อิตาลี ประเทศนี้มันมีอะไร … ทำไมถึงเป็น Dream destination ของคนหลายๆคน ทริปนี้เราจะพาเพื่อนๆไปเที่ยวประเทศอิตาลีกัน -กรุงโรม – นครวาติกัน – มหาวิหารเซ็นต์ปีเตอร์ – โคลอซเซียม – น้ำพุเทรวิ – บันไดสเปน – หอเอนเมืองปิซ่า – เมืองฟลอเรนซ์ – วิหารซานตา มาเรีย เดล ฟิโอเร่ – จัตุรัสเดลลาซิญญอเรีย – สะพานเวคคิโอ – เมืองโมเดนา – แกรนด์ เปียสซ่า – อาคารศาลากลาง – พระราชวังฤดูกาล เข้าชมโรงงาน Ferrari Factory และ Ferrari Museum – ทะเลสาบโคโม่ – โบสถ์ดูโอโมแห่งมิลาน – ห้างสรรพสินค้า วิคเตอร์ เอ็มมานูเอลที่ 2 ทริปนี้ ผมเดินทางมากับผู้โชคดีทั้ง20 ท่าน จากแคมเปญ “เติมเต็มถัง ลุ้นเต็มแรง ลุ้นเติมเชลล์ วี- เพาเวอร์ฟรี ลุ้นสัมผัสเฟอร์รารี่ไกลถึงอิตาลี ” แค่เติมน้ำมันเชลล์ ก็ได้มาเที่ยวฟรีๆ แบบนี้แล้ว เรียกได้ว่ามาแต่ตัว ทางเชลล์จัดการให้ทุกอย่าง สุดยอดจริงๆเลยครับ อยากรู้ว่าพวกเราไปเที่ยวที่ไหนกันบ้าง ตามมาชมได้เลยครับ ^_^

เมือง Florence
ศูนย์กลางของโลกศิลปะที่มีงานศิลป์อันวิจิตรเก็บสะสะมอยู่มากมาย
เป็นที่ซึ่งผู้ศึกษางานศิลปะกับสถาปัตยกรรมยุดเรอเนสซองส์ต้องมาเยือนให้ได้

Shell พาชม พิพิธภัณฑ์และโรงงานผลิตรถซุปเปอร์คาร์ระดับโลก Ferrari ที่เมือง โมเดนา
บอกเลยนี่คือไฮไลท์ของทริปนี้ ที่คนทั่วไป ไม่มีโอกาสจะได้เข้าชมที่นี

– นครรัฐวาติกัน
จัดได้ว่าเป็น ประเทศเอกราช หรือรัฐอิสระที่เล็กที่สุดในโลก ตั้งอยู่ในกรุงโรม ประเทศอิตาลี เป็นที่ประทับของพระสันตะปาปา ซึ่งเป็นประมุขสูงสุดแห่งคริสตจักรโรมันคาทอลิก ศูนย์กลางคือมหาวิหารนักบุญเปโตร ซึ่งออกแบบโดยมีไมเคิล เองเจลโล่

การปกครองเป็นแบบอำนาจเบ็ดเสร็จ อำนาจตกอยู่ที่พระสันตะปาปาเพียงผู้เดียว จะหมดวาระก็ต่อเมื่อสิ้นพระชนม์

เริ่มต้นเดินทางกับผู้โชคดีทั้ง 20 ท่าน ที่สนามบินสุวรรณภูมิครับ แต่ละคนโชคดีมากจริงๆ แค่เติมน้ำมันหรือซื้อน้ำมันเครื่อง Shell ก็ได้เป็นผู้โชคดีมาเที่ยวอิตาลีแบบฟรีๆ ตลอดทริปเลยครับ

ทริปนี้เรานั่ง การบินไทย บินตรงมาลงที่กรุงโรม ประเทศอิตาลีแบบสบายๆเลย

ลงเครื่องแล้ว เราก็เดินทางมายัง กรุงวาติกันกันก่อนเลยครับ ตอนเช้าคนยังไม่เยอะ

– นครรัฐวาติกัน
จัดได้ว่าเป็น ประเทศเอกราช หรือรัฐอิสระที่เล็กที่สุดในโลก ตั้งอยู่ในกรุงโรม ประเทศอิตาลี เป็นที่ประทับของพระสันตะปาปา ซึ่งเป็นประมุขสูงสุดแห่งคริสตจักรโรมันคาทอลิก

ก่อนจะผ่านเข้า กรุงวาติกัน ต้องมีตรวจสิ่งของ สแกนตัวเหมือนขึ้นเครื่องบินเลยครับ แถวค่อนข้างยาว

ระหว่างทาง เราจะเห็นทหารแต่งกายชุดที่แปลกตา สีสันสวยงาม เจ้าหน้าที่แจ้งว่าทหารที่เห็นส่วนใหญ่เป็นทหารรับจ้าง มาจากประเทศอื่นๆ

มหาวิหารเซ็นต์ปีเตอร์
ศูนย์กลางของคริสต์ศาสนานิกายโรมันคอทอลิก สร้างขึ้นในยุคฟื้นฟูศิลปหรือ ยุคเรอเนซองส์(Renaissance) ที่ใหญ่ที่สุดเทียบเท่าสิ่งมหัศจรรย์
ของโลก เข้าชมงานชิ้นเอกของศิลปินอมตะไมเคิลแองเจลโล อาทิภาพวาดบนโดมของโบสถ์

รูปสลักหินอ่อนปิเอ็ตต้า ที่ลือชื่อ เป็นหินอ่อนสลักเป็นรูปพระแม่มาเรีย ขณะกาลังทรงประคอง ร่างพระเยซูหลังจากที่ปลดลงมาจากไม้กางเขน ผลงานของ ไมเคิล เองเจลโล่

ความยิ่งใหญ่ภายในโบสถ์

บริเวณด้านนอกโบสถ์ เป็นที่โล่ง

ประตูชัย

สนามโคลอสเซี่ยม สนามประลองยุทธที่สร้างมาแล้วร่วม 2,000 ปี เป็น สนามกีฬา กลางแจ้งที่ใหญ่โตที่สุดในสมัยโบราณพระเจ้าเวชเปเซียนทรงโปรดให้สร้างขึ้น ในราว ค.ศ. 72 – ค.ศ. 80 สถานที่แห่งนี้พระเจ้าเวชเปเซียนเสด็จมาประทับทอดพระเนตรการแสดงกีฬา ต่างๆในสมัยโบราณ ตัวสนามสร้างเป็นวงกลมก่อด้วยอิฐและหินขนาดใหญ่ วัดโดยรอบยาว 527 เมตร สูง 57 เมตรมี 4 ชั้นจุคนดูประมาณ 80,000 คน มีห้องใต้ดินสาหรับขังนักโทษ และสิงโตหลายร้อยห้อง ใช้เป็นสถานที่แสดงกีฬา ประลองฝีมือในเชิงฟันดาบของบรรดาเหล่าทาสให้ต่อสู้กันเอง และบรรดา เหล่านักโทษให้ต่อสู้กับสิงโตที่อดอาหาร ยิ่งถ้าต่อสู้กัน จนถึงสามารถฆ่าคู่ต่อสู้ตายก็จะได้รับเกียรติอย่าง สูงเพราะเป็นการต่อสู้ที่ชาวโรมันนิยมและยกย่องกันมากปีๆหนึ่งต้องสูญเสียชีวิตนักโทษและทาสไม่ต่า กว่าร้อยคน

จากนั้นเราเดินทางต่อมาที่ น้ำพุ เทรวิกันครับ

น้ำพุเทรวิ น้าพุหินอ่อนอันแสนตระการจากการบรรจงสร้างโดย นักเรียนของโรงเรียนศิลปะเบอร์นิน เคยเป็นฉากสาคัญในภาพยนตร์หลายเรื่อง อาทิ สามรักในกรุงโรม ( Three Coin In Foutain) ที่มาของตานานน้าพุแห่งความหวังที่เชื่อกันว่าหากท่านใดได้มีโอกาสหันหลัง โยนเหรียญสตางค์ด้วยมือขวาข้ามบ่าซ้ายใส่น้าพุแล้วอธิฐานว่าขอให้ได้กลับมาที่ กรุงโรมอีก คาอธิฐาน นั้นจะเป็นจริง

แถวนี้มีร้านค้าเยอะเลยครับ มาที่นี่ แนะนำให้ซื้อ ไอติมทาน บอกเลย อร่อยมาก แถมไม่แพงด้วย ประมาณ​1-2 ยูโร เท่านั้นเองครับ

ใกล้ๆกัน เราเดินไปยัง บันไดสเปนครับ

บันไดเสปน จุดนัดพบของวัยรุ่นชาวโรมบนถนนช้อบปิ้งของ แบรนด์เนมที่คึกคักที่สุด

Spanish Steps นั้นตั้งอยู่ใจกลางกรุงโรม เป็นหนึ่งในสถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยมของอิตาลี เรียกว่าใครมาเที่ยวอิตาลี หรือเที่ยงกรุงโรม เเล้วต้องไม่พลาดมาเที่ยวชมยังสถานที่ท่องเที่ยวเเห่งนี้ ถือว่ามีความสวยงามเเละน่าเที่ยวเป็นอย่างยิ่ง เเละเป็นบันไดที่มีชื่อเสียงไปทั่วโลกเลยทีเดียว นอกจากนี้เเล้วยังได้ชื่อว่าเป็นอีกจุดหนึ่งในกรุงโรมที่สามารถมองเห็นพระอาทิตย์ตกดินได้อย่างงดงามเป็นอย่างยิ่ง นับว่าเป็นสถานที่ท่องเที่ยวในกรุงโรมที่น่าสนใจไม่ใช่เล่น

ที่มาของชื่อ บันไดสเปน นั้นก็มาจากที่บริเวณเเห่งนี้เเต่เดิมนั้นเป็นที่ตั้งของสถานฑูตสเปนมาตั้งเเต่อดีตเเล้ว ก่อนที่จะมาเปลี่ยนเป็นมาเป็น โบสถ์ตรินิตา เด มอนตี โดยบันไดที่มีจำนวนขั้น 138 ขั้นนั้นได้รับการออกเเบบโดยสถาปนิกชื่อดังอย่างฟรานเชสโก เดอ แซงติส เเละอเลสซานโดร สเปคคี ในปี ค.ศ.1717 โดยมีการออกเเบบที่มีความสวยงามด้วยลายเส้นที่สวยงามทั้งเส้นตรงเส้นโค้ง เเละมีระเบียงที่มีการผสมผสานสถาปัตยกรรมในเเบบปิอัซซาโดยรอบ โดยในช่วงในศตวรรษที่ 18 ถึง 19 นั้นบริเวณบันไดสเปนนั้นเป็นเเหล่งในการพบปะพูดคุยกันของบรรดาศิลปินเเละสถาปนิกอิตาลี รวมทั้งบรรดานักเขียน เเละชาวโบฮีเมียน นับว่าเป็นสถานที่เเห่งการพบปะผู้คนมาตั้งเเต่ยุคนั้น

แถวนี้เราเดินเล่นได้ครับ มีร้านค้ามากมาย แถมตึกที่นี่ก็สวยงาม เดินถ่ายรูปเล่นได้สนุกๆเลย

ตอนเย็นเราก็เข้าที่พัก พักผ่อนกันครับ
เตียงนุ่ม นอนหลับสบาย

เช้าวันรุ่งขึ้น เรานั่งรถไปเมือง ปิซ่ากันครับ ใช้เวลาประมาณ 5-6 ชั่วโมง

วิวสองข้างทางสวยงามมาก

ในที่สุดเราก็มาถึงแล้ว

โอ้ยตื่นเต้นๆๆ เห็นอยู่ไกลๆ

หอเอนเมืองปิซา (Tower of Pisa) ตั้งอยู่ที่เมืองปิซา ในจัตุรัสเปียซซา เดล ดูโอโม (Piazza Del Duomo) หอระฆังของศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาทอลิก เป็นหอทรงกระบอก 8 ชั้น สร้างด้วยหินอ่อนสีขาว

หอเอนเมืองปิซา (Tower of Pisa) ตั้งอยู่ที่เมืองปิซา ในจัตุรัสเปียซซา เดล ดูโอโม (Piazza Del Duomo) หอระฆังของศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาทอลิก เป็นหอทรงกระบอก 8 ชั้น สร้างด้วยหินอ่อนสีขาว

หอเอนเมืองปิซายังเป็น 7 สิ่งมหัศจรรย์ของโลกยุคกลางอีกด้วย ปัจจุบันนี้ หอเอนเมืองปิซ่า ลาดเอียงลงมาประมาณ 13 องศาแล้ว ซึ่งผู้เชี่ยวชาญระบุว่าหอเอนมีโอกาสพังถล่มลงมาแน่นอน โดยทุก ๆ 20 ปี หอคอยแห่งนี้จะเอนลง 1 นิ้ว และมีคนทำนายว่า หอคอยแห่งนี้จะพังถล่มลงมาในปี 2200 หากยังไม่มีใครหาทางป้องกันได้

จากเมืองปิซ่า เราเดินทางมายังเมือง florence กันครับ

ฟลอเรนซ์ (Florence) หรือ ฟีเรนเซ (Firenze)
เมืองหลวงอันเก่าแก่ในแถบทัสคานี (Tuscany) ส่วนกลางของประเทศอิตาลีซึ่ง UNESCO จัดให้เป็นหนึ่งในมรดกของโลกในปี 1982 ไม่ว่าจะมองไปทางไหน ฟลอเรนซ์ยังคงเป็นหนึ่งในเมืองที่ใหญ่ที่ไร้วี่แววของตึกระฟ้า จะมีก็แต่ กลิ่นอายของความโรแมนติก เปรียบเสมือนเดินอยู่ในฉากภาพยนต์ตลอดเวลา

ฟลอเรนซ์เป็นแหล่งกำเนิดของยุคสมัย Renaissance ใน ค.ศ. 1400 และยังเป็นแหล่งรวมงานศิลปะ และงานสถาปัตยกรรมของศิลปินคลาสสิกที่ทุกคนคงรู้จักกันเป็นอย่างดีเลยด้วย เช่น Michaelangelo, Leonardo da Vinci, และ Bottocelli

เรามาถึงเมือง florence ก็เย็นแล้วครับ ไม่ได้เดินเที่ยวที่ไหน แค่เดินมาร้านอาหารพื้นบ้าน เพื่อทานอาหารเย็นกันครับ

ตอนเช้าเราเข้าเมือง florence กันอีกรอบ แต่รอบนี้ นั่งรถรางไฟฟ้าเข้าไปกันครับ ราคาคนละ 1.2 euro

จากสถานีรถไฟ เดินเท้ากันประมาณ 10 นาทีก็มาถึง สถานที่ที่นักท่องเที่ยวใฝ่ฝันมา เยือนมากที่สุด ชมความยิ่งใหญ่ของวิหารซานตา มาเรีย เดล ฟิโอเร่(Santa Maria Dell Fiore)

วิหารซานตา มาเรีย เดล ฟิโอเร่(Santa Maria Dell Fiore)
วิหารของ เมืองฟลอเรนซ์แห่งนี้โดดเด่นด้วยสถาปัตยกรรมที่ใช้หินอ่อนหลายสีมาใช้ในการก่อสร้าง ทั้งสีชมพู สี เขียว และสีขาว ซึ่งนามาผสมผสานกันได้อย่างงดงาม

ประตูสวรรค์ (HOLY DOOR)

จัตุรัสเดลลาซิญญอเรีย( Piazza Della Signoria)
มีความสวยงามและมีเอกลักษณ์โดดเด่นอย่างมาก

ไฮไลท์ของที่นี่คือ เป็นที่ตั้งของรูปปั้นเดวิด ผลงานที่ มีชื่อเสียงของ ไมเคิล แองเจโล

บรรยากาศริมน้ำ

สะพานเก่าแก่ สะพานเวคคิโอ ( Vecchio )ข้ามแม่น้าอาร์โนที่มีความ แปลกตาก็คือจะมีร้านขายทองและอัญมณีอยู่ทั้งสองข้างสะพาน

สะพานเก่าแก่ สะพานเวคคิโอ ( Vecchio )ข้ามแม่น้าอาร์โนที่มีความ แปลกตาก็คือจะมีร้านขายทองและอัญมณีอยู่ทั้งสองข้างสะพาน

จากนั้นเราเดินทางต่อมาจากเมือง โมเดน่า ครับ
ไฮไลท์ของทริปนี้เลย โรงงานผลิตรถยนต์ Ferrari

ข้างในโณงงาน ไม่อนุญาติให้ถ่ายภาพหรือ วีดีโอใดๆทั้งสิ้นนะครับ โดยจะมีเจ้าหน้าที่ของทาง Ferrari ขึ้นมาบรรยายให้ฟัง
ภาพนี้ผมถ่ายภาพสุดท้ายก่อนจะเดินทางเข้าไปยังเขตโรงงา

รถยนต์ Ferrari ทุกคันผลิตจากที่นี่

ช่วงเที่ยงเราก็ไปรับประทานอาหารกันครับ เป็นร้านของ Ferrari เลย

บริเวณทางเข้าร้าน

ด้านในจะตกแต่งด้วย Ferrari ทั้งหมดลยครับ จาน ช้อนซ่อม ไวท์ น้ำดื่ม

จากนั้นเราก็มาชมที่ Museo Ferrari กันครับ

ถ่ายภาพรวมกับพี่ๆ ที่หน้าพิพิธภัณฑ์ กันครับ

มาถึงแล้ว ขอถ่ายภาพเก็บไว้หน่อย 

คืนนี้เราพักกันที่เมือง โมเดน่าเลยครับ
ที่พักเป็นวังเก่า คลาสสิคมากกกก ^^

เมืองโมเดนา (Modena) คือเมืองที่มีชื่อเสียงทางด้านการท่องเที่ยวที่ได้รับความนิยมมากแห่งหนึ่งของแคว้นเอมีเลีย-โรมัญญา (Emilia-Romagna) เป็นหนึ่งใน 20 แคว้นและเป็นหนึ่งในภูมิภาคที่มีความสาคัญทางด้านประวัติศาสตร์ ของประเทศอิตาลีมากแห่งหนึ่งอีกด้วย นอกจากนี้แล้ว เมืองโมเดนาเป็นหนึ่งในเมืองที่ถือว่าเป็น ศูนย์กลางทางประวัติศาสตร์ที่น่าสนใจเมืองหนึ่ง

ทริปนี้เรามีโปรแกรมพิเศษเพิ่มเข้ามาครับ
ทาง Shell พาเราไปเข้าชม พิพิธภัณฑ์ ของ Enzo Ferrari
คนนี้เป็นผู้สร้างรถยนต์ Ferrari

ที่นี่จะแบ่งเป็น 2 ส่วนครับ
ส่วนที่เจัดแสดงรถยนต์ กับ ส่วนที่จัดแสดงเครื่องยนต์

ภายในอาคารหลัก ที่แสดงรถยนต์ จะมีตั้งแต่ รถรุ่นแรกๆของ Ferrari เลย

ภายในกว้างขวาง มีรถสวยๆให้ชมเยอะเลยครับ

เชลล์และเฟอร์รารี่มีความสัมพันธ์ กันมานาน
ด้วยการเป็นพันธมิตรกับ เอ็นโซ่ เฟอร์รารี่ ในปี 1929 เชลล์ ช่วยสกูเดอเรีย เฟอร์รารี่ ให้ได้รับชัยชนะจากการแข่งขัน ฟอมูล่า วัน เป็นครั้งแรก ด้วยรถ เฟอร์รารี่ 375 F1 ที่ซิลเวอร์สโตนในปี 1951 และในระหว่างการเป็นพันธมิตรกับเชลล์ เฟอร์รารีได้รับรางวัลนักขับ ฟอมูล่า วัน ยอดเยี่ยมถึง 12 ครั้ง และรางวัลทีมช่าง 10 ครั้ง

แถมน้ำมันที่ปั้ม Shell ที่เราใช้กันนั้น บอกเลยว่าเป็นตัวเดียวกับที่รถ ฟอมูล่าวัน ของ Ferrari ใช้ เพราะฉนั้นมั่นใจได้เลยว่า คุณภาพดีที่สุดแน่นอน

ส่วนที่ สอง เป็นการแสดงเครื่องยนต์ของ Ferrari ในปีต่างๆ

ห้องทำงานของ Enzo Ferrari

Galleria Vittorio Emanuele II อีกหนึ่งสถานที่หนึ่งยอดฮิตในเมืองมิลานที่ไม่ควรพลาด
Galleria Vittorio Emanuele II เป็นห้างหรือศูนย์การค้าที่เก่าแก่ที่สุดในโลก เรียกได้ว่าเป็นอาคารช้อปปิ้ง ที่สวยสุดแห่งหนึ่งของโลกก็ว่าได้ มีชื่อเรียกเล่นๆ ว่าเป็นห้องนั่งเล่นของเมืองมิลาน นอกจากจะมีสินค้า แบรนด์เนมราคาแพงขายแล้ว ยังมีร้านกาแฟที่เรียกกันว่าไซด์วอล์คคาเฟ่ สามารถนั่งจิบคาปูชิโน นั่งดู
หนุ่มสาวแต่งกายด้วยเสื้อผ้าทันสมัย

โบสถ์หลวงแห่งมิลาน (Duomo) ซึ่งเป็น สถาปัตยกรรมสไตล์โกธิคที่ใหญ่ที่สุดในอิตาลี ว่ากันว่าจะเป็นรองก็เพียงมหาวิหารเซนต์ปีเตอร์ที่นคร วาติกันเท่านั้น ซึ่งโบสถ์แห่งนี้ใช้เวลาสร้างนานเกือบ 500 ปี ตั้งแต่ปี ค.ศ.1386 ชมการตกแต่งประดับ ประดาอย่างวิจิตรงดงาม โดยเฉพาะประติมากรรมที่แกะสลักจากหินอ่อนสีขาวที่ได้ตกแต่งไว้ทั่วโบสถ์

โบสถ์หลวงแห่งมิลาน (Duomo
เป็น สถาปัตยกรรมสไตล์โกธิคที่ใหญ่ที่สุดในอิตาลี ว่ากันว่าจะเป็นรองก็เพียงมหาวิหารเซนต์ปีเตอร์ที่นคร วาติกันเท่านั้น ซึ่งโบสถ์แห่งนี้ใช้เวลาสร้างนานเกือบ 500 ปี ตั้งแต่ปี ค.ศ.1386 ชมการตกแต่งประดับ ประดาอย่างวิจิตรงดงาม โดยเฉพาะประติมากรรมที่แกะสลักจากหินอ่อนสีขาวที่ได้ตกแต่งไว้ทั่วโบสถ์

เมืองโคโม่นั้น เป็นเมืองเล็กๆที่มีความงดงาม บ้านเรือนปลูกสร้างในสไตล์ของวิลล่าและบ้านพักตากอากาศ อยู่ริมทะเลสาป

ทะเลสาบโกโม่ (Lake Como) ตั้งอยู่ใกล้กับเมืองโกโม่ ในแคว้นลอมบาร์เดีย Lombardy ทาง ตอนเหนือของอิตาลี เกิดขึ้นเพราะธารน้าแข็งกัดเซาะ มีพื้นที่ราว 146 ตร.กม. ส่วนความลึกของน้าอยู่ที่ ราวๆ 400 เมตร ทาให้ถูกจัดว่าเป็นหนึ่งในทะเลสาบที่ลึกที่สุดในยุโรป และทะเลสาบที่ใหญ่ที่สุดเป็น อันดับสามในประเทศด้วยทะเลสาบนี้เป็นแหล่งพักผ่อนหย่อนใจยอดนิยม

ทะเลสาบโกโม่ (Lake Como) ตั้งอยู่ใกล้กับเมืองโกโม่ ในแคว้นลอมบาร์เดีย Lombardy ทาง ตอนเหนือของอิตาลี เกิดขึ้นเพราะธารน้าแข็งกัดเซาะ มีพื้นที่ราว 146 ตร.กม. ส่วนความลึกของน้าอยู่ที่ ราวๆ 400 เมตร ทาให้ถูกจัดว่าเป็นหนึ่งในทะเลสาบที่ลึกที่สุดในยุโรป และทะเลสาบที่ใหญ่ที่สุดเป็น อันดับสามในประเทศด้วยทะเลสาบนี้เป็นแหล่งพักผ่อนหย่อนใจยอดนิยม

สามารถเดินเที่ยวชมและ ถ่ายรูปหมู่บ้านเล็กๆหลายแห่งที่ตั้งเรียงรายอยู่ริมทะเลสาบมากมาย โดยเอกลักษณ์ของหมู่บ้านเหล่านี้คือ จะมีสีสันสดใสสะดุดตา

มาเมืองไหน ก็ไม่พลาดที่จะซื้อ ไอศครีมทาน
อร่อยมากกก

บรรยากาศดีมากๆเลยครับ

 

LEAVE A REPLY

Please enter your comment!
Please enter your name here