลี้ยวขวาเข้าสู่หมายเลข 2372 ขับตรงไปจนเจอทางแยกซ้ายมือขึ้นภูทับเบิกเป็นทางหลวง 2331 เป็นทางลาดชันและทางโค้งหักศอก ราว 18 กิโลเมตร จนถึงด่านเก็บเงินค่าเข้าอุทยานแห่งชาติภูหินร่องกล้า จากนั้นเดินทางต่อไป ยังบ้านร่องกล้า ที่อยู่ภายในอุทยานฯ อีก 21 กิโลเมตร รวมระยะทางทั้งสิ้น 96 กิโลเมตร

ฝั่งกกสะทอน

จากจังหวัดเลยผ่านอำเภอภูเรือเข้าสู่ตำบลโคกนาม ไม่ต้องเข้าอำเภอด่านซ้ายเพราะจะอ้อมให้ใช้ถนนเส้นหล่มเก่า หล่มสัก ตรงอย่าง เดียวผ่านบ้านถึงโป่งชี และบ้านน้ำพุง เมื่อถึงบ้านน้ำพุงมีทางแยกขวาเขียนว่าวัดป่าพุทธประทับ เลี้ยวขวาตรงไปมีป้าย บอกทางขึ้นไป ภูลมโล สำหรับใครที่ใช้บริการรถนำเที่ยว ของชมรมกกสะทอน ที่ทำการจะอยู่ก่อนถึงทางขึ้นภูลมโลมีป้ายบอก จากที่ทำการไปจนถึง จุดกางเต้นท์ภูลมโลใช้เวลาขึ้นประมาณ 1 ชั่วโมง

9. ดอยอ่างขาง

” ทรงพลิกฟื้น จากภูเขาฝิ่น จนกลายเป็นพืชผักเมืองหนาวที่สวยงามและ น่าเที่ยวที่สุด ของเมืองไทย ”
สถานีเกษตรหลวงอ่างขาง
ในแต่ละปีเมื่อลมหนาวมาเยือน ภาพของดอกไม้ เมืองหนาวสีสวย รวมทั้งดอกซากุระเมืองไทยที่บานสะพรั่ง ที่ช่วยแต่งแต้มภูเขาสีเขียวให้สวยงาม รวมทั้งพืชผักผลไม้นานาชนิด สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นแม่เหล็กสำคัญที่ดึงดูดใจ นักท่องเที่ยวจำนวนมากให้มาเยือนดอยอ่างขางในแต่ละปี จนหลายคนอาจจะลืมไปแล้วว่า ที่นี่เคยเป็นพื้นที่ปลูกฝิ่น ที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของเมืองไทย

ย้อนกลับไปเมื่อปี พ.ศ. 2513 หรือเกือบ 50 ปีที่แล้ว เมื่อพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมาถึง เพราะทรงห่วงใยเกษตรกรชาวไทยภูเขาที่มีการปลูกฝิ่นเป็นอาชีพหลัก สถานีเกษตรหลวงอ่างขางจึงเกิดขึ้น เพื่อใช้เป็นแปลงทดลอง ปลูกพืชผักเมืองหนาวคุณภาพดีแทนป่าฝิ่นดั้งเดิม สตรอว์เบอร์รี เป็นพืชพันธุ์ชนิดแรกๆ ที่นำมาทดลองปลูกที่นี่ จนได้พันธ์ุที่เหมาะสมกับเมืองไทย โดยใช้ชื่อว่า พันธุ์พระราชทาน
ปัจจุบันสถานีเกษตรหลวงอ่างขาง กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่สวยงามอันดับต้นๆ ของเมืองไทย เป็นแหล่งจำหน่ายพืชผักผลไม้เมืองหนาวคุณภาพดีให้นักท่องเที่ยวได้ซื้อติดไม้ติดมือกลับบ้าน ที่สร้างรายได้และชุมชนที่แข็งแรงให้กับชาวไทยภูเขาอีกด้วย

สถานีเกษตรหลวงอ่างขาง
ม.5 ต.แม่งอน อ.ฝาง จ.เชียงใหม่
โทร. 0-5396-9476 www.angkhangstation.com
เปิดให้เข้าชม : ทุกวัน เวลา 06.00-18.00 น.
ฤดูท่องเที่ยว : ตลอดทั้งปี
การเดินทาง
จากเชียงใหม่ ใช้ทางหลวงหมายเลข 107 (เชียงใหม่-ฝาง) ถึงตำบลเมืองงาย เลี้ยวเข้าสู่ทางหลวง 1178 ผ่านบ้านอรุโณทัย ไปยังดอยอ่างขาง

10. จุดชมวิวภูทอก

จุดชมวิวภูทอก : ตั้งอยู่อำเภอเชียงคาน จังหวัดเลย สถานที่นักท่องเที่ยวจะสามารถสัมผัสปุยของทะเลหมอกได้อย่างใกล้ชิด ถ้าหากมองในระยะไกลเบื้องหน้าจะเห็นวิวทะเลหมอกขาวโพลนตัดกับแสงสีส้มของพระอาทิตย์ ซึ่งนอกจากวิวของทะเลหมอกแล้วยังเป็นจุดที่สามารถมองเห็นวิว 360 องศา แบบพาโนราม่าของเมืองเชียงคานได้อีกด้วย ไม่ว่าจะเป็นแก่งคุดคู้และลำน้ำโขง ด้วยภูแห่งนี้มีลักษณะเป็นภูเขาสูง ทำให้ทัศนียภาพโดยรอบบริเวณภูสวยบริบูรณ์ด้วยธรรมชาติสร้างสรรค์ ในช่วงเวลาการชมทะเลหมอก คือในช่วงปลายฝนถึงฤดูหนาว ที่ให้คุณได้สัมผัสอากาศหนาวได้อีกด้วย

การเดินทาง จากตัวเมืองเชียงคานใช้ทางหลวงหมายเลข 211 ไปทาง อ.ปากชม เมื่อผ่านทางแยกเข้าแก่งคุดคู้ จะพบทางแยกขวามือ ปากทางมีป้ายสถานีโทรคมนาคมเชียงคาน สู่เส้นทางขึ้นยอดภูทอก ส่วนใหญ่จะให้นักท่องเที่ยวจอดรถไว้ที่ปากทางขึ้น ภูทอก และให้ใช้บริการรถ สาธารณะ ที่ทางอำเภอเชียงคานได้จัดไว้ ค่าโดยสารประมาณคนละ 25 บาท

11. เขาค้อ จ.เพชรบูรณ์

เขาค้อ เป็นชื่อเรียกรวมบริเวณเทือกเขาน้อยใหญ่ของเทือกเขาเพชรบูรณ์ จนอาจพูดได้ว่าเป็นทะเลภูเขา มีจุดท่องเที่ยวให้แวะหลากหลายแห่ง  และสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นที่พัก ร้านอาหารที่มีให้เลือกแบบครบครัน ทำให้เขาค้อ คือ จุดหมายปลายทางหลักในการท่องเที่ยวที่ใครหลายคนสามารถมาเที่ยวได้อย่างง่ายดาย  มาเขาค้อต้องมาชมทะเลหมอก ซึ่งถือว่าเป็นจุดชมทะเลหมอกที่งดงามอีกแห่งหนึ่ง สามารถชมได้จากหน้าที่พักที่มีโลเคชั่นในการชมทะเลหมอกซึ่งส่วนใหญ่จะตั้งอยู่ใกล้อ่างเก็บน้ำรัตนัย นอกจากนี้ยังมีจุดชมทะเลหมอกยอดนิยมอีกหลายจุด

เขาค้อ เคยได้ชื่อว่าเป็นดินแห่งคอมมิวนิสต์ เป็นพื้นที่สีแดงที่คุกรุ่นไปด้วยควันไฟของการสู้รบจากผู้ที่มีแนวคิดทางการ เมืองที่แตกต่างกัน (ช่วง พ.ศ. 2511-2525 ) ในยุคที่เขาค้อถือเป็นดินแดนต้องห้ามที่คนทั่วไปไม่ควรเฉียดเข้าไปใกล้แม้ แต่น้อย เพราะถือว่าอันตรายสุดๆแต่เมื่อเวลาผันผ่านไป ความขัดแย้งยุติลง เขาค้อปรับเปลี่ยนกลายเป็นนพื้นที่ท่องเที่ยวอันโดดเด่น และสวยงามมีเสน่ห์ที่สุดแห่หนึ่งของเพชรบูรณ์ บริเวณด้านข้างของอนุสรณ์ฯ เป็นฐานจำลองการสู้รบที่เป็นเนินเตี้ยๆมีหลุมหลบภัย มีกระสอบทรายบังเกอร์ ซึ่งในอดีตที่แห่งนี้เป็นฐานแห่งแรกที่ทหารไทยยึดคืนมาได้จากการสู้รบกับ พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย (พคท.) นอกจากนี้ บริเวณอนุสรณ์สถาน ยังเป็นจุดชมวิวที่สวยงามที่สุดแห่งหนึ่งบนเขาค้อ เนื่องจากตั้งอยู่บนส่วนที่สูงที่สุด สามารถมองเห็นทัศนียภาพของเนินเขาลูกเล็ก ลูกน้อย ไล่เลียงกันเป็นทะเลภู แลในเช้าวันที่มีทะเลหมอกด้านล่าง ยังสามารถชมทะเลหมอกได้  จากจุดชมวิวนี้ได้ด้วย

สถานที่ท่องเที่ยวและกิจกรรมที่น่าสนใจ : จุดชมวิวไปรษณีย์เขาค้อ, เขาตะเคียนโง๊ะ, วัดกองเนียม, กังหันลม, ไร่สตรอเบอรี่, พระตำหนักเขาค้อ, ฐานอิทธิ, วัดพระธาตุผาซ่อนแก้ว

12. วังน้ำเขียว จ.นครราชสีมา

วังน้ำเขียว จ.นครราชสีมา ประตูเชื่อม ระหว่างภาคอีสานกับภาคตะวันออก ที่ใครหลายๆคนมักเรียกขานกันว่า ‘สวิสเซอร์แลนด์ แดนอีสาน’ เป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่เหมาะแก่การพักผ่อนในวันหยุด มีทิวทัศน์สวยงามแวดล้อม ไปด้วยขุนเขาอันสลับซับซ้อน อากาศบริสุทธิ์เย็นสบายตลอดปี  วังน้ำเขียวเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่ขึ้นชื่อว่ามี โอโซนติดอันดับ 1 ใน 7 ของโลก มีสถานที่ ท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่น่าสนใจมากมาย อาทิเช่น  ฟาร์มเกษตร ต่างๆ ไร่องุ่น สวนดอกไม้เมืองหนาว แปลงผักปลอดสารพิษ อุทยานแห่งชาติทับลาน เขื่อนลำพระเพลิง และรีสอร์ทมากมาย เหมาะสำหรับนักท่องเที่ยวที่ชื่นชอบความเป็นธรรมชาติ อากาศบริสุทธิ์ เน้นความ เรียบง่าย และเงียบสงบเป็นส่วนตัว ที่มาของชื่อ วังน้ำเขียว มาจากสภาพภูมิประเทศของที่นี่ซึ่งมีวังน้ำที่ ใสงดงามเป็น ธรรมชาติจนมองเห็นเงาสะท้อนสีเขียว

เมืองท่องเที่ยวยอดนิยมที่ไม่ว่าจะคนกรุงหรือคนจากภาคไหนก็ต่างเดินทางมาสูดอากาศบริสุทธิ์จากแหล่งโฮโซน  ติดอันดับโลกอย่างวังน้ำเขียว เสน่ห์ของที่นี่ คือเป็นเมืองท่องเที่ยวที่อยู่ใกล้ๆกรุงเทพฯ และมีบรรยากาศที่เย็นสบาย  ตลอดทั้งปี ไม่ต่างจากดินแดนทางภาคเหนือ สามารถมาเที่ยวไปชมได้ทั้ง 3 ฤดู โดยเฉพาะหน้าฝนที่พร่างพรมความเย็นฉ่ำไปทั่ว ขับรถไปเที่ยวไกลๆ ไม่สะดวก วังน้ำเขียวก็เป็นอีกจุดหมายหนึ่งของนักเดินทางที่สามารถเลือกมาพักผ่อน นอนเล่นตากอากาศ สัมผัสความงดงามของธรรมชาติและอากาศบริสุทธ์ท่ามกลางผืนป่าเขียวขจีให้สมกับได้ชื่อว่ามาเที่ยว ‘วังน้ำเขียว’ แล้ว

13. ภูหินร่องกล้า

ภูหินร่องกล้าอุทยานแห่งชาติภูหินร่องกล้ ตั้งอยู่บนรอยต่อของสามจังหวัด คือ อ.ด่านซ้าย จังหวัดเลย อ.นครไทย จังหวัดพิษณุโลก และ อ.หล่มสัก จังหวัดเพชรบูรณ์ มีเนื้อที่ประมาณ 191,875 ไร่ ประกาศเป็นอุทยานแห่งชาติ เมื่อวันที่ 26 กรกฎาคม 2527 เป็นพื้นที่ที่ มีธรรมชาติแปลก และสวยงาม ทั้งยังเป็นดินแดนแห่งประวัติศาสตร์เป็นยุทธภูมิ ที่สำคัญ อันเนื่องจากความขัดแย้งของลัทธิ และแนว ความคิดทางการเมือง อุทยานแห่งชาติ ภูหินร่องกล้าจึงเป็นอุทยานแห่งชาติเพียงแห่งเดียวในประเทศไทย ที่รักษาไว้ซึ่งประวัติศาสตร์ ของการสู้รบและความสวยงามทางธรรมชาติที่สมบูรณ์

ลักษณะภูมิอากาศภูหินร่องกล้ามีลักษณะภูมิอากาศคล้าย ภูกระดึงและภูหลวง เนื่องจากมีความสูง ในระดับไล่เลี่ยกัน อากาศจะหนาวเย็นเกือบตลอดปี โดยเฉพาะในฤดูหนาว อุณหภูมิ จะต่ำประมาณ 4 องศาเซลเซียส ฤดูร้อนอากาศจะเย็นสบาย ฝนตกชุกในฤดูฝน อุณหภูมิเฉลี่ยตลอดปี ประมาณ 18-25 องศาเซลเซียส

อุทยานแห่งชาติภูหินร่องกล้า ตั้งอยู่บนรอยต่อของสามจังหวัด คือ อ.ด่านซ้าย จังหวัดเลย อ.นครไทย จังหวัดพิษณุโลก และ อ.หล่มสัก จังหวัดเพชรบูรณ์ มีเนื้อที่ประมาณ 191,875 ไร่ ประกาศเป็นอุทยานแห่งชาติ เมื่อวันที่ 26 กรกฎาคม 2527 เป็นพื้นที่ที่ มีธรรมชาติแปลก และสวยงาม ทั้งยังเป็นดินแดนแห่งประวัติศาสตร์เป็นยุทธภูมิ ที่สำคัญ อันเนื่องจากความขัดแย้งของลัทธิ และแนว ความคิดทางการเมือง อุทยานแห่งชาติ ภูหินร่องกล้าจึงเป็นอุทยานแห่งชาติเพียงแห่งเดียวในประเทศไทย ที่รักษาไว้ซึ่งประวัติศาสตร์ ของการสู้รบและความสวยงามทางธรรมชาติที่สมบูรณ์ ลักษณะภูมิอากาศภูหินร่องกล้ามีลักษณะภูมิอากาศคล้าย ภูกระดึงและภูหลวง เนื่องจากมีความสูง ในระดับไล่เลี่ยกัน อากาศจะหนาวเย็นเกือบตลอดปี โดยเฉพาะในฤดูหนาว อุณหภูมิ จะต่ำประมาณ 4 องศาเซลเซียส ฤดูร้อนอากาศจะเย็นสบาย ฝนตกชุกในฤดูฝน อุณหภูมิเฉลี่ยตลอดปี ประมาณ 18-25 องศาเซลเซียส

เนื่องจากอุทยานแห่งชาติภูหินร่องกล้า เป็นอุทยานทางประวัติศาสตร์ ซึ่งมีสภาพธรรมชาติที่สวยงามแปลกตาผิดจาก อุทยานแห่งชาติโดยทั่วไป ดังนั้นจุดที่น่าสนใจต่างๆ จึงแบ่งออกเป็น 2 ประเภทคือ ด้านประวัติศาสตร์ ได้แก่ สถานที่ที่อดีตผู้ก่อการ ร้ายคอมมิวนิสต์ เคยใช้เป็นที่อยู่อาศัย เป็นที่ ประกอบกิจกรรมต่าง ๆ

ด้านธรรมชาติที่สวยงาม
1.ลานหินแตก
อยู่ห่างจากฐานพัชรินทร์ ประมาณ 300 เมตร ลักษณะเป็นลานหินที่มีอาณาบริเวณ ประมาณ 40 ไร่ ลานหินมีรอยแตกเป็นแนว เป็น ร่อง เหมือนแผ่นดินแยก รอยแตกนี้บางรอยก็มีขนาดแคบ ขนาดพอคนก้าวข้ามได้ แต่บางรอยก็กว้างจนไม่่สามารถ จะกระโดดข้าม ไปถึง สำหรับความลึกของร่องหินแตกนั้นไม่สามารถจะคะเนได้ ลักษณะเช่นนี้ี้สันนิษฐานว่า อาจจะเกิดจากการโก่งตัว หรือ เคลื่อนตัวของผิวโลก จึงทำให้พื้นหินนั้นแตกออกเป็นแนว นอกจากนี้บริเวณลานหินแตกยังปกคลุมไปด้วยมอสส์ ไลเคน ตะไคร่ เฟิร์น และกล้วยไม้ชนิดต่างๆ
2.ลานหินปุ่ม
อยู่ห่างจากที่ทำการอุทยานฯ ประมาณ 4 กม. อยู่ริมหน้าผา ลักษณะลานหินซึ่ง มีหินผุดขึ้นมาเป็นปุ่มเป็นปมขนาดไล่เลี่ยกัน คาดว่า เกิดจากการสึกกร่อนตามธรรมชาติของหิน ในอดีตบริเวณนี้ใช้เป็นที่พักฟื้นของคนไข้ของ โรงพยาบาล เนื่องจาก อยู่บนหน้าผา มีลมพัดเย็นสบาย
3.ผาชูธง
อยู่ห่างจากลานหินปุ่มประมาณ 500เมตร เป็นหน้าผาสูงชัน สามารถเห็นทิวทัศน์ได้กว้าง ไกลโดยเฉพาะภาพวิวพระอาทิตย์ตกดินจะ สวยงามไม่แพ้จุดชมวิวอื่น ๆ บริเวณนี้เคยเป็นสถานที่ซึ่งผกค.จะขึ้นไปชูธงแดง (ฆ้อนเคียว) ทุกครั้งเมื่อรบชนะ
4.น้ำตกร่มเกล้า-ภราดร
ห่างจากโรงเรียนการเมืองการทหารและกังหันน้ำประมาณ 600 เมตร มีทางแยกเดินลงน้ำตก ระยะทางประมาณ 400 เมตร จะถึง น้ำตกร่มเกล้าก่อน และเดินลงไปอีกประมาณ 200 เมตร จะเป็นน้ำตกภราดร ซึ่งมีลักษณะคล้ายน้ำตกร่มเกล้า เกิดจากลำธาร เดียวกันแต่มีความสูงน้อยกว่าและกระแสน้ำแรงกว่า
5.น้ำตกศรีพัชรินทร์
ตั้งชื่อเป็นอนุสรณ์แก่ทหารค่ายศรีพัชรินทร์ จังหวัดขอนแก่น ซึ่งเป็นทหารหน่วยแรกที่ขึ้นมาบนภูหินร่องกล้า น้ำตกศรีพัชรินทร์มี ความสูงประมาณ 20 เมตร มีลักษณะคล้าย น้ำตกเหวสุวัตที่เขาใหญ่ แต่มีขนาดเล็กกว่าบริเวณน้ำตก มีแอ่งขนาดใหญ่เหมาะสำหรับ เล่นน้ำ
7.น้ำตกผาลาด
ตั้งอยู่ทางด้านล่างของหน่วยพิทักษ์ห้วยน้ำไซ ทางเข้าจะผ่านหมู่บ้านชาวเขาเผ่าม้ง บ้านห้วยน้ำไซ ทางเข้าสู่เขื่อนผลิตกระแสไฟฟ้า พลังน้ำ ของการพลังงานแห่งชาติจากทางแยกประมาณ 2 กม. จะถึงทางแยกซ้ายมือ เดินลงไปอีกประมาณ 50 เมตร ก็จะถึงตัวน้ำตก และลำน้ำสายใหญ่ แม้จะเป็นน้ำตกซึ่งไม่สูงนัก แต่มีน้ำมากตลอดปี ดังนั้นการพลังงานแห่งชาติ จึงสร้างเขื่อนผลิตกระแสไฟฟ้า ใช้ในบริเวณใกล้เคียง
8.น้ำตกตาดฟ้า
เป็นน้ำตกที่มีความสูงมากแห่งหนึ่งในเขตอุทยานฯ ปัจจุบันยังไม่มีเส้นทางเข้าสู่ตัวน้ำตก ต้องเดินทางไปตามถนนลูกรังประมาณ 1 กม. จากนั้นจึงเดินตามทางเดินในป่าอีกประมาณ 300 เมตร ก็จะได้ยินเสียงน้ำตก เดินไปตามเสียงอีกไม่่นานก็จะถึงด้านบนของ น้ำตก และต้องไต่ลงไปตามทางเดินเล็ก ๆ จึงจะมองเห็นความสวยงามของน้ำตกตาดฟ้าหรือ เรียกชื่อพื้นเมืองว่า “น้ำตกด่าน-กอซาง” ซึ่ง หมายถึงด่านตรวจของผกค.ที่มีกอของไม้ไผ่ซาง

1.รถยนต์ส่วนตัว
การเดินทางไปยังอุทยานแห่งชาติภูหินร่องกล้ามีหลายเส้นทาง แต่ที่นิยมกันคือ ใช้ทางหลวงหมายเลข 12 สายพิษณุโลก-หล่มสัก ถึงสามแยกบ้านแยง มีป้ายบอกทางแยกขวาผ่านบ้านห้วยตีนตั่ง-บ้านห้วยน้ำไซ-ฐานพัชรินทร์ สู่ที่ทำการอุทยานแห่งชาติ ภูหินร่องกล้า ระยะทางประมาณ 31 กิโลเมตร

14. ภูชี้ฟ้า 

ภูชี้ฟ้า : เป็นยอดเขาสูงที่สุดในเทือกเขาดอยผาหม่น ติดชายแดนไทย – สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว อยู่ในพื้นที่เขตอำเภอเทิง จังหวัดเชียงราย ตั้งอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ มีเอกลักษณ์ทางธรรมชาติด้วยลักษณะหน้าผาปลายยอดแหลม เป็นแนวยาวที่ชี้ไปบนฟ้า ทางฝั่งประเทศลาว จึงเป็นที่มาของชื่อเรียกว่า “ภูชี้ฟ้า” นั่นเอง ด้านที่ติดสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว นับเป็นจุดชมวิวที่สวยที่สุดสำหรับไฮไลท์สำคัญของ ภูชี้ฟ้า ต้องยกให้จุดชมวิวทะเลหมอกและพระอาทิตย์ขึ้นที่สวยงาม อีกทั้งทิวทัศน์ของภูเขาสลับซับซ้อนดูกว้างไกล โดยในตอนเช้าจะมีทะเลหมอกปกคลุมในหุบเขาเบื้องล่าง มีพระอาทิตย์ขึ้นผ่านพ้นทะเลหมอก ท่ามกลางทุ่งหญ้า สวยงามราวกับภาพวาดเลยครับ

ภูชี้ฟ้า อยู่สูงจากระดับน้ำทะเลประมาณ 1,628 เมตรโดยมีหน้าผาเป็นแนวยาวยื่นไปทางฝั่งประเทศลาว เป็นยอดเขาสูงที่สุดในเทือก เขาดอยผาหม่นด้านที่ติดสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ยอดภูชี้ฟ้ามีลักษณะเป็นผาที่มีแหลมยื่นขึ้นไปบนฟ้าจึงเรียกว่า ภูชี้ฟ้า โดยมองเห็นภูเขาชี้ขึ้นไปบนฟ้าที่มีลักษณะเป็นภูเขาสูงทำมุม 45 องศา ซึ่งด้านบนมีพื้นที่ราบให้เดินเที่ยวชมประมาณ 1 กิโลเมตร ด้านหน้าเป็นหน้าผาสูงมองเห็นหมู่บ้านเชียงตองในประเทศลาว

มีจุดชมวิวยอดนิยมอยู่ 2 จุด คือบริเวณ ยอดภูและบริเวณ ลานก่อนถึงยอดซึ่งจะเห็นภูเขาชี้ได้อย่างชัดเจน ไฮไลต์สำคัญ ของการมาเที่ยวภูชี้ฟ้า คือ มาเฝ้ารอชมพระอาทิตย์ขึ้นและทะเลหมอกสุด อลังการคลอภูขาที่สวยงาม ชมเอกลักษณ์ทางธรรมชาติ ที่ไม่มีใครเหมือนนั่นคือ ลักษณะภูเขาที่ชี้ไปบนฟ้า หากนักท่องเที่ยวเดินทาง มาในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ – มีนาคม จะเป็นช่วงเวลา ที่ดอกเสี้ยวหรือ ชงโคป่าจะผลิดอกสีขาวบานสะพรั่งเต็มเชิงเขา หากมาเยือน ภูชี้ฟ้าในช่วงปีใหม่ยัง ได้ชม งานปีใหม่ที่ชาวม้งจะแต่งตัวม้งครบถ้วนทั้งหญิงและชาย จุดเด่นของงานคือ การโยนลูกช่วงหรือลูกหิน ระหว่างหนุ่ม – สาว

LEAVE A REPLY

Please enter your comment!
Please enter your name here