เที่ยวญี่ปุ่นดูใบไม้เปลี่ยนสีที่ โตเกียว-คารุอิซาวะ

ท่องเที่ยวญี่ปุ่น ดินแดนอาทิตย์อุทัยสวยทุกที่ มาเยือนได้ทุกฤดู ประเทศญี่ปุ่นเป็นประเทศยอดฮิตที่ใครก็ใฝ่ฝันจะไปเยือน ด้วยเอกลักษณ์ที่โดดเด่นทั้งในเรื่องของสถานที่ท่องเที่ยวที่สวยงาม บ้านเมืองสะอาดปลอดภัย อาหารแสนอร่อยรสชาติโดดเด่น การเดินทางก็สะดวกสบาย รวมเป็นจุดเด่นที่ทำให้ประเทศญี่ปุ่นน่าสนใจและกลายเป็นประเทศขวัญใจของเหล่านักท่องเที่ยวที่หมายมั่นว่าจะต้องเดินทางมาญี่ปุ่นให้ได้สักครั้งหนึ่ง

Iyashi No Sato ancient japanese village
หมู่บ้านโบราณ ริมทะเลสาป

maple เปลื่ยนสี ริมทะเลสาปคาวากุจิโกะ

อุปกรณ์เดินทางที่ขาดไม่ได้
-Passport
-Boarding Pass ไปกับ AirAsia
-AIS Sim2Fly แนะนำเลยจ้าไปญี่ปุ่นซื้อไว้เลย
สัญญาณดี เร็วแรงแถมราคาไม่แพง
-Galaxy Note9 ถ่ายรูปสวยๆ ตัวเดียวจบ

เริ่มต้นเดินทางจากสนามบิน ดอนเมือง มาเช็คอินกันก่อน เราไปกับ AirAsia X นั่งริมหน้าต่าง ถ้าอยากจะเห็นภูเขาไฟฟูจิ ขาไปให้นั่งด้านซ้าย ขากลับให้นั่งด้านขวา นะครับ

ทะเลสาบคาวากุจิ (Kawaguchi-ko) ถือได้ว่าเป็นเส้นที่ใกล้กับภูเขาไฟฟูจิมากที่สุดจนเรียกได้ว่าเป็นประตูสู่ฟูจิ  เป็นจุดชมความงามของภูเขาไฟฟูจิในหลากหลายวิว ซึ่งบริเวณทะเลสาบจะเน้นชมวิวแนวธรรมชาติ โดยการนั่งรถ Retro bus เพื่อที่จะชมวิวตามจุดสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆได้โดยรอบ ไม่ว่าจะเป็นในช่วงใบไม้เปลี่ยนสี ชมซากุระตามฤดูกาล ดูสวนดอกไม้ในหน้าร้อน หรือจะเลือกที่จะขึ้นกระเช้าไฟฟ้าชมวิวและล่องเรือในทะเลสาบคาวากุจิ

เทศกาลใบไม้แดงริมทะเลสาบคาวากูจิโกะ สถานที่ท่องเที่ยวสุดฮิตแต่เป็นจุดหมายของใครหลายๆคนเลยใช่มั้ยบริเวณนี้จะมีใบไม้เปลี่ยนๆรอบๆทะเลสาบสามารถชมใบไม้เปลี่ยนสีได้หลายจุดเลย เรียกว่าเป็นงานที่โรแมนติกมากๆ เพราะต้นไม้รายล้อบทะเลสาบคาวากูจิโกะ จะเปลี่ยนเป็นสีแดง ส้ม เหลือง เล่นสีสันกันได้อย่างงดงามตลอดทางยาวกว่า 2 กม. เลยนะ สวยขนาดนี้ ไม่แปลกที่คนจะมาเที่ยวกันเยอะเลย

– Momiji Kairo 紅葉回路 ทางเดินสายต้นเมเปิล หรือมีชื่อเรียกเป็นภาษาอังกฤษว่า Maple Corridor ตั้งอยู่บริเวณชายฝั่งทางตอนเหนือของทะเลสาบคาวากุจิโกะ ที่นี่จะเป็นเหมือนคลองส่งน้ำเล็กๆ แล้วมีต้นเมเปิ้ล ปลูกขนาบอยู่ทั้งสองฝั่ง ความยาวกว่า 2 เมตร ใบไม้จะทยอยกันเปลี่ยนสีสลับเหลือง ส้ม แดงตลอดทางสวยมาก เลียบแม่น้ำสายเก่า Nashikawa เป็นจุดชมใบไม้เปลี่ยนสีที่สวยสุดโรแมนติกแห่งหนึ่งในแถบภูเขาฟูจิ โดยช่วงที่งดงามที่สุดจะเป็นปลายฤดูใบไม้ร่วงที่มีใบไม้ร่วงหล่นลงมากองตามทางแม่น้ำปกคลุมจนกลายเป็นสีส้มแดงไปทั่วทั้งบริเวณ และในช่วงกลางคืนจะมีการประดับไฟให้ได้ชมกันอีกด้วย

เส้นทางระหว่างทะเลสาป คาวากุชิ – ทะเลสาป Saiko

จุดชมวิวฟูจิ ริมทะเลสาป Saiko
พิกัด : 35°30’02.4″N 138°39’52.5″E

SAIKO Iyashi no sato NENBA หมู่บ้านอนุรักษ์กับวิวฟูจิ

ตั้งอยู่ในพื้นที่ที่เคยเป็นหมู่บ้านเกษตรกรรมบนชายฝั่งทิศตะวันตกของทะเลสาบไซโกะ(Lake Saiko) ซึ่งถูกพายุไต้ฝุ่นพัดถล่มในปี 1966 จนกระทั้งต่อมาอีก 40 ปีได้รับการบูรณะขึ้นใหม่ให้เป็นแบบดั้งเดิม และเปิดเป็นพิพิธภัณฑ์กลางแจ้งให้ประชาชนได้เข้าชมศึกษาเรียนรู้เกี่ยวกับวัฒนธรรม ลองและซื้อสินค้าหัตถกรรมแบบดั้งเดิม

ภายในหมู่บ้าน ประกอบด้วยบ้านกว่า 20 หลังคาเรือน ที่ได้รับการดัดแปลงให้เป็นร้านค้า ร้านอาหาร พิพิธภัณฑ์ และแกลเลอรี่ ซึ่งแต่ละหลังก็จะมีความเชี่ยวชาญในงานฝีมือดั้งเดิมที่ต่่างกัน เช่น เครื่องปั้นดินเผา ธูป และผ้าทอ หรืออาจเข้าร่วมทดลองผลิตกระดาษวาชิ ถ่านชาร์โคล และบะหมี่โซบะด้วยตนเอง

ส่วนของพิพิธภัณฑ์ในบ้าน ได้แก่ บ้านวาตานาเบะ(Watanabe House)ที่จัดแสดงเกี่ยวกับชีวิตประจำวันของเกษตรกรที่เคยใช้ชีวิตอยู่ในแถบนี้ พิพิธภัณฑ์การกัดเซาะและการควบคุมตะกอน(Erosion and Sediment Control Museum) ที่อธิบายถึงสาเหตุของการเกิดดินถล่มที่ทำลายหมู่บ้าน และเทคนิคการใช้ป้องกันภัยพิบัติ

ที่พักของเรา บริเวณริมทะเลสาปคาวากุชิโก
ชื่อ Mount Fuji Villa Oishi Park Kawaguchiko

จองที่พักผ่าน Air bnb นะครับ ราคาประมาณ 13,000-15,000 บาท แล้วแต่ช่วงเวลา นอนได้ 15 คน 4 ห้องนอน 16 เตียง ห้องน้ำ 2 ห้อง มีออนเซ้นส่วนตัว วิวจากห้องนอน เห็นฟูจิซังชัดๆเลย ครัวใหญ่มากกกก ห้องรับแขกก็ใหญ่ ที่สำคัญเจ้าของโครตน่ารัก ใจดี มาดูแลสอบถามให้ความช่วยเหลือตลอด 

– อีกสถานที่สุดฮิตในลิสนักท่องเที่ยวก็คือที่ Pagoda Chureito เจดีย์ 5 ชั้นสีแดงตระหง่านเป็นจุดชมวิวฟูจิซัง   ที่สวยงามอีกหนึ่งจุด แต่วันนี้ฟูจิซังขี้อายนิดหน่อยโผล่มานิดเดียว

– Chureito Pagoda หรือที่คนไทยเราเรียกกันจนติดปากว่า เจดีย์5 ชั้น ที่ คาวากุชิโก (Kawaguchiko) นั้นมีชื่อเรียกว่าจริงๆ ว่า เจดีย์ชูเรอิโตะ(Chureito Pagoda) ซึ่งตั้งอยู่ที่วัดอาราคุระเซ็นเง็น (Arakura sengen shrine) แต่ก่อนจะเดินขึ้นมาถึงตัววัดจะต้องเดินขึ้นบันไดสุดชันก่อน งานนี้ต้องบอกเลยค่ะว่ามีหายใจหอบ กันแน่ ใครที่ข้อเข่าไม่ดี แนะนำให้ควรดื่มแคลเซี่ยมก่อนเดินทางมาที่นี่นะคะ ข้างบนวิวสวย แต่เดินเหนื่อยนิดนึงนะ

จากนั้นเรามาเที่ยวต่อกันที่เมือง Karuizawa กันครับ

เมืองคิว คารุอิซาว่า(Kyu-Karuizawa) เป็นเมืองหลักในอดีตที่ตั้งอยู่บนสายนากะเซนโดะ(Nakasendo Route) ซึ่งเชื่อมต่อเมืองเกียวโตกับเมืองหลวงเอโดะ(ปัจจุบันโตเกียว) ปัจจุบันกลายเป็นศูนย์กลางของพื้นที่คารุอิซาว่ารีสอร์ท

เมืองแห่งนี้มีบรรยากาศรื่นรมย์ เต็มไปด้วยร้านอาหารและร้านกาแฟที่เก๋ไก๋ผสมผสานกับธรรมชาติของป่า แหล่งช้อปปิ้งที่น่าสนใจ ได้แก่ พริ๊นซ์ช้อปปิ้งพลาซ่า(Prince Shopping Plaza) และคิว คารุอิซาว่ากินซ่า(Kyu-Karuizawa Ginza) นอกจากช้อปปิ้งแล้วยังมีกิจกรรมเพื่อผ่อนคลายอื่นๆอีก เช่น โยนโบว์ลิ่ง ตีกอล์ฟ หรือขี่จักรยานไปรอบๆเมือง

คารุยซาว่า เป็นเมืองเล็กๆ แต่คนญี่ปุ่นนิยมมาพักผ่อนคล้ายๆกับ เขาใหญ่บ้านเรา ที่นี่อากาศดี เนื่องจากตั้งอยู่บนที่สูงและอยู่ในหุบเขาตรงนี้เป็นถนนคนเดิน มีร้านค้าขายของมากมาย ชื่อว่า Karuizawa Ginza Dori

คารุอิซาว่า กินซ่า (Karuizawa Ginza)
แหล่งช้อปปิ้งแห่งนี้มีบรรยากาศกินซ่า(Ginza)ในโตเกียว แต่เป็นแบบชนบทบรรยากาศโรแมนติก เหมาะสำหรับมาเดินเล่น ซื้อของที่ระลึกและขนมท้องถิ่น ผลิตภัณฑ์มีชื่อของที่นี่คือ แยมรสชาติต่างๆ สุดทางเดินช้อปปิ้งเป็นที่ตั้งของโบสถ์อนุสรณ์ของชอว์(Shaw Memorial Church) สร้างขึ้นในปี 1895 โดยมิชชันนารี นามว่า A.C. Shaw

เวลาเปิด-ปิด: 10:00-18:00
วันปิดทำการ: แต่ละร้านปิดไม่ตรงกัน

มาเมือง คารุยอิซาว่า ที่ห้ามพลาดคือมา Shopping นะ ที่นี่มี outlet ที่ใหญ่มากกกกใหญ่แบบว่า เดินวันเดียวยังไม่หมดเลย ชื่อ Karuizawa Prince Shopping Plaza

คารุอิซาว่าพริ๊นซ์ช้อปปิ้งพลาซ่า (Karuizawa Prince Shopping Plaza)
แหล่งช้อปปิ้งใหม่เอ้าท์เล็ตล่าสุดของเมืองคารุอิซาว่าจำหน่ายสินค้าแบรนด์ดัง อุปกรณ์กีฬา และสินค้าทันสมัยอื่นๆ นอกจากนี้ยังมีร้านอาหาร 2-3 ร้านให้นั่งพักรับประทานอาหารอีกด้วย

เวลาเปิด-ปิด: 10:00-19:00
วันปิดทำการ: ไม่แน่นอน

บรรยากาศรอบๆ เมืองนี้ เหมาะแก่การมาพักผ่อน มีภูเขา ต้นสน ลำธาร และอากาศดีๆ

Karuizawa Shiraito Falls
น้ำตกที่สวยงาม เนื่องจากน้ำที่ไหลออกมาจากน้ำตกนั้น ไหลผ่านชั้นหินออกมา เป็นสิ่งมหัศจรรย์ที่สวยงามมาก

น้ำตกชิราอิโตะ(Shiraito Waterfall) สูง 3 เมตร ยาว 70 เมตร ตั้งอยู่ในป่าทางทิศเหนือของเมืองคารุอิซาว่า ด้านบนของน้ำตกเป็นทางลาดชันของภูเขาไฟที่กักเก็บน้ำไว้ใต้ดินแล้วไหลออกมาเป็นน้ำตกคล้ายฝนที่ตกลงมาอย่างสม่ำเสมอ

ชื่อ Shiraito No Taki มีความหมายว่า น้ำตกด้ายสีขาว ซึ่งเป็นการอธิบายลักษณะของน้ำตกที่ไหลลงมาเป็นเส้นสายคล้ายผ้าม่านน้ำสีขาว ช่วงเวลาที่สวยงามที่สุด คือ ฤดูร้อน โดยพืชรอบๆเป็นสีเขียวชอุ่ม และฤดูใบไม้ร่วงในปลายเดือนตุลาคม ใบไม้เปลี่ยนสีทำให้ทัศนียภาพของน้ำตกสวยงามไม้แพ้กัน

สวนสาธารณะโอนิโอชิดาชิ (Onioshidashi Park) ลานหินภูเขาไฟ มีภูมิทัศน์ที่เป็นเอกลักษณ์พิเศษ ที่เกิดจากเหตุการณ์ภูเขาไฟระเบิดในปี 1783 ตั้งอยู่ชายแดนฝั่งจังหวัดกุนมะ แต่นิยมท่องเที่ยวผ่านเมืองคารุอิซาว่า

นอกจากจะได้ชมหินภูเขาไฟรูปร่างประหลาดแล้ว ยังสามารถมองเห็นวิวของเมืองใกล้เคียง และภูเขาไฟอะซามะ(Mount Asama)ในวันฟ้าโปร่งอีกด้วย และใจกลางสวนสาธารณะมีวัดทางพุทธศาสนาสำหรับสักการะเทพแห่งความเมตตา

ห่างออกจากสวนสาธารณะไปเล็กน้อยเป็นที่ตั้งของพิพิธภัณฑ์ภูเขาไฟอะซามะ(Asama Volcano Museum) ที่นักท่องเที่ยวจะได้เรียนรู้เกี่ยวกับภูมิศาสตร์ของภูเขาไฟ สิ่งมีชีวิตทั้งพืชและสัตว์ที่อาศัยอยู่ในภูมิประเทศภูเขาไฟ ผ่านการนำเสนอวีดีโอขนาดใหญ่พร้อมเครื่องจำลอง

Sakurayama Park เป็นอีกสถานที่ที่ชมใบไม้เปลี่ยนสีได้

Nagatoro เมืองนี้อยู่ใกล้ๆกับโตเกียวเป็นอีกจุดที่ชมใบไม้เปลี่ยนสีได้สวยงามไม่เหมือนใครเพราะว่าจะได้เห็นวิว ใบไม้เปลี่ยนสีอยู่ริมแม่น้ำทั้งสองฝั่งและถ้าใครอยากล่องเรือนั่งชมวิวก็ได้ฟีลสวยงามไปอีกแบบ

ล่องเรือไม้นากาโทโระ – Nagatoro Rafting เป็นหนึ่งในกิจกรรมยอดฮิตของเมืองนากาโทโระ จังหวัดไซตามะ ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากโตเกียว สามารถไปเที่ยวแบบเช้าไปเย็นกลับได้สบายๆ มีบริการการนั่งเรือไม้ล่องไปในแม่น้ำอาราคาว่า (Arakawa River) ที่อยู่ท่ามกลางหุบเขาสองข้างทาง ระหว่างทางจะได้ชมธรรมชาติที่สวยงามและได้เห็น “อิวะดาทามิ Iwadatami” ซึ่งเป็นโขดหินรูปทรงต่างๆที่เกิดขึ้นโดยธรรมชาติ ในบางช่วงของการล่องเรือจะมีกระแสน้ำที่ค่อนข้างเชี่ยว คนพายชาวญี่ปุ่นจะต้องใช้ประสบการณ์ในการพายเรือผ่านล่องน้ำต่างๆไปด้วยความชำนาญ การล่องเรือไม้นากาโทโระนี้จะใช้เวลาประมาณ 20-40 นาที ขึ้นอยู่กับเส้นทางที่เลือก นอกจากนี้ในช่วงที่น้ำเชี่ยวกระแสน้ำแรงอาจจะมีการเปียกได้ แนะนำให้เตรียมผ้าเช็ดตัวหรือเสื้อผ้าไปเปลี่ยนด้วย

ศาลเจ้าโฮโดซัง(Hodosan Shrine) เป็นศาลเจ้าที่มีอายุเก่าแก่เกือบ 2 พันปีแล้ว ตั้งอยู่ท่ามกลางธรรมชาติที่สวยงามของเมืองชิชิบุในจังหวัดไซตามะ มีต้นไม้ใหญ่โอบล้อมอยู่รอบด้าน จนได้รับรางวัล The Michelin Green Guide 1 ดาว ในปี 2011 อีกด้วย

อาคารต่างๆของศาลเจ้านั้นมีการตกแต่งด้วยความปราณีตและมีสีสันงดงาม ซึ่งในช่วงสมัยเอโดะที่มีการบูรณะนั้นกินเวลายาวนานถึง 30 ปีเลยทีเดียว มีอาคารหลักทั้งหมด 3 แห่งด้วยกันคือ Honden และ Heiden 2 หลัง ซึ่งมีสถาปัตยกรรมแบบญี่ปุ่นโบราณ Gongen-zukuri

นอกจากนี้ ที่นี่ยังเป็นจุดชมซากุระและใบไม้เปลี่ยนสีที่มีชื่อเสียงมากแห่งหนึ่งของจังหวัดไซตามะด้วยนะ

จากนั้นเรามาเที่ยวในเมืองโตเกียวกันต่อครับ
ตลาดปลาซึกิจิ (築地市場, Tsukiji Shijōนับเป็นที่ที่มีชื่อเสียงมากที่สุดของญี่ปุ่น อีกทั้งยังเป็นที่รู้จักกันดีว่าเป็นหนึ่งในตลาดปลาที่ใหญ่ที่สุดในโลกจากการที่มีการซื้อขายสินค้าทะเลกว่า 2,000 ตันต่อวัน ภายในตลาดแบ่งออกเป็น2 ส่วนใหญ่ๆ คือส่วนภายนอกซึ่งมีร้านค้าปลีกและร้านอาหารตั้งเรียงรายเป็นจำนวนมาก และส่วนภายในซึ่งเป็นบริเวณที่ร้านค้าส่งใช้เจรจาธุรกิจและเป็นจุดที่มีการประมูลปลาทูน่าที่มีชื่อเสียง ความที่มีสินค้าจำนวนมากไม่ว่าจะเป็นปลาทะเล อาหารทะเลสดๆ ไปจนถึงผักผลไม้ จึงทำให้ตลาดแห่งนี้คึกคักคนเยอะกันตั้งแต่เช้าเลยทีเดียวค่ะ ศึ่งเรียกได้ว่าเป็นตลาดที่เต็มไปด้วยมนตร์เสน่ห์และบรยากาศการค้าขายที่บางทีจะเห็นรถสกูตเตอร์ขับไปมา รวมทั้งรถบรรทุกที่ใช้ขนส่งปลา ทั้งคนซื้อและคนขายจะดูเร่งรีบ ทำให้เป็นสเน่ห์ดึงดูดนักท่องเที่ยวให้แวะเวียนมาเที่ยวชม ซึ่งคนที่จะมาอาจต้องแพลนกันดีๆนะคะ เพราะจะมีการย้ายไปยังตลาดปลาแห่งใหม่ชื่อ “โทโยสุ” (Toyosu) ซึ่งตั้งอยู่บนเกาะโอไดบะ (Odaiba)

มีเนื้อวากิว A5 ขายด้วยแต่ราคาค่อนข้างแรงอยู่
แต่ก่อนเป็นตลาดปลา แต่ตอนนี้ตลาดปลาย้ายไปแล้ว แต่ร้านอาหารบริเวณรอบๆก็ยังมีขายอยู่ครับ แนะนำให้มาเดินเล่นดู เจออาหารแปลกๆเยอะเลย

วัดเซนโซจิ(Sensoji Temple)ที่มีหลายๆชื่อที่คนนิยมเรียกขานกันทั้งวัดอาซากุสะ หรือวัดโคมแดง (Asakusa Kannon Temple) เป็นวัดใหญ่ในย่านอาซากุสะและ) เป็นหนึ่งในวัดที่เก่าแก่และเป็นที่นิยมมากที่สุดวัดหนึ่งของเมืองโตเกียว  โดยจะมีถนนนากามิเสะที่เป็นถนนยาวเข้าสู่พื้นที่ภายในวัดที่จะเต็มไปด้วยร้านค้ามากมาย บอกเลยว่านักท่องเที่ยวเกือบร้อยเปอร์เซ็นต์ไม่มีใครไม่รู้จักวัดนี้แน่นอน ยิ่งในหมู่คนไทยแล้วล่ะก็เรียกได้ว่าถ้าไปโตเกียวต้องไปแวะเจิมวัดนี้แทบจะทุกคน โดยภาพส่วนใหญ่ก็จะเห็นแชะๆภาพพื้นหลังเป็นโคมแดงอันใหญ่ๆที่เปรียบเสมือนสัญลักษณ์สำคัญมากๆของวัดแห่งนี้เลยทีเดียว

– มาถึงสถานที่สุดท้ายกับทริปล่าใบไม้เปลี่ยนสีของเราแล้วค่ะ Meiji Jingu Gaien ที่นี่แปลกกว่าที่อื่นๆเพราะเป็นต้นแปะก๊วยเปลี่ยนเป็นสีเหลืองสวยงามมากเลย รอบๆสวนสาธารณะเมจิจินกูตลอดเส้นทาง 300 เมตร มีต้นแปะก๊วยเรียงรายอยู่ 146 ต้นสามารถเดินชมได้รอบเลย

วิธีเดินทางที่ง่ายที่สุดคือ นั่งรถไฟสาย JR Yamanote ลงสถานี Harajuku จากนั้นเปลี่ยนขึ้นรถไฟใต้ดิน Tokyo-Metro สาย Ginza line ลงที่สถานี Gaien-mae หรือสถานี Aoyama-It-Chome
ไม่เสียค่าเข้าชม
ช่วงเวลาที่เหมาะสม:  ต้นเดือนพฤศจิกายน – ต้นเดือนธันวาคม

 

LEAVE A REPLY

Please enter your comment!
Please enter your name here