Munich – เที่ยวเองง่ายๆ EP.1

มิวนิค เมืองหลวงแห่งเบียร์เยอรมัน

เที่ยวเองเมืองมิวนิค.. ง่ายๆ นี่เป็นทริปแรก ที่เราสองคนออกเดินทางเที่ยวยุโรปด้วยกัน ด้วยที่มีความโง่ภาษามากก. พอฟังได้ พูดได้นิดหน่อย ก่อนไปก็โครตกังวัล มันจะไปรอดไหม๊ว้าาา แต่พอมาแล้ว เฮ้ยย ประเทศนี้ทำไมมันโครตสวย ผู้คนยิ้มแย้ม ทักทายดีนะ ไม่ค่อยมีโจรเยอะด้วย แถมเที่ยวเองก็สะดวกมากก เนื่องด้วยว่าทริปนี้เราไปหลายวัน เที่ยวเยอะมากก เลยจะขอแบ่งเป็น Ep. เพื่อไม่ให้มันจะยาวเกิน อยากรู้ว่ามีที่เที่ยวที่ไหนบ้าง ทริปนี้จะสนุกยังไง ตามมาชมกันได้เลย

เมืองมิวนิค (Munich) ประเทศเยอรมนี ในภาษาเยอรมันออกเสียงว่า “ มึนเช่น ” (Muenchen) เมืองหลวงของรัฐไบเอิร์น (บาเยิร์น) หรือแคว้นบาวาเรียในภาษาอังกฤษนั่นเอง และยังได้ชื่อว่าเป็นเมืองหลวงแห่งเบียร์เยอรมันอีกด้วย ย้อนอดีตไปเมื่อราวศตวรรษที่ 10-11 มีพระจาก Tegernsee Abbey ได้มาตั้งรกรากที่ริมฝั่งแม่น้ำอีซาร์ (Isar) ซึ่งมีน้ำที่เขียวใสไหลลงมาจากเทือกเขา จึงเรียกชื่อเมืองนี้ว่า Muenchen มีรากศัพท์มาจากคำว่า Monche ในภาษาเยอรมันแปลว่า พระ

เมืองมิวนิค เป็นเมืองใหญ่อันดับ 3 ของเยอรมนี แม้จะไม่ใช่เมืองหลวงของประเทศดังเช่นกรุงเบอร์ลิน แต่ก็เป็นเมืองใหญ่ที่มีความสำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าเมืองหลวงของประเทศเลย ประชากรประมาณ 1.3 ล้านคน เป็นจุดเริ่มต้นและจุดศูนย์กลางของการเดินทางต่อไปยังเมืองอื่น ๆ ในยุโรป เป็นเมืองที่ผู้คนพลุกพล่าน หลายเชื้อชาติ หลายภาษามาอาศัยทำมาหากินอยู่ที่นี่ ค่าครองชีพราคาค่อนข้างสูง ถึงจะเป็นเมืองที่มีความทันสมัย มีเทคโนโลยี่ใหม่ ๆ เข้ามาแทรกซึม แต่ในอีกแง่มุมหนึ่งก็เป็นเมืองที่ยังคงมีมนต์เสน่ห์ของวัฒนธรรมประเพณีพื้นเมืองแบบบาวาเรียนซ่อนเร้นอยู่

มาเรียนพลาตซ์ ( Marienplatz )

Eisbachwelle

Beer เยอรมันกับขาหมู

Day 1 : เริ่มต้นเดินทาง
ทริปนี้ เราไปกับ Euro Wings

ยูโรวิงส์ (Eurowings) เป็นสายการบินต้นทุนต่ำจากประเทศเยอรมันในสังกัดของกลุ่มสายการบินลุฟต์ฮันซา ยูโรวิงส์มีฐานการบินอยู่ ณ สนามบินโคโลญ-บอนน์ (Cologne Bonn Airport), สนามบินดัสเซลดอร์ฟ (Düsseldorf Airport), สนามบินฮัมบูร์ก (Hamburg Airport) และสนามบินนานาชาติเวียนนา (Vienna International Airport)

เป็นสายการบินที่พึ่งเปิดรูทบินตรงจาก BKK-Munich ราคาเริ่มต้น ไป-กลับ แค่ 15,000 บาท เท่านั้น สะดวกสบายมากๆ นั่งเครื่องจาก สุวรรณภูมิ มาเมืองมิวนิคประมาณ 11-12 ชั่วโมง หลับยาวมาเลย.

ไปลงสนามบิน Munich Airport เป็นท่าอากาศที่ใหญ่เป็นอันดับ 2 ของเยอรมนี และเป็น Hup ของสายการบิน Lufthansa

Munich Airport (MUC)

ซึ่งให้บริการแก่เมืองหลวงของรัฐบาวาเรียแห่งนี้นับเป็นสนามบินที่มีการใช้งานสูงเป็นอันดับที่ 2 ของประเทศเยอรมนีและสูงเป็นอันดับที่ 7 ของยุโรป ที่นี่เป็นท่าอากาศยานหลักให้สายการบิน Air Dolomiti, Condor, Lufthansa และ Lufthansa CityLine อีกทั้งยังเป็นโฟกัสซิตี้ให้สายการบิน Air Berlin และ TUIfly อีกด้วย มีเที่ยวบินตรงให้บริการจากที่นี่ไปยังจุดหมายปลายทางต่างๆ ในยุโรป แอฟริกา ตะวันออกกลาง เอเชีย อเมริกาเหนือ และอเมริกาใต้ สิ่งอำนวยความสะดวกแก่ผู้โดยสารที่ MUC ประกอบด้วย ภัตตาคาร ร้านค้าปลีก บริการรับฝากกระเป๋าสัมภาระ ตู้เอทีเอ็ม บริการแลกเปลี่ยนเงินตรา บริการอินเตอร์เน็ตวายฟายและซุ้มบริการอินเตอร์เน็ต รวมทั้งห้องโถงสำหรับผู้โดยสารนั่งรอขึ้นเครื่องบิน

Munich Airport (MUC) สนามบินแห่งนี้ครองตำแหน่งสนามบินที่ดีที่สุดของยุโรปถึง 10 ครั้งในรอบ 12 ปีแถมยังเป็นสนามบินระดับ 5 ดาวแห่งแรกและแห่งเดียวของยุโรปอีกต่างหาก (จากการจัดอันดับของ Skytrax)

จากสนามบินมิวนิค เราสามารถนั่งรถไฟมาได้จากสนามบินเลยครับ เดินไม่ไกล ใกล้มากๆ โดยที่ตั๋วเราจะซื้อแบบ Group Day Ticket ใบเดียว ขึ้นได้ทั้งครอบครัว ขึ้นรถไฟสายไหนในเมืองก็ได้ กี่ครั้งก็ได้ ราคาประมาณ 13 ยูโร ครับ

ที่พักเราจะอยู่ใกล้ๆกับ Munich Hbf เป็นสถานีรถไฟหลักของเมืองมิวนิคเลย คล้ายๆ กับหัวลำโพงบ้านเราอะ โดยจะมีรถไฟไปถึงที่นั่นแบบต่อเดียวสบายๆ นั่งรถไฟชมวิว เพลินมาก มาครั้งแรกก็จะตื่นตาตื่นใจหน่อย เจนบอก
ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมงก็มาถึงที่จุดหมายของเรา

ที่นี่เป็นศูนย์รวมรถไฟที่ใหญ่มาก ทั้งใต้ดินและบนดิน ไปทั้งในและต่างประเทศ มีร้านอาหารมากมาย. เราเดินผ่านร้านอาหารเอเชีย ดูน่าจะถูกปากเรา เลยจัดก่อนเลยครับ คนละจาน รสชาติเหมือนผัดกระหรี่ไก่ บ้านเราเลย ราดข้าวอร่อยดีครับ โดนไป 7 ยูโร

มาถึงก็ 2 ทุ่มแล้ว ฟ้ายังไม่มืดเลยจ้าาา
จากสถานีรถไฟ Munich Hbf เดินข้ามฝั่งมาก็ถึงที่พักเลย Aloft München แค่ 10 ก้าวเท่านั้น สะดวกสุดๆ

Aloft München ตั้งอยู่ในใจกลางเมืองและอยู่ติดกับสถานีรถไฟ Munich Central Train Station โรงแรมหรูหราพร้อมทำเลสะดวกสบายแห่งนี้มีมุมอาหารกูร์เมต์แบบบริการตนเอง ศูนย์ออกกำลังกายเปิดตลอด 24 ชั่วโมง และอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงฟรี

ห้องพักทันสมัยของ Aloft München ได้รับการตกแต่งภายในแบบร่วมสมัย มีสิ่งอำนวยความสะดวกหรูหราซึ่งประกอบด้วยโทรทัศน์จอแบนขนาด 40 นิ้ว พื้นที่ฝักบัวแบบวอล์กอินและห้องน้ำทันสมัยพร้อมเครื่องใช้ในห้องน้ำซึ่งมีตราสินค้า Bliss® Spa

มีบริการอาหารหวานและคาว ส่วนบาร์ของ Aloft เป็นสถานที่ทันสมัย จัดแสดงดนตรีสดที่มีชีวิตชีวาและมีค็อกเทลบาร์ ที่พักแห่งนี้อยู่ใกล้กับสถานที่ท่องเที่ยวหลายแห่ง เช่น Theresienwiese ซึ่งเป็นที่ตั้งของ Oktoberfest และ Frauenkirche Cathedral ยอดนิยมอยู่ห่างออกไป 1 กิโลเมตร ที่พักมีพื้นที่จอดรถใต้ดินที่ปลอดภัยโดยมีค่าธรรมเนียมเพิ่มเติม ที่พักแห่งนี้อยู่ห่างจากสนามบิน Munich Airport ด้วยการโดยสารรถไฟ SBahn 30 นาที

ที่สำคัญ Aloft Hotel Munich – เป็นโรงแรมแนวบูติค ที่มีสาขาหลากหลายประเทศทั่วโลก ที่ประเทศไทยก็มีโรงแรมนี้นะ อยู่ในเครือของ Marriott ตกแต่งแบบโมเดริ์น สะอาดสวยงาม เครื่องอำนวยความสะดวกภายในห้องครบ ที่สำคัญที่นอนดีมากครับ lobby ตกแต่งน่ารักมาก เน้นการได้ใช้งานจริงของผู้ที่เข้าพัก มีมุมสำหรับพักผ่อน เล่นเกมส์ นั่งชิลก็มีครับ

สิ่งที่เราชอบมากที่สุดของที่นี่คือ เตียงดูดวิญญาญสุดๆ ที่นอนดี หมอนด ผ้าดี นอนหลับสบาย แอร์เย็น วิวจากหน้าต่างห้องพักเรา ตรงข้ามกับสถานีรถไฟเลย ห้องน้ำใหญ่ สะอาด โล่ง น้ำไหลแรง ฟักบัวอาบน้ำมันส์มาก ทุกมุมห้องถูกแบ่งเป็นสัดส่วนได้ลงตัวมาก

ด้านล่างมี เครื่องเล่น พร้อมบาร์ให้พักผ่อนชิลๆ
สิ่งอำนวยความสะดวกยอดนิยม
– ที่จอดรถ
– รวมบริการอินเทอร์เน็ตไร้สาย (Wi-Fi) ฟรี
– อนุญาตให้นำสัตว์เลี้ยงเข้าพัก
– ห้องปลอดบุหรี่
– ฟิตเนสเซ็นเตอร์ดี
– แผนกต้อนรับส่วนหน้า 24 ชั่วโมง
– บาร์

บริการแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ: ที่พักนี้มีบริการแลกเปลี่ยนเงินต่างประเทศ

Day 2 : Explore Munich

หลังจากนอนเต็มอิ่ม เช้าวันต่อมาเราสองคนก็พร้อมที่จะเดินทางกันแล้ว !!

สิ่งที่ชอบมากๆ ที่นอนโรงแรม Aloft Hotel Munich คือ มันอยู่ติดกับสถานีรถไฟ แล้วที่นี่มีร้านอาหารเยอะมากกก เป็นร้อยๆ ร้านได้ มีทุกอย่างแถมราคาไม่แพงเลย โดยเฉพาะร้านขนมปัง เป็นอะไรที่มาแล้วต้องมาโดนนะ ขนมปังที่นี่อร่อย นุ่ม มีรสชาติ แถมราคาไม่แพงเลยจ้า ประมาณ 2 ยูโร ชิ้นเดียวอิ่มเลย

จุดหมายวันนี้ เราจะไปที่ จตุรัสมาเรียน พลัทซ์ (Marienplatz) กันครับ ที่นี่ถือว่าเป็นสถานที่แรกที่คุณจะต้องมา ถ้ามาถึงเมืองมิวนิคคือ ที่นี้สถานที่ห้ามพลาด

จากที่พัก เราสามารถนั่งรถไฟใต้ดินมาได้แค่ 2 สถานีเท่านั้นครับ แต่เราสองคนอยากเดินชมวิวสองข้างทางเลยเลือกที่จะเดินกัน วิวสองข้างทางสวยมาก เดินถ่ายรูปกันเพลินเลย ใช้เวลาประมาณ 15 นาทีก็มาถึง ในที่สุดก็มาถึงแล้ว

มาเรียนพลาตซ์ (Marienplatz)

คำว่า “พลาตซ์ (platz)” เป็นภาษาเยอรมัน แปลว่า จัตุรัส ที่นี่เป็นเหมือนจัตุรัสกลางเมือง และเป็นหัวใจสำคัญของเขตเมืองเก่า ในอดีตบริเวณนี้เคยเป็นตลาด แต่ในปัจจุบันกลายเป็นศูนย์กลางการจัดงานสำคัญทางวัฒนธรรมต่าง ๆ ความโดดเด่นของที่นี่คือ รูปปั้นพระแม่มารีทองคำบนเสาสูง ศาลาว่าการเมืองใหม่ เมื่อขึ้นไปบนหอคอยมีจุดชมวิวในมุมสูงอันสวยงาม จุดเด่นอยู่ที่ Glockenspiel หอระฆังที่มีตุ๊กตาออกมาเต้นระบำ เวลา 11.00 น.ในหน้าหนาว และเพิ่มรอบ 17.00 น.ในหน้าร้อน เมื่อชมศาลาว่าการหลังใหม่แล้วก็ต้องไปชมศาลาว่าการหลังเก่าด้วยนะครับอยู่ใกล้กันนั่นล่ะครับ รวมทั้งโบสถ์เซนต์ปีเตอร์ (Peterkirche) ซึ่งเป็นโบสถ์แห่งแรกและเก่าแก่ที่สุดของมิวนิค

ในอดีตพื้นที่นี้เคยเป็นตลาดเรียกว่า “ตลาดสี่เหลี่ยม” ภายหลังได้กลายเป็นที่ตั้งของ New Town Hall ได้รับการออกแบบและตกแต่งในสไตล์โกธิค ในบริเวณจตุรัสประกอบไปด้วย ศาลากลางเก่าที่มีซุ้มประตูและหอคอย ศาลาว่าการ New Town สถาปัตยกรรมเสารูปปั้นของพระแม่มารีสีทอง น้ำพุปลา และหอคอย Glockenspiel ที่มีชื่อเสียงระดับโลก

รูปแบบสถาปัตย์แบบ โกธิค

น้ำพุปลา (Fischbrunnen: ฟิชบรุนเน็น)

Fischbrunnen แห่งนี้เป็นน้ำพุที่อยู่ตรงกลางของ Marienplatz ที่เรียกว่า Fish Fountain เพราะรูปปั้นปลาอยู่บนเสากลาง ปลาเป็นสิ่งที่บ่งบอกถึงอดีตเมื่อ Marienplatz ทำหน้าที่เป็นตลาดและคนขายปลาเคยแขวนของที่ยังมีชีวิตอยู่ในตะกร้าในน้ำน้ำพุสด รอบคอลัมน์มีเด็กฝึกงานสามคนขายเนื้อที่เทน้ำลงไปในแอ่งของน้ำพุ มีประเพณีที่ Ash Wednesday, นายกเทศมนตรีและแชมเบอร์เลนของมิวนิคจะล้างกระเป๋าเงินเปล่าในน้ำพุเพื่อให้แน่ใจว่าเงินทุนในเมืองจะถูกเติมเต็มอีกครั้งในปีหน้า

สถานที่นี้เขาบอกว่าจะมีคนนิยมเอากระเป๋าตังค์มาล้างที่น้ำพุนี้ก่อนวันอีสเตอร์ เชื่อว่าจะร่ำรวย

Mariensäule (มาเรียนซอยเล่ะ)

หรือที่รู้จักกันในนาม “เสาอนุสรณ์พระแม่มารี” โดยเสาต้นนี้ถือว่าเป็นสิ่งที่แสดงให้เห็นถึงประวัติศาสตร์อันยาวนานของจัตุรัส ซึ่งตั้งอยู่คู่กับจัตุรัสแห่งนี้มาตั้งแต่ค.ศ. 1638 แล้ว มาที่เดียวได้ทั้งชมสถาปัตยกรรมต่างๆ รวมไปถึงได้ช็อปปิ้งหรือชิลกับร้านอาหาร คาเฟ่ที่อยู่แถบนี้แบบเต็มเหนี่ยว

เพื่อเป็นการเฉลิมฉลอง การสิ้นสุดของ Swedish Invasion รูปปั้น Putti 4 รูปปั้นนั้น เป็นสัญลักษณ์ของการผ่านพ้นสงคราม โรคระบาด ความอดอยาก และ ความงมงาย

Glockenspiel (Carillon)

บนคอหอยนี้ เมื่อถึงเวลา เวลา 11.00, 12.00 และ 17.00 น. จะมีตัวตุ๊กตา ออกมาเต้นรำแบบ Schläffertanz (Cooper’s Dance) ตุ๊กตาที่ออกมา เป็นการขี่ม้าชนกันระหว่าง ชาวบาวาเรี่ยน กับศัตรู

โดยตุ๊กตาจะมี 2 ชั้น
ชั้นบน – เป็นเรื่องราวการแต่งงาน ของดยุกที่มีชื่อเสียงคนหนึ่ง
ชั้นล่าง – เป็นการเต้นรำแบบพื้นเมือง ที่ตามตำนานเล่าว่าเป็นการเต้นเพื่อปัดเป่า หรือให้กำลังใจผู้คน ในเหตุการณ์เลวร้ายที่เกิดขึ้นให้หมดไป

Glocken = Bell
Spiel = Set

Glockenspiel ก็คือ เครื่องดนตรีชนิดหนึ่ง ที่มีไม้ตีเหมือนระนาด ตีลงบนเหล็ก เสียงจะดัง ติ๊งๆๆ เพราะมาก เหมือนเสียงกล่องดนตรีกล่อมให้หลับน่ะค่ะ 

เสียงของ Glockenspiel จะมาจากยอดของ New town hall และจะมีตุ๊กตาหมุนไปมา เหมือนกล่องดนตรีอยู่บนนั้นด้วย เสียงเพลงนี้ จะเล่นประมาณ 12-15 นาที ทุกวัน ตอน 11 โมงเช้า และจะเพิ่มรอบในช่วงหน้าร้อน ตอนเที่ยง และ 5 โมงเย็นด้วย

ซึ่งมีการเต้นรำแบบนี้ครั้งแรก เมื่อปี 1517 (481 ปีมาแล้ว) เพื่อเป็นการระลึกถึง การสิ้นสุดของโรคระบาดในยุโรป

Spielzeug museum

หรือพิพิธภัณฑ์ของเล่น จะอยู่ใกล้ๆกับจตุรัสมาเรียนปลัดส์ ภายในพิพิธภัณฑ์นี้จะจัดแสดงของเล่นโบราณของเมืองนูเรมเบิร์ก ทั้งบ้านจำลอง ตุ๊กตาไม้ ตุ๊กตาสังกะสี  โมเดลรถของเล่น ของจัดแสดงที่มีค่าที่สุดในนี้เห็นจะเป็นบ้านตุ๊กตาโบราณ พิพิธภัณฑ์มีทั้งหมด 4 ชั้นแต่กว้างแค่ 1 คูหา จึงใช้เวลาไม่มากนักในการเข้าชม ภายในไม่มีคำอธิบายภาษาอังกฤษ

เวลาที่ใช้ในการชม 30  นาที
ภาษา       : เยอรมัน (มี Audioguide ให้เช่า)
เวลาเปิด  : 10.00 am – 5.00 pm (วันเสาร์อาทิตย์ปิด 6.00 pm) ปิดวันจันทร์
ราคา       : 5 ยูโร (Nurnberg card เข้าฟรี) / Audioguide 1 ยูโร
ประเทศ/จังหวัด : เยอรมัน(Germany) / แคว้นบาวาเรีย (ฺBavaria State) / Nuremberg
Website : http://www.museen.nuernberg.de/spielzeugmuseum/
สรุปใน 1 ประโยค : มาชมของเล่นยุคโบราณที่หาชมได้ยาก

ร้านค้า ขายเสื้อผ้าพื้นเมือง น่ารักมากๆ

หอคอย Alter Peter

Peterskirche หรือโบสถ์เซนต์ปีเตอร์ได้ชื่อว่าเป็นโบสถ์ที่เก่าแก่ที่สุดเท่าที่มีการบันทึกไว้ของเมืองนี้ นับตั้งแต่การก่อตั้งในปี 1180 โบสถ์แห่งนี้ก็ได้ผ่านประวัติศาสตร์มาอย่างโชกโชน หลังจากผ่านเหตุเพลิงไหม้ Peterskirche ก็ได้รับการบูรณะขึ้นมาใหม่ในปี 1368 จากนั้นก็โดนทำลายจนเกือบราบเรียบในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 การบูรณะเสร็จสิ้นอย่างสมบูรณ์ในปี 2000

ด้วยอายุของโบสถ์นี้ จึงไม่น่าแปลกใจที่จะมีการเสริมเติมแต่งอิทธิพลทางสถาปัตยกรรมหลากหลายรูปแบบในแต่ละยุคสมัย ในศตวรรษที่ 17 และ 18 ได้มีการตกแต่งภายใน Peterskirche ในรูปแบบบาโรกและโรโคโค่ ขณะที่อยู่ด้านใน คุณจะได้เห็นรูปปั้นเซนต์ปีเตอร์ของ Erasmus Grasser บนแท่นบูชาสูง ที่โบสถ์นี้ เซนต์ปีเตอร์สวมใส่มงกุฏเทียร่า ในขณะที่ตามประเพณีแล้ว มงกุฏนี้จะต้องถูกถอดออกหลังจากที่พระสันตปาปาสิ้นพระชนม์จนกว่าจะมีการเลือกตั้งประมุของค์ใหม่

ถ้าอยากชมวิวอันงดงามเหนือเมืองมิวนิก ลองขึ้นไปที่หอคอยของโบสถ์ซึ่งชาวเมืองตั้งชื่อให้ด้วยความรักว่า “Alter Peter” หรือ “ผู้เฒ่าปีเตอร์” ขอแนะนำให้สวมรองเท้าที่ใส่สบาย เพราะคุณต้องขึ้นบันไดถึง 300 ขั้นจึงจะถึงยอดหอ ในวันที่ฟ้าเปิด คุณอาจมองเห็นวิวไปไกลถึงเทือกเขาแอลป์เลยทีเดียว ภายในหอนี้มีระฆัง 7 ลูกที่ส่งเสียงก้อง และอีกหนึ่งลูกที่ไม่ส่งเสียง บริเวณเบื้องหลังหน้าต่างลูกกรงที่ชั้นใต้ดินของหอคอย คุณจะพบระฆังที่เก่าแก่ที่สุดและมีขนาดเล็กที่สุด ระฆังนี้ใช้ตีเมื่อมีการประหารใน Marienplatz

ช่วงที่เราไป อากาศดีมากๆเลยครับ ไม่หนาวและก็ไม่ร้อน กำลังดี

ตลาดฟิคทูอาเลี่ยนมาร์คท (Viktualianmarkt)

หรือ ตลาดของสดหลักในเมืองมิวนิคที่นี่เราจะเจอสินค้าพื้นเมืองมากมาย พวกผักและผลไม้และของแห้งต่างๆ

ตลาดฟิคทูอาเลี่ยนมาร์คท เป็นตลาดกลางแจ้งที่ใหญ่ที่สุดของเมืองตลอดช่วง 200 ปีที่ผ่านมา ประกอบด้วยแผงลอยและร้านค้ากว่า 140 ร้าน ครอบคลุมพื้นที่ถึง 22,000 ตารางเมตร นับเป็นตลาดที่น่าเดินมากๆครับ เพราะข้าวของที่วางขายดูน่าชมยิ่งนัก เห็นแล้วตื่นตาตื่นใจมากๆครับ ไม่ว่าจะเป็นเนื้อสัตว์ ไส้กรอก ปลา ไข่ เนย ชีส น้ำผึ้ง เบเกอรี่ เครื่องเทศ ผลไม้ ไวน์ ต้นไม้ ของแต่งบ้าน และอื่นๆอีกมากมายนับไม่ถ้วน  เดิมทีตลาดของเมืองมิวนิก อยู่บริเวณจัตุรัสมาเรียนปลัตส์ หรือลานหน้าศาลาว่าการเมืองใหม่

แต่เมื่อตลาดขยายตัวจนใหญ่แน่นพื้นที่ ในปี คศ 1807 พระเจ้าอีเล็กเตอร์มักซิมิเลียนที่ 1 ก็ได้มีบัญชาให้ย้ายตลาดออกไปทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งเป็นลานระหว่าง โบสถ์ ไฮลิกไก้สท์เคี้ยเช่อะ (Heiliggeistkirche) กับถนนเฟราเอนซตร้าเซ่อะจนกลายเป็นจัตุรัสตลาดหรือมาร์คทพลัทซ์ ต่อมา อีกนานจึงรู้จักกันในชื่อ ตลาดฟิคทูอาเลี่ยนมาร์คท (Viktualianmarkt) หรือตลาดอาหาร ก่อนจะพัฒนาให้เป็นตลาด อาหารสดและอาหารสำเร็จรูป รวมถึงเครื่องเทศแปลกๆจากต่างประเทศที่หาไม่ได้ในแถบนี้

ธงประจำเมืองของเมืองมิวนิค ทำจากไม้ทั้งต้น
โดยจะบอกเรื่องราวของชาวบ้าน ประเพณีและวิถีชีวิตของคนในเมืองนั้นๆ แต่ละเมืองก็จะมีธงที่แตกต่างกันไป

ส่วนที่พีคที่สุดในตลาดนี้ ของตรงนี้เลยจ้าาา ลานเบียร์เยอรมัน !!!

มาถึงเยอรมันแล้วไม่โดนเบียร์กับ ขาหมูเด๋วเขาจะหาว่า มาไม่ถึง. รสชาติอร่อยเลยครับ ขาหมูกรอบนอก นุ่มใน ราคา 16 ยูโร ส่วนเบียร์บอกเลย นุ่มมากกกก ดื่มเพลินๆเลย แก้วละ 6 ยูโร

เบียร์เยอรมัน

หากคุณถามคนเยอรมันว่าเบียร์อะไรดีที่สุดในโลก พวกเขาจะตอบในทำนองว่า “เบียร์อะไรก็ได้ที่มาจากเยอรมนี!” พวกเขาก็ไม่ได้พูดผิดเท่าไหร่นัก ผู้ผลิตเบียร์เยอรมันเป็นที่รู้จักกันอย่างกว้างขวางว่าเป็นนักพัฒนาลาเกอร์และวีทเบียร์สมัยใหม่ แน่นอนพวกเขาจริงจังกับเบียร์มาก ในความเป็นจริงพวกเขาเป็นผู้ออกกฎ ไรไฮน์สกึโบ๊ท ซึ่งเป็นกฎที่ระบุว่า อนุญาตให้มีส่วนผสมได้เพียง 4 อย่างเท่านั้นในเบียร์เยอรมัน ได้แก่ น้ำ ฮ็อพ ข้าวบาร์เลย์ และยีสต์

รูปปั้น Maximilian ที่ 1

อนุสาวรีย์แห่งนี้ตั้งขึ้นเพื่อเป็นเกียรติแก่ Maximilian I Joseph กษัตริย์องค์แรกของบาวาเรีย รูปปั้นทองสัมฤทธิ์นี้มีสถานที่โดดเด่นตรงกลางชื่อจัตุรัสทางเดินเท้าบางส่วนที่ชื่อ Max – Joseph – Platz ภายใต้การปกครองของเขาแมกซีมีเลียนโจเซฟได้ทิ้งมรดกแห่งการทำให้เป็นฆราวาสซึ่งนำไปสู่การเป็นชาติของสินทรัพย์ทางวัฒนธรรมของโบสถ์และการปลดปล่อยของโปรเตสแตนต์ รูปปั้นแสดงถึงกษัตริย์ในชุดโรมันและนั่งบนเก้าอี้แบบนีโอคลาสสิก ที่แขนซ้ายของเขาเขาถือคทาเป็นสัญลักษณ์ของการปกครอง มือขวาของเขาถูกยกขึ้นในท่าทางของความสงบสุข มันเป็นรูปปั้นที่ดีพอและคุณไม่ควรพลาดที่จะพลาดหากไปที่จัตุรัสหรือพิพิธภัณฑ์เรสซิเดนซ์

โบสถ์ธีอาทิน่า (Theatinerkirche)

โบสถ์สีเหลืองสด ชื่อว่าโบสถ์ธีอาทิน่า(Theatinerkirche) เป็นโบสถ์บาซิลิกา (ในคริสต์ศาสนาหมายถึงโบสถ์ที่มีความสำคัญมาก เป็นที่ประกอบพิธีสำคัญโดยเฉพาะสันตะปาปา) เป็นแลนด์มาร์กสำคัญทางเหนือของเขตเมืองเก่า อยู่หน้าจัตุรัส Odeonsplatz ด้านในสวยมาก เป็นสีขาวทั้งหมดเลย

ได้ชื่อว่าเป็นโบสถ์ที่สวยที่สุดแห่งหนึ่งของมิวนิค แท่นบูชาด้านในเป็นโครงสร้างเสาหิน โยห้องใต้ดินมีหีบศพ ทำด้วยหินมหึมาของกษัตริย์แมกซิมิเลียนที่ 2 และโลงศพทำด้วยบรอนซ์ของราชวงศ์วิทเทลบาคส์ เปิดทุกวัน

เฟลท์แอร์นฮัลเล่อะ (Feldherrnhalle)

กลายเป็นที่ที่มีชื่อเสียงหลังจากตำรวจกับพวกนาซีได้ทำการสู้รบขนาดย่อมในช่วงก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 โดยพวกนาซีได้เดินขบวนจากถนนลุดหวิก ไปยัง เฟลท์แอร์นฮัลเล่อะ แต่ตำรวจได้มาสลายการเดินขบวนในครั้งนั้นพร้อมสังหารผู้คนเดินขบวนไปเป็นจำนวนถึง 16 คน และนี่เองคือที่มาที่ฮิตเล่อะให้ทุกคนที่เดินผ่านต้องทำความเคารพพวกนาซี

เฟลท์แอร์นฮัลเล่อะ (Feldherrnhalle) สร้างขึ้นระหว่างปี คศ 1841 – 1844 โดยพระเจ้าลุดหวิกที่ 1 ได้มอบหมายให้สถาปนิกชื่อ ฟรีดริช ฟอนแกร์ทเน่อร์ (Friedrich von gartner) เป็นผู้สร้างเฟลท์แอร์นฮัลเล่อะ (Feldherrnhalle) เพื่อเป็นเกียรติแก่แม่ทัพบาวาเรียในการทำสงความฝรั่งเศส-ปรัสเซีย

เฟลท์แอร์นฮัลเล่อะ สังเกตุง่ายๆด้วยรูปปั้นสิงห์โตคู่ด้านหน้าสองฝากฝั่งเป็นรูปปั้นของนักบุญ และมีรูปปั้นแม่ทัพบาวาเรียอยู่ด้านใน ปัจจุบันใช้เป็นที่จัดงานต่างๆเช่น งานคอนเสิร์ต

จากนั้นเราไปเที่ยวกันต่อครับ เคยเห็นในรูปของเอกสารท่องเที่ยวอยู่ว่า มันมีสวนสาธารณะ ที่สามารถเล่นเซิร์ฟได้ !! โดยที่นี้เรานั่งรถไฟใต้ดินไปได้แล้วเดินต่ออีกไม่ไกล

ในที่สุดก็มาถึงแล้ววว Eisbachwelle

Eisbachwelle เหมือนเป็นลำธารเล็กๆ ที่มนุษย์สร้างขึ้นซึ่งเป็นสถานที่ท่องตลอดทั้งปีในเมืองเยอรมัน
โต้คลื่นในมิวนิก ดำน้ำในและรับกับนักเล่นท้องถิ่นบน Eisbach ของมิวนิคซึ่งเป็นสาขาย่อยของแม่น้ำ Isar ที่สร้างขึ้นด้วยคลื่นและน้ำตกที่ฟ้าร้องคุณลักษณะที่ผิดปกตินี้ตั้งอยู่ใน Englischer Garten สวนมิวนิคที่ชื่นชอบ

ซึ่งออกแบบโดย Benjamin Thompson ในสไตล์อังกฤษเมื่อ 225 ปีที่แล้ว การโต้คลื่นเป็นเพียงส่วนหนึ่งของสถานที่พักผ่อนหย่อนใจในโอเอซิสในเมืองที่ใหญ่กว่าเซ็นทรัลปาร์คของนิวยอร์ก คลื่นสามฟุตของ Eisbach ถูกพิชิตโดยนักโต้คลื่นที่มีประสบการณ์เท่านั้น มีต้นไม้ขนาดใหญ่เหมือนป่่า ขนาดย่อมๆ ใจกลางเมือง

ชาวเมืองมิวนิคยุคใหม่นิยมมาที่นี่เพื่อเล่นกระดานโต้คลื่นด้วยเช่นกัน คลื่นแม่น้ำที่อยู่ใกล้กับสะพาน กลายเป็นจุดชมวิวที่คนนิยมแห่งหนึ่ง โดยที่เขาจะผลัดกันเล่น คนละประมาณ 1 นาที เสร็จแล้วก็ปล่อยตัวลอยตามน้ำไปแล้ว เดินมาต่อคิวใหม่ ทริปนี้เราไม่พลาดที่จะเอา Samsung Galaxy Note8 ติดตัวมาช่วยเก็บภาพและเป็นตัวช่วยในการเดินทางทริปนี้

เอ็งลิชเชอร์การ์เทิน (Englischer Garten)

หรือแปลตรงตัวว่า สวนอังกฤษ เป็นสวนสาธารณะขนาดใหญ่ในนครมิวนิก ประเทศเยอรมนี มีพื้นที่กว่า 2,331 ไร่ ภายในสวนมีถนนและทางเดินความยาวรวมกันกว่า 75 กิโลเมตร ถือเป็นหนึ่งในบรรดาสวนสาธารณะกลางเมืองที่ใหญ่ที่สุดในโลก สร้างขึ้นเมื่อ ค.ศ. 1789 โดยเซอร์เบนจามิน ทอมป์สัน เพื่อถวายแด่คาร์ล เทโอดอร์ เจ้าผู้คัดเลือกแห่งบาวาเรีย สาเหตุที่เรียกว่าสวนอังกฤษเนื่องจากสวนแห่งนี้มีการจัดภูมิทัศน์ธรรมชาติแบบเดียวกับที่กำลังนิยมในประเทศอังกฤษในกลางคริสต์ศตวรรษที่ 18 ถึงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 19 สวนแห่งนี้เป็นที่อยู่อาศัยของนก 50–60 สายพันธุ์

Eisbach เป็นแม่น้ำขนาดเล็กที่มีความยาวสองกิโลเมตรที่เมือง Mannheim ในมิวนิก ที่ไหลผ่านสวนสาธารณะที่รู้จักกันในชื่อ Englischer Garten เป็นสวนสาธารณะที่มีขนาดใหญ่ วัยรุ่นคนคนเมืองนิยมมาที่นี่ในช่วงเย็น

Englischer Garten (อิงลิช การ์เดน)

เกิดขึ้นตั้งแต่ปี 1789 เมื่อพื้นที่ป่าตามแนวแม่น้ำ Isar ได้ถูกถางออกแล้วทำเป็นสวน สวนที่เห็นในปัจจุบันนี้ ส่วนใหญ่เป็นฝีมือของนักจัดสวน Friedrich Ludwig von Sckell ซึ่งได้จัดแต่งพื้นที่ของส่วนแห่งนี้ตามแบบอังกฤษ อิงลิชการ์เดนกินพื้นที่ 3.6 ตารางกิโลเมตรตั้งแต่ใจกลางเมืองไปจนสุดทางตะวันออกเฉียงเหนือของเมืองมิวนิค
มีแม่น้ำ Isar ไหลผ่านอิงลิชการ์เดน และเป็นแหล่งบันเทิงที่เยี่ยมยอดสำหรับคนในท้องถิ่น ผู้คนมักมาที่แม่น้ำเพื่อล่องแพ ว่ายน้ำ และอาบแดด ร่มรื่นมากๆเลย

แลนด์มาร์คของที่นี่ เดินขึ้นมาด้านบน สามารถชมวิวได้รอบ และมาชมพระอาทิตย์ตกดินจากบนนี้ได้ด้วย

หลังจากนั้นเราก็กลับที่พัก นั่งรถไฟใต้ดินกลับกันครับ
จบแล้ว การเดินทางของเราสองคน สองวันแรก
ยังมีสถานที่ท่องเที่ยวสวยๆ และน่าสนใจอีกเยอะเลย แล้วมารอชมกันต่อใน EP.2 นะครับ 

 

LEAVE A REPLY

Please enter your comment!
Please enter your name here