20 สถานที่เช็คอินตามล่าทะเลหมอก ep.2

11. ดอยหลวงเชียงดาว

เป็นชื่อเขาหินปูนล้วนทั้งลูก อยู่ในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าดอยเชียงดาว อำเภอเชียงดาว ยอดสูงสุดของดอยเชียงดาว เรียกว่า ดอยหลวงเชียงดาว (เพี้ยนมาจากคำที่ชาวบ้านในละแวกเปรียบเทียบดอยนี้ว่าสูง เพียงดาว) นับเป็นยอดดอยที่สูงอันดับ 3 ของประเทศรองจากดอยอินทนนท์และผ้าห่มปก ป่าบนดอยเชียงดาวเป็นลักษณะเฉพาะแบบป่าละเมาะเขา หรือกึ่งแถบหนาว

การเที่ยวดอยเชียงดาวนั้น เป็นการเดินทางท่องเที่ยวแบบการเดินป่า ในเส้นทางเดินนักท่องเที่ยวจะได้รับความเพลิดเพลิน และความรู้จากธรรมชาติ นอกจากนี้ยังมีส่วนในการดูแลรักษาระบบนิเวศอันเปราะบางด้วย โดยเราจะเดินทางผ่านป่าสน ทุ่งหญ้าและป่าดิบชื้นขึ้นไปเรื่อยๆ จนเมื่อขึ้นไปสูงๆจะได้เห็นกลุ่มพืชล้มลุกสลับกับพืชพุ่มเตี้ย ซึ่งเป็นสังคมพืชกึ่งอัลไพน์ อันเป็นเอกลักษณ์ที่สำคัญของดอยเชียงดาว จะพบกับพืชที่หายากยิ่ง อาทิ ชมพูเชียงดาว เป็นพืชล้มลุก มีดอกสีชมพูเข้ม ลักษณะคล้ายแตรเล็ก ๆ เรียงเป็นชั้น ๆ เป็นพืชพบได้บนยอดดอยเชียงดาวแห่งเดียวในโลก นอกจากนั้นยังมีพืชหายากอีกหลายชนิด อาทิ กุหลาบเชียงดาว ค้อดอยเชียงดาว ดอกหรีดเชียงดาว คำปองหลวง และกล้วยไม้สิรินธร กล้วยไม้พันธุ์ใหม่ของโลกที่เพิ่งค้นพบไม่นานมานี้ กล่าวได้ว่าดอยเชียงดาวเป็นพื้นที่ที่มีความสำคัญทางพฤกษศาสตร์มากที่สุด แห่งหนึ่งในประเทศไทย

สถานที่ : ดอยเชียงดาว จ.เชียงใหม่
ไฮไลท์ : เส้นทางอันสมบูณณ์สู่ทะเลหมอกสุดอลังการ
การเดินทาง : ทางขึ้นดอยหลวงมี 2 ทาง มี เด่นหญ้าขัด กับ ปางวัว สองทางนี้มีความแตกต่างกันอย่างมาก โดยวิธีการเดิน
เด่นหญ้าขัด – ทางจะยาวกว่า มีระยะทางจากจุดเดินถึงจุดยอดสุด 8.5 กิโลเมตร แต่เป็นทางที่เดินสบายกว่า สามารถชม นก ชมไม้ ได้ตลอดระยะทางแบบไม่เหนื่อย ข้างทางสวยมากนะเออ แต่ค่าโดยสารทางนี้จะแพงกว่
ปางวัว – ทางนี้สั้นกว่า ระยะเดินถึงจุดยอด 6.5 กิโลเมตร ทางเดินนั้นเริ่มก็สูงชัน บั่นกำลังขาเลย ข้างทางไม่มีอะไรให้ดู มีเพียงซอกหินกับดินเศษหญ้าที่จับน้ำค้างลื่นๆ ต้องเดินอย่างระวังกันทุกฝีก้าวเลยทีเดียว ( ลูกหาบมักใช้ทางนี้แบกของแบกน้ำขึ้นไป )
ข้อมูลติดต่อ : โทร. 09-9551471 หรือ 02-5614836

12. ม่อนหยุนไหล

จุดชมวิวทะเลหมอกหยุนไหล ตั้งอยู่ที่ หมู่บ้านสันติชล ตำบลเวียงใต้ อำเภอปาย จังหวัดแม่ฮ่องสอน  ห่างจากหมู่บ้านสันติชล ประมาณ 1.6 กิโลเมตร เป็นจุดชมทะเลหมอกและพระอาทิตย์ขึ้นที่สวยงามของอำเภอปาย ซึ่งเป็นที่นิยมของนักท่องเที่ยว สามารถมองเห็นทะเลหมอกที่ถูกรายล้อมไปด้วยทิวเขาน้อยใหญ่ และทัศนียภาพบ้านเรือนของเมืองปายที่ถูกปกคลุมด้วยสายหมอก คำว่าหยุนไหล เป็นภาษาจีนกลาง หมายถึง แหล่งที่เมฆไหลมารวมกัน ซึ่งเปรียบเสมือนคนจีนยูนานที่อพยพมาจากเมืองจีน แต่ในที่สุดก็อพยพย้ายถิ่นฐานมารวมกัน จุดชมทะเลหมอกหยุนไหล สามารถชมได้ทั้งฤดูฝนและฤดูหนาว  บริเวณจุดชมวิวได้จัดทำเป็นระเบียงชมวิวและจุดถ่ายภาพน่ารักๆ หลายจุด ทั้งระเบียงชมวิว จุดคล้องกุญแจคู่รัก  ป้ายร้อยที่บอกรัก  และศาลาสำหรับนั่งชมวิวยามเช้า   ให้นักท่องเที่ยวได้ถ่ายภาพ นอกจากนี้ยังมีบริการเครื่องดื่มชาร้อนใส่มาในกาน้ำร้อน ให้จิบไปชมวิวไปได้อีกด้วยโดยคิดราคาชุดละ 20 บาท สำหรับการมาชมจุดชมวิวเสียค่าเข้าชมคนละ  20 บาท  บริเวณจุดชมวิวมีสิ่งอำนวยความสะดวก ได้แก่  ห้องพัก ลานกางเต็นท์ ห้องน้ำ และร้านค้า คอยบริการนักท่องเที่ยว

นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่จะเดินทางขึ้นไปจุดชมวิวทะเลหมอกหยุนไหล ประมาณ 05.30 น. เพื่อรับอากาศบริสุทธิ์ในยามเช้า และรอชมแสงแรกแย้มจากดวงอาทิตย์ อันอบอุ่นในยามเช้า ณ บนจุดชมวิวที่สูงตระหง่านในอำเภอปาย ด้านบนจุดชมวิวมีบ่อน้ำสำหรับใช้ในการบริโภคที่ไหลลงสู่ด้านล่างของภูเขา

สถานที่ : ทะเลหมอกหยุนไหล จ.แม่ฮ่องสอน
ไฮไลท์ : วิวทะเลหมอกท่ามกลางดอกบัวตอง
การเดินทาง : ห่างจากหมู่บ้านสันติชลขึ้นไปอีกประมาณ 1.6 กิโลเมตร สามารถขึ้นรถบริการได้ที่หมู่บ้านสันติชล ราคาเหมาคัน 300 บาท/10 คน
ข้อมูลติดต่อ : ททท. สำนักงานแม่ฮ่องสอน โทรศัพท์. 0 5361 2982-3

13. ดอยอ่างขาง

ดอยอ่างขาง  ดินแดนแห่งความโรแมนติกเที่ยวได้ไม่มีเบื่อ และครั้งหนึ่งในชีวิตต้องหาโอกาสมาเที่ยว  เป็นอีกหนึ่งดอยยอดฮิตที่แม้เวลาจะผ่านไปเนิ่นนานแค่ไหนก็ไม่อาจทำให้กระแสการท่องเที่ยวดอยอ่างขางลดลงไปได้เลย ดอยอ่างขางตอบโจทย์สำหรับนักท่องเที่ยวที่ต้องการมาสัมผัสกับอากาศหนาวเย็น ชมแปลงดอกไม้และพืชผักเมืองหนาวอันสวยงาม ชมวิวพระอาทิตย์ขึ้นและทะเลหมอก

” ทรงพลิกฟื้น จากภูเขาฝิ่น จนกลายเป็นพืชผักเมืองหนาวที่สวยงามและ น่าเที่ยวที่สุด ของเมืองไทย ” สถานีเกษตรหลวงอ่างขาง ในแต่ละปีเมื่อลมหนาวมาเยือน ภาพของดอกไม้ เมืองหนาวสีสวย รวมทั้งดอกซากุระเมืองไทยที่บานสะพรั่ง ที่ช่วยแต่งแต้มภูเขาสีเขียวให้สวยงาม รวมทั้งพืชผักผลไม้นานาชนิด สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นแม่เหล็กสำคัญที่ดึงดูดใจ นักท่องเที่ยวจำนวนมากให้มาเยือนดอยอ่างขางในแต่ละปี จนหลายคนอาจจะลืมไปแล้วว่า ที่นี่เคยเป็นพื้นที่ปลูกฝิ่น ที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของเมืองไทย

ย้อนกลับไปเมื่อปี พ.ศ. 2513 หรือเกือบ 50 ปีที่แล้ว เมื่อพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมาถึง เพราะทรงห่วงใยเกษตรกรชาวไทยภูเขาที่มีการปลูกฝิ่นเป็นอาชีพหลัก สถานีเกษตรหลวงอ่างขางจึงเกิดขึ้น เพื่อใช้เป็นแปลงทดลอง ปลูกพืชผักเมืองหนาวคุณภาพดีแทนป่าฝิ่นดั้งเดิม สตรอว์เบอร์รี เป็นพืชพันธุ์ชนิดแรกๆ ที่นำมาทดลองปลูกที่นี่ จนได้พันธ์ุที่เหมาะสมกับเมืองไทย โดยใช้ชื่อว่า พันธุ์พระราชทาน ปัจจุบันสถานีเกษตรหลวงอ่างขาง กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่สวยงามอันดับต้นๆ ของเมืองไทย เป็นแหล่งจำหน่ายพืชผักผลไม้เมืองหนาวคุณภาพดีให้นักท่องเที่ยวได้ซื้อติดไม้ติดมือกลับบ้าน ที่สร้างรายได้และชุมชนที่แข็งแรงให้กับชาวไทยภูเขาอีกด้วย

ไฮไลท์ : ทะเลหมอกงามท่ามกลางไร่ชา
การเดินทาง : การเดินทาง จากเชียงใหม่ ใช้ทางหลวงหมายเลข 107 (เชียงใหม่-ฝาง) ถึงตำบลเมืองงาย เลี้ยวเข้าสู่ทางหลวง 1178 ผ่านบ้านอรุโณทัย ไปยังดอยอ่างขาง 

ข้อมูลติดต่อ : สถานีเกษตรหลวงอ่างขาง ม.5 ต.แม่งอน อ.ฝาง จ.เชียงใหม่

โทร 0-53969476  www.angkhangstation.com

14. ภูทับเบิก

ภูทับเบิก ตั้งอยู่ที่ตำบลวังบาล จ. เพชรบูรณ์ ที่มีความสูงจากระดับน้ำทะเลประมาณ 1,768 เมตร ซึ่งเป็นจุดสูงสุดของจังหวัด เพชรบูรณ์ ภูมิประเทศมีความงดงามเป็นที่กล่าวถึง เป็นความงามของทะเลภูเขาตามธรรมชาติป่าไม้ อุดมสมบูรณ์ อากาศบริสุทธ์ เย็นสบายตลอดปี ในตอนเช้ามีหมอกและกลุ่มเมฆตัดกับยอดภูสีเขียว มีไร่กะหล่ำปลีที่ปลูกลดหลั่นไปตามไหล่เขา ภูทับเบิกเป็นสถานที่ ที่มีความสำคัญมากที่หนึ่ง เพราะเป็นจุดรองรับน้ำฟ้ากลางหาว

เป็นยอดเขาที่สูงที่สุดในจังหวัดเพชรบูรณ์ เพิ่งเปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าไปสำรวจท่องเที่ยวได้ไม่นานนัก แต่ก็สามารถสร้างความตื่นตาตื่นใจให้กับผู้ที่ไปเยือนได้เป็นอย่างมาก ด้วยระดับความสูง 1,768 จากระดับน้ำทะเลปานกลาง อุณหภูมิที่หนาวเย็นทั้งปีบนยอดภู และไร่กะหล่ำปลี ที่กว้างใหญ่สุดลูกตา กินบริเวณยอดภูหลายลูก

ภูทับเบิกเป็นชื่อของ หมู่บ้านม้งทับเบิก ซึ่งเป็นหมู่บ้านชาวเขาเผ่าม้ง บนภูเขาสูงของจังหวัดเพชรบูรณ์ ในตำบลวังบาล อำเภอหล่มเก่า ซึ่งห่างจากตัวอำเภอประมาณ 40 กม. และห่างจากตัวจังหวัดเพชรบูรณ์ประมาณ 100 กม. ชาวม้งที่นี่มีอาชีพทำการเกษตรเป็นหลัก พืชผักที่มีการปลูกมากที่สุด ก็คือกะหล่ำปลี ซึ่งมีการจัดสรรที่ดินทำกินสำหรับการปลูกกะหล่ำปลีหลายพันไร่บนยอดเขาสูง ทำให้ในช่วงฤดูฝน มีกะหล่ำปลีผุดขึ้นละลานตาเต็มภูเขา โดยเฉพาะในช่วงเดือนกรกฎาคม-สิงหาคม และช่วงเดือน ตุลาคม-พฤศจิกายน ของทุกปี

สถานที่ : ภูทับเบิก จ.เพชรบูรณ์
ไฮไลท์ : พบทะเลหมอกได้ง่ายสุดๆ
การเดินทาง : จากกรุงเทพฯ ถึง จังหวัดเพชรบูรณ์ ผ่านตัวเมืองมุ่งหน้าไปทางอ.หล่มสัก ก่อนถึงแยกพ่อขุนประมาณ 10 กม. ให้เลี้ยวซ้ายเข้าทางเลี่ยงเมืองสาย 21 (เลยปั๋ม คาลเท็กซ์ไป 200 ม.) ขับรถไปอีก 6-7 กม. ถึงสี่แยกกกโอ ให้เลี้ยซ้ายไปทางพิษณุโลก ตรงไปประมาณ 1-2 กม. ถึงสี่แยกไฟแดง หากตรงไปจะขึ้นไปเขาค้อ และพิษณุโลก ให้เลี้ยวขวา เข้าถนนสาย 2372 ตรงไป ประมาณ 13-15 กม. มีป้ายบอกทางภูทับเบิก-ภูหินร่องกล้า ให้เลี้ยวซ้ายเข้าถนนทางหลวงหลายเลข 2331 ไปภูทับเบิก ขับไปตามเส้นทาง ซึ่งเป็นทางขึ้นเขา ระยะทางประมาณ 17.7 กิโลเมตร 

ข้อมูลติดต่อ : วิสาหกิจชุมชนท่องเที่ยวภูทับเบิก 085-733-9737

15. วัดพระธาตุผาซ่อนแก้ว

วัดพระธาตุผาซ่อนแก้ว ตั้งอยู่ ณ บริเวณเนินเขาในหมู่บ้านทางแดง ต.แคมป์สน อ.เขาค้อ จ.เพชรบูรณ์

สถานที่อันเป็นธรรมภูมิที่งดงาม ซึ่งเรียกว่าผาซ่อนแก้วนี้ มีธรรมชาติเป็นภูเขาที่สูงใหญ่ ซ้อนกันเป็นทิวเขาเรียงรายโอบรอบบริเวณศาลาปฏิบัติธรรม และบนยอดเขาสูงตระหง่านนั้น มีถ้ำอยู่บนปลายยอดเขา ซึ่งมีชาวบ้านทางแดงหลายคน ได้เห็นลูกแก้วลอยเหนือฟากฟ้า และลับหายเข้าไปในถ้ำบนยอดผา ชาวบ้านเชื่อว่าเป็นพระบรมสารีริกธาตุเสด็จมา และต่างถือว่าเป็นสถานที่มงคล มีความศักดิ์สิทธิ์และเรียกตาม ๆ กันว่า “ผาซ่อนแก้ว” และพุทธสถานที่มาตั้งในจุดที่โอบล้อมด้วยทิวเขาดังกล่าว จึงเรียกว่า “พุทธธรรมสถานผาซ่อนแก้ว” เพื่อเป็นนิมิตมงคลแก่ชาวบ้านทางแดง และผู้มาปฏิบัติธรรมสืบไป

วัดพระธาตุผาซ่อนแก้วก่อตั้งขึ้นเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๔๗ ในนาม “พุทธธรรมสถานผาซ่อนแก้ว” ได้รับการอนุมัติจัดตั้งเป็นวัด ในมงคลนามว่า “วัดพระธาตุผาแก้ว” เมื่อวันที่ ๑ กรกฎาคม ๒๕๕๓ จากคณะกรรมการมหาเถรสมาคม โดยมีพระครูปลัด ปารมี สุรยุทโธ เป็นเจ้าอาวาส ซึ่งปัจจุบันได้เปลี่ยนชื่อวัดเป็น “วัดพระธาตุผาซ่อนแก้ว” เมื่อ ๓๐ พฤษภาคม ๒๕๕๖ เพื่อให้สอดคล้องกับบริเวณที่ตั้ง ซึ่งแต่เดิมชาวบ้านเรียกกันว่า “ผาซ่อนแก้ว”

สถานที่ : วัดผาซ่อนแก้ว จ.เพชรบูรณ์
ไฮไลท์ : ทะเลหมอกงดงามไหลผ่านองค์พร
การเดินทาง : ระยะทางจากกรุงเทพ ถึงวัดรวมระยะทางประมาณ 400 กิโลเมตร ใช้เวลาเดินทางประมาณ 5 ชั่วโมงครึ่ง โดยขับมาตามเส้นทางดังต่อไปนี้

จากกรุงเทพฯ ใช้เส้นทางผ่านจังหวัดสระบุรี และใช้เส้นทางหมายเลข 21 สระบุรี ลพบุรี เพชรบูรณ์ เมื่อผ่านตัวเมืองจังหวัดเพชรบูรณ์มาสักระยะ จนใกล้หลักกิโลเมตรที่ 260 ให้สังเกตอนุสาวรีย์พ่อขุนผาเมืองทางซ้ายมือ และเลี้ยวซ้ายเข้าทางหลวงหมายเลข 12 หล่มสัก พิษณุโลก ขับต่อไปยังทางหลวงหมายเลข 12 ประมาณ 30 นาที หลักกิโลเมตรที่ 103 มีจุดสังเกตคือ อบต.แคมป์สนอยู่ทางขวามือ และธนาคารกสิกรไทย เยื้องขึ้นไปทางซ้ายมือ ตรงไปกลับรถ และจะเห็นป้าย พุทธธรรมสถานผาซ่อนแก้ว อยู่ปากซอยทางเข้า หมู่บ้านทางแดง ซึ่งอยู่ด้านข้าง อบต.แคมป์สน เลี้ยวซ้ายเข้าไป ตรงตลอดจนเห็นสะพานทางเข้าวัด เลี้ยวขวาข้ามสะพานและจอดรถบริเวณที่จัดไว้
ข้อมูลติดต่อ : โทร. 063-359-1554

16. อุทยานแห่งชาติภูสอยดาว

ที่ทำการอุทยานแห่งชาติภูสอยดาวตั้งอยู่ที่ตำบลห้วยมุ่น อำเภอน้ำปาด จังหวัดอุตรดิตถ์ ครอบคลุมพื้นที่ในเขตอำเภอชาติตระการ จังหวัดพิษณุโลก และอำเภอน้ำปาด จังหวัดอุตรดิตถ์ ลักษณะภูมิประเทศเป็นภูเขาสูงตามแนวชายแดนไทย-ลาว บริเวณที่สูงที่สุด คือยอดเขาภูสอยดาว สูงถึง 2,102 เมตร จากระดับทะเลปานกลาง อากาศหนาวเย็นเกือบตลอดทั้งปี สภาพป่าส่วนใหญ่ยังอุดมสมบูรณ์ มีทุ่งหญ้าขนาดใหญ่ในพื้นที่ที่เคยเป็นที่ทำกินของชาวไทยภูเขาเผ่าม้ง แหล่งท่องเที่ยวภายในอุทยานแห่งชาติภูสอยดาว ป่าสน ทุ่งดอกหงอนนาค พื้นที่ป่าสนสามใบ เหมาะแก่การเที่ยวชมในช่วงเดือนสิงหาคม-กันยายน เนื่องจากจะพบเห็นทะเลหมอกและดอกไม้ต่างๆ ทิวสนสามใบเต็มลานบนยอดภูสอยดาว ภาพทุ่งหญ้ากว้างใหญ่ใต้เงาสนที่ดารดาษด้วยดอกไม้ดินที่ชูช่อผลิดอกหลากสีเป็นกลุ่มๆ อวดสีสัน ดอกหงอนนาคสีม่วง ดอกสร้อยสุวรรณาสีเหลือง และดอกหญ้ารากหอมสีม่วงเข้ม 

โดยเฉพาะดอกหงอนนาคขึ้นอยู่ทั่วไป และกล้วยไม้ป่าตามคาคบไม้ใหญ่ ระยะทางเดินจากเชิงเขา 6.5 กิโลเมตร บางช่วงเป็นเส้นทางชัน ใช้เวลาเดินประมาณ 4-5 ชั่วโมง มีสถานที่กางเต็นท์และห้องสุขาบริการ “ดอกหงอนนาค” เปรียบเหมือนนางเอกของภูสอยดาวก็ว่าได้ ซึ่งหากใครต้องการมาเจอนางเอกคนนี้เบ่งบานเต็มลานสนก็ต้องมาในช่วงเดือน ส.ค.-ต.ค. ซึ่งเป็นช่วงฤดูฝน หากมาช่วงปลาย ต.ค. ที่ลมหนาวเริ่มมาเยือนก็จะเห็นบ้างแบบบางตา ดอกหงอนนาคมีชื่อเรียกอีกอย่างว่า หญ้าหงอนเงือก หรือน้ำค้างกลางเที่ยง เป็นพืชล้มลุกชนิดหนึ่งที่ออกดอกในฤดูฝน ดอกจะมีทั้งสีม่วงอ่อนหรือม่วงน้ำเงิน สีขาว และสีชมพู ซึ่งค่อนข้างหายาก ยามเช้าดอกหงอนนาคจะหุบดอก และจะบานเมื่อมีแสงแดด ส่วนกลางของดอกมักมีหยดน้ำติดอยู่ เป็นที่มาของชื่อน้ำค้างกลางเที่ยง

โดยที่ภูสอยดาวนี้เป็นจุดที่มีดอกหงอนนาคทุ่งใหญ่ที่สุดของประเทศ นอกจากนั้นก็ยังพบได้บ้างตามภูเขาอื่นๆ เช่น เขาสมอปูน ทุ่งโนนสน เขาใหญ่ เป็นต้น บนลานสนภูสอยดาวมีทุ่งหงอนนาคให้ชมหลายทุ่ง ทั้งในบริเวณจุดเริ่มต้นของลานสน และที่บริเวณจุดกางเต็นท์ก็มีทุ่งดอกหงอนนาคอีก 2 ทุ่งใหญ่ๆ ให้เราได้สัมผัสความงามกันอย่างใกล้ชิด รวมไปถึงตามเส้นทางเดินศึกษาธรรมชาติด้วยเช่นกัน จะถึงศูนย์บริการนักท่องเที่ยวประมาณ 13.00-13.30 ยังทันเวลาพอเดินขึ้นลานสน (ถ้ามาถึงเกินเวลา14.00เจ้าหน้าที่จะไม่ให้ขึ้นลานสนนะครับต้องรอขึ้นวันต่อไป) ค่าใช้จ่ายที่ศูนย์บริการนักท่องเที่ยวด้านล่าง 1.ค่าเข้า อช.คนละ40บาท 2.ค่ามัดจำขยะ 30 บาท 3.ค่ามัดจำป้ายไม้ 50 บาท 4.ค่าลูกหาบ กิโลกรัมละ 30บาท – ร้านค้าด้านตรงข้ามศูนย์บริการนักท่องเที่ยวจะเปิดแค่วัน ศ-อ. นะครับ – ผู้ที่ไม่ได้นำเต๊นท์หรือถุงนอนมา สามารถเช่าได้ที่ศูนย์บริการนักท่องเที่ยวศูนย์ล่าง เต๊นท์ 300/1 คืน ถุงนอน 30/1คืน ส่วนเตาถ่านสามารถหาเช่าได้ที่ศูนย์บริการนักท่องเที่ยวบนลานสนคค่าเช่าเตาถ่าน 50/1คืน แต่ต้องซื้อถ่านขึ้นไปเองจากด้านล่าง ถุงละ 30บาท – น้ำดื่ม

ศูนย์บริการนักท่องเที่ยวบนลานสนมีน้ำฝนรองใส่ถังไว้สามารถนำมาต้มดื่มได้ในฤดูฝนหรือใครไม่มั่นใจก็ซื้อขึ้นไปเองได้ ส่วนในฤดูแล้งต้องซื้อน้ำดื่มขึ้นไปเอง การเดินทางไปภูสอยดาวอีกวิธีนึง คือ การติดต่อเจ้าหน้าที่อุทยานให้มารับที่ บขส.พิษณุโลกถึงศูนย์บริการนักท่องเที่ยวและส่งเรากลับถึง บขส.พิษณุโลก ราคาจะอยู่ที่ 4200-4500 แล้วแต่จะต่อรอง เหมาะสำหรับกลุ่มที่มากันเองหลายๆคน ไม่ต้องนั่งรอรถไป อ.ชาติตระการ โทรนัดเวลาให้เจ้าหน้าที่ไปรับที่ บขส.ได้เลย

สถานที่ : ภูสอยดาว จ.เพชรบูรณ์
ไฮไลท์ : หมอกบางๆบนทุ่งหงอนนาค
การเดินทาง : การเดินทาง สำหรับท่านที่ต้องการเดินทางไปเที่ยวภูสอยดาวด้วยตัวเองแบบประหยัดนะครับ – นั่งรถจากหมอชิตไปลง บขส.พิษณุโลก บริษ้ทพิษณุโลกยานยนต์ ค่ารถ 304 บาท เลือกเที่ยวรถ 22.30 – 23.00 ใช้เวลาเดินทางประมาณ 5 ชม. จะไปถึงบขส.พิษณุโลก ประมาณ 03.00-04.00 – ต่อรถไปอำเภอชาติตระการโดยรถเมล์โดยสาร รถเที่ยวแรกเวลา 05.00 ค่ารถ 95บาท ใช้เวลาเดินทาง2.30-3.00ชม.จะถึง อ.ชาติตระการประมาณ07.00-8.00น. – จากนั้นนั่งรถมอไซค์รับจ้างไปลงตลาดเทศบาลป่าแดง ค่ารถ 20 บาท หาข้าวเช้ากินและซื้อเสบียง – นั่งรอรถสองแถวสีน้ำเงินที่ตลาดเทศบาลป่าแดง ที่ข้างรถจะเขียนว่า ป่าแดง-ร่มเกล้ารถสองแถวสายนี้บางวันมี2คันบางวันมีคันเดียวไม่แน่นอน รถจะออกจาก อ.ชาติตระการ 10.30บอกคนขับว่าจะไปภูสอยดาว ก่อนถึงหมู่บ้านร่มเกล้าเค้าจะขับไปส่งเราที่ภูสอยดาวก่อน ค่ารถ150 ใช้เวลาเดินทางประมาณ3.00ชม.
ข้อมูลติดต่อ : อุทยานแห่งชาติภูสอยดาว 055-436-793

17. อ่างเก็บน้ำรัตนัย

อ่างเก็บน้ำรัตนัย หรืออ่างเก็บน้ำบ้านรัตนัย 1 อยู่บนทางหลวงหมายเลข 2325 เลยกิโลเมตรที่ 5 ไปประมาณ 100 เมตร จะ เห็นทางเข้าอ่าง เก็บน้ำทางด้านซ้ายมือ เข้าไปตามทางเดินอีกประมาณ 400 เมตร

อ่างเก็บน้ำรัตนัย เป็นโครงการชลประทานขนาดเล็กตามพระราชดำริ เก็บน้ำความจุประมาณ 2,020,000 ลูกบาศก์เมตร บนเนื้อที่ 1,600 ไร่ มีอาคารระบายน้ำล้นกว้าง 15 เมตร พร้อมทำนบดินสูง 15 เมตร ยาว 250 เมตร ก่อสร้างเสร็จเมื่อปี พ.ศ.2530 ประโยชน์เพื่ออุปโภค บริโภคและเกษตรกรรมในบริเวณอ่างเก็บน้ำจะมีลักษณะคล้ายกับทะเลสาบ เหมาะสำหรับการเป็นที่พักผ่อนหย่อนใจ ของนักท่องเที่ยว และเป็นจุดชมวิวที่สวยที่สุดของอำเภอเขาค้อ

เป็นจุดชมวิวทะเลหมอกที่ฮอตที่สุดของอำเภอเขาค้อ เป็นจุดที่เจอทะเลหมอกได้บ่อยมากอีกจุดนึง แถมเดินทางก็ง่ายมากขับรถจอดได้ถึงจุดชมวิว หรือถ้าอยากนอนรอชมวิวทะเลหมอกยามเช้าที่นี่ก็มีทั้งพักมากมาย วิวเทพๆทั้งนั้นแล้วแต่เราจะเลือกตามราคาที่สะดวก ที่นี่อากาศเย็นเกือบตลอดทั้งปีเหมาะแก่การมาพักผ่อนมากๆ

สถานที่ : อ่างเก็บน้ำรัตนัย จ.เพชรบูรณ์
ไฮไลท์ : มีหมอกทั้งปีวิวสวยอากาศดีตลอดปี
การเดินทาง : จริงๆแล้วเดินทางได้หลายเส้นทางแต่ที่ใกล้และสะดวกสุดคือจากกรุงเทพฯ ใช้เส้นทางหลวงหมายเลข 1 (ถนนพหลโยธิน) ผ่านจังหวัดสระบุรีเลยไปจนถึงสวนพฤกษศาสตร์ (พุแค) เลี้ยวเข้าทางหลวงหมายเลข 21 ผ่านอำเภอชัยบาดาล อำเภอศรีเทพ อำเภอวิเชียรบุรี อำเภอเมืองเพชรบูรณ์ ขับมาตรงไปจนถึงสามแยกนางั่ว เลี้ยวซ้ายเข้าสู่ถนนหมายเลข 2258 ระหว่างทางจะพบเนินมหัศจรรย์ถึงสี่แยกรื่นฤดี เลี้ยวขวาเข้าสู่ถนนหมายเลข 2196 สู่อำเภอเขาค้อ

18. เขาแผงม้า

เขาแผงม้า หรือเขาภูหลวง ซึ่งเป็นเขาสูงชันเป็นแนวยาว เมื่อมองจากที่ไกลๆคล้ายสันคอม้า จึงเรียกว่า เขาแผงม้าเขาลูกนี้เคย ปกคลุมไปด้วยป่า มีพื้นที่กว้างขวางกว่าแสนไร่ เป็นผืนป่าเดียวกับป่าดงพญาไฟอยู่ประชิด อช.เขาใหญ่ และ อช.ทับลาน มีสัตว์ป่า อย่างวัวกระทิงจากผืนป่าดังกล่าวมาหากินอยู่เป็นประจำ ต่อมามีการบุกรุกป่าและสัมปทานไม้ของเอกชน เขาแผงม้า ที่เคยรก ครึ้มไปด้วยป่าจึงกลายเป็นเขาหัวโล้นในที่สุด ต่อมามูลนิธิคุ้มครองสัตว์ป่าและพรรณพืชแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชินูปถัมภ์ ร่วมกับชาวบ้านได้ร่วมกันปลูกป่าถาวร ฟื้นฟูสภาพป่าให้กลับคืนดีดังเดิม โดยเน้นความหลากหลายตามธรรมชาติของป่า ปัจจุบันเขาแผงม้าเขียวครึ้ม มีทัศนียภาพที่สวยงาม มีสัตว์ป่าโดยเฉพาะฝูงกระทิงซึ่งเป็นสัตว์หายากได้กลับสู่ป่าผืนนี้อีกครั้ง บ่งบอกถึงความอุดมสมบุรณ์ของป่าเขาแผงม้าที่กลับคืนมา ที่นี่จึงเป็นที่เฝ้าดูฝูงกระทิงและสัตว์ป่านานาชนิดของ นักท่องเที่ยวที่ นิยมธรรมชาติ

เคยเป็นป่าผืนเดียวกับเขาใหญ่ซึ่งเต็มไปด้วยความอุดมสมบูรณ์ สัตว์ป่านานาชนิดอาศัยอยู่อย่างชุกชุม เป็นต้นน้ำของลำห้วยหลายสาย ไหลรวมกันเป็น ลำพระเพลิง ก่อนลงสู่แม่น้ำมูล เป็นเส้นชีวิตหลัก ของผู้คนในแผ่นดินอีสาน ได้ใช้เป็นสิ่งจำเป็นที่ขาดไม่ได้ ในการดำรงชีพมาหลายชั่วคน แต่นโยบายการพัฒนาอย่างเร่งรีบ โดยขาดการวางแผน โดยรอบครอบ ก่อให้เกิดการตัดถนนสายต่างๆ ทะลุกลางป่าเทือกเขาพนมดงรัก การสัมปทานป่าไม้ ทำให้ชาวบ้านจาก ที่ต่างๆ อพยพเข้ามาบุกเบิก หักร้างถางพง ล่าสัตว์ ตัดต้นไม้ ถือครองที่ดิน ในบริเวณเขาแผงม้ามากขึ้นสำทับด้วยการ เน้น การปลูกพืชเศรษฐกิจราคาสูง แต่เพียงอย่างเดียว พื้นดินจึงเสื่อมสภาพลง ด้วยปุ๋ยเคมี ผืนป่าที่เคยอุดมสมบูรณ์ จึงกลายสภาพ เป็นภูเขาหัวโล้น ต้นน้ำที่เคยชุ่มฉ่ำ กลับแห้งผาก ประกอบกับทุ่งหญ้าที่ขึ้นปกคลุม กลายเป็น เชื้อเพลิงอย่างดี ในหน้าแล้ง ไฟป่าโหมไหม้ ทั้งกลางวัน และกลางคืน จนผู้คนขนานนามว่า “ภูเขาไฟ”

สถานที่ : เขาแผงม้า จ.นครราชสีมา
ไฮไลท์ : ชมทะเลหมอกกับฝูงกระทิง
การเดินทาง : รถยนต์ส่วนตัว จากกรุงเทพฯ ถึง อำเภอวังน้ำเขียวจังหวัดนครราชสีมา โดยใช้เส้นทางองครักษ์-นครนายก-ปราจีนบุรี-นครราชสีมา จากสี่แยกกบินบุรีใหม่ไปตามทางหลวงหมายเลข 304 (กบินทร์บุรี- วังน้ำเขียว) ระยะทางประมาณ 200 กิโลเมตร ก่อนถึงตลาด 79 อำเภอวังน้ำเขียว ให้แยกซ้ายที่บริเวณศาลเจ้าพ่อหลวงราชไปอีก 11 กม.จะเห็นป้ายโครงการปลูกป่าถาวรเฉลิมพระเกียรติฯ ปากทางเข้าทางซ้ายมือ เลี้ยวเข้าไปราว 2 กม.จะถึงสำนักงานฯ 

ข้อมูลติดต่อ : โทร. 081 907 8260 หรือ อบต.วังน้ำเขียว โทร.0-4422-8249

19. อุทยานแห่งชาติดอยภูคา

อุทยานแห่งชาติดอยภูคา มีสภาพพื้นที่เป็นเทือกเขาสูงสลับซับซ้อน ซึ่งมีทิวทัศน์ที่สวยงามตามธรรมชาติ อากาศบริสุทธิ์ โดยเฉพาะ ยอดดอยภูคา มีเมฆปกคลุมตลอดฤดูฝนและฤดูหนาว จึงมีทิวทัศน์ที่สวยงามมาก ดอยภูคา เป็นป่าที่มีความอุดมสมบูรณ์ที่มีทั้งพืชพรรณและสัตว์ป่าที่มีความสำคัญต่อระบบนิเวศน์ รวมทั้งเป็น แหล่งกำเนิดของแม่น้ำหลายสาย เช่น แม่น้ำน่าน ลำน้ำปัว ลำน้ำว้า ที่คอยหล่อเลี้ยงชีวิตของชาวจังหวัดน่าน และยังมีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ กล่าวคือ เป็นที่เชื่อกันว่าเทือกเขาดอยภูคาเป็นเมืองเก่าของบรรพบุรุษ ของคนเมืองน่านและในปัจจุบันนี้ก็ยังมีศาลเจ้าพ่อภูคา ตั้งอยู่บริเวณกิโลเมตรที่ 31 ถนนสายปัง-บ่อเกลือ อันเป็นที่เคารพสักการะของชาวจังหวัดน่าน

ตั้งอยู่ในเขตพื้นที่ 8 อำเภอ คือ อำเภอเฉลิมพระเกียรติ อำเภอทุ่งช้าง อำเภอเชียงกลาง อำเภอปัว อำเภอท่าวังผา อำเภอสันติสุข อำเภอแม่จริมและอำเภอบ่อเกลือ มีพื้นที่ประมาณ 1,065,000 ไร่ เป็นป่าที่มีความอุดมสมบูรณ์ที่มีทั้งพืชพรรณและสัตว์ป่าที่มีความสำคัญต่อระบบนิเวศน์ รวมทั้งเป็นแหล่งกำเนิดของแม่น้ำหลายสาย เช่น แม่น้ำน่าน ลำน้ำปัว ลำน้ำว้า ที่คอยหล่อเลี้ยงชีวิตของชาวจังหวัดน่าน และยังมีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ กล่าวคือ เป็นที่เชื่อกันว่าเทือกเขาดอยภูคาเป็นเมืองเก่าของบรรพบุรุษของคนเมืองน่านและในปัจจุบันนี้ก็ยังมีศาลเจ้าพ่อภูคา ตั้งอยู่บริเวณกิโลเมตรที่ 31 ถนนสายปัง-บ่อเกลือ อันเป็นที่เคารพสักการะของชาวจังหวัดน่านและบุคคลทั่วไ

ปี พ.ศ.2526 ราษฎรของจังหวัดน่าน ได้เห็นความสำคัญที่จะอนุรักษ์ป่าต้นน้ำลำธารเพื่อป้องกันการบุกรุกทำลาย จึงได้มีหนังสือถึงกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ให้กำหนดป่าดอยภูคา อ.ปัว ให้เป็นเขตอุทยานแห่งชาติ ต่อมาได้ประกาศเป็นพระราชกฤษฎีกาแนวเขตอุทยานแห่งชาติดอยภูคาเมื่อวันที่ 17 มิถุนายน 2542 อีกทั้งภายในบริเวณพื้นที่ก็ยังมีแหล่งท่องเที่ยวมากมาย อาทิ ถ้ำ น้ำตก ล่องแก่งต่างๆและต้นชมพูภูคา ซึ่งเป็นที่พักผ่อนหย่อนใจของคนทั้งประเทศและต่างประเท

สถานที่ : วัดผาซ่อนแก้ว จ.เพชรบูรณ์
ไฮไลท์ : อากาศเย็นกับหมอกสวย
การเดินทาง : .โดยรถยนต์ส่วนตัว จากจังหวัดน่านไปตามทางหลวงหมายเลข 1080 ถึงอำเภอปัวระยะทาง 60 กม. แยกไปตามทางหลวงหมายเลข 1256 (ปัว-บ่อเกลือ) ถึงที่ทำการอุทยานแห่งชาติดอยภูคา ระยะประมาณ 25 กม. รวมระยะทาง 85 กม. การเดิน ทางไปบ้านมณีพฤกษ์จากจังหวัดน่านไปตามทางหลวง หมายเลข 1080 ผ่าน อ.เชียงกลาง ระยะทางประมาณ 75 กม. แยกขวา บ้านนาหนุนเข้าบ้านมณีพฤกษ์ ระยะประมาณ 40 กม. รวมระยะทาง 115 กม.
ข้อมูลติดต่อ : อุทยานแห่งชาติดอยภูคา โทรศัพท์ 054-701 000

20. ผาตั้ง

รถไปถึง … อากาศดี เดินนิสเดียว ไม่กี่ร้อยเมตร ก็ได้เจอทะเลหมอกแล้วว ดอยผาตั้งไงละ !! ดอยผาตั้ง เป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงแห่งหนึ่งในจังหวัดเชียงราย อยู่ในเขตตำบลปอ อำเภอเวียงแก่น จังหวัดเชียงราย ดอยผาตั้งเป็นยอดดอยอยู่ในเทือกเขาหลวงพระบาง สันปันน้ำเป็นจุดแบ่งอาณาเขตระหว่างประเทศไทย-ลาว เป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่ขึ้นชื่อสำหรับชมพระอาทิตย์ขึ้นและทะเลหมอกในตอนเช้าและชมพระอาทิตย์ตกในเวลาเย็น มีความสูงจากระดับน้ำทะเลประมาณ 1,800 เมตร เส้นทางเดินขึ้นยอดดอยอยู่ติดกับสถานที่จอดรถและร้านค้าบริการความยาวประมาณ 700 เมตร จากยอดดอยสามารถมองเห็นแม่น้ำโขงฝั่งลาวและสามารมองเห็นยอดภูชี้ฟ้าที่อยู่ห่างออกไปกว่า 25 กิโลเมตรได้ชัดเจน

จุดท่องเที่ยวที่น่าสนใจบนดอยผาตั้ง

1. จุดชมวิวผาบ่องประตูสยาม เป็นหน้าผาหอนขนาดใหญ่ตรงกลางเป็นเนินช่องเขาเหมือนประตู เป็นช่องทางไปยังสาธารณรัฐประชาธิปไตย ประชาชนลาว

2. ศาลาเก๋งจีน – พระพุทธมังคลานุภาพลาภสุขสันติ – ป่าหินยูนนาน ถัดจากช่องผาบ่องขึ้นไปอีกราว 15 เมตร จะเป็นเนินที่ประดิษฐานพระพุทธมัง คลานุภาพลาภสุข สันติและ ศาลา ทรงเก๋งจีน อนุสรณ์สถานของนายพลหลี่ ผู้นำ ทจช. ในอดีต จากเนินตรงนี้เดินลงไปอีก 30 เมตร ก็จะพบทางขึ้น ไปชม ป่าหินยูนนาน ซึ่งเป็นหินรูปทรงลักษณะ คล้ายภูเขาในประเทศจีนที่มีรูปทรงสูงๆ หลายแหลมขึ้นสลับ ซับซ้อนสวยงามมาก

3. จุดชมวิวช่องผาขาด เป็นจุดชมวิวที่อยู่ใกล้วิวผาบ่องประตูสยาม ลักษณะเป็นผาหิน ที่แยกออกเป็นช่องมองลงไปเห็น ทิวทัศน์ ประเทศลาวและสายแม่น้ำโขงได

4. จุดชมทะเลหมอกเนิน 102 จากจุดผาขาดเดินขึ้นดอยต่อไปยัง เนิน 102 ระยะทางกว่า 300 เมตร เป็นเนินเขาลูกหนึ่งบนดอยผาตั้ง เป็นจุด ชมทะเลหมอกและพระอาทิตย์ขึ้นและพระอาทิตย์ตกที่สวยงาม ที่นักท่องเที่ยว นิยมไปมากที่สุด สามารถมอง เห็นทะเลหมอกได้กว้างไกลสุดตา ละลอกคลื่นอยู่ไกลๆ

5. จุดชมทะเลหมอกเนิน 103 เป็นเนินเขาอีกลูกบนดอยผาตั้ง อยู่ห่างจากเนิน 102 ไปทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ราว 500 เมตร ลักษณะบนเนิน 103 มีหินขนาดใหญ่อยู่บนเนิน เป็นจุดชมวิวที่สวยงามจะเป็น จุดชมทะเลหมอก ที่สวยงามที่สุดบนดอยผาตั้ง เพราะสามารถชมทะเลหมอกได้กว้างไกล และเที่ยวชมทะเลหมอกได้ตลอดปี ในเดือนธันวาคมถึงมกราคม มีดอกซากุระบานและเดือนกุมภาพันธ์ มีดอกเสี้ยวบานสะพรั่งงดงาม เป็นที่ตั้งของหมู่บ้านชาวจีนฮ่อ ม้ง และเย้า โดยเฉพาะจีนฮ่อนั้น อดีตเคยเป็นส่วนหนึ่งของกองพล 93 ซึ่งอพยพเข้ามาตั้งถิ่นฐานอยู่ที่ดอยผาตั้งนี้ ปัจจุบันประกอบอาชีพทางการเกษตร ปลูกพืชเมืองหนาว เช่น บ๊วย ท้อ สาลี่ แอปเปิ้ล และชา

สถานที่ : ผาตั้ง จ.เชียงราย
ไฮไลท์ : มองทะเลหมอกผ่านผาบ่องประตูสยาม
การเดินทาง : จากจังหวัดเชียงราย ใช้เส้นทางเชียงราย-เวียงชัย-พญาเม็งราย-บ้านเต่า (ทางหลวงหมายเลข 1233, 1173 และ 1152) 50 กิโลเมตร บ้านเต่า-บ้านท่าเจริญ (ทางหลวง 1020) 45 กิโลเมตร บ้านท่าเจริญ-เวียงแก่น-ปางหัด (ทางหลวง 1155)17 กิโลเมตร และปางหัด-ดอยผาตั้ง อีก 15 กิโลเมตร แล้วเดินเท้าต่อไปอีกประมาณ1 กิโลเมตร จึงจะถึงจุดชมวิว 103 สภาพเส้นทางบางช่วงสูงชัน เป็นพื้นที่ซึ่งอยู่ในความดูแลของกองทัพภาคที่ 3 ที่ดอยผาตั้งบนเส้นทางขึ้นไปจุดชมวิว มีบริการขี่ม้าชมวิว คิดค่าบริการ 150-300 บาท แล้วแต่ระยะทาง
ข้อมูลติดต่อ : จุดบริการนักท่องเที่ยวดอยผาตั้ง 053-918-301

 

LEAVE A REPLY

Please enter your comment!
Please enter your name here