เที่ยวเองเมืองมิวนิค.. ง่ายๆ นี่เป็นทริปแรก ที่เราสองคนออกเดินทางเที่ยวยุโรปด้วยกัน ด้วยที่มีความโง่ภาษามากก. พอฟังได้ พูดได้นิดหน่อย ก่อนไปก็โครตกังวัล มันจะไปรอดไหม๊ว้าาา แต่พอมาแล้ว เฮ้ยย ประเทศนี้ทำไมมันโครตสวย ผู้คนยิ้มแย้ม ทักทายดีนะ ไม่ค่อยมีโจรเยอะด้วย แถมเที่ยวเองก็สะดวกมากก เนื่องด้วยว่าทริปนี้เราไปหลายวัน เที่ยวเยอะมากก เลยจะขอแบ่งเป็น Ep. เพื่อไม่ให้มันจะยาวเกิน อยากรู้ว่ามีที่เที่ยวที่ไหนบ้าง ทริปนี้จะสนุกยังไง ตามมาชมกันได้เลย

มาเรียนพลาตซ์ ( Marienplatz ) เป็นหัวใจของเขตเมืองเก่า ในยุคกลางที่นี่เคยเป็นตลาด แต่ปัจจุบันเป็นศูนย์กลางการจัดงานสำคัญทางวัฒนธรรมต่างๆ มาเรียนพลาตซ์ มีสิ่งที่น่าชมมากมาย อาทิ Mariensaule รูปปั้นพระแม่มารีทองคำบนเสาสูงและศาลาว่าการเมืองใหม่ ( Neuse Rathaus ) ที่มีจุดเด่นอยู่ที่ Glockenspiel หอระฆัง ที่มีตุ๊กตาออกมาเต้นระบำ

Eisbachwelle

Beer เยอรมันกับขาหมู

Day 1 : เริ่มต้นเดินทาง
ทริปนี้ เราไปกับ Euro Wings
เป็นสายการบินที่พึ่งเปิดรูทบินตรงจาก BKK-Munich ไม่กี่วันที่ผ่านมานี่เอง ราคาเริ่มต้น ไป-กลับ แค่ 15,000 บาท เท่านั้น  สะดวกสบายมากๆ
นั่งเครื่องจาก สุวรรณภูมิ มาเมืองมิวนิคประมาณ 11-12 ชั่วโมง หลับยาวมาเลย.

ไปลงสนามบิน Minich Airport เป็นท่าอากาศที่ใหญ่เป็นอันดับ 2 ของเยอรมนี และเป็น Hup ของสายการบิน Lufthansa

Munich Airport (MUC)
สนามบินแห่งนี้ครองตำแหน่งสนามบินที่ดีที่สุดของยุโรปถึง 10 ครั้งในรอบ 12 ปีแถมยังเป็นสนามบินระดับ 5 ดาวแห่งแรกและแห่งเดียวของยุโรปอีกต่างหาก (จากการจัดอันดับของ Skytrax)

จากสนามบินมิวนิค เราสามารถนั่งรถไฟมาได้จากสนามบินเลยครับ เดินไม่ไกล ใกล้มากๆ โดยที่ตั๋วเราจะซื้อแบบ Group Day Ticket ใบเดียว ขึ้นได้ทั้งครอบครัว ขึ้นรถไฟสายไหนในเมืองก็ได้ กี่ครั้งก็ได้ ราคาประมาณ 13 ยูโร ครับ

ที่พักเราจะอยู่ใกล้ๆกับ Munich Hbf เป็นสถานีรถไฟหลักของเมืองมิวนิคเลย คล้ายๆ กับหัวลำโพงบ้านเราอะ โดยจะมีรถไฟไปถึงที่นั่นแบบต่อเดียวสบายๆ

นั่งรถไฟชมวิว เพลินมาก
มาครั้งแรกก็จะตื่นตาตื่นใจหน่อย เจนบอก
ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมงก็มาถึงที่จุดหมายของเรา

ที่นี่เป็นศูนย์รวมรถไฟที่ใหญ่มาก ทั้งใต้ดินและบนดิน ไปทั้งในและต่างประเทศ มีร้านอาหารมากมาย. เราเดินผ่านร้านอาหารเอเชีย ดูน่าจะถูกปากเรา เลยจัดก่อนเลยครับ คนละจาน

รสชาติเหมือนผัดกระหรี่ไก่ บ้านเราเลย ราดข้าวอร่อยดีครับ โดนไป 7 ยูโร

มาถึงก็ 2 ทุ่มแล้ว ฟ้ายังไม่มืดเลยจ้าาา
จากสถานีรถไฟ Munich Hbf เดินข้ามฝั่งมาก็ถึงที่พักเลย แค่ 10 ก้าวเท่านั้น สะดวกสุดๆ

ที่สำคัญAloft Hotel Munich – เป็นโรงแรมแนวบูติค ที่มีสาขาหลากหลายประเทศทั่วโลก ที่ประเทศไทยก็มีโรงแรมนี้นะ อยู่ในเครือของ Marriott ตกแต่งแบบโมเดริ์น สะอาดสวยงาม เครื่องอำนวยความสะดวกภายในห้องครบ ที่สำคัญที่นอนดีมากครับ

lobby ตกแต่งน่ารักมาก เน้นการได้ใช้งานจริงของผู้ที่เข้าพัก มีมุมสำหรับพักผ่อน เล่นเกมส์ นั่งชิลก็มีครับ

สิ่งที่เราชอบมากที่สุดของที่นี่คือ เตียงดูดวิญญาญสุดๆ ที่นอนดี หมอนด ผ้าดี นอนหลับสบาย แอร์เย็น

วิวจากหน้าต่างห้องพักเรา ตรงข้ามกับสถานีรถไฟเลย

ห้องน้ำใหญ่ สะอาด โล่ง น้ำไหลแรง ฟักบัวอาบน้ำมันส์มาก ทุกมุมห้องถูกแบ่งเป็นสัดส่วนได้ลงตัวมาก

ฟักบัวอาบน้ำมันส์มาก

ด้านล่างมี เครื่องเล่น พร้อมบาร์ให้พักผ่อนชิลๆ

Day 2 : Explore Munich

หลังจากนอนเต็มอิ่ม เช้าวันต่อมาเราสองคนก็พร้อมที่จะเดินทางกันแล้ว !!

สิ่งที่ชอบมากๆ ที่นอนโรงแรม Aloft คือ มันอยู่ติดกับสถานีรถไฟ แล้วที่นี่มีร้านอาหารเยอะมากกก เป็นร้อยๆ ร้านได้ มีทุกอย่างแถมราคาไม่แพงเลย

โดยเฉพาะร้านขนมปัง เป็นอะไรที่มาแล้วต้องมาโดนนะ ขนมปังที่นี่อร่อย นุ่ม มีรสชาติ แถมราคาไม่แพงเลยจ้า ประมาณ 2 ยูโร ชิ้นเดียวอิ่มเลย

จุดหมายวันนี้ เราจะไปที่ จตุรัสมาเรียน พลัทซ์ (Marienplatz) กันครับ ที่นี่ถือว่าเป็นสถานที่แรกที่คุณจะต้องมา ถ้ามาถึงเมืองมิวนิคคือ ที่นี้สถานที่ห้ามพลาด

จากที่พัก เราสามารถนั่งรถไฟใต้ดินมาได้แค่ 2 สถานีเท่านั้นครับ แต่เราสองคนอยากเดินชมวิวสองข้างทางเลยเลือกที่จะเดินกัน

วิวสองข้างทางสวยมาก เดินถ่ายรูปกันเพลินเลย
ใช้เวลาประมาณ 15 นาทีก็มาถึง

ในที่สุดก็มาถึงแล้ว โอ้ยสวยมากๆๆๆ

ในอดีตพื้นที่นี้เคยเป็นตลาดเรียกว่า “ตลาดสี่เหลี่ยม” ภายหลังได้กลายเป็นที่ตั้งของ New Town Hall ได้รับการออกแบบและตกแต่งในสไตล์โกธิค ในบริเวณจตุรัสประกอบไปด้วย ศาลากลางเก่าที่มีซุ้มประตูและหอคอย ศาลาว่าการ New Town สถาปัตยกรรมเสารูปปั้นของพระแม่มารีสีทอง น้ำพุปลา และหอคอย Glockenspiel ที่มีชื่อเสียงระดับโลก

รูปแบบสถาปัตย์แบบ โกธิค

น้ำพุปลา (Fischbrunnen: ฟิชบรุนเน็น) ที่มีปลาอยู่บนยอดน้ำพุ สถานที่นี้เขาบอกว่าจะมีคนนิยมเอากระเป๋าตังค์มาล้างที่น้ำพุนี้ก่อนวันอีสเตอร์ เชื่อว่าจะร่ำรวย

Mariensäule (มาเรียนซอยเล่ะ)
เป็นเสาที่ตั้งอยู่กลางจตุรัสแมร่ี ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1638
เพื่อเป็นการเฉลิมฉลอง การสิ้นสุดของ Swedish Invasion
รูปปั้น Putti 4 รูปปั้นนั้น เป็นสัญลักษณ์ของการผ่านพ้นสงคราม โรคระบาด ความอดอยาก และ ความงมงาย

Glockenspiel (Carillon)
บนคอหอยนี้ เมื่อถึงเวลา เวลา 11.00, 12.00 และ 17.00 น. จะมีตัวตุ๊กตา ออกมาเต้นรำแบบ Schläffertanz (Cooper’s Dance)
ซึ่งมีการเต้นรำแบบนี้ครั้งแรก เมื่อปี 1517 (481 ปีมาแล้ว)
เพื่อเป็นการระลึกถึง การสิ้นสุดของโรคระบาดในยุโรป

ตุ๊กตาที่ออกมา เป็นการขี่ม้าชนกันระหว่าง ชาวบาวาเรี่ยน กับศัตรู

…Spielzeug museum… หรือพิพิธภัณฑ์ของเล่น จะอยู่ใกล้ๆกับจตุรัสมาเรียนปลัดส์

จากนั้นเราก็เดินเล่นรอบๆกันครับ

ร้านค้า ขายเสื้อผ้าพื้นเมือง น่ารักมากๆ

หอคอย Alter Peter

ช่วงที่เราไป อากาศดีมากๆเลยครับ ไม่หนาวและก็ไม่ร้อน กำลังดี

ตลาดฟิคทูอาเลี่ยนมาร์คท (Viktualianmarkt) หรือ ตลาดของสดหลักในเมืองมิวนิค
ที่นี่เราจะเจอสินค้าพื้นเมืองมากมาย พวกผักและผลไม้และของแห้งต่างๆ

ธงประจำเมืองของเมืองมิวนิค ทำจากไม้ทั้งต้น
โดยจะบอกเรื่องราวของชาวบ้าน ประเพณีและวิถีชีวิตของคนในเมืองนั้นๆ แต่ละเมืองก็จะมีธงที่แตกต่างกันไป

ส่วนที่พีคที่สุดในตลาดนี้ ของตรงนี้เลยจ้าาา
ลานเบียร์เยอรมัน !!!

มาถึงเยอรมันแล้วไม่โดนเบียร์กับ ขาหมูเด๋วเขาจะหาว่า มาไม่ถึง. รสชาติอร่อยเลยครับ ขาหมูกรอบนอก นุ่มใน ราคา 16 ยูโร ส่วนเบียร์บอกเลย นุ่มมากกกก ดื่มเพลินๆเลย แก้วละ 6 ยูโร

รูปปั้น Maximilian ที่ 1

โบสถ์สีเหลืองสด ชื่อว่าโบสถ์ธีอาทิน่าเคี้ยเช่อะ (Theatinerkirche) เป็นโบสถ์บาซิลิกา (ในคริสต์ศาสนาหมายถึงโบสถ์ที่มีความสำคัญมาก เป็นที่ประกอบพิธีสำคัญโดยเฉพาะสันตะปาปา) เป็นแลนด์มาร์กสำคัญทางเหนือของเขตเมืองเก่า อยู่หน้าจัตุรัส Odeonsplatz

ด้านในสวยมาก เป็นสีขาวทั้งหมดเลย

เฟลท์แอร์นฮัลเล่อะ กลายเป็นที่ที่มีชื่อเสียงหลังจากตำรวจกับพวกนาซีได้ทำการสู้รบขนาดย่อมในช่วงก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 โดยพวกนาซีได้เดินขบวนจากถนนลุดหวิก ไปยัง เฟลท์แอร์นฮัลเล่อะ แต่ตำรวจได้มาสลายการเดินขบวนในครั้งนั้นพร้อมสังหารผู้คนเดินขบวนไปเป็นจำนวนถึง 16 คน และนี่เองคือที่มาที่ฮิตเล่อะให้ทุกคนที่เดินผ่านต้องทำความเคารพพวกนาซี

รูปปั้นสิงห์โตคู่ด้านหน้าสองฝากฝั่งเป็นรูปปั้นของนักบุญ และมีรูปปั้นแม่ทัพบาวาเรียอยู่ด้านใน

จากนั้นเราไปเที่ยวกันต่อครับ เคยเห็นในรูปของเอกสารท่องเที่ยวอยู่ว่า มันมีสวนสาธารณะ ที่สามารถเล่นเสริฟ์ได้ !! โดยที่นี้เรานั่งรถไฟใต้ดินไปได้แล้วเดินต่ออีกไม่ไกล

ในที่สุดก็มาถึงแล้ววว
Eisbachwelle เหมือนเป็นลำธารเล็กๆ ไฟลผ่านสวนสาธารณะ ที่มีต้นไม้ขนาดใหญ่เหมือนป่า ขนาดย่อมๆ ใจกลางเมือง

ชาวเมืองมิวนิคยุคใหม่นิยมมาที่นี่เพื่อเล่นกระดานโต้คลื่นด้วยเช่นกัน คลื่นแม่น้ำที่อยู่ใกล้กับสะพาน กลายเป็นจุดชมวิวที่คนนิยมแห่งหนึ่ง

มีคนเล่นหลายคนเลยครับ
โดยที่เขาจะพลัดกันเล่น คนละประมาณ 1 นาที เสร็จแล้วก็ปล่อยตัวลอยตามน้ำไปแล้ว เดินมาต่อคิวใหม่

ทริปนี้เราไม่พลาดที่จะเอา Samsung Galaxy Note8 ติดตัวมาช่วยเก็บภาพและเป็นตัวช่วยในการเดินทางทริปนี้

เข้าไปเดินเล่นกันครับ สวนใหญ่มากๆๆ

อิงลิชการ์เดน Eisbach Wave
Eisbach เป็นแม่น้ำขนาดเล็กที่มีความยาวสองกิโลเมตรที่เมือง Mannheim ในมิวนิก ที่ไหลผ่านสวนสาธารณะที่รู้จักกันในชื่อ Englischer Garten เป็นสวนสาธารณะที่มีขนาดใหญ

วัยรุ่นคนคนเมืองนิยมมาที่นี่ในช่วงเย็น

Englischer Garten (อิงลิช การ์เดน) นั้น เกิดขึ้นตั้งแต่ปี 1789 เมื่อพื้นที่ป่าตามแนวแม่น้ำ Isar ได้ถูกถางออกแล้วทำเป็นสวน สวนที่เห็นในปัจจุบันนี้ ส่วนใหญ่เป็นฝีมือของนักจัดสวน Friedrich Ludwig von Sckell ซึ่งได้จัดแต่งพื้นที่ของส่วนแห่งนี้ตามแบบอังกฤษ อิงลิชการ์เดนกินพื้นที่ 3.6 ตารางกิโลเมตรตั้งแต่ใจกลางเมืองไปจนสุดทางตะวันออกเฉียงเหนือของเมืองมิวนิค
มีแม่น้ำ Isar ไหลผ่านอิงลิชการ์เดน และเป็นแหล่งบันเทิงที่เยี่ยมยอดสำหรับคนในท้องถิ่น ผู้คนมักมาที่แม่น้ำเพื่อล่องแพ ว่ายน้ำ และอาบแดด

ร่มรื่นมากๆเลย

แลนด์มาร์คของที่นี่

เดินขึ้นมาด้านบน สามารถชมวิวได้รอบ

มาชมพระอาทิตย์ตกดินจากบนนี้ได้ด้วย

หลังจากนั้นเราก็กลับที่พัก นั่งรถไฟใต้ดินกลับกันครับ
จบแล้ว การเดินทางของเราสองคน สองวันแรก
ยังมีสถานที่ท่องเที่ยวสวยๆ และน่าสนใจอีกเยอะเลย แล้วมารอชมกันต่อใน EP.2 นะครับ 

 

LEAVE A REPLY

Please enter your comment!
Please enter your name here