อิตาลี ประเทศนี้มันมีอะไร …

อิตาลี Italy

เป็นประเทศในทวีปยุโรป บริเวณยุโรปใต้ ตั้งอยู่ในคาบสมุทรอิตาลีที่มีรูปทรงคล้ายรองเท้าบูต และมีเกาะ 2 เกาะใหญ่ในทะเลเมดิเตอร์เรเนียน คือ เกาะซิซิลีและเกาะซาร์ดิเนีย และพรมแดนตอนเหนือแบ่งประเทศโดยเทือกเขาแอลป์ กับประเทศฝรั่งเศส สวิตเซอร์แลนด์ ออสเตรีย และสโลวีเนีย

ประเทศอิตาลีมีชื่อตามภาษาพื้นเมืองว่า Repubblica Italiana ตั้งอยู่ทางตอนใต้ของทวีปยุโรป พื้นที่ร้อยละ 75 เป็นภูเขาและที่ราบสูง ประชาชนที่อยู่ในประเทศอิตาลีเรียกว่า ชาวอิตาเลียน ซึ่งสืบเชื้อสายมาจากคนในสมัยโรมันโบราณ ประชาชนส่วนใหญ่นับถือศาสนาคริสต์ จำนวนประชากรของประเทศอิตาลีมีประมาณ 60 ล้านคน โดยประมาณ 3 ล้านคนอาศัยอยู่ในกรุงโรม และอีก 2 ล้านคนอยู่ในมิลาน มีภาษาทางการคือภาษาอิตาลี และบางพื้นที่ในประเทศเยอรมนีและฝรั่งเศส แต่จะเป็นภาษาซิซิลี และภาษาซาร์ดีเนีย ซึ่งคล้ายกับภาษาอิตาลีแต่ต่างกันที่สำเนียงเท่านั้น

เมืองฟลอเรนซ์ (Florence) หรือ เมืองฟีเรนเซ (Firenze)

Shell พาชม พิพิธภัณฑ์เอนโซ เฟอร์รารี Enzo Ferrari Museum (MEF) เมืองโมเดนา

นครรัฐวาติกัน (Vatican City State)

เริ่มต้นเดินทางกับผู้โชคดีทั้ง 20 ท่าน ที่สนามบินสุวรรณภูมิครับ แต่ละคนโชคดีมากจริงๆ แค่เติมน้ำมันหรือซื้อน้ำมันเครื่อง Shell ก็ได้เป็นผู้โชคดีมาเที่ยวอิตาลีแบบฟรีๆ ตลอดทริปเลยครับ

ในการซื้อตั๋วเครื่องบินเพื่อการเดินทางไปท่องเที่ยวประเทศอิตาลีนั้น สามารถจองตั๋วได้ผ่านทางเว็บไซต์เอเจนซี่ที่ช่วยในการจองตั๋วจากสายการบินที่มีอยู่มากมายได้ โดยเว็บไซต์เหล่านี้มีข้อดีคือจะแสดงสายการบินที่สามารถใช้เดินทางจากสนามบินในประเทศไทย ไปยังสนามบินต่างๆ ในอิตาลีเพียงคุณกรอกข้อมูลเกี่ยวกับสนามบินต้นทาง สนามบินปลายทาง และวันเดินทางของคุณ  หน้าเว็บไซต์ก็จะปรากฏข้อมูลต่างๆ ของเที่ยวบิน ทั้งราคา มีจุดพักหรือบินตรง ระยะเวลาที่ใช้ในการเดินทางให้คุณได้เปรียบเทียบได้ตามต้องการ  อีกทั้งบางเว็บคุณสามารถจำกัดเลือกดูแค่เที่ยวบินตรงก็ได้ด้วย

อีกทางเลือกหนึ่งก็คือการจองผ่านเว็บไซต์ของสายการบินโดยตรงเลยก็ได้ ซึ่งแน่นอนว่าหากคุณวางแผนการเดินทางตั้งแต่เนิ่นๆ และจองตั๋วเครื่องบินล่วงหน้าคุณก็จะสามารถหาตั๋วเครื่องบินได้ในราคาที่ดีกว่า และสามารถออกแบบการเดินทางได้ดีกว่าอีกด้วย

นครรัฐวาติกัน (Vatican City State)

ตั้งอยู่ภายในกรุงโรม ประเทศอิตาลี แต่เป็นพื้นที่ที่มีการปกครองพิเศษของตนเอง และจัดว่าเป็นรัฐอิสระที่เล็กที่สุดในโลก โดยมีพื้นที่เพียง 0.438 ตร.กม. และมีประชากรราว 900 คนเท่านั้น ซึ่งตามจริงแล้วคนเชื้อชาติวาติกันไม่มีในโลก จะมีก็แต่เพียงพลเมืองสัญชาติวาติกัน และมีคนทำงานในนครวาติกัน 1,300 คน พลเมืองของรัฐนี้ ประกอบด้วยองค์สันตะปาปา คาร์ดินัล ผู้ปกครองนครรัฐ วาติกัน เจ้าหน้าที่ประจำวาติกัน และทหารสวิส ซึ่งเป็นองครักษ์ของสันตะปาปา โดยทำหน้าที่นี้สืบทอดกันมาตั้งแต่ราวศตวรรษที่ 15 องครักษ์เหล่านี้ทุกคนเป็นชาวสวิส และเป็นคาทอลิกที่ดี จึงจะได้รับคัดเลือกให้ทำหน้าที่นี้ การปกครองเป็นแบบอำนาจเบ็ดเสร็จ อำนาจตกอยู่ที่พระสันตะปาปาเพียงผู้เดียว จะหมดวาระก็ต่อเมื่อสิ้นพระชนม์

ระหว่างทาง เราจะเห็นทหารแต่งกายชุดที่แปลกตา สีสันสวยงาม เจ้าหน้าที่แจ้งว่าทหารที่เห็นส่วนใหญ่เป็นทหารรับจ้าง มาจากประเทศอื่นๆ

มหาวิหาร เซนต์ ปีเตอร์ส บาซิลิกา(St. Peter’s Basilica)

เป็นหนึ่งในสี่ของมหาวิหารเอกของกรุงโรมที่ตั้งอยู่ใน เขตรัฐวาติกัน เป็นสิ่งก่อสร้างที่ใหญ่ที่สุดในรัฐวาติกัน และเป็นสถานที่ที่ได้ชื่อว่าศักดิ์สิทธิ์ที่สุดแห่งหนึ่งของคริสตจักรโรมันคาทอลิกอีกด้วย

St. Peter’s Basilica หรือมีอีกชื่อว่า มหาวิหาร นักบุญเปโตร(Basilica Sancti Petri) เดิมนั้นเป็นโบสถ์ที่ถูกสร้างขึ้นในสมัยคริสต์ศตวรรษที่ 4 เป็นรูปแบบบาซิลิกา จนมาถึงในยุคฟื้นฟูศิลปวิทยาโบสถ์นั้นได้มีสภาพทรุดโทรมเป็นอย่างมากแล้วจึงได้มีการตัดสินใจสร้างมหาวิหารขึ้นมาใหม่ในแบบเรเนซองซึ่งเป็นโบสถ์ที่ใหม่และมีขนาดใหญ่กว่าเดิมมาก โดยมหาวิหารที่สร้างขึ้นมาใหม่นั้นจัดได้ว่าเป็นสิ่งก่อสร้างที่มีขนาดใหญ่ที่สุดของรัฐวาติกันเลยทีเดียว นอกจากนั้นแล้วมหาวิหารนักบุญเปโตรแห่งนี้นั้นยังเป็นหนึ่งในสี่ของมหาวิหารเอกของกรุงโรมร่วมกับอีกสามวิหารอันได้แก่ มหาวิหารซันตามาเรียมัจโจเร, มหานักบุญเปาโลนอกกำแพง และมหาวิหารนักบุญยอห์น ลาเตรัน อีกด้วย

รูปสลักหินอ่อนปีเอต้า (ปีเอต้า มาจากภาษาอิตาลีแปลว่าความสงสาร)

เป็นกลุ่มงานศิลปะทั้งงานจิตรกรรมและประติมากรรม ที่แสดงถึงความโศกเศร้าและความสงสาร มักวาดหรือแกะสลักเหรือปั้นป็นรูปพระแม่มารีประคองร่างพระเยซูที่เอาลงมาจากกางเขน ปีเอต้า ในรูปแบบประติมากรรมชิ้นที่สำคัญที่สุดคืองานหินอ่อนสูง 5 ฟุต 9 นิ้ว ของ มิเกลันเจโล บูโอนาร์โรตี หรือ ไมเคิลแองเจลโล สร้างขึ้นตามสัญญาว่าจ้างจากสำนักวาติกันแห่งกรุงโรม เพื่อให้มาประดิษฐานที่มหาวิหารเซนต์ปีเตอร์ โดยใช้เวลาตั้งแต่ปี ค.ศ.1494-1501 ปิเอต้าของไมเคิลแองเจลโลนี้สวยงามและมีรายละเอียดมากมาย แสดงถึงความสามารถในการแกะสลักรายพับและรอยยับของเนื้อผ้าลงบนหินอ่อน

อย่างไรก็ตาม รูปสลักนี้ได้รับการวิเคราะห์ทางกายภาพในสมัยหลังว่า ร่างของพระแม่มารีนั้น “ยาวเกินไป” หากยืนขึ้นจะไม่สมส่วน

ประตูชัยคอนสแตนติน (Arco di Costantino)

ประตูชัยคอนสแตนติน เป็นหนึ่งในหลายๆ ประตูชัยที่ใหญ่ที่สุดของโรมัน ซึ่งเป็นสถาปัตยกรรมที่ได้รับการดูแลเป็นอย่างดี ประตูชัยถูกสร้างขึ้นเพื่อสดุดีจักรพรรดิ์คอนสแตนตินที่ได้รบชนะ จักรพรรดิ์แมกเซนเทียส ซึ่งนำความสงบสุขมาให้หลังจากมีสงครามกลางเมืองมายาวนานกว่าร้อยปี ประตูชัยมีทั้งหมดสามประตูและได้รับการตกแต่งอย่างสวยงามด้วย รูปปั้นและภาพแกะสลักนูนโค้งบรรทึกเรื่องราว ต่างๆ ในอดีต

โคลอสเซียม(Colosseum)

สนามโคลอสเซี่ยม สนามประลองยุทธที่สร้างมาแล้วร่วม 2,000 ปี เป็น สนามกีฬา กลางแจ้งที่ใหญ่โตที่สุดในสมัยโบราณพระเจ้าเวชเปเซียนทรงโปรดให้สร้างขึ้น ในราว ค.ศ. 72 – ค.ศ. 80 สถานที่แห่งนี้พระเจ้าเวชเปเซียนเสด็จมาประทับทอดพระเนตรการแสดงกีฬา ต่างๆในสมัยโบราณ ตัวสนามสร้างเป็นวงกลมก่อด้วยอิฐและหินขนาดใหญ่ วัดโดยรอบยาว 527 เมตร สูง 57 เมตรมี 4 ชั้นจุคนดูประมาณ 80,000 คน มีห้องใต้ดินสาหรับขังนักโทษ และสิงโตหลายร้อยห้อง ใช้เป็นสถานที่แสดงกีฬา ประลองฝีมือในเชิงฟันดาบของบรรดาเหล่าทาสให้ต่อสู้กันเอง และบรรดา เหล่านักโทษให้ต่อสู้กับสิงโตที่อดอาหาร ยิ่งถ้าต่อสู้กัน จนถึงสามารถฆ่าคู่ต่อสู้ตายก็จะได้รับเกียรติอย่าง สูงเพราะเป็นการต่อสู้ที่ชาวโรมันนิยมและยกย่องกันมากปีๆหนึ่งต้องสูญเสียชีวิตนักโทษและทาสไม่ต่า กว่าร้อยคน

น้ำพุ เทรวี่ (Trevi Fountain) เป็นลานน้ำพุและอนุสรณ์สถานที่จัดได้ว่าสวยงามและมีชื่อเสียงที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ตั้งอยู่ในกรุงโรม ประเทศอิตาลี โดยนอกจากในเรื่องของความสวยงามแล้วที่นี่ยังมีเรื่องเกี่ยวกับความเชื่อเกี่ยวกับการโยนเหรียญอธิษฐานที่เป็นเสน่ห์ให้นักท่องเที่ยวไปเที่ยวชมกันอีกด้วย

น้ำพุ Trevi เป็นน้ำพุแบบบาโรกที่ใหญ่ที่สุดในกรุงโรม โดยมีขนาดความสูงถึง 85 ฟุต และความกว้างถึง 65 ฟุต น้ำพุแห่งนี้ตั้งอยู่บนทางสามแพร่งโดยเป็นจุดบรรจบกันของ Acqua Vergine, Aqua Virgo และสะพานส่งน้ำของโรมันโบราณ โดยน้ำพุที่เห็นกันในปัจจุบันนั้นได้เริ่มก่อสร้างขึ้นในปี ค.ศ. 1732 โดยการออกแบบของนิโคลา ซาลวิ แต่ซาลวินั้นได้เสียชีวิตลงในปี 1751 หลังจากที่น้ำพุสร้างเสร็จไปเพียงครึ่งหนึ่งเท่านั้น น้ำพุได้ก่อสร้างแล้วเสร็จในปี 1762 ด้วยฝีมือของโจวานนิ เปาโล ปานนินิ ผู้ที่สร้าง ทริเวีย สาวพรหมจารีขึ้นมาแทนที่อุปมานิทัศน์ที่วางไว้แต่เดิม โดยน้ำพุได้เสร็จสิ้นอย่างสมบูรณ์หลังจากการติดตั้งประติมากรรมโอเชียนัส หรือเทพเจ้าเนปจูนเทพแห่งน้ำ ของปิเอโตร บรัคซิ ไว้ในบริเวณช่องกลางน้ำพุ

แถวนี้มีร้านค้าเยอะเลยครับ มาที่นี่ แนะนำให้ซื้อ ไอติมทาน บอกเลย อร่อยมาก แถมไม่แพงด้วย ประมาณ​ 1-2 ยูโร เท่านั้นเองครับ

บันไดสเปน Spanish Step 

บันไดนี้เรียกว่า Scalinata เป็นบันไดที่กว้างและยาวที่สุดในทวีปยุโรป ที่มีชื่อนี้อาจเพราะมีสถานทูตสเปนอยู่ด้านล่างเท่านั้นเอง ผู้ออกแบบบันไดนี้ คือ Francesco de Sanctis ปัจจุบันเทศบาลกรุงโรมออกกฎระเบียบห้ามนั่งกินอาหารที่บันไดแห่งนี้เนื่องจากในอดีตมีเศษอาหารขยะมากมายถูกทิ้งไว้บนบันได สามารถนั่งเล่นพูดคุยเป็นแหล่งนัดพบกับเพื่อฝูงแต่ห้ามทานอาหารโดยเด็ดขาด ส่วนลานด้านหน้าบันได เรียกว่า Piazza di Spagna ซึ่งตรงกลางลานจะมีน้ำพุรูปเรือโบราณ เรียกว่า La Fontana della Barcaccia สร้างขึ้นในระหว่างปี ค.ศ. 1627-1629 โดยเป็นศิลปะบารอคยุคต้น สร้างโดย Pietro Bernini  ที่มาของการสร้างน้ำพุเรือโบราณนี้มาจากพระสันตะปาปา อูรบาโน ที่ 8 พบเรือลำหนึ่งที่ถูกน้ำพัดมาถึงบริเวณนี้ จึงมีความคิดที่จะสร้างเรือน้ำพุนี้เป็นอนุสรณ์

ปัจจุบันนี้เป็นที่รู้จักให้หมู่นักท่องเที่ยว ที่เป็นย่านช้อปปิ้ง เป็นย่านร้านค้า มีสินค้าแบรนด์เนมมากมาย รวมถึงร้านอาหารและคาเฟ่

ที่มาของชื่อ บันไดสเปน

นั้นก็มาจากที่บริเวณเเห่งนี้เเต่เดิมนั้นเป็นที่ตั้งของสถานฑูตสเปนมาตั้งเเต่อดีตเเล้ว ก่อนที่จะมาเปลี่ยนเป็นมาเป็น โบสถ์ตรินิตา เด มอนตี โดยบันไดที่มีจำนวนขั้น 138 ขั้นนั้นได้รับการออกเเบบโดยสถาปนิกชื่อดังอย่าง ฟรานเชสโก เดอ แซงติส เเละอเลสซานโดร สเปคคี ในปี ค.ศ.1717

โดยมีการออกเเบบที่มีความสวยงามด้วยลายเส้นที่สวยงามทั้งเส้นตรงเส้นโค้ง เเละมีระเบียงที่มีการผสมผสานสถาปัตยกรรมในเเบบปิอัซซาโดยรอบ โดยในช่วงในศตวรรษที่ 18 ถึง 19 นั้นบริเวณบันไดสเปนนั้นเป็นเเหล่งในการพบปะพูดคุยกันของบรรดาศิลปินเเละสถาปนิกอิตาลี รวมทั้งบรรดานักเขียน เเละชาวโบฮีเมียน นับว่าเป็นสถานที่เเห่งการพบปะผู้คนมาตั้งเเต่ยุคนั้น

แถวนี้เราเดินเล่นได้ครับ มีร้านค้ามากมาย แถมตึกที่นี่ก็สวยงาม เดินถ่ายรูปเล่นได้สนุกๆเลย

ตอนเย็นเราก็เข้าที่พัก พักผ่อนกันครับ เตียงนุ่ม นอนหลับสบาย

เช้าวันรุ่งขึ้น เรานั่งรถไปเมือง ปิซ่ากันครับ ใช้เวลาประมาณ 5-6 ชั่วโมง วิวสองข้างทางสวยงามมาก

เมืองปิซา (Pisa)

อยู่บนฝั่งแม่น้ำอาร์ในเป็นเมืองหลวงของจังหวัดปิซาอยู่ในแคว้นตอสกานา ประเทศอิตาลี อยู่ทางตะวันตกของเมือง ฟีเรนเซ (ฟลอเรนซ์) ประมาณ 100 กิโลเมตร และทางตะวันตกเฉียงเหนือ ของเมือง เซียนนาปรมาณ 130 กิโลเมตร เป็นเมืองที่เป็นที่รู้จักอย่างดีเกี่ยวกับหอเอนเมืองปิซา ซากโบราณวัตถุของเมืองที่ยังหลงเหลือจากศตวรรษที่5ก่อนคริสตกาล เป็นเมืองที่เคยมีความสำคัญมากด้านการค้าขายในแถบทะเลเมดิเตอร์เรเนียน ปิซาเป็นเมืองที่มีความสำคัญด้านทางทะเลในช่วงประมาณศตวรรษที่11 ที่ถือว่าเป็นสาธารณรัฐทางทะเล ที่เป็นประวัติศาสตร์ของประเทศอิตาลี จตุรัสดูโอโมแห่งปิซา แห่งเมืองปิซาได้รับเลือกโดยองค์การยูเนสโกให้ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก เมื่อปี ค.ศ. 1987

หอเอนปิซา (Pisa Leaning Tower)
หอเอนปิซา ตั้งอยู่ที่เมืองปิชา ประเทศอิตาลี ซึ่งสร้างด้วยหินอ่อน ใช้เวลาก่อสร้างนานถึง 176 ปี สำหรับหอเอนปิชานี้ภายในมีเสาหินอ่อนที่สลักลวดลายด้วยฝีมือจิตรกรชื่อดังแห่งยุคที่สลักลวดลายไว้สวยงามมาก ส่วนสาเหตุที่เอียงนั้นเกิดขึ้นหลังจากเมื่อสร้างเสร้จแล้ว ฐานได้ทรุดไปข้างหนึ่ง เมื่อวัดดูปรากฏว่าเอียงออกจากแนวดิ่งของฐาน แต่ก็ยังไม่ล้ม ยังคงเอียงอยู่เช่นทุกวันนี้ ที่หอเอนปิซาแห่งนี้เป็นที่ที่กาลิเลโอขึ้นไปทำการทดลองทาง วิทยาศาสตร์เกี่ยวกับแรงดึงดูดของโลก

หอเอนเมืองปิซายังเป็น 7 สิ่งมหัศจรรย์ของโลกยุคกลางอีกด้วย ปัจจุบันนี้ หอเอนเมืองปิซ่า ลาดเอียงลงมาประมาณ 13 องศาแล้ว ซึ่งผู้เชี่ยวชาญระบุว่าหอเอนมีโอกาสพังถล่มลงมาแน่นอน โดยทุก ๆ 20 ปี หอคอยแห่งนี้จะเอนลง 1 นิ้ว และมีคนทำนายว่า หอคอยแห่งนี้จะพังถล่มลงมาในปี 2200 หากยังไม่มีใครหาทางป้องกันได้

ฟลอเรนซ์ (Florence) หรือ ฟีเรนเซ (Firenze)

ฟลอเรนซ์ เป็นเมืองหลวงของแคว้นตอสกานาและจังหวัดฟีเรนเซ ฟีเรนเซก็เป็นเมืองหลวงของราชอาณาจักรอิตาลี ฟีเรนเซตั้งอยู่บนฝั่งแม่น้ำอาร์โน ฟีเรนเซในยุคกลางเป็นศูนย์กลางทางการค้าและทางการเงิน และถือกันว่าเป็น ที่เกิดของ ยุคฟื้นฟูศิลปวิทยา ตระกูลที่มีอำนาจการปกครองฟีเรนเซเป็นเวลานานคือตระกูลเมดิชิ นอกจากนั้นฟีเรนเซก็ยังมีชื่อว่าเป็นศูนย์กลางทางศิลปะและสถาปัตยกรรม ในยุคกลางฟีเรนเซเป็นที่รู้จักกัน ในนามว่า เอเธนส์ใจกลางเมืองเก่าของฟีเรนเซได้รับเลือกโดย องค์การยูเนสโกให้ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก

เมืองหลวงอันเก่าแก่ในแถบทัสคานี (Tuscany) ส่วนกลางของประเทศอิตาลีซึ่ง UNESCO จัดให้เป็นหนึ่งในมรดกของโลกในปี 1982 ไม่ว่าจะมองไปทางไหน ฟลอเรนซ์ยังคงเป็นหนึ่งในเมืองที่ใหญ่ที่ไร้วี่แววของตึกระฟ้า จะมีก็แต่ กลิ่นอายของความโรแมนติก เปรียบเสมือนเดินอยู่ในฉากภาพยนต์ตลอดเวลา

ฟลอเรนซ์เป็นแหล่งกำเนิดของยุคสมัย Renaissance ใน ค.ศ. 1400 และยังเป็นแหล่งรวมงานศิลปะ และงานสถาปัตยกรรมของศิลปินคลาสสิกที่ทุกคนคงรู้จักกันเป็นอย่างดีเลยด้วย เช่น Michaelangelo, Leonardo da Vinci, และ Bottocelli

ตอนเช้าเราเข้าเมือง florence กันอีกรอบ แต่รอบนี้ นั่งรถรางไฟฟ้าเข้าไปกันครับ ราคาคนละ 1.2 euro จากสถานีรถไฟ เดินเท้ากันประมาณ 10 นาทีก็มาถึง สถานที่ที่นักท่องเที่ยวใฝ่ฝันมา เยือนมากที่สุด ชมความยิ่งใหญ่ของวิหารซานตา มาเรีย เดล ฟิโอเร่(Santa Maria Dell Fiore)

วิหารแห่งซานตามาเรียเดลฟิโอเร (Cathedral Of Santa Maria Del Fiore)

หรือที่ชาวฟลอเรนซ์นั้นจะเรียกว่า เซนต์แมรีแห่งบุปผา เป็นจุดเเลนด์มาร์คของเมืองเลยก็ว่าได้ เพราะโดมขนาดใหญ่ที่ตัดกับเส้นขอบฟ้าในวันที่อากาศสวยงามนั้น ถือว่าเป็นหนึ่งในภาพที่ผู้คนทั่วโลกจะจดจำฟลอเรนซ์ ได้เป็นอย่างดี เเละสถานที่ท่องเที่ยวเเห่งนี้ก็นับได้ว่าเป็นจุดท่องเที่ยวยอดนิยมที่ใครมาเที่ยวฟลอเรนซ์เเล้วมักจะไม่พลาดเเวะมาเยี่ยมชมความสวยงามโอ่อ่าของศาสนสถานเเห่งนี้

ประตูสวรรค์ (HOLY DOOR)

เป็นหอพิธีเจิมน้ำมนต์ ที่ใหญ่ที่สุดในอิตาลี ประตูด้านตะวันออกเป็นสีทอง มีชื่อเสียงมากที่สุด แกะสลักสวยงาม หรือเรียกกันว่า the Gates of Paradise ประตูสวรรค์

เปียซซาเดลซิญญอเรีย (Piazza Della Signoria)

นั้นนับว่าเป็นพื้นของจัตุรัสใจกลางเมืองฟลอเรนซ์ ที่มีความเก่าเเก่สวยงาม เเละเต็มไปด้วยประติมากรรมชั้นยอด ของศิลปินเอกชาวอิตาเลี่ยนมากมายมาตั้งรวมกันอยู่ จนมีคนกล่าวว่ามันเหมือนกับเเกลลอรี่กลางเเจ้งที่ใหญ่ที่สุดในโลก เเละเต็มไปด้วยงานประติมากรรมที่ทรงคุณค่าเเละประเมินค่าไม่ได้มากมายหลายต่อหลายชิ้นเลยทีเดียว

เปียซซาเดลซิญญอเรีย นั้นก่อสร้างมาตั้งเเต่ปี ค.ศ.1302 เพื่อเป็นศูนย์กลางเเห่งอำนาจของฟลอเรนซ์ ที่นี่ผ่านวันเวลาเเละมีเรื่องเล่าขานมากมายทั้งการจัดการเลือกตั้งที่นี่ การจราจล เเละความตายจากการเป็นลานประหาร ที่นี่จึงมีมนต์เสน่ห์อย่างประหลาดให้นักท่องเที่ยวได้มาสัมผัสกับความงดงามของประติมากรรมชั้นเลิศ โดยจัตุรัสที่มีลักษณะเป็นรูปตัวเเอล จะเเวดล้อมไปด้วยอาคารเเละสถานที่ท่องเที่ยวที่มีความสำคัญมากมาย เเละเป็นจุดรวมของบรรดานักท่องเที่ยวต่างชาติที่มาเที่ยวฟลอเรนซ์

ไฮไลท์ของที่นี่คือ เป็นที่ตั้งของรูปปั้นเดวิด ผลงานที่ มีชื่อเสียงของ ไมเคิล แองเจโล

ประติมากรรมเดวิดเป็นหินอ่อนแกะสลักรูป พระเจ้าเดวิด (King David) ตามตำนานในคำภีร์ไบเบิล ลักษณะเป็นชายหนุ่มยืนเปลือยกาย แสดงให้เห็นถึงความแข็งแรงและความงดงามของร่างกายมนุษย์ มิเคลันเจโลเริ่มแกะสลักเดวิดในปี 1501 โดยใช้หินอ่อนสีขาวมาจากเมืองคาร์รารา (Carrara) แคว้นทัสคานีของอิตาลี ประติมากรรมเดวิดเป็นรูปปั้นนับเป็นผลงานชิ้นเอกที่แสดงถึงความรุ่งเรืองทางศิลปะในยุค “ฟื้นฟูศิลปะวิทยาการ” (Renaissance) รูปปั้นเดวิดของมิเคลันเจโล ปัจจุบันตั้งแสดงอยู่ที่ Accademia Gallery ในกรุงฟลอเรนซ์ ประเทศอิตาลี

สะพานเวคคิโอ(Ponte Vecchio)

เป็นสะพานและสถานที่ท่องเที่ยวหนึ่งที่สำคัญที่มีชื่อเสียงแห่งหนึ่งของเมืองฟลอเรนซ์ เมื่อมองจากมุมที่ไกลออกไปจะพบกับทัศนียภาพอันน่าทึ่ง และจะน่าทึ่งมากขึ้นเรื่อยๆ เมื่อขยับเข้ามาใกล้ๆ จนเมื่อข้ามผ่านสะพานไป

สะพานเวคคิโอ เป็นสะพานที่เก่าแก่ที่สุดของเมืองฟลอเรนซ์ สะพานแห่งนี้นั้นเดิมทีถูกสร้างขึ้นมาเพียงเพื่อใช้เป็นทางสัญจรในการข้ามแม่น้ำอาร์โน โดยได้มีตำนานของสะพานแห่งนี้ตั้งแต่ปี 996 แม้ว่าสะพานที่เห็นกันในปัจจุบันนั้นจะเป็นสะพานที่ได้รับการสร้างขึ้นมาใหม่ในปี 1345 ก็ตาม ลักษณะของสะพานเป็นสะพานที่โค้ง 3 อันคร่อมแม่น้ำอาร์โน ภายในสะพานประกอบไปด้วยร้านค้าสีเหลืองสดใสและมีหน้าต่างรูปทรงสี่เหลี่ยมจัตุรัสเล็กๆ ภาพของอาคารสะท้อนบนผิวแม่น้ำนั้นเป็นอีกหนึ่งในภาพที่จัดได้ว่าเป็นเอกลักษณ์ของเมืองฟลอเรนซ์ ด้วยความสวยงามที่โดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ที่ไม่เหมือนใครของสะพานแห่งนี้ทำให้เกิดเรื่องเล่ากันว่าสาเหตุที่สะพานแห่งนี้รอดจากการโดนเยอรมันระเบิดในสงครามโลกครั้งที่ 2 นั้นก็เพราะว่าเป็นคำสั่งโดยตรงจากฮิตเลอร์ที่ไม่ต้องการระเบิดสะพานแห่งนี้ทิ้ง จึงทำให้สะพานนี้เป็นสิ่งเดียวเท่านั้นที่รอดพ้นจากระเบิดทำลายล้างของกองทัพนาซี

จากนั้นเราเดินทางต่อมาจากเมือง โมเดน่า ครับ ไฮไลท์ของทริปนี้เลย โรงงานผลิตรถยนต์ Ferrari

Shell พาชม พิพิธภัณฑ์เอนโซ เฟอร์รารี Enzo Ferrari Museum (MEF) เมืองโมเดนา

พิพิธภัณฑ์ MEF แห่งนี้เป็นที่จัดแสดงยนตรกรรมที่มีความสำคัญที่สุดในประวัติศาสตร์ของ Ferrari ส่วนใหญ่เป็นรถสปอร์ตที่ Enzo Ferrari ออกแบบและผลิตขึ้นมาตลอดช่วงเวลาที่เขามีชีวิตอยู่ พร้อมกับมีวีดีโอบอกเล่าเรื่องราวความเป็นมาของแบรนด์ม้าลำพองอย่างละเอียดทุกแง่มุม พิพิธภัณฑ์ในเมืองโมเดน่าถูกออกแบบให้สามารถหมุนเวียนการจัดแสดงได้โดยเน้นที่ตัวผู้ก่อตั้งอย่าง Enzo Ferrari แต่ที่มาราเนลโลเน้นที่แบรนด์ Ferrari ในปัจจุบันและอนาคต รวมถึงยานยนต์ที่ประสบความสำเร็จในอดีตทั้งบนถนนจริงและสนามแข่ง

**ข้างในโรงงาน ไม่อนุญาติให้ถ่ายภาพหรือ วีดีโอใดๆทั้งสิ้นนะครับ

**โดยจะมีเจ้าหน้าที่ของทาง Ferrari ขึ้นมาบรรยายให้ฟัง

พิพิธภัณฑสถานขนาดใหญ่สำหรับผู้ที่หลงใหลในความเร็ว ดื่มด่ำกับความสุขให้เต็มที่ในอาคารพิพิธภัณฑ์ทั้งสองหลัง

ซึ่งสร้างขึ้นเพื่อเป็นอนุสรณ์แด่แชมป์นักแข่งรถระดับตำนานจากโมเดนาและผู้บุกเบิกแห่งวงการยนตรกรรม

ชมรถเฟอร์รารี่รุ่นพิเศษและรุ่นหายากรวมถึงรุ่นธรรมดาอื่นๆ เรียนรู้ชีวิตทุกแง่มุมของชายผู้ยิ่งใหญ่ผู้นี้ รวมทั้งเยี่ยมชมห้องที่เขาลืมตาดูโลกขึ้นมา อนุสรณ์สถานสำหรับผู้รักรถสปอร์ตแห่งนี้จะทำให้คุณได้พบกับความงดงามและความประณีตที่ทำให้เฟอร์รารี่เป็นรถที่มีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วโลก แม้ว่าคุณจะไม่ได้เป็นแฟนพันธุ์แท้รถยนต์ก็ตาม

โมเดนายกย่องเชิดชูบุคคลในท้องถิ่นที่มีชื่อเสียง และเฟอร์รารี่ก็เป็นหนึ่งในผู้ที่โด่งดังที่สุด พิพิธภัณฑ์แห่งนี้ประกอบด้วยอาคารสองหลังแยกจากกัน โดยอาคารทั้งหลังเก่าและใหม่นี้เข้ากันอย่างสมบูรณ์แบบ อาคารหลังใหม่ที่เปิดขึ้นในปี 2014 มีรูปแบบสถาปัตยกรรมสมัยใหม่และโดดเด่นด้วยโครงสร้างแบบโค้งที่ให้อารมณ์ความอ่อนช้อย พร้อมส่วนหน้าที่ทำเป็นแผงกระจกและหลังคาสีเหลืองสดใสที่ชวนให้นึกถึงหลังคารถสปอร์ต

เชลล์และเฟอร์รารี่มีความสัมพันธ์ กันมานาน
ด้วยการเป็นพันธมิตรกับ เอ็นโซ่ เฟอร์รารี่ ในปี 1929 เชลล์ ช่วยสกูเดอเรีย เฟอร์รารี่ ให้ได้รับชัยชนะจากการแข่งขัน ฟอมูล่า วัน เป็นครั้งแรก ด้วยรถ เฟอร์รารี่ 375 F1 ที่ซิลเวอร์สโตนในปี 1951 และในระหว่างการเป็นพันธมิตรกับเชลล์ เฟอร์รารีได้รับรางวัลนักขับ ฟอมูล่า วัน ยอดเยี่ยมถึง 12 ครั้ง และรางวัลทีมช่าง 10 ครั้ง

แถมน้ำมันที่ปั้ม Shell ที่เราใช้กันนั้น บอกเลยว่าเป็นตัวเดียวกับที่รถ ฟอมูล่าวัน ของ Ferrari ใช้ เพราะฉนั้นมั่นใจได้เลยว่า คุณภาพดีที่สุดแน่นอน

ห้องทำงานของ Enzo Ferrari

ภัตตาคารเล็กๆ ของ Ferrari ชื่อ Ristorante Maranello

ร้านอาหารสไตล์อิตาเลียนแห่งนี้ ตกแต่งร้านด้วยประวัติศาสตร์ของ Ferrari เมื่อเดินเข้ามาภายในร้านก็จะพบกับเครื่องยนต์ของรถสูตรหนึ่ง ฝาสูบ หมวกกันน็อก ชุดแข่ง ถุงมือและรองเท้าของแชมเปียนนักขับชื่อดังที่เคยอยู่ในทีม Scuderia Ferrari ร้าน Ristorante Maranello จึงกลายเป็นที่นิยมของนักท่องเที่ยว และเหล่าบรรดาแฟนคลับของค่ายม้าลำพอง แม้แต่ไวน์ของร้านก็ยังประทับตรา Ferrari เพื่อบ่งบอกตัวตนที่นำมาซึ่งความภาคภูมิใจของชนชาติอิตาเลียน

คืนนี้เราพักกันที่เมือง โมเดน่าเลยครับ ที่พักเป็นวังเก่า คลาสสิคมาก

เมืองโมเดนา (Modena) คือเมืองที่มีชื่อเสียงทางด้านการท่องเที่ยวที่ได้รับความนิยมมากแห่งหนึ่งของแคว้นเอมีเลีย-โรมัญญา (Emilia-Romagna) เป็นหนึ่งใน 20 แคว้นและเป็นหนึ่งในภูมิภาคที่มีความสาคัญทางด้านประวัติศาสตร์ ของประเทศอิตาลีมากแห่งหนึ่งอีกด้วย นอกจากนี้แล้ว เมืองโมเดนาเป็นหนึ่งในเมืองที่ถือว่าเป็น ศูนย์กลางทางประวัติศาสตร์ที่น่าสนใจเมืองหนึ่ง

Galleria Vittorio Emanuele II อีกหนึ่งสถานที่หนึ่งยอดฮิตในเมืองมิลานที่ไม่ควรพลาด

กัลเลรีอา วิตโตรีโย เอมานูเอเล หรือ Galleria Vittorio Emanuele II เป็นห้างสรรพสินค้าที่เก่าแก่ที่สุดของอิตาลีและเป็นหนึ่งในห้างสรรพสินค้าที่เก่าแก่ที่สุดในโลก ที่ตั้งอยู่ในใจกลางเมืองมิลาน ได้รับการออกแบบโดยสถาปนิก Giuseppe Mengoni ในช่วงระหว่างปี 1865 ถึงปี 1877 มี Town House Galleria โรงแรมระดับ 5 ดาวตั้งอยู่ภายใน ตั้งอยู่ติดกับโบสถ์ที่เป็นแลนด์มาร์คหลักของเมืองมิลาน นั่นก็คือ มหาวิหารมิลาน(Milan Cathedral)

Galleria Vittorio Emanuele II ชื่อของศูนย์การค้าตั้งตามชื่อของกษัตริย์องค์แรกของราชอาณาจักรอิตาลี พระเจ้าวิตโตรีโอ เอมานูเอเลที่ 2 แห่งอิตาลี โดยโครงสร้างหลักของอาคาร 4 ชั้นนั้นประกอบไปด้วยทางเดินภายใต้หลังคาโค้ง 2 ทางเดินที่มีจุดตัดเป็นรูปแปดเหลี่ยม ตั้งอยู่บนถนนที่เชื่อมระหว่างปียัซซาเดลดูโอโมไปจนถึงปียัซซาเดลลาสกาลา ซึ่งทางเดินนี้ได้ถูกปิดด้วยกระจกและหลังคาที่เป็นเหล็กหล่อออกแบบเป็นช่องโค้งตามแบบของสถาปัตยกรรมยอดนิยมของคริสต์ศตวรรษที่ 19 จุดตัดกึ่งกลางของทางเดินรูปแปดเหลี่ยมนั้นเป็นบริเวณที่ถูกสร้างขึ้นเป็นโดมกระจก บนพื้นมีงานโมเสกสี่ชิ้นทำเป็นรูปตราสัญลักษณ์ของเมืองหลวงทั้ง 3 แห่งของอิตาลี อันได้แก่ ตูริน โรม และฟลอเรนซ์ และงานอีกหนึ่งชิ้นคือของเมืองมิลาน

มหาวิหารแห่งมิลาน หรือเรียกว่า ดูโอโม่ (Duomo) ตั้งอยู่ที่จตุรัสกลางเมืองมิลาน โบสถ์แห่งนี้ เป็นศิลปะสถาปัตยกรรมแบบโกธิคที่ยิ่งใหญ่สวยงาม และใหญ่เป็นอันดับ 3 ของโลก รองจากวิหารเซ็นต์ปีเตอร์ แห่งนครวาติกันในกรุงโรม และ วิหารเซบียา แห่งสเปน มหาวิหารแห่งนี้เริ่มสร้างขึ้นในปี ค.ศ.1386 ในสมัย พระอัครสังฆราชอันโตนิโอ ดาซาลุซโซ โดย จิอาน กาเลอั๊ชโช่ วิสคอนติ แห่งตระกูลวิสคอนติ

เพราะตอนนั้นมิลานเป็นดินแดนในปกครองของตระกูลวิสคอนติ (Visconti) เพื่อถวายแด่แม่พระเพื่อขอให้ทรงประทานบุตรชายของตนให้เป็นทายาทสืบทอดตระกูลวิสคอนติต่อไป โดยมีซิโมเน ดา ออร์เซนีโก ซึ่งเป็นผู้คุมการก่อสร้างคนแรก แต่กว่าจะแล้วเสร็จต้องเจอกับปัญหาและอุปสรรคมากมาย ทั้งปัญหาหารเมือง บัญหาทางการเงิน แต่ก็ได้มีการก่อสร้างมายาวต่อเนื่องยาวนาย ปรับเปลี่ยนแบบและรายละเอียดไปตามผู้คุมงานก่อสร้างและงบประมาณ จนกระทั้งมาแล้วเสร็จสมบูรณ์ ในวันที่ 6 มกราคม 1965 ใช้ระยะเวลาในการก่อสร้างยาวนานถึง 579 ปี เปลี่ยนคนก่อสร้างไปหลายชั่วอายุคน

เมืองโกโม (Como)

เป็นเมืองในแคว้นลอมบาร์เดีย ประเทศอิตาลี เป็นเมืองเอกของจังหวัดโกโม ตั้งอยู่บริเวณพรมแดนกับประเทศสวิตเซอร์แลนด์ โกโมเป็นเมืองที่ตั้งอยู่ในเทือกเขาแอลป์ ทิศเหนือของเมืองอยู่ติดกับทะเลสาบโกโม โกโมเป็นเมืองท่องเที่ยวยอดนิยมแห่งหนึ่ง เป็นแหล่งรวมชิ้นงานศิลปะชื่อดัง, มีโบสถ์, พิพิธภัณฑ์, สวน, โรงละคร, วังเก่าอยู่มากมาย โดยในปี 2013 โกโมมีจำนวนผู้มาพำนักค้างคืนถึง 215,000 คน ถือเป็นเมืองที่มีผู้มาเยือนมากที่สุดเป็นอันดับสี่ของแคว้นลอมบาร์เดียรองจากมิลาน, แบร์กาโม และเบรชชา การโดยสารรถไฟจากเมืองมิลานมายังเมืองโกโมใช้เวลาเพียง 36 นาที

ทะเลสาบโคโม(Lake Como) เป็นทะเลสาบที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับที่ 3 ของอิตาลี แต่มีชื่อเสียงด้านความสวยงามมาเป็นอันดับหนึ่ง ซึ่งรอบๆทะเลสาบจะมีเมืองตากอากาศกระจายตัวอยู่หลายๆเมืองที่เป็นที่นิยมทั้งกับชาวอิตาลีและชาวต่างชาติ

ทะเลสาบโคโม่แห่งนี้นั้นตั้งอยู่ในจังหวัดโคโม่ แคว้นลอมบาร์เดีย ที่นอกจากจะได้ขึ้นชื่อว่าเป็นทะเลสาบที่สวยที่สุดในอิตาลีแล้วยังเป็นทะเลสาบที่ใหญ่เป็นอันดับสามของอิตาลีอีกด้วย โดยมีความยาวโดยรอบทะเลสาบถึง 160 เมตรเลยทีเดียว และมีพื้นที่โดยรอบประมาณ 146 ตารางกิโลเมตร ที่สามารถชื่นชมทัศนียภาพอันงดงามของธรรมชาติ และเทือกเขาที่มีหิมะปกคลุมตลอดทั้งปีอย่างเทือกเขาแอลป์อีกด้วย หนึ่งในจำนวนเมืองมายมายที่รายล้อมทะเลสาบมีเมืองที่ชื่อว่า โคโม่ ที่มีชื่อเดียวกับทะเลสาบด้วย

การมาท่องเที่ยว Lake Como นั้นควรมีเมือง Base หลักสำหรับเลือกเป็นที่พักและเพื่อแพลนในการวางแผนท่องเที่ยวในเมืองอื่นๆมากมายที่รายล้อมทะเลสาบโคโม่  เมืองที่มีชื่อเสียงใน Lake Como ที่คนนิยมท่องเที่ยวมากที่สุดได้แก่เมือง Bellagio, Varenna, Menaggio, Lenno และ Como สำหรับการเลือกเมืองเพื่อเป็นที่พักนั้นแต่ละเมืองก็จะมีข้อดีที่แตกต่างกันออกไป  โดยจะสามารถเลือกพักที่เมืองโคโม่ซึ่งเป็นศูนย์กลางของการเดินทางเลยก็ได้ สามารถเดินทางไปกลับมิลานได้สะดวก อีกเมืองที่นักท่องเที่ยวนิยมไปพักคือเมือง Bellagio เมืองนี้มีร้านค้ามากมายหลายร้าน เป็นเมืองที่ค่อนข้างพลุกพล่านและเจริญหูเจริญตามากกว่าเมืองอื่นๆ มีที่พักวิลล่าชื่อดังของ Lake Como ที่สวยงามมากๆ ให้เลือกพักแต่ราคาที่พักในเมืองนี้ก็ค่อนข้างจะแพงมากเช่นกัน  ส่วนหากใครที่ชอบความเงียบสงบ โรแมนติกและยังคงมีร้านค้าที่อำนวยความสะดวกสบายในราคาที่ไม่แพงมากนัก เมือง Varenna เป็นอีกหนึ่งตัวเลือกที่ดี  หรือจะลองไปพักที่ Menaggio ก็ได้เช่นกัน ที่นี่ก็สวยงามและราคาไม่แพง แต่ข้อเสียคือเดินทางค่อนข้างนานหน่อยจากโคโม่  หรือถ้ามาจาก Varenna ต้องใช้เรือในการข้ามมา

สำหรับการเดินทางระหว่างเมืองต่างๆ ใน Lake Como ที่มีมากมายนั้นจะเลือกใช้บัสในการเดินทางก็ได้ โดยเพียงบอกชื่อเมืองที่จะไปที่สถานีขายตั๋วคุณก็สามารถซื้อตั๋วไปยังเมืองที่ต้องการได้แล้ว แต่อีกวิธีที่ได้รับความนิยมคือการเดินทางด้วยเรือเฟอร์รี่ซึ่งได้เที่ยวชมเมืองต่างๆ แล้วยังเหมือนได้ล่องเรือชมความงามของเมืองต่างๆ จากมุมมองในทะเลสาบ

เมืองส่วนใหญ่ใน Lake Como มีเอกลักษณ์ที่คล้ายคลึงกันคือเป็นเมืองที่มีอาคารสีสวยสดใสและสวยงามด้วยสถาปัตยกรรมแบบต่างๆ ที่มีทางเดินเลียบทะเลสาบสวยงาม มีพิพิธภัณฑ์ชื่อดังและวิลลาชื่อดังให้เที่ยวชม  นอกจากนั้นแล้วยังมีกิจกรรมลุยๆ มากมายให้นักท่องเที่ยวได้เลือกทำมากมาย  ไม่ว่าจะเป็นการพายเรือแคนู กิจกรรมไต่เขา ไฮกิ้ง หรือเล่นสกี และมีร้านค้าร้านอาหารน่ารักๆมากมายอีกด้วย

สามารถเดินเที่ยวชมและ ถ่ายรูปหมู่บ้านเล็กๆหลายแห่งที่ตั้งเรียงรายอยู่ริมทะเลสาบมากมาย โดยเอกลักษณ์ของหมู่บ้านเหล่านี้คือ จะมีสีสันสดใสสะดุดตา มาเมืองไหน ก็ไม่พลาดที่จะซื้อ ไอศครีมทานอร่อยมาก

ค่าเข้าชม: ไม่มีค่าบริการในการเข้าชมบริเวณทะเลสาป

 

LEAVE A REPLY

Please enter your comment!
Please enter your name here