ครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่ได้มาเยือนเมืองลับแล
ที่นี่เป็นเมืองที่น่ารักและเงียบสงบจริงๆ
เหมือนอยู่คนละโลกกับกรุงเทพอันแสนวุ่นวายเลย
หลายคนพอพูดถึงอุตรดิตถ์จะนึกถึงแต่ภูสอยดาว
แต่จริงๆแล้วอุตรดิตถ์ยังมีมุมน่ารักๆมากมาย
ทั้งวิถีชีวิตชุมชนที่เป็นเอกลักษณ์
ผู้คนที่ยิ้มแย้มเป็นกันเอง
.
เริ่มที่เมืองลับแลฟังชื่ออาจจะกลัวแต่ที่นี่ไม่น่ากลัว
เล๊ยยยยแถมยังน่าเที่ยวน่ามาพักผ่อน
ตั้งแต่ที่พักน่ารักๆอยางลับแลเกสเฮ้าส์แล้ว
ไปตะลุยชิมอาหารท้องถิ่นที่มีที่นี่ที่เดียวเท่านั้น
ตั้งแต่ร้านเจ๊นีย์ของทอด ข้าวพันผักอินดี้
หมี่พันป้าหว่าง ข้าวพันผักเตาถ่าน
หรือจะไปชิมดะที่เดินตลาดโต่รุ่งตามด้วยตอนเช้า
ที่ตลาดศรีพนมมาศ จิบกาแฟกินอาการริมน้ำ
ร้านป๋ายลับแล นั่งแช่เท้าที่น้ำตกแม่พูล
ชมพระอาทิตย์ขึ้นที่ม่อนอารักษ์ โอ้โหเยอะมาก
เล่าตรงนี้ไม่หมดไปตามอ่านในรีวิวนี้ดีกว่า
.
นอกจากทริปนี้จะตะลุยกินจนอิ่มท้อง
ยังอิ่มใจมากด้วยเพราะนอกจากจะเที่ยวภารกิจสำคัญ
คือมามอบผ้าห่มคลายความหนาวกับไทยเบฟ
ให้กับชาวบ้านป่ากั้ง อ.น้ำปาด
และยังมีหน่วยแพทย์เคลื่อนที่ตรวจสุขภาพ
ให้กับชาวบ้านฟรีๆ มีกิจกรรมเกมส์ต่างๆให้เด็กๆ
และชาวบ้านเล่นกันอย่างสนุกสนานเลย
ก็ได้เห็นรอยยิ้มจากชาวบ้านเยอะแยะขนาดนี้
ผู้ให้อย่างเราก็มีความสุขมากมายค่ะ

มาถึงถิ่นเค้าเราต้องเรียนรู้ศึกษาวิถีชีวิตของท้องถิ่นนี้กันก่อนที่พิพิธภัณฑ์เมือลับแล
พิพิธภัณฑ์เมือลับแล
เปิดทุกวันเวลา 9.00 – 16.00 น
เบอร์โทร 055-431-078

เสร็จแล้วก็ขับรถขึ้นเขากันต่อไปเที่ยวที่น้ำตกแม่พูลเป็นน้ำตกขนาดไม่ใหญ่มากรถถึงเลยไม่ต้องเดินที่นี่เลยมีชาวบ้านที่นี่มานั่งเล่นกันเยอะเลยค่ะเป็นเหมือนที่พักผ่อนหย่อนใจของคนที่นี่เลย

ตรงหน้าทางเข้าน้ำตกแม่พูลจะมีร้านอาหารชื่อป๋ายลับแล บรรยากาศดีร่มรื่นมากเลยมีที่นั่งริมเป็นแคร่ริมน้ำชิลๆด้วย
ร้านป๋ายลับแล
ปิดทุกวันที่ 10 และ 25 ของเดือน เปิดเวลา 11.00 – 19.00 น
เบอร์โทร 081-888-8772

ขากลับจากน้ำตกเราแวะร้านข้าวพันผักฟ้าฮ่ามร้านข้าวพันผักที่ยังใช้เตาถ่านอยู่เลย ใครมาทานที่นี่ต้องใจเย็นหน่อยคะเพราะแม่ค้าทำคนเดียวทุกอย่างเลยเดินไปสั่งแล้วก็นั่งรอเดินไปเช็คบ้างว่าได้หรือยังต้องบริการตัวเองนะคะ ของดีต้องใจเย็นเน๊าะ อิอิ แถมราคาที่นี่ก็โหดมากกกก ถูกแบบโหดสุดๆเริ่มที่ 1 บาทอ่านไม่ผิดหรอกจ้าส่วนจานที่เรากินราคา 15 บาท!!!! รวมทั้งโต๊ะ 6 คน ราคา 160 บาท โหกินข้าวมื้อนึงในกรุงเทพยังไม่ได้เลย
ข้าวพันผักฟ้าฮ่าม
หยุดทุกวันจันทร์ เปิดเวลา 8.00 – 19.00 น

อิ่มแล้วก็เข้าที่พักกันดีกว่าค่ะเราพักที่ลับแลเกสเฮ้าส์ เป็นที่พักที่น่ารักมากเป็นบ้านไม้โบราณแบบออริจินัลเลยเป็นบ้านของพ่อค้าที่รวยที่สุดคนนึงในสมัยก่อนเลยนะคะ คุณเบนเจ้าของบ้านพักได้เช่าและทำเป็นเกสเฮ้าส์ ราคาที่พักก็น่ารักที่สุดในโลก ถูกจนตกใจ ราคาต่อ 4 คน 1,450 บาทรวมอาหารเช้าแบบท้องถิ่นมีสบู่ ยาสีฟันให้ มีจักรยานให้ขี่เที่ยวฟรีๆด้วยค่ะ ที่นี่ขี่จักรยานเที่ยวได้ไม่น่ากลัวรถไม่เยอะ

           ที่นี่จะให้เราพักแบบทั้งหลังเลยค่ะก็คือเรามา 4 คนจ่าย 1,450 ก็คือได้ทั้งหลังมี 2 ห้องนอนชั้นบนชั้นล่างมีอีก 1 เตียง 1 ห้องน้ำคุณเบนจะให้กุญแจบ้านทิ้งไว้ที่เราเลยค่ะตอนเช้าคุณเบนจะเอาอาหารเช้าใส่ตระกร้ามาแขวนที่ประตูพร้อมจดหมายทักทายเป็นดีเทลที่น่ารักมาก อาหารเช้าก็เป็นอาหารพิ้นบ้านน้ำพริกอร่อยค่ะ มีแกงเห็ด ผักต้ม หมูปิ้ง ไส้อั่ว ขนมใส่ไส้ เยอะมากเลยแต่อาหารอาจจะไม่เหมือนเดิมทุกครั้งนะคะ
เฟสบุ๊ค ลับแลเกสเฮาส์
เบอร์โทร คุณเบน 084 502 3761

ตอนเย็นเราขับรถไปที่ประตูเมืองลับแลค่ะถ้ามาที่นี่แล้วไม่ได้มาดูประตูลับแลก็เหมือนมาไม่ถึงเน๊าะ

ใกล้ๆกับประตูเมืองลับแลมีถนนคนเดินชื่อว่า ถนนวันวาน เป็นตลาดที่ขายของจากชาวบ้านจริงๆ มีอาหารขนมพื้นบ้านหลายอย่างแต่ว่าเร็วๆนะคะเพราะของหมดเร็วแม่ค้าปิดร้านเร็วด้วยไม่งั้นจะอดชิมของอร่อยเหมือนเรา 555555
ถนนวันวาน
เปิดวันเสาร์ – อาทิตย์ เวลา 15.00 – 21.00 น

อกหักจากถนนคนเดินวันวานเพราะของกินหมดเลยมาหาอาหารเย็นที่ตลาดโต่รุ่ง ตลาดนี้ก็ไม่ได้ใหญ่มากนะคะ    เป็นตลาดนัดเล็กๆ มีกับข้าวขนมขายใครอยากกินข้าวเย็นแบบชาวบ้านๆก็มาเดินได้ เราก็ซื้อกับข้าวไปกินกัน          ที่เกสเฮ้าส์ราคาน่ารักเหมือนเดิมคนกรุงอย่างพวกเรานี่ตื่นเต้นมาก

เช้าวันรุ่งขึ้นเราออกจากที่พักตั้งแต่ตีห้าครึ่งไปดูพระอาทิตย์ขึ้นที่ม่อนอารักษ์ จุดนี้เป็นเหมือนแค่เนินเขาเล็กๆค่ะ      มีวัดตั้งอยู่รถยนต์สามารถขึ้นได้ ถ้าไปเช้ามากประตูจะยังปิดนะคะแนะนำว่าสัก 6.00 โมงเดี๋ยวหลวงพ่อจะมา      เปิดประตูให้ค่ะก็พระอาทิตย์ขึ้นพอดี ที่นี่จะมองเห็นวิวมุมสูงของเมืองลับแลและอีกฝั่งจะเห็นพระอาทิตย์ขึ้นหมอกเบาๆสวยมากค่ะ

ชมวิวแล้วเรากลับมาเดินที่ตลาดเช้าศรีพนมมาศที่นี่ก็คือจุดเดียวกับตลาดโต้รุ่งเมื่อคืนเลยค่ะตอนเช้าก็จะเปิดตลาดด้านในขายของสดอาหารต่างๆ เราก็เดินหาของกินเล่นๆชมบรรยากาศยามเช้าของตลาด

กลับจากตลาดถึงบ้านก็เปลี่ยนพาหนะเป็นจักรยานจะพาปั่นไปกิน กินแล้วก็กินกันค่ะขากลับจะได้เบิร์นแคลออกด้วย 55555

ปั่นไม่นานก็ถึงร้านแรกร้านเจ๊นีย์ของทอดต้องรีบไปแต่เช้าเพราะขืนไปสายอดกินแน่นอน เพราะของหมด ที่นี่ใครมาถึงลับแลแล้วไม่กินถือว่าพลาดมาก ที่นี่มีของทอดหลายอย่างเช่น ผักทอด หน่อไม้ทอด เต้าหู้ เผือก ข้าวโพด ฯลฯ ราคาก็ 10 , 20 บาทถูกมากค่ะโดยเฉพาะกุ้งทอดกุ้งสดตัวใหญ่มากไม่รุ้ป้าขายราคานี้ได้ยังไง ของทอดของเจ๊นีย์  ไม่อมน้ำมันกินแล้วไม่เลี่ยนทอดกรอบมากน้ำจิ้มก็อร่อยค่ะเป็กเอกลักษณ์ไม่หวานอย่างเดียวแต่กลมกล่อม
เจ๊นีย์ของทอด
เปิดทุกวัน เวลา 08.00 – 17.00 น
เบอร์โทร 055-431428 ,086-9254558

ออกมาจากร้านเจ๊นีย์ไม่กี่ร้อยเมตรก็จะเจอร้านหมี่พันป้าหว่าง หมี่พันก็คือเส้นหมี่นำมาคลุกปรุงรสแล้วห่อด้วยแผ่นแป้งตอนแรกจะกรอบๆหน่อยแต่แม่ค้าห่อใบตองให้แล้วบอกว่าถ้าทิ้งไว้จะนิ่มลงแล้วแต่ว่าใครจะชอบแบบไหน          ราคาก็อันละ 3 บาท!!! โอ้ยจะถูกไปไหน
เปิดเวลา 10.00 – 17.00 น
เบอร์โทร 084-045-2407

ระหว่างทางเราจะเห็นแผงแบบนี้ตากไว้หลายบ้านที่เห็นนี่คือ ข้าวแคบค่ะ ก็จะคล้ายๆข้าวเกรียบวิธีทำคล้ายข้าวเกรียบปากหม้อปรุงรสแป้งให้เรียบร้อยอย่างที่เราไปดูเป็นรสเผ็ดค่ะใส่พริกด้วย สีเลยออกส้มๆ จะนำแป้งที่ทำเป็นแผ่น      มาผึ่งตากจนแห้งแล้วก็เก็บทานได้เลยค่ะไม่ต้องไปทำอะไรต่อแล้วกินเล่นคล้ายข้าวเกรียบ

ยัง ยังไม่หยุดเพราะกินยังไม่สุดมาต่อกันที่ร้านข้าวพันผักอินดี้ร้านนี้จะดูแหวกแนวหน่อยๆอินดี้สมชื่อ เพราะร้านอื่นๆ  ก็จะเป็นร้านชาวบ้านๆ แต่ร้านนี้จะตกแต่งซะแนวเชียวร้านนี้คนเยอะมากนะคะเรามาแต่เช้าคนยังเริ่มเยอะแล้ว    รสชาติอาหารที่นี่ก็ดูออกจะจัดกว่าร้านอื่นรสชาติน่าจะถูกปากคนกรุงเทพฯ
เปิดเสาร์ – พฤหัส เวลา 9.30 – 16.30 น
เบอร์โทร 088-447-0345
เฟสบุ๊ค ข้าวพันผัก Indy

เที่ยวลับแลกันเสร็จแล้วเราก็เดินทางไปที่โรงเรียนป่ากั้งวิทยา อำเภอน้ำปาด เพื่อนที่จะไปมอบผ้าห่มในโครงการ  ไทยเบฟ…รวมใจต้านภัยหนาวให้กับชาวบ้านป่ากั้ง

ที่งานนี้นอกจากการมอบผ้าห่มแล้วก็ยังมีกิจกรรมให้เด็กๆที่นี่เล่นกันสนุกสนาน

ที่งานนี้นอกจากการมอบผ้าห่มแล้วก็ยังมีกิจกรรมให้เด็กๆที่นี่เล่นกันสนุกสนาน

ถึงเวลามอบผ้าห่มให้ชาวบ้านทั้งงานมีแต่รอยยิ้ม

ทั้งงานมีแต่รอยยิ้มที่สุขใจของชาวบ้านส่วนทีมงานไทยเบฟและพวกเราก็มีรอยยิ้มเพราะความอิ่มใจเช่นกัน

ขากลับจากบ้านป่ากั้งเราผ่านอุทยานแห่งชาติต้นสักใหญ่ แวะไปดูต้นสักที่ใหญ่ที่สุดในโลกกกกกก มีอายุประมาณ 1,000 กว่าปี!!! โห้นานมากยืนหยัดมาจนถึงป่านนี้ได้ยังไง รอบๆต้นสักใหญ่ก็ยังมีต้นสักอีกมากมายร่มรื่นมาก      แต่ละต้นก็ใหญ่ๆทั้งนั้นเลย บางคนอาจคิดว่าไม่เห็นจะใหญ่เลยแต่รู้มั้ยค่ะว่าต้นสักเนี่ยเป็นไม้ที่โตช้ามากลองไปดู  บางต้น 10 ปีต้นนิดเดียวเอง เห็นแล้วจะตะลึงว่าต้นสักใหญ่นั้นสามารถอยู่มาถึงต้นขนาดนี้ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ

และสุดท้ายก่อนกลับเราไปเที่ยวที่เขื่อนสิริกิติ์ กะว่าจะไปชมพระอาทิต์ตกที่นั่นแต่ฝนพึ่งจะตกและพระอาทิตย์ก็    กำลังจะตกเช่นกัน ได้บรรยากาศสองอย่างในเวลาเดียวกันเลย ที่นี่เป็นเขื่อนดินที่ใหญ่ทีสุดในประเทศไทย          อยู่ถ่ายรูปได้ไม่นานนักเพราะฝนเริ่มจะลงอีกรอบแล้วก็เลยต้องเดินทางกลับกรุงเทพค่ะ ทริปนี้สนุกและมีความสุข    เพราะเป็นครั้งแรกที่ได้เที่ยวอุตรดิตถ์แบบเต็มๆ ตระเวนกินทั้งวันและยังได้มอบผ้าห่มทำกิจกรรมกับชาวบ้านด้วย    ทริปนี้ทั้งอิ่มท้องอิ่มใจ  ริงๆค่ะ

 

LEAVE A REPLY

Please enter your comment!
Please enter your name here