ญี่ปุ่นครั้งแล้วครั้งเล่าแต่ไม่ว่าครั้งที่เท่าไหร่ก็ไม่เคยเบื่อ ใครไปญี่ปุ่นบ่อยๆแล้วเที่ยวแต่ที่เดิมๆซ้ำๆหรือใครที่ยังไม่เคยไปญี่ปุ่นแต่ว่าอยากเที่ยวญี่ปุ่นแบบซึมซับวัฒนธรมวิถีชีวิตที่แท้จริงต้องอ่านรีวิวนี้เลยเพราะเราจะพาเที่ยวแบบอันซีนกับจังหวัดกิฟุและจังหวัดมิเอะในภูมิภาคชูบุ

“ชูบุ” แปลว่าภาคกลางภูมิภาคชูบุตั้งอยู่ตอนกลางของญี่ปุ่น การเดินทางไปภูมิภาคชูบุก็ง่ายๆเราเดินทางกับสายการบินไทยไลอ้อนแอร์บินตรงดอนเมือง – สนามบินนานาชาติชูบุ เซ็นแทร์ที่เมืองนาโกย่า ชูบุมีสถานที่ท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงอย่างเช่นหมู่บ้านมรดกโลกชิราคาวาโกะและยังเป็นที่ตั้งของภูเขาไฟฟูจิ ภูมิภาคชูบุยังมีภูมิประเทศหลากหลายทั้งภูเขาสูง และชายฝั่งทะเล

ทริปนี้เราจะพาเที่ยวแบบครบรสตั้งแต่เหนือจรดใต้กับ 6 ไฮท์ไลท์แห่งภูมิภาคนี้

-สัมผัสวิถี AMA อามะหญิงสาวที่ดำน้ำตัวเปล่าหาของทะเล

-ลิ้มรส Mattsuzaka Beef เนื้อที่ดีที่สุด 1 ใน 3 ของญี่ปุ่น

-นั่งรถไฟ NAGARA ชมธรรมชาติสองข้างทาง

-อินกับวัฒนธรรม Ukai การจับปลาด้วยนกกาน้ำแบบโบราณที่หาดูได้ยาก

-ขึ้นกระเช้า Mt Gozaisho Ropeway ชมภูเขาไฟฟูจิจากยอดเขาโกะไซโชะ

-แช่ออนเซ็นชมหมอกฟินๆที่ Gifu Onsen

นอกจากไฮท์ไลท์ทั้ง 6 ที่ยังมีสถานที่สวยๆ ร้านอาหารเด็ดๆอีกเพียบ บ่อน้ำโมเน่ต์ที่สวยราวกับภาพวาด ,     ร้านข้าวหน้าปลาไหลสุดเด็ดของนาโกย่า, หมู่บ้านโบราณกัสโชสึคุริ, ศาลเจ้าอิเสะ, เกาะไข่มุก, หินคู่รักและอีกหลายที่ถ้าอยากได้ข้อมูลเที่ยวญี่ปุ่นแบบเจาะลึกแบบนี้ไปที่ @visitjapanth

-ทริปนี้เราเดินทางจากสนามบินดอนเมืองสู่สนามบินนานาชาติชูบุ เซ็นแทร์ เมืองนาโกย่าถ้าหากไม่ได้สั่งอาหารบนเครื่องก็มีของว่างแจกให้ทานด้วย เครื่องใหม่นั่งสบายหลับไปหนึ่งตื่นก็ถึงแล้ว

-จากสนามบินเรานั่งรถเข้าเมืองทานอาหารมื้อแรกที่ร้าน  Gomitori ร้านดังของนาโกย่า เป็นร้านที่คนญี่ปุ่นก็นิยมมามีตติ้งกันเพราะร้านนี้เปิดถึงเช้า อาหารส่วนใหญ่เป็นเมนูท้องถิ่นของนาโกย่า (NAGOYA MESHI ) มีเมนูข้าวหน้าปลาไหลสุดเด็ด ไก่ทอด ของทอดเสียบไม้ เวลาเปิด – ปิด 17.00 – 5.00

Hilight 1 : Gozaisho Ropeway  เช้าวันที่ 2 เราจะพาไปเที่ยว Gozaisho Ropeway ที่  Mt.Gozaisho ที่นี่เป็นยอดเขาที่สูงประมาณ 1,212 เมตรจากระดับน้ำทะเลตั้งอยู่ในจังหวัดมิเอะ จึงทำให้เมื่ออยู่ด้านบนจะทำให้เห็นวิวที่สวยงามวันที่อากาศดีท้องฟ้าปลอดโปร่งจะสามารถมองเห็นภูเขาไฟฟูจิได้เลย ระยะทางของกระเช้าประมาณ 2 กิโลเมตร วิวระหว่างทางขึ้นสู่ยอดเขาสวยงามมากและที่นี่ยังสามารถชมวิวได้สวยทุกฤดูอีกด้วย

ค่าขึ้นกระเช้า (ไป-กลับ) : ราคา 2400 yen ต่อคน

เวลาเปิด – ปิด :

-ช่วงเดือนเมษายน – เดือนพฤศจิกายน ตั้งแต่เวลา 9:00 – 17:20 น.

-ช่วงเดือนธันวาคม- เดือนมีนาคม ตั้งแต่เวลา 9:00 – 16:20 น.

การเดินทาง :

-จาก Meitesu Bus Center (Nagoya) นั่งรถบัส ประมาณ 60นาที 1400yen (บริษัทรถบัส Mie-Kotsu) วันธรรมดา 1รอบ, วันเสาร์อาทิตย์ 2รอบ (รอบน้อย และรอบตอนเช้าเท่านั้น)

-จากสถานี Kintetsu Nagoya นั่งรถไฟสาย Kintetsu ต่อที่สถานี Kintetsu Yokkaichi ลงที่สถานี Kintetsu Yunoyama Onsen ต่อรถเมล์ ลงที่ป้าย  Gozaisho Ropeway mae ใช้เวลาประมาณ 1ชั่วโมง 10นาที

ค่าเดินทางทั้งหมด 1200yen(ค่ารถไฟ850yen, ค่ารถเมล์ 350yen)

– ขึ้นไปถึงด้านบนจะมีคาเฟ่ ร้านอาหารและพิพิธภัณฑ์เล็กๆบอกเล่าเรื่องราวประวัติของที่นี่ และมี Shiro Tettou soft cream ราคา 500yen ไอศครีมที่เพิ่งทำเนื่องในโอกาสครอบรอบ 60ปีของ Gozaisho Ropeway และมีเจ้ามาสคอตประจำที่นี่ ชื่อ Blanc เป็นภาษาฝรั่งเศสแปลว่าขาว ซึ่งเจ้ามาสคอตตัวนี้ก็คือเสาสีขาวอันใหญ่ของกระเช้านั่นเอง

Hilight 2 :  Matsusaka Beef  มาถึงไฮท์ไลท์ที่ 2 เราจะพาไปลิ้มรสเนื้อมัทสึซากะ ที่ขึ้นว่าเป็นวากิวที่ดีที่สุดเป็นอันดับที่ 2 ของญี่ปุ่นที่ร้าน “Kagura” ในเมืองอิเสะ เนื้อมัทสึซากะเป็นวากิวชั้นดีของญี่ปุ่นไม่ใช่เนื้อวัวทุกตัวจะมาเป็นเนื้อมัทสึซากะต้องเป็นวัวที่ได้รับการเลี้ยงดูในพื้นที่ที่เหมาะสมอากาศดี สงบ ทานอาหารดีๆ กินๆนอนๆ และดื่มเบียร์เพื่อให้วัวอยากกินอาหารและต้องนวดให้วัวด้วยและสถานที่ที่ผลิตเนื้อมัทสึซากะก็อยู่ที่ชานเมืองมัทสึซากะในจังหวัดมิเอะที่นี่มีให้เลือกทานได้ทั้งแบบสุกี้หรือปิ้งย่าง

แบบ Sukiyaki ในชุดจะมี ข้าว,ซุปมิโสะ, สลัด,ผักรวม, ผักดอง, ของหวาน ราคา 5500yen+tax ต่อคน

แบบ Ganbanyaki  ทีเด็ดอยู่ที่กระทะที่ใช้ปิ้งย่างคือหินลาวาภูเขาไฟฟูจิทำให้ความร้อนกระจายตัวและอยู่ในอุณหภูมิที่เหมาะสม ในชุดจะมีขาว,ซุปมิโกะ,สลัด,ผักรวม,ผักดอง,ของหวาน ราคา 5500yen+tax ต่อคน

ทั้งสองเมนู มีเนื้อวัว Matsusaka ประมาณ 120g

เวลาเปิด – ปิด : 11.30-20.00(วันหยุดไม่กำหนด)

การเดินทาง : จากสถานี Kintetsu Isuzugawa เดินประมาณ 15-20นาที หรือนั่งแท็กซี่ ประมาณ 5นาที

-ที่เมืองอิเสะในจังหวัดมิเอะมีศาลเจ้าเก่าแก่กว่า 2,000 ปีนั่นก็คือ Ise-jingu Shrine ศาลเจ้าอิเสะ เป็นศาลเจ้าที่ใหญ่และเก่าแก่ที่สุดของญี่ปุ่นไม่ว่าจะจักรพรรดิหรือประชนชาคนธรรมดาต่างต้องมาไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ศาลเจ้าอิเสะ ถ้าอยากรู้ว่าศาลเจ้าอิเสะมีขนาดใหญ่แค่ไหนขนาดพื้นที่ทั้งหมดของศาลเจ้ามีขนาดเทียบเท่ากับพื้นที่ของกรุงปารีสประเทศฝรั่งเศสเลยทีเดียว ภายในพื้นที่ยังมีศาลเจ้าเล็กๆอยู่อีก 125 แห่ง

-ด้านหน้าของศาลเจ้าอิเสะจะมีถนนคนเดิน Oharai-machi และ Okage-yokocho ถนนโบราณเก่าแก่ไม่แพ้ศาลเจ้าในปัจจุบันยังมีร้านที่เปิดมาแล้ว 300 ปีตั้งอยู่ด้วย ร้านค้าอาคารต่างๆเป็นแบบในยุคสมัยเอโดะ มีอาหาร ขนมโบราณขาย

เวลาเปิด- ปิด : ร้านค้าส่วนใหญ่เปิด 9:30-18:00 (เดือนตุลาคม-มีนาคม ปิด 17:00) เปิดทุกวัน

การเดินทาง : สามารถนั่งรถบัสจาก Ise-shi Station ไปประมาณ 15 นาที ค่าใช้จ่าย 420 เยน

 

-คืนวันที่ 2 เราพักที่โรงแรม Kaiyoro ที่นี่อยู่ติดทะเลสามารถมองเห็นทะเลได้จากหน้าต่างห้องนอนเลย เข้าไปรู้สึกอบอุ่นได้รับการต้อนรับจากคุณลุงเจ้าของที่พักเป็นที่พักที่จ่ายต่อหัวรวมอาหารสองมื้อเช้าและเย็นอาหารที่นี่เป็นวัตถุดิบจากทะเลสดๆนำมาปรุงตามสไตล์ญี่ปุ่นแบบดั้งเดิมที่หาทานได้ยาก

การเดินทาง : จากสถานี Kintetsu Nagoya นั่งรถไฟสาย Kintetsu ลงที่สถานี Iseshi เปลี่ยนสายเป็น JR Sangu ลงที่สถานี Futami no ura (ใช้เวลาประมาณ 2ชั่วโมง 10นาที ค่ารถไฟ 1660yen)

จากสถานี Futami no ura เดิน ประมาณ 13นาที

ค่าที่พัก : รวมอาหาร 2 มื้อ เช้าและเย็น ประมาณ 10000yen ขึ้นไปต่อคน

-ห้องพักสไตล์เรียวกังห้องกว้างมากกกกกจนอยากเรียกเพื่อนมานอนด้วยมันกว้างไปฮ่าๆๆ มีห้องน้ำในเปิดหน้าต่างสามารถมองเห็นทะเลได้เลยวิวดีสุดๆ

-อาหารเย็นของโรงแรมรวมอยู่ในราคาที่พักแล้วอาหารจัดเต็มมากวัตถุดิบส่วนใหญ่เป็นอาหารทะเลสดๆ

-จากโรงแรม Kaiyoro เดินเลาะชายหาดไม่ถึง 5 นาทีเราจะเจอกับ “หินแต่งงาน” ภาษาอังกฤษเรียกว่า “Wedding Rocks” ตั้งอยู่ในศาลเจ้าฟุตามิโอคิทามะ ที่เมืองอิเสะในจังหวัดมิเอะ มีลักษณะเป็นหินสองก้อนมีเชือกฟากเส้นใหญ่ที่เรียก “ชิเมนาวะ” คล้องหินทั้งสองก้อนไว้ลักษณะเหมือนด้ายมงคลที่สวมของคู่บ่าวสาวนั่นเอง ที่นี่จึงเป็นที่นิยมในการขอคู่ครองหรือถ้ามีคู่แล้วก็ขอให้รักกันยาวนานมีความสุข

เวลาเปิด – ปิด : 24 ชม. เข้าชมฟรี เปิดทุกวันสามารถเดินเข้าไปได้เลย

-จากโรงแรมนั่งรถบัสไป Mikomoto pearl island หรือเกาะไข่มุกใช้เวลาประมาณ 15 นาที ที่นี่เป็นสถานที่ผลิตมุกเลี้ยงเจ้าแรกของโลกโดยคุณ โคคิชิ มิกิโมโตะ เป็นผู้ก่อตั้งที่เกาะไข่มุกแห่งนี้มีทั้งพิพิธภัณฑ์หอยมุกและพิพิธภัณฑ์ประวัติของคุณ โคคิชิ มิกิโมโตะ และยังมีการสาธิตการดำน้ำของ “อามะ” เหล่าบรรดาหญิงสาวที่สามารถดำน้ำตัวเปล่าลงไปจับสัตว์ทะเลอย่างหอยหรือเก็บหอยมุกโดยไม่มีอุปกรณ์ใดๆช่วยเลย แต่ก็ไม่ใช่ว่าใครก็จะทำได้หญิงสาวเหล่านี้ก็ต้องได้รับการฝึกฝนมาตั้งแต่เด็กๆแต่ส่วนใหญ่ก็สามารถทำได้เพราะชีวิตของผู้คนแถวนี้ก็คุ้นเคยกับท้องทะเลเป็นอย่างดี

เวลาเปิด – ปิด : 8:30 – 17:00 น. ปิดทุกวันอังคารที่ 2 ของเดือนธันวาคม (ปิดนาน 3 วัน)

ค่าเข้าชม: ผู้ใหญ่ 1500 เยน นักเรียนระดับประถมและมัธยมต้น 750 เยน

การเดินทาง : จากสถานี Nagoya นั่งรถไฟสาย Kintetsu ลงที่สถานี Toba ใช้เวลาประมาณ 2ชั่วโมง ค่ารถไฟ 1710yen จากสถานี Toba เดิน 5นาที

-ซ้ายเป็นภาพเขียนวิถีชีวิตของอามะที่ดำน้ำลงไปใต้ท้องทะเลจับสัตว์น้ำกุ้ง หอย ปู ปลาด้วยตัวเปล่า ส่วนด้านขวาเป็นการโชว์วิธีดำน้ำของจริงๆของเหล่าอามะสาวพวกเธอจะใส่เพียงชุดสีขาวที่ต้องใส่ชุดที่เป็นกระโปรงสีขาวแบบนี้ก็เพราะว่าเวลาลงน้ำผ้าจะกระจายตัวพริ้วและเห็นได้ชัดจะช่วยไล่ปลาฉลาม

Hilight 3 : AMA Hut กระท่อมอามะ เราเห็นวิธีหาของทะเลจากอามะกันมาแล้ว เราจะพามาชิมอาหารทะเลสดๆจากฝีมือของอามะกันบ้างที่กระท่อมอามะ ที่นี่จริงๆแล้วเป็นกระท่อมที่เหล่าอามะไว้ใช้หลบแดดหลบฝนหลบลมหนาวพักผ่อนจากการดำน้ำนั่นเองแต่พอมาตอนหลังที่อาชีพนี้เป็นที่รู้จักมากขึ้นก็ดัดแปลง เปิดเป็นสถานที่ต้อนรับนักท่องเที่ยวสำหรับทานอาหารโดยมีเหล่าอามะมาปิ้งๆย่างๆให้เราได้ทานอาหารทะเลสดๆ

Amagoya Osatsu Kamado “Ozegosan”

ค่าใช้บริการ : 3500yen (Sea food BBQ หอยชนิดต่างๆ แล้วแต่ช่วง ขาว ซุป) 11.30-14.00

จองล่วงหน้าทางอินเตอร์เน็ต  https://osatsu.org/sp/

การเดินทาง : จากสถานี Toba bus center นั่งรถบัส (Kamone Bus) ประมาณ 45นาที ลงที่ป้าย Osatsu ค่ารถบัส 600yen

– จากมิเอะเรานั่งรถขึ้นมาทางเหนือของภูมิภาคชูบุเพื่อจะมาที่จังหวัดกิฟุคืนนี้เราพักที่ Gifu Grand Hotel โรงแรมขนาดใหญ่ริมแม่น้ำนาการะ เราพักห้องแบบเรียวกังห้องมีขนาดกว้างมาก มีออนเซ็นทั้งแบบกลางแจ้งและในร่ม

การเดินทาง : มี Shuttle bus จากสถานี Gifu

ค่าห้องพัก : รวมอาหารเช้า นอน 2คน คิดเป็นต่อหัว ประมาณ 10000เยน  นอนคนเดียว ประมาณ 14000เยน

-อาหารเย็นของวันนี้เราจะไปทานอาหารที่ร้าน Kawaramachi Izumiya อยู่ที่ย่าน Kawaramachi Street เป็นร้านที่มีวัตถิบขึ้นชื่อของท้องถิ่นนั่นก็คือ “ปลาอายุ” เป็นปลาประจำท้องถิ่นนี้ซึ่งเป็นปลาที่หาได้ยากจะอาศัยอยู่ในแหล่งน้ำที่สะอาดและใสมากๆและธรรมชาติที่สมบูรณ์สุดๆเท่านั้น แม่น้ำนางาระ แม่น้ำอิบิ และแม่น้ำคิโสะ รวมกันเป็นแม่น้ำสายหลักที่เรียกว่า “คิโสะสามสาย” ของจังหวัดกิฟุ และยังสามารถจับได้ปีละ 1 ครั้งเท่านั้น ปลาอายุมีวงจรชีวิตเพียง 1 ปีเท่านั้นจึงเป็นปลาที่หายากและมีราคาสูง รสชาติอร่อย หวานหอมโดยเฉพาะปลาอายุย่าง

ราคา Ayu course 3240yen (มีอาหาร 8 อย่าง) ต้องจองล่วงหน้า

เว็บไซต์ : www.nagaragawa.com

เวลาเปิด – ปิด : ช่วง Ukai season(11 พฤษภาคม ถึง 15 ตุลาคม)

Open 11.30-14.00(LO) 17.00-20.00(LO) / หลังปิด season รอบตอนเย็นต้องจอง

หยุดวันพุธ (แต่เดือนกรกฎาคม สิงหาคม ไม่หยุด)

พิกัด : https://goo.gl/maps/zTUPEWke87gsB6CM9

– ย่าน Kawaramachi Street ย่านการค้าเก่าของกิฟุตั้งอยู่ริมแม่น้ำนาการะกาวะ เป็นย่านเล็กๆเต็มไปด้วยบ้านเก่าแก่สามารถเช่าชุดกิโมโนใส่เดินเล่นถ่ายรูปบรรยากาศคล้ายย่าน Kawaramachi Street ที่เกียวโตเลย มีทั้งคาเฟ่ ร้านขนม เป็นถนนสายเล็กๆไม่จอแจแต่ได้บรรยากาศมากเลยถ้ามากิฟุก็ไม่ควรพลาดที่นี่เช่นกัน

การเดินทาง : จากสถานี JR Gifu หรือ Meitetsu Gifu นั่งรถบัสสาย Nagara-Bashi Keiyu ลงที่สถานี Nagara-Bashi (210 เยน)

Hilight 4 : Ukai  ไฮไลท์เด็ดของย่านนี้อีกอย่างที่พลาดไม่ได้คือกิจกรรมล่องเรือชมเทศกาล Nagaragawa Ukai “อุไค” คือวิธีการจับปลาแบบโบราณของชาวญี่ปุ่นสืบทอดมายาวนานกว่า 1,300 ปี ปัจจุบันเป็นเพียงการแสดงโชว์เท่านั้นวิธีการจับปลาแบบนี้หาดูได้ยากปัจจุบันในญี่ปุ่นมีเพียง 5 แห่ง เทศกาลนนี้จะมีตั้งแต่วันที่ 11 พฤษภาคม ถึง วันที่ 15 ตุลาคมทุกปีเท่านั้นและต้องจองทางอินเตอร์เน็ตที่เว็บไซต์ /www.ukai-gifucity.jp/Ukai/e/

-เรือจะออกจากท่าและมาจอดที่ริมแม่น้ำนาการะเพื่อรอเวลาเรือของชาวประมงมาแสดงโชว์การจับปลาที่เรียกว่า “อุไค” ระหว่างนั้นก็จะมีการแสดงร่ายรำระหว่างรอ

-เมื่อได้เวลาท้องฟ้ามืดแล้วจะมีการจุดพลุเพื่อบอกว่ากำลังจำเริ่มโชว์ มองไปไกลๆจะเห็นแสงไฟของเรือกำลังวิ่งเข้ามาใกล้เรื่อๆรู้สึกตื่นเต้นมากทุกอย่างรอบข้างมืดไปหมดแม้กระทั่งโรงแรมที่อยู่ริมแม่น้ำยังปิดไฟบางส่วนให้ พอเรือเล่นมาใกล้ๆเราจะเห็นชาวประมงหนึ่งคนอยู่ตรงหัวเรือจับเชือกที่ใช้ผูกคอของนกกาน้ำไว้และถือคบไฟส่องไปข้างหน้าเพื่อลอให้ปลาขึ้นมาและนกกาน้ำก็จะกินปลาเหล่านั้นจากนั้นชาวประมงจะดึงเชือกเพื่อไม่ให้นกกินปลาเข้าไปและก็นำนกขึ้นมาจับปลาออกจากคอของนกกาน้ำ

Hilight 5 : Tourist Train NAGARA วันรุ่งขึ้นเรามุ่งหน้าไปที่สถานนีรถไฟ Mino-Ota เพื่อจะขึ้นรถไฟสาย Nagaragawa รถไฟสายท่องเที่ยวสีแดงสดใสขบวนสีแดง ออกแบบโดย Eiji Mitooka ดีไซเนอร์คนเดียวกับที่ออกแบบรถไฟสาย Yufuin no Mori  นั่นเอง วิ่งจาก จากสถานี Mino-Ota ถึงสถานี Gujo-Hachiman เป็นรถไฟสายเดียวที่วิ่งผ่านเมืองกุโจใช้เวลาประมาณ 1.30 นาที แล่นผ่านแม่น้ำนาการะกาวะ ผ่านบ้านเรือนทุ่งนา ป่า เขาลอดใต้อุงโมงค์วิวสองข้างทางสวยมาก ภายในตัวรถไฟก็ตกแต่งสวยงามสามารถนั่งรถไฟชมวิวเพียงอย่างเดียวก็ได้หรือแบบทานอาหารบนรถไฟก็ได้

รถไฟขบวนท่องเที่ยว Nagara no.1

ราคา : Lunch plan 12000yen (รวมบริการอาหาร, 2days pass)

View plan ค่ารถไฟธรรมดา+500เยน(ไม่มีบริการอาหาร)

เวลาเปิด – ปิด : วันศุกร์ เสาร์อาทิตย์ และวันหยุดราชการ

ออกจากจากสถานี Mino-Ota(ออก 10.45) ถึงสถานี Gujo-Hachiman(12.16)

จองล่วงหน้า  : http://www.nagatetsu.co.jp/enjoy/SpecialTrainNagara.html

– จากสถานี Gujo-Hachiman เรานั่งรถมาอีกประมาณ 15 นาที จะถึงย่าน Gujo-Hachiman ย่านเมืองเล็กๆมีแม่น้ำไหลผ่านบ้านเรือนยังหลงเหลือสไตล์เก่าแก่ไว้ให้ดู มีร้านค้า ร้านอาหารต่างน่าเดินเล่นมากๆ ใครชอบสไตลืเดินเล่นๆชิลๆในเมืองเก่าแก่ธรรมชาติโอบล้อมแนะนำให้พักที่นี่สักคืนรับรองฟินแน่

-อีกอย่างที่โด่งดังในย่านนี้คือ Gujo-Hachiman Sample Kobo ต้องเล่าก่อนว่าที่ Gujo เป็นแหล่งผลิตอาหารจำลองที่ใหญ่แห่งนึงของญี่ปุ่นที่นี่เลยมีกิจกรรมเวิร์คช้อปให้เราได้ลองทำอาหารจำลองด้วยใช้เวลาในการทำประมาณ 30-60 นาที

Gujo-Hachiman Sample Kobo กิจกรรมทำอาหารจำลอง Food replica workshop

เวลาเปิด – ปิด :  เสาร์อาทิตย์ 9.30-17.00 และวันหยุดราชการ 9.00-17.00

ราคา : Tempra & lettuce 1200yen+tax

จองทางโทรศัพท์ +81-575-67-1870

– จากย่าน Gujo-Hachiman ขับรถไปที่เมืองเซกิไปตามหาบ่อน้ำลึกลับที่เค้าว่าสวยราวกับภาพวาดของศิลปินระดับโลกชาวฝรั่งเศส Claude Monet  ฟังคำบรรยายแล้วแอบคิดเลยว่าจะสวยขนาดไหนการเดินทางต้องผ่านป่าเขา ลำธาร ธรรมชาติที่สวยงามก่อนที่จะไปเจอกับ บ่อน้ำโมเนต์  Monet’s Pond ที่ได้ชื่อนี้ก็เพราะเจ้าบ่อน้ำนี้ดันไปคล้ายกับภาพวาดของ Claude Monet  ภาพนึง พอเราได้เห็นบอกเลยต้องตะลึงคุ้มค่ากับการเดินทางขึ้นเขามาขนาดวันที่ไปฝนตกทีแรกคิดว่าพลาดแล้วละแต่ขนาดฝนตก บ่อน้ำโมเนต์  ก็ยังสวยมากน้ำใสมากถึงมากที่สุดในบ่อน้ำมีต้นไม้ปลาคาร์พแหวกว่ายอย่างสวยงามหมดข้อครหาสำหรับที่นี่

การเดินทาง
– จากสถานีรถไฟเจอาร์กิฟุ (JR Gifu Station) นั่งรถบัสสาย N83 (รอที่ป้ายรถบัสหมายเลข 12 ) รถบัสสายกิฟุอิตาโดริ (Gifu Itadori Line) นั่งไปลงที่ป้ายรถบัสโฮะราโดะ กีวี พลาซ่า (Horado Kiwi Plaza) ราคาประมาณ 660 เยน
– จากป้ายรถบัสโฮะราโดะ กีวี พลาซ่า (Horado Kiwi Plaza) ต่อรถบัสอิตาโดริฟุเรไอ (Itadori Fureai) ใช้เวลาประมาณ 15 นาที ลงที่ป้ายรถบัสอาจิไซเอ็นมาเอะ (Ajisai-en Mae Bus Stop) และเดินต่อประมาณ 150 เมตร * สำหรับรถบัสมี 4 – 5 รอบต่อวันเท่านั้นควรวางแผนการเดินทางล่วงหน้า

-ภูมิภาคชูบุนอกจากจะมีหมู่บ้านมรดกโลกอย่างชิราคาวาโกะแล้วยังมีหมู่บ้านเล็กๆที่เมือง Gero Onsen ชื่อว่า หมู่บ้านกัชโช เกโระออนเซ็น  Gero Onsen Gassho Village ซึ่งบ้านโบราณที่เรียกว่า Gassho-zukuri  ทุกหลังที่นี่ถูกยกมาจาก Shirakawago นำมาไว้ที่นี่เพื่อให้ได้เข้าชมกันภายในก็เป็นหมู่บ้านขนาดย่อมๆ

เวลาเปิด – ปิด : 8.00 – 17.00

ค่าเข้าชม : 800yen

Hilight 6 : Gero Onsen เมืองออนเซ็นที่ดีที่สุด 1 ใน 3 ของญี่ปุ่น สายออนเซ็นต้องชอบที่นี่แน่นอน เราพักกันที่โรงแรม Gero Hot Spring Suimeikan เป็นโรงแรมขนาดใหญ่มากมีออนเซ็นทั้งในร่มและกลางแจ้งเปิดตลอด 24 ชั่วโมงด้วย โรงแรมตั้งอยู่ริมแม่น้ำฮิดะด้านหลังเป็นภูเขาบรรยากาศดีมาก

การเดินทางไปสถานี Gero

-รถไฟจาก Nagoya: นั่งรถไฟ JR Wide View Hida Ltd. Exp.ใช้เวลา 90 นาที / 4,500 เยน (JR pass ใช้ได้)

-รถไฟ Takayama นั่ง JR Wide View Hida Ltd. Exp. ใช้เวลา 45 นาที / 2,000 เยน หรือ  Local train ใช้เวลา 1 ชม. / 970 yen เยน (JR pass ใช้ได้)

-บัสจาก Takayama สามารถขึ้นได้จากท่ารถบัสหน้าสถานีรถไฟ รถออกทุก 1-2 ชม. ใช้เวลา 90 นาที / 1,040 เยน

-Shuttle bus วิ่งตรงจาก Nagoya ถึง Gero ใช้เวลา 2.30 ชม. / one way 2,800 เยน และ round trip 3,700 เยน ต้องทำการจองล่วงหน้า >> GERO BUS รอบรถวันละ 1 รอบ ขาไป Nagoya (14.00) – Gero (16.30) / ขากลับ Gero (10.30) – Nagoya (13.00)

-บรรยากาศตอนเช้าของ Gero Onsen  คือดีสุดๆหลังฝนตกตลอดวันตลอดคืนตอนเช้าก็มีหมอกปกคลุมเต็มภูเขาที่นี่มีภูเขาล้อมรอบเกือบทั้งเมืองมีลำธารไหลผ่านจากภูเขาผ่านเมืองลงมายังแม่น้ำที่นี่มีบ่อออนเซ็นแทบจะทุกโรงแรมและยังมีบ่ออาบน้ำสาธารณะ 3 แห่ง บ่อสำหรับแช่เท้าและบ่ออาบน้ำกลางแจ้งริมน้ำตั้งอยู่แถวๆสะพานเกโระ ใกล้กับโรงแรมที่เราพัก

-หลังจากฟินๆที่ Gero Onsen แล้วได้เวลากลับบ้านโดยเดินทางไปที่สนามบินนานาชาติชูบุ เซ็นแทร์ เมืองนาโกย่า(Chubu Centrair International Airport) เราเนทางกลับด้วยสายการบินไทยไลอ้อนแอร์เหมือนเดิมจ้า

แต่ยังพอมีเวลาเหลือเราไปเที่ยวพิพิธภัณฑ์แสดงเครื่องบิน  Boeing 787 Dreamliner ลำแรกของโลกกันดีกว่า ที่นี่มีชื่อว่า Flight of Dreams ซึ่งสามารถเดินออกมาจากเทอร์มินอลโดยใช้เวลาเพียง 5 นาทีเท่านั้นข้างในจะมีการจัดแสดงแสง สี เสียงแต่จะมีเป็นรอบๆ สงสัยมั้ยว่าทำไมต้องมีเครื่อง Boeing 787 Dreamliner มาจัดแสดงที่สนามบินชูบุแห่งนี้ ก็เพราะว่า 35 % ของชิ้นส่วนของเครื่อง Boeing 787 ถูกผลิตมาจากภูมิภาคชูบุแห่งนี้หลังจากประกอบเสร็จสหรับอเมริกาเลยส่งเครื่อง 787 รุ่นทดลองมาจัดแสดงโชว์ที่นี่นั่นเอง

ที่นี่จะมีสองโซฯคือโซน Flight Park และ Seattle Terrace โซน Flight Park จะต้องเสียค่าเข้าชมด้านในจะมีกิจกรรมต่างๆที่น่าสนใจทั้งหมด 8 โซนเช่น  1. Fly with 787 Dreamliner  2. Boeing Factory

  1. 3. Paper plane music field 4.Sketch Airplane 5.Airplane studio 6. ZA001 flight deck
  2. 7. Dreamliner explorer 8.The museum of flight learning center และ 787 Simulator

เวลาเปิด – ปิด

-FLIGHT PARK
วันธรรมดาและวันอาทิตย์10:00-17:00(สามารถเข้าได้ถึง16:30)
วันเสาร์ 10:00-19:00(สามารถเข้าได้ถึง18:30)
-SEATTLE TERRACE  10:00-22:00 (เวลาเปิด-ปิดขึ้นอยู่กับร้านค้า)
ค่าเข้า : ผู้ใหญ่ 1,200 เยน เด็ก 800 เยน

จองได้ที่เว็บไซต์ https://flightofdreams.jp/en/ticket/

-จบการเดินทางในภูมิภาคชูบุแล้วทริปนี้ได้เที่ยวและเห็นอะไรแบบอันซีนๆเยอะเลยต้องขอขอบคุณองค์การส่งเสริมการท่องเที่ยวแห่งประเทศญี่ปุ่น (JNTO) และ VisitjapanTH ที่ให้ข้อมูลสถานที่ท่องเที่ยวใหม่ๆต่างๆในทริปนี้ ทำให้รู้ว่าภูมิภาคชูบุมีอะไรน่าสนใจอีกเยอะมากๆ นอกจากเมืองมิเอะและกิฟุที่เราได้มาเที่ยวยังมีอีกหลายเมืองมากๆต้องหาเวลามาเที่ยวภูมิภาคนี้อีกแน่นอน

 

 

LEAVE A REPLY

Please enter your comment!
Please enter your name here