ญี่ปุ่นมันส์ๆ 4 วันโนแพลน

ญี่ปุ่น  มีชื่อทางการคือประเทศญี่ปุ่น เป็นประเทศหมู่เกาะในภูมิภาคเอเชียตะวันออก ตั้งอยู่ในมหาสมุทรแปซิฟิก ทางตะวันตกติดกับคาบสมุทรเกาหลี และสาธารณรัฐประชาชนจีนโดยมีทะเลญี่ปุ่นกั้น ส่วนทางทิศเหนือ ติดกับประเทศรัสเซีย มีทะเลโอค็อตสก์ เป็นเส้นแบ่งแดน ตัวอักษรคันจิของชื่อญี่ปุ่นแปลว่าถิ่นกำเนิดของดวงอาทิตย์ จึงทำให้บางครั้งถูกเรียกว่าดินแดนแห่งอาทิตย์อุทัย

ภาคการท่องเที่ยว โดยทางการญี่ปุ่นได้ดำเนินมาตรการยกเว้นวีซ่าท่องเที่ยวให้กับประเทศเป้าหมาย รวมถึงประเทศไทย กระแสไปท่องเที่ยวญี่ปุ่นน่าจะยังได้รับความนิยมในหมู่คนไทยอย่างต่อเนื่อง โดยมีแรงหนุนสำคัญ ๆ ทั้งจากมาตรการยกเว้นวีซ่าท่องเที่ยวที่ยังคงมีผลบังคับใช้ บวกกับกิจกรรมส่งเสริมการตลาดและโปรโมชั่นอัดแน่นจากธุรกิจที่เกี่ยวเนื่อง รวมถึงอานิสงส์ส่วนหนึ่งก็มาจากเงินเยนที่อ่อนค่า รวมทั้งสายการบินต้นทุนต่ำ ทำให้นักท่องเที่ยวเดินทางทัวร์ญี่ปุ่นมากขึ้นทุกปี

ทริปนี้เราบินจากไทยไฟล์ทดึกถึงญี่ปุ่นก็เช้าพอดี เรานั่งรถไฟจากสนามบินคันไซไปสถานี Wakayamashi Station แต่เพราะเช้ามากยังเข้าที่พักไม่ได้ แต่ไม่ต้องห่วงเพราะที่สถานีมีตู้รับฝากกระเป๋าตู้ใหญ่ก็ 700 เยน เสร็จแล้วก็เริ่มทริปทันที เรานั่งรถไฟโดยมีจุดมุ่งหมายคือสถานี Kishi Station

สถานีคิชิ ซึ่งเป็นปลายทางบนเส้นทางรถไฟสายท้องถิ่น Wakayama Electric Railway สายสั้นๆ มีแมวจรจัดเพศเมียตัวหนึ่ง ชื่อว่า ทามะจัง (ภาษาญี่ปุ่น tama ทามะ แปลว่า แมวเหมียว ) ได้รับการอัพเกรดขึ้นเป็นนายสถานี จากแต่ก่อนที่เป็นเพียงแมวกวักบนตะกร้าหน้าห้องขายตั๋ว เนื่องจากได้สร้างตำนานกวัก เรียกแขกจากเมืองต่างๆ ให้เดินทางมาทักทายเจ้าเหมียวทามะสุดจะน่ารักตัวนี้ จนกระทั่งเส้นทางรถไฟที่กำลังประสบปัญหาภาวะการเงิน (เนื่องจากผู้คนเริ่มมีรถยนต์ และใช้บริการรถไฟท้องถิ่นสายนี้น้อยลง) กลับมามีชีวิตชีวา และพลิกฟื้นกิจการได้อีกครั้ง

ขบวนรถไฟที่มุ่งหน้าสู่สถานKishi มีการตกแต่งด้วยลวดลายที่น่ารักแต่งต่างกันในแต่ละขบวนอย่างรถไฟขบวนสตรอเบอรี่ ขบวนรถของเล่น น่ารักมากอดถ่ายรูปไม่ได้เลยและที่ชอบมากเลนส์ Ultra Wide สามารถเก็บภาพในสถานที่แคบๆอย่างภายในโบกี้รถไฟได้ทั้งหมดเลย

จากสถานี Kishi นั่งรถไฟกลับมาที่สถานี Wakayamashi Station จุดมุ่งหมายต่อไปคือ Wakayama Castle เราใช้วิธีเดินระยะทางจากสถานีวาคายามะถึงปราสาทประมาณ 2.5 กิโลเมตรเดินก็ประมาณ 30 นาที มาญี่ปุ่นทั้งที่เดินเที่ยวไม่ใช่เรื่องแปลกเพราะอากาศดีฟ้าก็สวยระหว่างทางเดินไปปราสาทเราเลยแวะถ่ายรูปกันไม่หยุดจากครึ่งชั่วโมงก็ปาไปจะเป็นชั่วโมงแล้ว

เดินมาถึง ปราสาทวาคายามะ (Wakayama Castle)

ปราสาทวากายามะ (Wakayama Castle) เป็นหนึ่งในสถานที่ท่องเที่ยวหลักของเมืองวากายามะ ตั้งอยุ่บนเนินเขา ภายในมีส่วนประกอบต่างๆตามรูปแบบของปราสาทดั้งเดิมเอาไว้อยู่หลายส่วน ถึงแม้ว่าส่วนใหญ่จะเป็นการสร้างขึ้นมาใหม่ทีหลัง แต่ก็เน้นที่ความคล้ายคลึงกับของเดิม เช่น ตัวหอคอยปราสาทเป็นการสร้างขึ้นใหม่เพราะหอคอยเดิมถูกทำลายไปในช่วงสงครามกลางเมืองไปแล้ว มีคูน้ำและสวนขนาดใหญ่ล้อมรอบ เดินทางมาได้ง่ายๆจากสถานีรถไฟ JR Wakayama Station พูดง่ายๆคือเป็นปราสาทที่อยู่เกือบจะกลางเมืองกันเลยทีเดียว

เดินขึ้นมาจุดชมปราสาทจุดนี้สามารถมองเห็นตัวปราสาทและบริเวณรอบๆปราสาทได้กว้างมากตอนแรกไม่คิดว่ากล้องของ Samsung Galaxy A50 จะสามารถเก็บภาพได้เหมือนที่ตาเราเห็นแต่ดูจากภาพเลนส์ Ultra Wide สามารถเก็บภาพได้กว้างครบทุกส่วนเลยไม่น่าเชื่อว่ามือถือจะทำได้ขนาดนี้

วิวมุมสูงมองจากตัวปราสาท

จากปราสาทวาคายามะ เรานั่งแท๊กซี่รถต่อไปที่ตลาดปลา Wakayama Kuroshio Fish Market

Wakayama Kuroshio Fish Market (黒潮市場) เป็นตลาดปลาแห่งใหม่ที่สร้างขึ้นเพื่อเป็นแหล่งจำหน่ายอาหารทะเลสดจากอ่าว Wakaura ที่เป็นที่ตั้งของตลาดปลาแห่งนี้นั่นเอง ความพิเศษของตลาดปลาแห่งนี้คือการโชว์แล่ปลาทูน่าโดยเชฟชาวญี่ปุ่น ซึ่งจะมีการจัดโชว์นี้ขึ้นทุกวัน วันละ 3 ครั้ง คือ 11.00, 12.30, 15.00 น. ซึ่งเราสามารถชมฟรี โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายแม้แต่เยนเดียว !

ค่าแท็กซี่กับค่ารถบัสพอกันเลยค่ารถบัสจากปราสามตกคนละ 230 เยน

อิ่มที่ตลาดปลาก็เย็นมากแล้วได้เวลานั่งรถไฟกลับที่พักของเราชื่อ Casa Kyobashi อยู่ใกล้กับสถานี Kyobashi ที่พักอยู่ห่างจากสถานี ไม่กี่ร้อยเมตรก็เลยสะดวกมากเรื่องอาหารการกินห้องพักราคาไม่แพงแถมสะอาดสอ้านมากอีกด้วย

Casa Kyobashi

อพาร์ตเมนต์ 1 ห้องนอน 1 ห้องน้ำส่วนตัว ขนาด 31 ตร.ซึ่งเหมาะสำหรับผู้ที่มองหาความผ่อนคลายและความบันเทิงไปพร้อมๆ กันในโอซาก้า ที่พัก 1 ดาวแห่งนี้ตั้งอยู่บนทำเลที่เยี่ยมยอด อยู่ห่างจากตัวเมืองอันน่าตื่นตาเพียง การเดินทางไปยังสถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยมของเมืองจึงทำได้โดยง่าย ด้วยโลเคชั่นที่ยอดเยี่ยม ผู้เข้าพักจะเดินทางไปยังสถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยมต่างๆ ของเมืองได้อย่างสะดวกง่ายดาย

ผู้เข้าพักสามารถเพลิดเพลินกับบริการและสิ่งอำนวยความสะดวกเหนือระดับได้ ณ ที่พักในโอซาก้าแห่งนี้ เมื่อเข้าพักที่นี่ ผู้เข้าพักทุกท่านจะได้รับบริการสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ เช่น ห้องครัว, ลิฟต์, บริการเช็คอิน 24 ชั่วโมง

โกเบ (Kobe)

วันนี้เราจะเดินทางไปไกลหน่อยไปถึงโกเบ ถึงระยะทางไกลแต่การเดินทางที่ญี่ปุ่นสะดวกมากมาย นั่งรถไฟไปลงสถานี shin kobe station ลงจากรถไฟเราซื้อตั๋ว city loop ซื้อได้ที่ชั้น 1 ของสถานี มีจุดจอดรถถึง 17 ผ่านตามสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆของโกเบเราซื้อเป็นตั๋วแบบวันเดย์พาสไม่จำกัดเที่ยวใน 1 วัน ราคา 660 เยน ส่วนตั๋วแบบเที่ยวเดียวเที่ยวละ 260 เยน

โกเบ (Kobe) เมืองท่าในคันไซ แหล่งรวมร้านค้าเก๋ๆ อันขึ้นชื่อ อาคารบ้านเรือนที่มีเอกลักษณ์สมกับเป็นเมืองท่า ทั้งยังมีร้านรวงที่มีสไตล์เฉพาะตัวมากมาย จะเดินเที่ยวเล่นนานแค่ไหนก็ไม่เบื่อง่ายๆ แน่นอนครับ แต่ละย่านของเมืองโกเบก็มีจุดเด่นในแบบของตัวเอง ทั้งช้อปปิ้ง ธรรมชาติ บรรยากาศแบบเมืองเก่า และออนเซ็นที่เก่าแก่ที่สุดของญี่ปุ่น

ถึงที่แรกคือย่าน Sanomiya เป็นแหล่งช้อปปิ้งใหญ่ของโกเบเป็นถนนช้อปปิ้งสายยาวเดินสบายช้อปกระจาย แต่ถ้าใครไม่ใช่ขาช้อปย่านนี้ก็น่าเดินอยู่ดีด้วยถนนหนทาง ร้านค้า คาเฟ่ในย่านนี้ก็ตกแต่งสวยงามมีสไตล์บรรยากาศจะคล้ายๆยุโรปเลยเดินถ่ายรูปเล่นเพลินมากๆ

ซันโนะมิยะ (Sannomiya) เป็นศูนย์กลางการเที่ยวในโกเบ บรรยากาศของเมืองที่แตกต่างกันระหว่างทิศเหนือ (ฝั่งภูเขา) และทิศใต้ (ฝั่งทะเล) ของสถานีซันโนะมิยะเป็นสิ่งที่น่าสนใจอย่างหนึ่งครับ

ทิศเหนือของสถานีมีร้านอาหารมากมาย ร้านที่ขายเนื้อวัวโกเบกิวก็เยอะ มีศาลเจ้าอิคุตะที่ศักดิ์สิทธิ์เรื่องความรักด้วยนะครับ! ที่เที่ยวเด่นๆ ของฝั่งนี้ก็ต้องอาคารสไตล์ตะวันตกที่เรียกว่าอิจินคังบนเนินคิตาโนะซากะ

จากย่าน Sanomiya สามารถเดินยาวไปจนถึงย่าน Nankinmachi หรือไชน่าทาวน์นานกิงมะชิ ชื่อก็บอกอยู่แล้วว่าไชน่าทาวน์เพราะฉะนั้นบรรยากาศก็เป็นจีนๆบ้านเรือนอาหารจีนขอบอกว่าอาหารจีนที่นี่รสชาติอร่อยด้วย ภาพนี้ยืนถ่ายด้านหน้าซุ้มเลยตอนแรกคิดว่าจะเก็บซุ้มได้ไม่หมดซะแล้วแต่เลนส์ Ultra Wide ก็สามารถเก็บได้ครบทั้งซุ้มทั้งนางแบบ

ไชน่าทาวน์ย่านนานกิ่งมะชิ (Nankinmachi) หรือที่คนท้องถิ่นมักจะเรียกกันว่า “ย่านนานกิ่งมะชิ” แต่ด้วยความที่ทั่วทั้งบริเวณนั้นเต็มไปด้วยร้านค้าร้านอาหารกลิ่นอายแบบจีนจนได้รับการขนานนามว่าเป็น “ไชน่าทาวน์แห่งโกเบ” นั่นเอง ย่านนี้นั้นบอกได้เลยว่ามีความเก่าแก่ไม่ใช่น้อยๆ เนื่องจากไชน่าทาวน์แห่งนี้ก่อตั้งมากว่าร้อยปี ตั้งแต่ค.ศ. 1868 และเป็นยังไชน่าทาวน์ชื่อดังสุดๆในภูมิภาคคันไซเลยก็ว่าได้ หากถามคนญี่ปุ่นทั่วไปเกี่ยวกับไชน่าทาวน์ที่น่าเที่ยวรับรองว่ามีชื่อของที่นี่ติดอันดับต้นๆแน่นอน โดยคำว่านานกิงมาชิ(Nankinmachi)แปลเป็นไทยได้ว่า ที่อยู่อาศัยของชาวหนานกิง ซึ่งเป็นชื่อเมืองหลวงของชาวจีนสมัยที่เริ่มติดต่อกับญี่ปุ่นใหม่ๆ ทางทิศตะวันออกมีประตูโชอังมอง และทางทิศใต้มีนันโรงมองเป็นสัญลักษณ์ สองข้างทางเนืองแน่นไปด้วยร้านอาหารจีน ร้านขายวัตถุดิบทำอาหาร และร้านขายของเบ็ดเตล็ด นับเป็นย่านที่มีเสน่ห์เฉพาะตัวและยังมีชีวิตชีวาอยู่เสมอๆ

ศาลเจ้าอิคุตะ Ikuta Shrine ศาลเจ้าเก่าแก่แห่งเมืองโกเบอายุกว่า 1,800 ปี ใครอยากขอพรเรื่องความรักความสัมพันธ์ใครอยากมีแฟนหรือรักกับแฟนนานๆก็มาขอพรกันได้นะจ๊ะสามารถเดินมาได้ไม่ไกลจาก Nankinmachi

ศาลเจ้าอิคุตะ (Ikuta Shrine)

เป็นศาลเจ้าที่เก่าแก่ที่สุดแห่งหนึ่งของญี่ปุ่นเลยทีเดียว คาดกันว่าก่อสร้างตั้งแต่ปีค.ศ. 201 หรือกว่า 1800 ปีมาแล้ว มีมาก่อนเมืองโกเบซะอีก เพราะแม้แต่ชื่อเมืองโกเบ ยังมาจาก แกมเบ(Kambe)หรือชื่อของบ้านของเทพเจ้าอิคุตะนั้นเอง ซึ่งเทพอิคุตะนั้นเชื่อกันว่าเป็นเทพแห่งพลังความสร้างสรรค์ ที่นี่จึงเป็นศาลเจ้าที่มักจะมีชาวเมืองโกเบโดยเฉพาะเหล่าศิลปิน และนักกีฬาแวะเวียนมาขอพรอยู่เสมอ รวมทั้งเครื่องรางของที่นี่ยังมีชื่อด้านการสมหวังด้านความรักด้วย

ออกจากศาลเจ้าเรานั่ง City loop ไปที่โกเบ พอร์ท ทาวเวอร์ เราตั้งใจว่าจะไปที่นี่ในช่วงเย็นๆเพราะหอคอยจะเปิดไฟสวยและฝั่งตรงข้ามของโกเบ พอร์ท ทาวเวอร์มีห้าง Umie Mosiac และชิงช้าซึ่งก็จะเปิดไฟสวยในตอนกลางคืนเหมือนกัน โกเบ พอร์ท ทาวเวอร์เป็นหอคอยที่มีความสูงถึง 108 เมตร สูงมากแต่เลนส์ Ultra Wide ของเราก็เก็บได้หมดโหเจอภาพนี้ต้องร้องว้าวเลยไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่ากล้องจากมือถือจะสามารถถ่ายได้ขนาดนี้

โกเบ พอร์ท ทาวเวอร์ เป็นหอชมวิวที่สร้างจากท่อ และมีรูปทรงคล้ายกลองญี่ปุ่นแบบยาว โครงสร้างไฮเพอร์โบลา ซึ่งเป็นรูปร่างเฉพาะพิเศษที่สุดในโลก ทาวเวอร์นี้ได้รับชื่อว่า “ความสวยงามของหอคอยโลหะ” เพราะรูปร่างของมัน ทาวเวอร์นี้เป็นสัญลักษณ์ของท่าเรือโกเบ ในเวลากลางคืนมีการส่องไฟด้วย LED ทำให้เป็นส่วนหนึ่งของทิวทัศน์กลางคืนที่สวยงามของเมืองโกเบ

ค่าเข้าชม: ผู้ใหญ่ 600 เยน, เด็ก 300 เยน

มาถึงโกเบแล้วสำหรับหลายๆคนอาจมีเป้าหมายมาช้อปปิ้ง แต่พวกเราน้านนนนน เนื้อโกเบเท่านั้นที่ฝันหาจริงๆที่โกเบก็มีร้านยอดฮิตอย่างสเต๊กแลนด์ แต่สายกินโหดอย่างพวกเราต้องหาบุฟเฟ่ต์เท่านั้น!!! เราไม่ได้หาร้านมาก่อนกะมาหาเอาดาบหน้าจนมาเจอร้านนี้ YAKINIKU ROKKO ร้านบุฟเฟ่ต์เด็ดดวงต้องขึ้นไปชั้น 2 ของตึกเกือบจะหาไม่เจอแล้วไม่งั้นต้องร้องไห้แน่เพราะเนื้อร้านนี้ดีมากแถมน้ำจิ้มก็อร่อยถูกปากคนไทยแน่นอน

ร้านค่อนข้างเล็ก แคบๆตามสไตล์ญี่ปุ่นที่ใช้พื้นที่คุ้มค่า ร้านนี้แนะนำให้โทรมาจองก่อน ให้ทางโรงแรมจองให้ก็ได้ แต่ถ้าจองเองพูดภาษาอังกฤษได้อยู่ ร้านรับลูกค้าต่างชาติ สื่อสารได้ค่ะ ช่วงเย็นลูกค้าเยอะมากๆ ทั้งคนญี่ปุ่นและต่างชาติ ถ้า Walk-in มาต้องเสี่ยงดวงไม่ก็ยืนรอ

วันนี้เราจะนั่งรถไฟไปเที่ยวเมืองยอดฮิตแต่ปฎิเสธไม่ได้ที่จะไปซ้ำแล้วซ้ำเล่าอย่างเกียวโต

เมืองที่มีประวัติศาสตร์เก่าแก่ของญี่ปุ่น เราลงรถไฟที่สถานี Saga-Arashiyama และใช้วิธีเช่าจักรยานขี่เที่ยววิธีนี้สนุกดีนะคะชิลมากๆอากาศที่นี่ดีสุดๆเหมาะกับการขี่จักรยาน ราคาเช่าจักรยานคันละ 1,000 เยน

เราจอดรถริมแม่น้ำ Katsura river เดินเล่นชมวิวถ่ายรูปกับเพื่อนๆ ทั้งกลุ่ม เลนส์ Ultra Wide ก็เก็บได้หมดเลย

ทั้งคนทั้งวิวชอบมากๆถ้าเป็นเมื่อก่อนจะถ่ายภาพมุมกว้างขนาดนี้คงต้องเป็นกล้องใหญ่เท่านั้นแต่เดี๋ยวนี้กล้องมือถือ  ก็ทำได้ขนาดนี้แล้วแล้วยิ่งเราขี่จักรยานเที่ยวแล้วด้วยใช้มือถือถ่ายภาพแทนกล้องใหญ่ได้ถือว่าดีงามมาก

แม่น้ำคัตสึระ  เป็นแม่น้ำในจังหวัดเกียวโต เกิดขึ้นจากการบรรจบกันของแม่น้ำสองสาย คือ แม่น้ำโฮซุที่ไหลมาจากภูเขาใกล้กับคาเมโอกะ บรรจบกับแม่น้ำโออิ ตลอดสายของแม่น้ำคัตสึระเป็นที่ตั้งของศาลเจ้าชินโตเก่าแก่มากมายเช่นศาลเจ้ามัตสึโอะ นอกจากนี้ จากการที่แม่น้ำสายนี้ไปบรรจบกับแม่น้ำคาโมะ ทำให้ในฤดูร้อนจะเป็นฤดูที่มีปลาอายุชุกชุม และด้วยน้ำที่ตื้นทำให้จะมีผู้คนจำนวนมากออกไปจับปลาอายุมาย่างรับประทาน

มาถึงที่นี่แล้วไม่ไปป่าไผ่ Arashiyama คงไม่ได้ แต่มาจนสายคนเยอะมากมายล้านแปดถ่ายมุมตรงไม่ได้

อาราชิยาม่า(Arashiyama) เป็นอีกเขตหนึ่งที่นักท่องเที่ยวนิยมมากัน อยู่ทางตะวักตกของเกียวโต โดยเริ่มเป็นที่นิยมตั้งแต่สมัยเฮอัน (794-1185) เป็นต้นมา และจะมีนักท่องเที่ยวเดินทางมาเที่ยวชมกันอย่างคับคั่งในช่วงที่ดอกซากุระบานและช่วงใบไม้แดงหรือใบไม้เปลี่ยนสี

ตัวเมืองอาราชิยาม่านั้นจะคึกคักมากในช่วงวันหยุด มีทั้งร้านค้า ร้านอาหาร และบริเวณโดยรอบก็สามารถเดินเที่ยวได้เรื่อยๆ สถานที่ที่ได้รับความนิยมอีกที่หนึ่งเมื่อมาถึงเมืองนี้ก็คือวัดป่าไผ่เทนริวจิ (Tenryuji Temple) ซึ่งด้านหลังวัดจะเป็นทางเดินที่โอบล้อมด้วยต้นไผ่สีเขียวที่สูงมาก เมื่อเดินผ่านจะรู้สึกเหมือนเดินในอุโมงค์ต้นไผ่

คืนจักรยานเรียบร้อยเราเดินทางต่อไปที่ย่าน Gion ย่านที่โด่งดังมากของเมืองเกียวโตเป็นย่านเมืองเก่า

สาวๆหนุ่มๆใส่กิโมโนเดินทั่วเมืองสวยงามมาก จุดแรกที่ต้องมาก็คือวัดคิโยมิสึหรือวัดน้ำใสนั่นเองแต่รอบนี้เราไม่ได้ซื้อตั๋วเข้าไปด้านในเพราะว่าวัดยังปรับปรุงไม่เสร็จมีกำหนดเสร็จมีนา 2020

กิออน(Gion) ย่านท่องเที่ยวสุดยามราตรีของเมืองเกียวโตที่ไม่ว่าใครได้ลองมาเยือนซักครั้งล้วนแต่ติดใจกันทั้งนั้น นั่นก็เพราะไม่ได้มีเฉพาะแหล่งช็อปปิ้งเด็ดๆทั้นนะคะ หากยังมีการผสมผสานความเป็นวัฒนธรรมดั้งเดิมของคนญี่ปุ่นอย่างเกอิชาไว้ด้วย โดยสามารถเห็นเกอิชาเดินไปๆมาๆในบริเวณนี้ได้ ถนนเส้นหลักจะเต็มไปด้วยร้านค้า ร้านดื่มชาและร้านอาหารท้องถิ่นเยอะยากมาย ซึ่งแต่ละร้านก็จะการแสดงโชว์จากเกอิโกะ(geiko) และ ไมโกะ(maiko) ซึ่งสวยงามและเป็นที่ชื่นชอบของนักท่องเที่ยวเป็นอย่างมาก ที่สำคัญย่านนี้ยังเป็นจุดเชื่อมต่อไปยังสถานที่ท่องเที่ยวฮิตๆของเมืองอย่างศาลเจ้ายาซากะ(Yasaka Shrine) และได้เห็นวิวทิวทัศน์งามๆของแม่น้ำคาโมะ(Kamo River)ได้อีกด้วย

วันนี้วันสุดท้ายแล้วเมื่อวานเรายังเดินเที่ยวย่าน Gion ไม่ครบวันนี้เลยกลับมาใหม่นอกจากมาย่านนี้แล้ว

เราจะไปดูซากุระที่ริมแม่น้ำคาโมะกันอีกด้วย ถนนนักปราชญ์เป็นถนนเล็กๆเลียบคลองมีต้นซากถระอยู่ทั้งสองฝั่งถ้าช่วงซากุระบานที่นี่เป็นจุดชมซากุระที่งดงามมาก จากถนนนักปราชญ์เดินข้ามถนนมาริมแม่น้ำคาโมะเป็นทางยาวมีซากุระบานตลอดฝั่งแม่น้ำสวยงามมาก ขนาดช่วงที่เราได้ยังไม่ฟลูบลูมบานเป็นบางช่วงยังสวยงามมากเลยถ่ายรูปกันสนุกวันนี้ไม่ไปไหนแล้วอยู่แถวนี้ฟินมาก

วันสุดท้ายแล้วมาช้อปกันที่ย่านดงทงบุริ ชินไซบาชิบอกชื่ออาจนึกไม่ออกแต่เห็นภาพต้องร้องอ๋อแน่

ย่านโดทงโบริ (Dotonbori) เริ่มตั้งแต่สะพานโดทงโบริบาชิไปจนถึงสะพานนิปปงบาชิ เป็นย่านที่มีสีสันมากในยามค่ำคืน โดยสัญลักษ์ของย่านนี้คือป้ายไฟกูลิโกะ ที่ใครมาก็จะต้องยืนถ่ายรูปกับป้ายไฟนี้ไม่งั้นจะถือว่ามาไม่ถึงโดทงโบริค่ะ

สุดท้ายและท้ายสุดของทริปนี้จัดหนักกับบุฟเฟ่ต์ ชื่อร้าน Tajimaya DX Shin Sai Bashi

ร้าน Tajimaya นี้มีหลายสาขาๆที่ใต้โรงแรมนิกโกะนี่เป็นสาขา Shinsaibashi เน้นเมนูเนื้อย่างเป็นหลัก มีเนื้อหลากหลายส่วนให้เลือก และบางวันก็อาจจะมีเนื้อโกเบเข้ามาเสริมทัพด้วย อย่างวันที่ผมไปทานเขาก็มีเนื้อโกเบด้วยเช่นกันแต่ไม่ได้มีทุกส่วนให้เลือกมากเหมือนกับเนื้อทาจิมะ ผมเลยมีโอกาสได้ลองทานเปรียบเทียบกันดู จานแรกผมสั่ง Kobegyu rampu มาประเดิม มีใบ Certificate แนบมาด้วย ได้เนื้อโกเบก้อนเท่ากำปั้น มาพร้อมกับเจ้าหน้าที่ที่มาบริการย่างให้ด้วย

พิกัดhttps://goo.gl/maps/478GPkVDXXH2 อยู่ตึกเดียวกับ H&M เลยด้านข้างจะมีลิฟท์กดขึ้นไปที่ชั้น 6 อย่าไปตามพิกัดที่เสิร์ชในกูเกิ้ลแมพนะจ๊ะอันนั้นผิด ใครกินจุร้านนี้ค้มจริงๆจนคนแถวนี้ยอมยกธงกันเลย 5555 ภาพซ้ายถ่ายเลนส์ปกติไม่จุใจถ่ายเลยส์ Ultra Wide ให้เห็นกันทั้งโต๊ะเลย จบทริปแบบอิ่มๆจุกๆกลับบ้านนอนเตรียมตัวกลับเมืองไทยในวันพรุ่งนี้

LEAVE A REPLY

Please enter your comment!
Please enter your name here