30 ที่เที่ยวรับลมหนาว Part 2

สำหรับบางคนนี่เป็นโอกาสดีที่ได้หยุดหลายวันและออกเดินทางท่องเที่ยวกัน เราเลยนำ 30 สถานที่ไปเที่ยวเที่ยวรับลมหนาวเคาท์ดาวน์ปีใหม่กัน ส่วนภาคนี้นอกจากภูเขา ทะเลหมอกแล้วเรามีสถานที่ท่องเที่ยวหลากหลายแนวมากขึ้นมีทั้งไร่ดอกไม้ ทุ่งนาเขียวๆ สถานที่ใหม่ๆ เอาไว้เป็นทางเลือกให้เพื่อนๆ ได้เที่ยวกัน

-ขุนวาง จ.เชียงใหม่ -เชียงกลาง จ.น่าน -ขุนสถาน จ.น่าน -เนินมะปราง จ.พิษณุโลก -เขาตะเคียนโง๊ะ จ.เพชรบูรณ์ -กิ่วแม่ปาน จ.เชียงใหม่ -แม่ลาน้อย จ.แม่ฮ่องสอน -บ้านรักษ์ไทย จ.แม่ฮ่องสอน -ดอยผาผึ้ง จ.น่าน -ดอยอ่างขาง จ.เชียงใหม่ -บ้านห้วยห้อม จ.แม่ฮ่องสอน -ทะเลบัวแดง จ.อุดรธานี -สิงห์ปาร์ค จ.เชียงราย -ทุ่งกังหันลม จ.เพชรบูรณ์ -สังขละบุรี จ.กาญจนบุรี -เขาใหญ่ จ.นครราชสีมา -ไร่ชาฉุยฟง จ.เชียงราย -หลวงพระบาง สปป.ลาว -ดอยตุง จ.เชียงราย -สวนสนบ่อแก่ว จ.เชียงใหม่ -ไร่มณีศร จ.นครราชสีมา -วังเวียง สปป.ลาว -ปาย จ.แม่ฮ่องสอน -ม่อนแจ่ม จ.เชียงใหม่ -ภูหินร่องกล้า จ.พิษณุโลก -เขื่อนเชี่ยวหลาน จ.สุราษฎร์ธานี -ผาแต้ม จ.อุบลราชธานี -เขาแผงม้า จ.นครราชสีมา -สามพันโบก จ.อุบลราชธานี

ศูนย์วิจัยเกษตรหลวงเชียงใหม่ (ขุนวาง)

ศูนย์วิจัยเกษตรหลวงเชียงใหม่ (ขุนวาง) ตั้งอยู่บนดอยอินทนนท์ ได้รับการจัดตั้งขึ้นเมื่อปี พ.ศ.2525 ครั้งนั้นพระบาทสมเด็จ พระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช พระองค์ท่านทรงมีพระราชดำรัสให้กองพืชสวน กรมวิชาการเกษตร ดำเนินการใช้ท้องทุ่งแห่งนี้ เป็นสถานที่ทดลองและขยายพันธุ์พืชบนที่สูง เพื่อส่งเสริมและถ่ายทอดเทคโนโลยี แก่เกษตรกรบนที่สูง และเพื่อทดแทนการปลูกฝิ่น นักท่องเที่ยวที่มาเยือนศูนย์วิจัยเกษตรหลวงเชียงใหม่ (ขุนวาง) จะได้สนุกไปกับการท่องเที่ยวเชิงเกษตรที่เต็มไป ชมความสวยงามแห่ง แปลงไม้ ผลเมืองหนาวที่จะพากันออกดอกบานสะพรั่งดูสดใส ไม่ว่าจะเป็นสาลี่ พลัม ท้อ แนคตารีน หรือสตรอว์เบอร์รี่ หรือเดินชม ศึกษาแปลงทดลองการเกษตรภายในศูนย์ฯ ที่จะมีเจ้าหน้าที่นำชมตามเส้นทางที่กำหนดโดยมีจุดน่าสนใจต่างๆ ได้แก่ แปลงไม้ผล เมืองหนาว แปลงกาแฟ โรงกะเทาะเปลือกกาแฟ และแปลงทดสอบพันธุ์แมคคาเดเมีย สัมผัสความสวยงามของดอกนางพญาเสือโคร่ง หรือซากุระดอย ที่พากันออกดอกสีชมพูสว่างไสวเต็มต้น ขับให้ดอยขุนวางกลายเป็นสีชมพูไปทั้งดอย ในช่วงฤดูหนาว โดยเฉพาะ กลางเดือนมกราคม สนุกกับการดูนกที่มีหลากหลายสายพันธุ์ เนื่องจากศูนย์แห่งนี้ตั้งอยู่ในเขตเทือกเขาดอยอินทนนท์ อันเป็นแหล่งดูนก ที่สำคัญของเมืองไทย
กิจกรรมการท่องเที่ยวในพื้นที่แบ่งออกเป็นสามส่วน ครับ
– ส่วนแรกเป็นกิจกรรมภายในโครงการ อาทิ การชมแปลงสาธิตไม้ผลเมืองหนาว ภายในศูนย์ฯ ซึ่งออกดอกในช่วงเดือนมีนาคม – พฤศจิกายน
– ส่วนที่สองจะเป็นกิจกรรมการท่องเที่ยวที่อยู่ละแวกใกล้เคียง เช่น การท่องเที่ยวในพื้นที่สถานีเกษตรที่สูงขุนวางและแม่จอนหลวง ซึ่งเป็นสถานีเกษตรที่สูงที่มีความงดงามทางธรรมชาติในเรื่องพันธุ์ไม้ต่างๆ โดยเฉพาะซากุระ ซึ่งจะบานสะพรั่งในช่วงปลาย เดือนธันวาคมถึงกลางเดือนมกราคม
– ส่วนกิจกรรมท่องเที่ยวชมประเพณีและวัฒนธรรมในพื้นที่ จะมีวิถีชีวิตของชาวไทยภูเขาเผ่าม้งและ กระเหรี่ยง ซึ่งเป็นประชาชนหลัก ที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ โดยมีงานปีใหม่ของชาวม้ง และงานข้าวใหม่ของชาวกระเหรี่ยงให้ชม
หมายเหตุ : ศูนย์วิจัยเกษตรหลวงเชียงใหม่ (ขุนวาง)คนละแห่งกับโครงการหลวงขุนวาง แต่ตั้งอยู่ใกล้กัน
จุดชมดอกนางพญาเสือโคร่งภายในสถานีเกษตรที่สูงขุนวางที่น่าสนใจมี 2 จุด คือ
1 มุมด้านหน้าสถานีเกษตรขุนวาง บริเวณแปลงดอกไม้เมืองหนาว
2 จุดไฮไลต์ อุโมงค์พญาเสือโคร่ง ต้องเข้าไปข้างในโครงการ เลยร้านกาแฟและร้านอาหาร
การเดินทางไปขุนวาง
1. โดยรถยนต์ส่วนตัว
จากตัวเมืองเชียงใหม่ ใช้เส้นทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 108 (เชียงใหม่-ฮอด) ก่อนถึงอำเภอจอมทอง มีทางแยกขวามือขึ้น ดอยอินทนนท์ ตามทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 1009 ราวหลักกิโลเมตรที่ 30-31 มีสามแยกตรงหมู่บ้านขุนกลาง ก็เลี้ยวขวาไปอีก 16 กิโลเมตร จะถึงหมู่บ้านขุนวาง เลยหมู่บ้านไปประมาณ 2 กิโลเมตร ก็จะถึงสถานนีเกษตรฯ ขุนวาง ถนนเป็นถนนลาดยาง อาจจะมีหลุมบาง
1. โดยรถสาธารณะ
หากต้องการเดินทางวางโดยไม่มีรถส่วนตัว ต้องอาศัยเช่ารถสองแถวสีเหลือง โดยสามารถเช่าได้ตรงอำเภอจองทอง ตรงคิว รถสองแถวขึ้นดอยอินทนนท์ตรงวัดพระธาตุศรีจอมทอง

ศูนย์วิจัยเกษตรหลวงเชียงใหม่ (ขุนวาง) ศูนย์วิจัยเกษตรหลวงเชียงใหม่ (ขุนวาง)
หมู่ที่ 10 ตำบลแม่วิน อำเภอแม่วาง จังหวัดเชียงใหม่
โทรศัพท์ 0-5311 4133 , 0 5311 4136

เชียงกลาง

อำเภอแสนสงบที่เล็กที่สุดของจังหวัดน่าน อยู่ห่างจากอำเภอปัวเล็กน้อย นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่ที่มาน่าน ก็จะหยุดอยู่ที่ปัวเสมอมาไม่ถึงอำเภอนี้ทุกที เพราะหากมาจากตัวเมืองน่านก็จะถึงปัวก่อน เชียงกลางจึงกลายเป็นเมืองที่ไปไม่ถึงและทางผ่านไปโดยปริยาย  ทั้งที่จริงแล้วเป็นอำเภอน่าเที่ยวที่เต็มไปด้วยความสวยงามและธรรมชาติอันแสนบริสุทธิ์โอบล้อมด้วยภูเขา ท้องทุ่งนาเขียวขจี  ผู้คนยังคงใช้ชีวิตแบบเรียบง่าย กลายเป็นเสน่ห์ที่ชวนหลงใหล เป็นเมืองที่เหมาะมากสำหรับสายชิล ที่ต้องการเดินทางมาพักผ่อนสัมผัสบรรยากาศสบายยังที่พักที่จะช่วยให้ผ่อนคลาย รวมทั้งท่องเที่ยวอย่างเพลิดเพลินใจยังสถานที่ต่างๆ ที่จะทำให้ได้สัมผัสวิถีชีวิตและเข้าถึงความเป็นเมืองเชียงกลางได้มากยิ่งขึ้น

เชียงกลางตั้งอยู่ไม่ไกลจากอำเภอปัวโดยใช้เวลาเดินทางเพียงครึ่งชั่วโมงเท่านั้น เมื่อมาถึงเชียงกลางสิ่งที่เราจะสัมผัสได้ คือ ความเงียบสงบและร่มรื่น เป็นเมืองที่ยังคงมีความเป็นธรรมชาติ สถานที่แรกเรียกว่าเป็นการเปิดประตูสู่เมืองเชียงกลาง คือ พระธาตุจอมกิตติ พระธาตุประจำอำเภอที่เมื่อมาถึงเชียงกลางต้องแวะมาสักการะ  องค์พระธาตุตั้งอยู่บนเนินเขา ภายในบรรจุพระเกศาของพระพุทธเจ้า  นอกจากนี้ บริเวณวัดยังมีจุดชมวิวที่สามารถมองเห็นวิวทิวทัศน์ของบ้านเรือนในอำเภอเชียงกลางแทรกตัวอยู่ท่ามกลางนาข้าวเขียวขจีอีกด้วย

เขาตะเคียนโง๊ะ
ตั้งอยู่ในตำบลหนองแม่นา อำเภอเขาค้อ จังหวัดเพชรบูรณ์ เป็นจุดชมวิวที่สวยที่สุดอีกแห่งหนึ่งบนเขาค้อ ที่สามารถ สามารถชมทะเลหมอกได้รอบทิศแบบ 360 องศา พร้อมบรรยากาศของพระอาทิตย์ขึ้นในยามเช้า จากจุดชมวิวเขาตะเคียนโง๊ะสามารถมองเห็นวิวทิวเขาอันสวยงามที่อยู่เบื้องหน้าเป็นเขาปู่ เขาย่า ที่มีรูปทรงคล้ายภูเขาไฟฟูจิ รวมถึงผืนป่าของเขาค้อและเส้นทางถนนที่ทอดยาวมายังจุดชมวิวที่อยู่เบื้องล่างด้วยครับ ถ้าเราอยากจะมาชมทะเลหมอก
แนะนำให้เดินทาง มาช่วงตี 5-7 โมงเช้า เราจะได้ชมพระอาทิตย์ขึ้นจากบนยอดเขาด้วย หรือไม่ก็ สามารถนำเต้นท์มากาง พักผ่อนบนยอดเขาได้เลยครับ ไม่อันตราย มีห้องน้ำให้เข้า เสียค่าธรรมเนียมไม่กี่บาท เนื่องจากมี เจ้าหน้าที่ของหมู่บ้านมาช่วยดูแล เขาตะเคียนโง๊ะ เสียค่าบำรุงสถานที่คนละ 10 บาท (กรณีไม่ได้นอนค้างคืน) ไม่มีที่พักบริเวณเขาตะเคียนโง๊ะ มีเพียงเต็นท์ให้บริการ หลังละ 450 บาท พักได้ 2-3 คน หากนำเต็นท์มาเอง คิดค่าพื้นที่กางเต็นท์คนละ 100 บาท มีบริการห้องสุขา 3 ห้อง และห้องอาบน้ำ 1 ห้อง ไม่มีร้านอาหาร ควรเตรียมมาเอง แต่ในช่วงเช้ามีน้ำร้อน กาแฟ โอวัลติน มาม่า จำหน่าย


สถานที่ : เขาตะเคียนโง๊ะ จ.เพชรบูรณ์
ไฮไลท์ : ทะเลหมอก 360 องศา
การเดินทาง : รถยนต์จากบริเวณเขาค้อ ไปยังถนนหมายเลข 2258 ประมาณ 25 กิโลเมตร จะถึงทางสี่แยกรื่นฤดี ให้ตรงไปทางพระตำหนักเขาค้อประมาณ 6 กิโลเมตร ผ่าน ภูแม่ย่า ผ่านเกษตรที่สูง ผ่านวัดไชยชุมพล ขับตรงไปเรื่อยๆ จะเห็นป้ายจุดชมวิวเขาตะเคียนโง๊ะ มีทางเข้าเล็กๆ ขึ้นไปยังจุดชมวิว เส้นทางเป็นทางราดยางไปจนถึงจุดชมวิว รถทุกชนิดสัญจรได้
ข้อมูลติดต่อ : เบอร์โทร 087 075 2467 , 098 746 3863 , 063 995 9822

อุทยานแห่งชาติขุนสถาน

อุทยานแห่งชาติขุนสถาน ตั้งอยู่หมู่ที่ 3 บ้านขุนสถาน ตำบลสันทะ อำเภอนาน้อย จังหวัดน่าน มีความสูงจากระดับน้ำทะเลปานกลาง ประมาณ 1,424 เมตร ระหว่างทางไปอุทยานฯมีวิวทิวทัศน์ที่สวยงาม รวมถึงทะเลหมอกอลังการให้ได้ชม โดยเฉพาะหากมาท่องเที่ยว ในฤดูฝนจะสามารถพบเห็นทะเลหมอกได้มากกว่าฤดูอื่น ที่นี่มีอากาศหนาวเย็นตลอดทั้งปี ตอนเย็นจะได้สัมผัสท้องฟ้าที่สวยงามมาก ตอนกลางคืนสามารถมองเห็นไฟส่องสว่างของ หมู่บ้านในตำบลสันทะ ตัวอำเภอนาน้อย ตัวอำเภอเวียงสา ตัวอำเภอเมืองน่าน โดยเฉพาะ ไฟส่องสว่างของหมู่บ้าน ในตำบลสันทะมีลักษณะเหมือนดาวที่อยู่บนดินกลมกลืนกับดาวที่อยู่บนท้องฟ้า

อุทยานแห่งชาติขุนสถาน มีพื้นที่กว้างใหญ่ เป็นพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ ป่าฝั่งขวาแม่น้ำน่านตอนใต้ในท้องที่ อำเภอนาน้อย และอำเภอนาหมื่น จังหวัดน่าน ส่วนใหญ่ปกคลุมด้วยป่าไม้ชนิดต่างๆ

ตามเส้นทางหลวงจังหวัดหมายเลข 1216 ระหว่างบ้านขุนสถานถึงบ้านส้าน ตำบลสันทะ อำเภอนาน้อย จังหวะน่าน ระหว่างทางขึ้นดอยก็จะเจอวิวสะดุดตา “ซากุระเมืองไทย” หรือชื่อตามบ้านเราก็คือ “ดอกพญาเสือโคร่ง” ถ้าไปช่วงเดือนมกราฯ จะเห็นชมพูสะพรั่ง เบ่งบานตลอดทั้งดอย

ดอยแม่จอก เป็นยอดดอยที่มีความสูง 1,424 เมตรจากระดับน้ำทะเล อากาศหนาวเย็นตลอดทั้งปี เป็นสถานที่ตากอากาศและจุดชมทิวทัศน์ มีวิวทิวทัศน์ของเทือกเขาที่เรียงรายสลับซับซ้อน สามารถมองเห็นความงดงามของดวงอาทิตย์ขึ้นในยามเช้าและทะเลหมอกที่เป็นผืนขนาดใหญ่กว้างไกลสุดสายตา

1.ศาลเจ้าพ่อเขาครึ่ง
เป็นเจ้าพ่อประตูเมืองของจังหวัดน่าน และเป็นที่เคารพสักการะของผู้เดินทางผ่านไปมา ตั้งอยู่บริเวณริมถนนสาย ร้องกวาง-อำเภอเวียงสา บริเวณหลักกิโลเมตร ที่ 30 (เขตแดนจังหวัดน่าน-แพร่)2.น้ำน่านตอนบนเขื่อนสิริกิตติ์
มีความสวยงามของธรรมชาติและทิวทัศน์สองฝั่งลำน้ำ ซึ่งล้อมรอบด้วยทิวเขาที่ทอดตัวเป็นแนวยาว สามารถ ล่องเรือหรือแพชมความสวยงามได้ และบางครั้งยังพบฝูงปลากระโดดเล่นน้ำและแหวกว่ายอยู่กลางน้ำที่ใสสะอาด อีกด้วย

3.น้ำตกตาดหมอก
เป็นน้ำตกขนาดใหญ่ มีจำนวน 3 ชั้น ความสูงรวมประมาณ 50 เมตร ตั้งอยู่บริเวณดอยแม่จอก ห่างจากหมู่บ้าน ประมาณ 3 กิโลเมตร

4.น้ำตกผาแดง
เป็นน้ำตกหลายชั้น โดยมีชั้นที่มีขนาดใหญ่จำนวน 4 ชั้น ชั้นที่สูงที่สุดประมาณ 15 เมตร ตั้งอยู่ใกล้กับถ้ำละโอ่ง ห่างจากบ้านเชตวัน ตำบลสันทะ อำเภอนาน้อย ประมาณ 5 กิโลเมตร

5.ดอยกู่สถาน
เป็นดอยที่มีความสูงถึง 1,630 เมตรจากระดับน้ำทะเล มีจุดชมทิวทัศน์ที่สวยงามอากาศหนาวเย็นตลอดปี

6. ถ้ำละโอ่ง
เป็นถ้ำขนาดใหญ่ มีความยาวประมาณ 1.8 กิโลเมตร ภายในถ้ำมีลำธารไหลผ่าน และมีหินงอกหินย้อยที่มีความสวยงาม

7.ดอยแม่จอก
เป็นยอดดอยที่มีความสูง 1,424 เมตรจากระดับน้ำทะเล อากาศหนาวเย็นตลอดทั้งปี เป็นสถานที่ตากอากาศและจุดชมทิวทัศน์มีวิวทิวทัศน์ ของเทือกเขาที่เรียงรายสลับซับซ้อน สามารถมองเห็นความงดงามของดวงอาทิตย์ขึ้นในยามเช้าและทะเลหมอกที่เป็นผืนขนาดใหญ่กว้าง ไกลสุดสายตา

8.กาดวัว
ในอดีตเคยเป็นที่ชุมนุมของวัวแดงและกระทิง ตั้งอยู่บนยอดดอยขุนห้วยย่าทาย ห่างจากหมู่บ้านนาก้า ประมาณ
5 กิโลเมตร ต้องเดินเท้าเข้าไป 6 ชั่วโมง จากจุดนี้สามารถมองเห็นทะเลหมอกในตอนเช้าช่วงฤดูฝนและฤดูหนาว

9.น้ำตกขุนลี
เป็นน้ำตกที่มีขนาดใหญ่ มีความสูงประมาณ 100 เมตร อยู่บริเวณดอยกู่สถาน การเดินทางไม่สะดวก ต้องเดินเท้า ผ่าดงทาก ประมาณ 4 ชั่วโมง จึงจะถึงตัวน้ำตก

1.โดยรถยนต์ส่วนตัว
ช้เส้นทางจากตัวจังหวัดแพร่ได้ 2 เส้นทาง คือ
1. ทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 101 (ถนนยนตรกิจโกศล) เป็นเส้นทางจากตัวจังหวัดแพร่ไปจังหวัดน่าน มาตาม เส้นทางประมาณ 66 กิโลเมตรจะถึงหม่บ้านห้วยแก๊ต ให้เลี้ยวขวาไปตามเส้นทางหลวง 1216 ถึงที่ทำการอุทยานแห่งชาติ ระยะทางประมาณ 24 กิโลเมตร
2. จากจังหวัดน่าน ไปตามทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 1026 สายอำเภอเวียงสา – อำเภอนาน้อย และจากอำเภอ นาน้อยเลี้ยวขวา ไปถึงที่ทำการอุทยาน ระยะทางประมาณ 33 กิโลเมตร

 

ดอยอ่างขาง

เป็นโครงการหลวงแห่งแรกที่เกิดขึ้นจากพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 พระองค์ทรงเห็นความลำบากของชาวบ้านและชาวเขาในยุคนั้นพระองค์จึงทรงดำริให้จัดตั้งสถานีเกษตรหลวงอ่างขางขึ้นเพื่อนทดลองค้นคว้าวิจัยพืชผักและผลไม้ต่างๆ เพื่อให้ชาวบ้านได้นำมาปลูกแทนฝิ่น ทำให้ชาวเขามีรายได้และเลิกปลูกฝิ่นไปโดยปริยาย จนปัจจุบันสถานีเกษตรหลวงอ่างขาง กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่สวยงามอันดับต้นๆ ของเมืองไทย เป็นแหล่งจำหน่ายพืชผักผลไม้เมืองหนาวคุณภาพดีให้นักท่องเที่ยวได้ซื้อติดไม้ติดมือกลับบ้าน ที่สร้างรายได้และชุมชนที่แข็งแรงให้กับชาวไทยภูเขาอีกด้วย

การเดินทางไปดอยอ่างขางนั้นก็ไม่ยากเลยครับ เริ่มต้นเดินทางจากกรุงเทพด้วยสายการบินนกแอร์ลงที่สนามบินเชียงใหม่ จากนั้นก็เช่ารถขับต่อไปจากเชียงใหม่ หรือใครอยากนั่งรถโดยสารก็มี รถยนต์สามารถขับขึ้นไปได้จนถึงบนดอย ส่วนที่พักก็มีมากมายจะรีสอร์ทหรือนอนกางเต้นท์ก็ตามสะดวก สถานที่ท่องเที่ยวบนดอยอ่างขางก็มีหลายที่อย่าง เช่นสถานีเกษตรหลวงอ่างขาง, ไร่ชา 2000, ไร่สตรอเบอรี่บ้านนอแล, จุดชมวิวม่อนสน ดอยอ่างขางยังเป็นจุดชมซากุระเมืองไทยหรือนางพญาเสือโคร่งที่สวยงามมากอีกแห่งของเมืองไทยโดยจะบานในช่วงเดือนมกราคมจนถึงกุมภาพันธุ์ของทุกปี

ดอยอ่างขาง  ดินแดนแห่งความโรแมนติกเที่ยวได้ไม่มีเบื่อ และครั้งหนึ่งในชีวิตต้องหาโอกาสมาเที่ยว  เป็นอีกหนึ่งดอยยอดฮิตที่แม้เวลาจะผ่านไปเนิ่นนานแค่ไหนก็ไม่อาจทำให้กระแสการท่องเที่ยวดอยอ่างขางลดลงไปได้เลย ดอยอ่างขางตอบโจทย์สำหรับนักท่องเที่ยวที่ต้องการมาสัมผัสกับอากาศหนาวเย็น ชมแปลงดอกไม้และพืชผักเมืองหนาวอันสวยงาม ชมวิวพระอาทิตย์ขึ้นและทะเลหมอก สัมผัสวิถีชีวิตชาวไทยภูเขาที่มีความหลากหลายทางชาติพันธุ์ และหากมาเที่ยวในช่วงต้น-กลางม.ค. ยังได้ของแถมชมดอกซากุระแท้ในสถานีเกษตรฯ รวมถึงดอกพญาเสือโคร่งบานทั่วทั้งดอยยิ่งช่วยเพิ่มความโรแมนติกขึ้นไปอีกหลายเท่า

สถานีเกษตรหลวงอ่างขาง โทร. 0-5396-9476 www.angkhangstation.com เปิดให้เข้าชม : ทุกวัน เวลา 06.00-18.00 น. ฤดูท่องเที่ยว: ตลอดทั้งปี

เนินมะปราง

เนินมะปราง เป็นอำเภอหนึ่งที่ตั้งอยู่ในจังหวัดพิษณุโลก ห่างจากตัวจังหวัดประมาณ 68 กิโลเมตร เดิมเป็นหมู่บ้านเก่าแก่ตั้งมาประมาณ 42 ปี  ลักษณะภูมิประเทศประมาณร้อยละ 45 เป็นภูเขาหินปูนอายุกว่า 300 ล้านปี มีถ้ำอยู่มากมาย  แบ่งจุดท่องเที่ยวออกเป็น 2 จุดใหญ่ ๆ คือ บ้านมุงซึ่งตั้งอยู่ในตัวอำเภอ มีแหล่งท่องเที่ยว อย่างเช่น ภูเขาหินปูนสัญลักษณ์ของเนินมะปราง ถ้ำค้างค้าว ถ้ำผาท่าพล มีโฮมสเตย์ให้เลือกพักหลายแห่ง และอีกหนึ่งจุด คือ บ้านรักไทย ซึ่งเป็นที่ตั้งของบ้านสวนชมวิวที่มีชิงช้าบนต้นไม้

มีบ้านพักแบบโฮมสเตย์หลายแห่งเช่นกัน ซึ่งทั้งสองแห่งจะอยู่ห่างกันประมาณเกือบ 41 กิโลเมตร ใช้เวลาเดินทางประมาณเกือบ 1 ชั่วโมง และมักนิยมเที่ยวเชื่อมโยงกัน  โดยจะเลือกพักที่บ้านมุงในตัวอำเภอแล้วมาเที่ยวบ้านรักไทยต่อ หรือจะพักที่บ้านรักไทยแล้วไปเที่ยวบ้านมุงก็ได้  สำหรับการเดินทางหากมาจากกรุงเทพด้วยรถส่วนตัว เส้นทางที่ใกล้ที่สุด คือ ใช้เส้นทางนครสวรรค์ – พิจิตร  แต่หากมาจากทางเพชรบูรณ์พิษณุโลกก็ให้มาทางเส้นนครไทย วังทอง  จากภาพภูเขาหินปูนรูปร่างแปลกตากลางทุ่งนาสีเขียว ภาพชิงช้าบนต้นไม้ที่มองเห็นวิวภูเขา ทำให้เราอยากไปทำความรู้จักกับอำเภอเล็กๆ ที่ชื่อว่า เนินมะปราง พิษณุโลก

กิ่วแม่ปาน ดอยอินทนนท์ จ.เชียงใหม่

เส้นทางศึกษาธรรมชาติกิ่วแม่ปานอยู่บริเวณกิโลเมตรที่ 43 ของถนนจอมทอง – ดอยอินทนนท์ที่ระดับความสูงประมาณ 2,000 เมตรจากระดับน้ำทะเลมีความยาวประมาณ 3 กิโลเมตร

ใครจะไปต้องติดต่อขอเจ้าหน้าที่นำทางที่ศูนย์บริการนักท่องเที่ยวกิ่วแม่ปานก่อน ป้อมเจ้าหน้าที่จะอยู่ข้างล่างก่อนเริ่มเดินทาง คิดค่านำทาง 200 บาท ต่อ 1 ไกด์นำทาง ต่อ 1 กลุ่ม (หนึ่งกลุ่มไปได้ 1-10 คน) • ถือเป็นจุดชมวิวพระอาทิตย์ขึ้นและทะเลหมอกที่สวยงามอีกจุดหนึ่งของดอยอินทนนท์ (ใครที่อยากเจอหมอก แนะนำให้ไปช่วงเดือนพฤศจิกายน – ธันวาคม หมอกจะเข้ามาในป่าเลย หรือช่วงเช้าก็จะเห็นพระอาทิตย์ขึ้นเคล้าปุยหมอกด้วย จะสวยมาก)

ยิ่งถ้าขึ้นไปแต่เช้าจะเห็นเหมยขาบด้วย (แม่คะนิ้ง)  ถัดจากจุดชมวิวไปจะเป็นทางเดินเลียบไปตามสันเขาเลียบหน้าผา มีความกว้างประมาณ 1 เมตร ซึ่งจะสามารถเดินได้เพียงคนเดียว จึงเป็นที่มาของชื่อว่า “กิ่วแม่ปาน”

เปิดให้เข้าตั้งแต่ 1 พฤศจิกายน ถึง 31 พฤษภาคมของทุกปี
(ปิดบริการ 1 มิถุนายน ถึง 31 ตุลาคม เพื่อให้เวลาธรรมชาติฟื้นตัว)
เวลาเปิด : ทุกวัน 06.00-16.00น. (กรุ๊ปสุดท้ายให้ขึ้นได้ไม่เกิน 16.00น.)
คิดค่านำทาง 200 บาท ในส่วนของที่พักสามารถพักค้างคืนยังที่พักใกล้อุทยาน
แห่งชาติอินทนท์แล้วขึ้นมาที่ จุดชมวิวกิ่วแม่ปานได้ในตอนเช้า

ข้อแนะนำ – ควรใส่เสื้อแขนยาว หรือเสื้อกันหนาว , รองเท้าผ้าใบ /หุ้มส้น ,หมวกกันแดด ,และพกกระติกน้ำหรือน้ำขวดขึ้นไปดื่มระหว่างทาง
สถานที่ : กิ่วแม่ปาน จ.เชียงใหม่
ไฮไลท์ : เส้นทางธรรมชาติสู่ทะเลหมอกสุดอลังการ
การเดินทาง : ถ้าขับรถไปมุ่งสู่กม.ที่ 42 ของถนนสายจอมทอง-ยอดดอยอินทนนท์ ใกล้กับพระมหาธาตุนภเมทนีดลและพระมหาธาตุนภพลภูมิสิริ และต้องเดินเท้าต่อระยะทางประมาณประมาณ 3.2 กิโลเมตร ใช้เวลาในการเดิน 2-3 ชั่วโมง
ข้อมูลติดต่อ : อุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์ 053-286730, 053-286728

แม่ลาน้อย จ.แม่ฮ่องสอน

อำเภอแม่ลาน้อย เป็นอำเภอที่โอบล้อมด้วยภูเขา เป็นอำเภอที่แยกออกมาจากอำเภอขุนยวม และอำเภอแม่สะเรียง ประชากรส่วนใหญ่เป็นชาวไทยใหญ่, ปกากะญอ, ละว้า และม้ง ถือว่าเป็นอำเภอที่มีความหลากหลายทางวัฒนธรรม ศาสนา และความเชื่อมาก แต่ไม่มีความขัดแย้งในเรื่องเหล่านี้ ร้อยละ 80 ประกอบอาชีพเกษตรกรรม พื้นที่กว่าร้อยละ 80 อยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติแม่ยวมฝั่งซ้าย และป่าสงวนแห่งชาติแม่ยวมฝั่งขวา

โครงการหลวงแม่ลาน้อย ตั้งอยู่ในตำบลห้วยห้อมอำเภอแม่ลาน้อย จังหวัดแม่ฮ่องสอนเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตร ที่ยังคงมีความเป็นธรรมชาติและบริสุทธิ์ อบอุ่นไปด้วยวิถีชีวิตที่งดงามของชาวเขา ในช่วงเดือน ก.ย.-ต.ค. ซึ่งป็นฤดูทำนาข้าว นักท่องเที่ยวจะได้ชมความสวยงามของนาข้าวขั้นบันได ภายในพื้นที่ของโครงการตลอดสองข้างทาง รวมทั้งชมแปลงผักปลอดสารพิษ ที่ปลูกตลอด ทั้งปี เป็นโครงการในพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระ ปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชและสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ทั้งสองพระองค์เสด็จเยี่ยมราษฎรชาวบ้านป่าแป๋และบ้านห้วยห้อม เป็นครั้งแรก ได้พระราชทาน ทุนทรัพย์จำนวน 20,000 บาท จัดตั้งธนาคารข้าวแห่งแรกของโลกต่อมาในปี พ.ศ. 2546 ได้เสด็จพระราชดำเนินมาเยี่ยมราษฎรทั้งสอง หมู่บ้านเป็นครั้งที่ 2

ทรงรับสั่งให้ประธานมูลนิธิโครงการหลวง เข้าช่วยเหลือพัฒนาอาชีพแก่ชาวเขา โดยเฉพาะด้านเกษตรกรรม สังคมและ สาธารณสุขเนื่องจากบริเวณ ดังกล่าวเป็นพื้นที่ต้นน้ำแม่ลาน้อยและแม่น้ำแม่สะเรียจนกระทั่งในปี พ.ศ. 2523 ศูนย์พัฒนา โครงการหลวงแม่ลาน้อยได้ก่อตั้งขึ้น โดยใช้พื้นที่บ้านดงเป็นที่ทำการ เนื่องจากพระบาทสมเด็จพระปรมินทร มหาภูมิพลอดุลยเดชทรงเคยทอดพระเนตร เห็นพื้นที่แล้ว ประกอบกับเป็นที่ตั้งของโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนซึ่งเป็นศูนย์กลางพัฒนาการศึกษาแก่เยาวชนในท้องถิ่น ครอบคลุม 14 หมู่บ้าน ประกอบด้วยชาวเขาเผ่ากะเหรี่ยง และเผ่าลั๊วะ

สถานที่ท่องเที่ยวและกิจกรรมที่น่าสนใจ : โครงการหลวงแม่ลาน้อย, เฮินไตรีสอร์ท, จุดชมวิวแม่ลาน้อย, นาขั้นบันไดบ้านดง, วนอุทยานแก้วโกมล

ไร่มณีศร

ทุ่งทานตะวัน “ไร่มณีศร”
เขาใหญ่ ปากช่อง ก็มีทุ่งทานตะวันให้ได้เที่ยวแล้วครับ ทุ่งทานตะวันไร่มณีศร ซึ่งปีนี้ 2558 ปลูกเป็นปีแรก เป็นทุ่งทานตะวันที่กว้างใหญ่และสวยงามอร่ามตาบนพื้นที่กว่า 540 ไร่ เมื่อมาถึงทางเข้าทุ่งทานตะวัน เสียค่าเข้าชมผู้ใหญ่คนละ 40 บาท เด็กคนละ 20 บาท  ถนนภายในทุ่งทานตะวันค่อนข้างแคบเป็นถนนดินขรุขระในบางช่วง  ระหว่างทางก็จะเต็มไปด้วยทุ่งทานทานตะวันเต็มท้องทุ่ง แนะนำว่าถ้าอยากมาเห็นทุ่งทานตะวันกำลังชูก้านดอกท้าแสงอาทิตย์อย่างงดงามควรมาถึงแต่เช้าไม่เกิน 10 โมง

เนื่องจากต้นทานตะวันสูงมากสูงกว่าตัวเราไปเยอะ เพื่อให้เราได้ถ่ายภาพกันได้อย่างสวยงามทางไร่ได้จัดทำบันไดไม้ให้เราได้ชมวิวและถ่ายภาพ หรือถ้าหากใครจะเตรียมเก้าอี้มาเองจากบ้านแล้วเดินลุยทุ่งไปถ่ายภาพก็ย่อมได้ค่ะ เพราะพวกเราก็เตรียมเก้าอี้ตัวเล็กๆ มาจากบ้านเช่นกัน

การเดินทาง
– พิกัด GPS 14.573428, 101.446952
– จากถนนมิตรภาพปากช่อง แยกสะพานต่างระดับ ไปตามถนนธนะรัชต์ ไปเขาใหญ่ ถึงหลักกิโลเมตรที่ 7 เลี้ยวซ้าย 3 กิโลเมตร ถึงสามแยกเลี้ยวขวาผ่านหน้าโรงแรมโบนันซ่าเขาใหญ่ ผ่านหน้าวัดหมู่บ้านคลองเสือ 500 เมตร ก็จะถึง ทุ่งทานตะวันครับ
– ตามถนนธนะรัชต์ ถึงกิโลเมตรที่ 12 ตรงข้ามฟาร์มโชคชัย 3 เลี้ยวซ้ายไป 3 กิโลเมตร ถึง 3 แยกเลี้ยวขวาผ่านหน้าวัดคลองเสือ ก็จะถึงทุ่งทานตะวัน

ทุ่งกังหันลม เขาค้อ

อีกหนึ่งแลนด์มาร์คแห่งเขาค้อที่สวยงาม ตั้งอยู่ในพื้นที่หมู่บ้านเพชรดำ จังหวัดเพชรบูรณ์   เมื่อเข้ามาในบริเวณแคมป์สนเพื่อไปยังเส้นทางท่องเที่ยวหลักบนเขาค้อ จะสามารถมองเห็นกำหันลมโดดเด่นได้อย่างง่ายได้  เนื่องจากจุดที่ตั้งของโครงการทุ่งกังหันลม อยู่บนเนินเขาสูง บนระดับความสูงกว่าน้ำทะเลประมาณ 1,050 เมตร ตระหง่านบนที่ราบยอดเขาเนื้อที่ 350 ไร่  จึงสามารถมองเห็นวิวทิวทัศน์ได้กว้างไกล

ตั้งอยู่ในพื้นที่หมู่บ้านเพชรดำ จังหวัดเพชรบูรณ์ ที่นี่จะไม่อนุญาตให้นำรถเข้าไปเองเราต้องนั่งรถนำเที่ยวของที่นี่ 40 บาท และค่าจอดรถคันละ 20 บาท รถรางนำชมเป็นรอบๆ ใช้เวลาประมาณไม่เกิน 30 นาทีต่อรอบ โดยจะมีจุดให้แวะชมวิวถ่ายภาพประมาณ 2 จุดใหญ่ๆ คือด้านบนสุดของทุ่งกังหันลมจะสามารถมองเห็นกังหันลมกระจายอยู่เต็มบริเวณ ในนี้ก็จะมีไร่สตรอเบอรี่ทุ่งดอกไม้และชิงช้าให้เราเล่นฟรีส่วนฟอร์มูล่าดอยต้องเสียค่าเล่นคนละ 50 บาท

การเดินทางมายังทุ่งกังหันลมใช้ทางเดียวกับหมู่บ้านเพชรดำ จากถนนสายหลัก 2196 หากมาจากแคมป์สนเลยแยกทุ่งสมอไป 3 กม. จะมีป้ายหมู่บ้านเพชรดำและป้ายบอกทางไปทุ่งกังหันลม  ให้เลี้ยวขวาเข้าไปประมาณ 10 กม.ก็จะถึงทุ่งกังหันลม

ทุ่งกังหันลมเขาค้อ  ถือว่าเป็นอีกหนึ่งจุดท่องเที่ยวบนเขาค้อที่ไม่ควรพลาดมาเก็บความงาม กับต้นกังหันลมที่เรียงรายกันบนทิวเขาเขียว แถมมีทุ่งดอกไม้สวยๆ ให้ได้ชมอีกด้วย ถือว่าคุ้มค่ากับการนั่งรถรางเข้าชมเป็นอย่างมาก

รายละเอียดเพิ่มเติม

ทุ่งกังหันลม  เปิดให้เข้าชมทุกวันตั้งแต่เวลา 6.00 น. – 18.00 น.  โดยมีรถรางนำชมวิว คิดค่าบริการคนละ 60 บาท โดยสามารถวนนั่งรถต่อได้ โดยไม่จำเป็นต้องใช้รถบริการคันเดิม

ดอยผาผึ้ง

ดอยผาผึ้ง อยู่บริเวณหมู่บ้านมณีพฤกษ์ ๓ เป็นภูเขาหินปูนสูงจากระดับน้ำทะเล ๑,๖๐๐ เมตร ซึ่งไม่มีต้นไม้ใหญ่มากนัก ส่วนมากจะเป็นทุ่งหญ้าคา มีลักษณะเหมือนดอยภูแว สามารถชมบรรยากาศพระอาทิตย์ขึ้นและตกได้อย่างสวยงาม ชมทัศนียภาพของอำเภอบ่อเกลือ อีกทั้งยังสามารถเห็นสันดอยภูแวและดอยช่อได้ จากปากทางต้องเดินเท้า ๒๐ นาทีเลาะไปตามไหล่เขาเป็นธรรมชาติที่งดงาม  นอกจากนี้ยังมี จุดชมวิวภูหัวล้าน สามารถมองเห็นอำเภอต่าง ๆได้แก่ เชียงกลาง ทุ่งช้าง เฉลิมพระเกียรติ ถ้ำภูหัวล้าน เป็นถ้ำที่ใช้อยู่กินของทหารไทยสมัยก่อนอยู่บริเวณใกล้ ๆ ฐานปฏิบัติการ

การเดินทางไปยังสำนักงาน พมพ. ไปตามทางหลวงหมายเลข ๑๐๘๐ จากบ้านนาหนุน กม.ที่ ๗๗-๗๘ แยกขวาเข้าเส้นทางสู่บ้านมณีพฤกษ์ สภาพเส้นทางเป็นทางลาดชันคดเคี้ยวตามไหล่เขา เป็นทางลูกรังสลับลาดยาง ควรใช้รถขับเคลื่อนสี่ล้อสภาพดี ใช้เวลาเดินทางประมาณ ๒ ชั่วโมง

ติดต่อสอบถามเพิ่มเติม รองกล้วย วิชัย กำเนิดมงคล 062 248 5018,  หน.พินิจ ลิมาลัย  โทร 086 075 3531 , สำนักงาน พมพ.ที่ 6 โทร. 054 730 163

ที่พัก และการบริการ  นักท่องเที่ยวสามารถ ใช้บริการรถ ขึ้น-ลง ดอยผาผึ้งหรือ กางเต้นท์ และนอนโฮมสเตย์ โดยกลุ่มท่องเที่ยวโดยชุมชนและกลุ่มกาแฟบ้านมณีพฤกษ์

บ้านห้วยห้อม จ.แม่ฮ่องสอน

บ้านห้วยห้อมเป็นหมู่บ้านเล็กๆ อยู่ในอำเภอแม่ลาน้อย จังหวัดแม่ฮ่องสอน เป็นสถานที่ท่องเที่ยวพักผ่อนย่อนใจ ของผู้คนไม่ว่าจะเป้นคนไทย หรือต่างประเทศก็ต่างพากันมาเที่ยวที่นี่ เพราะที่นี้สงบ และเต็มไปด้วยธรรมชาติ และหมอกควันที่เลยตัวเคลื่อนไปอย่างช้าๆ สำหรับบ้านห้วยห้อมนี้เป็นสถานที่ท่องเที่ยวเกี่ยวกับทางธรรมชาติ มีเต็มไปด้วยความอุดมสมบรูณ์ของป่าเขา การเดินทางก็สะดวกสบายในระหว่างทางก็สามารถแวะถ่ายรูปกับธรรมชาติได้

อีกมากมาย ที่นี่จะหนาวเย็นตลอดทั้งปี โฮมสเตย์ที่นี่ไม่แพงเลยครั

เป็นหมู่บ้านหนึ่งที่อยู่ในเขตรับผิดชอบของศูนย์พัฒนาโครงการหลวงแม่ลาน้อย บ้านห้วยห้อมเป็นหมู่บ้านในอ้อมกอดของหุบเขา มีนาขั้นบันไดและยังมีต้นหมากเป็นทิวแถว ชาวบ้านที่บ้านห้วยห้อมนับถือศาสนาคริสต์ อาชีพหลักคือ ปลูกข้าว เสาวรส และกาแฟอันธุ์อาราบิก้าที่รสชาติเข้มข้น มีการเลี้ยงแกะทำให้เกิดอาชีพเสริมคือกาทอผ้าจากขนแกะ และฝ้ายธรรมชาติ ชาวบ้านใน หมู่บ้านไม่ค่อยออกไปทำงานที่อื่น เพราะคนในหมู่บ้านมีอาชีพที่สามารถสร้างรายได้ จึงมีวิถีชีวิตที่เรียบง่าย

โฮมสเตย์ที่พักคนละ 150 บาทเท่านั้น !!! นอนชมวิว จิบกาแฟแบบชิลๆ
ค่าอาหารมื้อละ 70 บาท
กาแฟแก้วละ 25 บาท
ไกค์นำเที่ยว 200 บาท
อาชีพหลักคือ ปลูกข้าว เสาวรส และกาแฟอันธุ์อาราบิการที่รสชาติเข้มข้น มีการเลี้ยงแกะ ทำให้เกิดอาชีพเสริมคือกาทอผ้าจากขนแกะ และฝ้ายธรรมชาติ ชาวบ้านใน หมู่บ้าน ไม่ค่อยออกไปทำงานที่อื่น เพราะคนในหมู่บ้านมีอาชีพที่สามารถสร้างรายได้ จึงมีวิถีชีวิตที่เรียบง่าย

ติดต่อที่พักบ้านห้วยห้อมนางมะลิวัลย์ ประธานกลุ่มทอผ้าขนแกะและกาแฟ เบอร์โทรศัพท์ : 089-555-3900 

ทะเลบัวแดง

ทะเลบัวแดง ตั้งอยู่ใน อำเภอกุมภวาปี จังหวัดอุดรธานี
อยู่ในบึงน้ำจืดบึงหนองหานแหล่งน้ำธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์ไป ด้วย พันธุ์ปลา พันธุ์นก และพืชน้ำจำนวนมาก โดยดอกบัวจะออกดอกมีปริมาณมากที่สุดในช่วงเดือนธันวาคม–กุมภาพันธ์ และค่อย ๆ ลดปริมาณลงในเดือนมีนาคม
ดอกบัวจะบานในช่วงเช้าตรู่จนถึงเวลาประมาณ 11.00 น. นักท่องเที่ยวจะมองเห็นดอกบัวแดง บานเต็มท้องน้ำหนองหานสุดลูกหูลูกตางดงามอย่างหาที่เปรียบไม่ได้จึงเป็นที่มาของคำว่า ทะเลบัวแดง

ทะเลบัวแดง ตั้งอยู่ในอำเภอกุมภวาปี จังหวัดอุดรธานี อยู่ในบึงน้ำจืด บึงหนองหาน แหล่งน้ำธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์ไป ด้วย พันธุ์ปลา พันธุ์นก และพืชน้ำ จำนวนมาก โดยดอกบัวจะออกดอกมีปริมาณมากที่สุดในช่วงเดือนธันวาคม – กุมภาพันธ์ และค่อย ๆ ลดปริมาณ ลงในเดือนมีนาคม ดอกบัวจะบานในช่วงเช้าตรู่จนถึงเวลาประมาณ 11.00 น.

นักท่องเที่ยวจะมองเห็น ดอกบัวแดง บานเต็มท้องน้ำ หนองหานสุดลูกหูลูกตางดงาม อย่างหาที่เปรียบไม่ได้ จึงเป็นที่มาของคำว่า ทะเลบัวแดง ซึ่งในทุกปี นักท่องเที่ยว สามารถความงดงามของทะเลบัวแดง หนองหานกุมภวาปี ได้ตั้งแต่วันที่ 1 เดือนธันวาคม จนถึงสิ้นเดือนกุมภาพันธ์ ของทุกปี  มีงานเทศกาลทะเลบัวแดงบาน หนองหานกุมภวาปี ณ วัดบ้านเดียม ตำบลเชียงแหว อำเภอกุมภวาปี จังหวัดอุดรธานี

ดอกบัวบานเต็มที่ช่วงใด สอบถามไปที่ ที่ทำการปกครองอำเภอกุมภวาปี โทรศัพท์ 042-334-446  

สำนักงานการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานอุดรธานี โทรศัพท์  042-325-496, 042-326-436  

ไร่บุญรอด สิงห์ปาร์ค เชียงราย

หรือ ที่หลายคนรู้จักในนาม “ไร่บุญรอด” ตั้งอยู่ริมถนนสายเด่นห้า-ดงมะดะ ห่างจากเขตชุมชนเมืองเชียงราย ประมาณ 9 กิโลเมตร ด้วยพื้นที่ที่มีขนาดใหญ่กว่า 8,000 ไร่ ทำให้สามารถเนรมิตที่เที่ยวทางเกษตรมากมายให้ได้สัมผัส ไม่ว่าจะเป็น ไร่ชาอู่หลงขนาดใหญ่ , ไร่สตรอเบอรี่ , ฟาร์มสัตว์ , เส้นทางทางปั่นจักรยาน , ทัศนียภาพอันสวยงามของบริเวณโดยรอบ เวลาทำการ 8.00 – 17.00 น. ไร่บุญรอด เชียงราย เป็นไร่ของบริษัทบุญรอดบริวเวอรี่ จำกัด ผู้ผลิตเบียร์สิงห์, ลีโอ ไร่บุญรอด ที่นี่เป็นสถานที่ท่องเที่ยวเชิงเกษตร บนพื้นที่นับพันไร่ ในบรรยากาศโอบล้อมด้วยภูเขา และ ธรรมชาติ ที่เพิ่งจะเปิดให้เข้าชมเมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมา

ไร่บุญรอด เปิดให้เข้าชมครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ. 2554 และต่อมาก็เปลี่ยนชื่อเป็น สิงห์ปาร์ค เชียงราย ภายในไร่บุญรอดปลูกพืช ทำการเกษตรหลายชนิด เช่นไร่ชาอู่หลง, พุทราไต้หวัน, สตอร์เบอร์รี่, มัลเบอร์รี่, ยางพารา, ฟักทองยักษ์, ผัก – ผลไม้เมืองหนาว, ข้าวบาร์เลต์, ฟาร์มปศุสัตว์ เลี้ยงวัวนม ฯลฯ
การเข้าชมในไร่บุญรอด

นักท่องเที่ยวจะต้องจอดรถที่ลานจอดรถด้านหน้า แล้วลงทะเบียนเข้าชมที่โต๊ะข้างร้านกาแฟในรูปด้านล่าง การเข้าชมในไร่เส้นทางฟาร์มทัวร์จะต้องนั่งของทางไร่เท่านั้น ไม่สามารถขับรถเข้าไปได้เอง รถของไร่บุญรอดจะออกทุก 30-60 นาที ในแต่ละรอบจะรองรับนักท่องเที่ยวได้ประมาณ 24 คนเท่านั้น ใช้เวลารอบละประมาณ 1 – 1 ชั่วโมง 30 นาที ในช่วงเทศกาลวันหยุดเดือนธันวาคม – มกราคม จะเต็มทุกรอบ ควรมาวันธรรมดาจะดีกว่า การเข้าชมในไร่บุญรอดนั้นไม่เสียค่าใช้จ่าย เข้าชมได้ฟรี

จุดท่องเที่ยวในไร่บุญรอด (สิงห์ปาร์ค)
จุดที่ 1 เนินสิงห์ ลานดอกไม้ ทุ่งหญ้าหลากสี ร้านค้า ร้านชา กาแฟ ประชาสัมพันธ์ ที่จอดรถ
จุดที่ 2 ทะเลสาบและหงส์ สวนพุทธา ทุ่งดอกไม้ป่า
จุดที่ 3 ไร่ชาอู่หลง เนินดอกไม้ และผลไม้นานาชนิด
จุดที่ 4 ทุ่งหญ้าและวิถีชีวิตสัตว์
จุดที่ 5 ศูนย์จักรยาน พื้นที่จัดงาน Farm Festival
จุดที่ 6 จุดชมวิว 360 องศา พาโนรามาวิวพ้อยท์ ชมวิวทิวทัศน์เทือกเขารอบทิ
จุดที่ 7 โรงเรือนระบบควบคุมอุณหภูมิแปลงปลูกพืชผักเมืองหนาว

เว็บไซต์ : www.boonrawdfarm.com
facebook : www.facebook.com/boonrawdfarm

เวลาเปิดให้เข้าชมฟาร์ม : ตลอดทั้งปี ตั้งแต่เวลา 9.00 – 17.00 น ในวันหยุด – เทศกาล รถออกทุก 20 นาที วันธรรมดาทุก 60 นาที ช่วงเวลาเที่ยว : ตลอดทั้งปี

ค่ารถนำเที่ยวแบบฟาร์มทัวร์ ราคาคนละ 50 บาท เด็กอายุต่ำกว่า 4 ขวบฟรี
รถจะจอดให้ชมไร่ทั้งหมด 4 จุด คือ
1. ไร่ชา และดอกคอสมอส
2. จุดชมชีวิตสัตว์
3. จุดซุ้มน้ำเต้ายักษ์ ศูนย์นันทนาการบ้านแดง
4. จุดชมวิว บริเวณร้านอาหารภูภิรมย์
ในส่วนของฟาร์มทัวร์จะปิดตั้งแต่เดือน มี.ค. – ต.ค. และจะเปิดให้บริการในช่วงหน้าหนาว พ.ย. – ก.พ. แต่ร้านอาหารภูภิรมย์เปิดให้บริการปกติ

สังขละบุรี

อำเภอที่ติดต่อกับชายแดนพม่า เมืองชายแดนแห่งนี้ รายล้อมด้วยธรรมชาติและขุนเขาอันเขียวขจี มีแม่น้ำซองกาเลียจากต้นกำเนิดในประเทศพม่าไหลพาดผ่าน อำเภอสังขละบุรีหล่อเลี้ยงผู้คนสองฟากฝั่งแม่น้ำ และเชื่อมสัมพันธ์ชนชาติมอญทั้งสองประเทศ มาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน แม่น้ำซองกาเลียแบ่งแผ่นดินอำเภอสังขละบุรีออกเป็น สองฝั่ง ฝั่งหนึ่งคือตัวอำเภอ ซึ่งรวมสถานที่ราชการและสถานที่พัก สำหรับนักท่องเที่ยว ซึ่งส่วนใหญ่เป็น คนไทยที่พูดภาษาไทย ภาคกลางส่วน อีกฝั่งหนึ่งเป็นหมู่บ้านของชาวมอญทั้งที่ตั้งรกรากมานานนับร้อยปีและเพิ่งอพยพเข้ามาใหม่

สังขละบุรีจึงเป็นเมืองที่มีความงามหลากหลายทางเชื้อชาติและวัฒนธรรมของพี่น้องต่างเผ่าพันธุ์ ทั้งมอญ กระเหรี่ยง ไทย ลาว พม่า ฯลฯ อำเภอสังขละบุรีมีชาวมอญอาศัยอยู่เป็นจำนวนมาก ตัวอำเภอตั้งอยู่บริเวณที่เรียกว่า”สามประสบ” คือบริเวณ ที่ลำน้ำสามสาย อันได้แก่ ห้วยซองกะเลีย ห้วยบิคลี่ และห้วยรันตี ไหลมาบรรจบกันเป็นของแม่น้ำแคว เมืองแห่งสายน้ำ ขุนเขา และผืนป่าอันอุดม เมืองที่มีความงามหลากหลายทางเชื้อชาติและวัฒนธรรม พี่น้องต่างเผ่าพันธุ์ ทั้งมอญ กระเหรี่ยง ไทย ลาว พม่า ฯลฯ

1.สะพานมอญ
สะพานไม้อุตตมานุสรณ์  หรือที่ เรียกกันว่า สะพานมอญเป็นสะพานไม้ที่ยาวที่สุดในประเทศ มีความยาวประมาณ 1 กม. หลวงพ่ออุตตมะเป็นผู้ดำเนิน การสร้าง โดยมีจุดประสงค์เพื่อให้คนไทย กะเหรี่ยงและมอญได้สัญจรไปมาหาสู่กันเพื่อเป็นการสร้าง ความสัมพันธ์ของคนทั้งสามกลุ่ม สะพานมอญเป็นจุดท่องเที่ยวที่เรียกว่ากลายเป็นสัญลักษณ์ของสังขละบุรี  นักท่องเที่ยวจะ นิยมเดินชมสะพานเพื่อชมแสงสีทองของพระอาทิตย์ขึ้นในยามเช้า รวมถึงชมวิถีชีวิตของชาวไทย และมอญที่เดินข้ามไปมาหากันบนสะพานแห่งนี้ค่อนข้างจะคึกคักมากในช่วงเช้า

2.ตักบาตรยามเช้าชมวิถีชีวิตชาวมอญ
หากข้ามสะพานไม้แห่งนี้ไปก็จะพบกับหมู่บ้านของขาวมอญซึ่งอพยพมาจากอำเภอเย จังหวัดเมาะละแหม่งในรัฐมอญ ประเทศพม่า  ซึ่งมีวิถีชีวิตที่เรียบง่าย ส่วนใหญ่เลี้ยงชีพด้วย เกษตรกรรม เช่น ปลูกพืช และทำประมงชายฝั่ง สิ่งที่เป็นเสน่ห์ของหมู่บ้านมอญ คือ วัฒนธรรมแบบมอญที่ยังคงอยู่และค่อนข้างชัดเจนไม่ได้สูญหายไปกับ กาลเวลา ชาวบ้านยังคงแต่งกายแบบมอญมาตักบารตรยามเช้าร่วมกับนักท่องเที่ยว คนที่นี่ยังคงพูดภาษามอญ แต่งกายแบบชาวมอญ

3.เมืองบาดาล
ในอดีตเป็นวัดวังก์วิเวการามเดิมที่หลวงพ่ออุตตมะและชาวบ้านได้ร่วมกันสร้างขึ้น เมื่อ ปี พ.ศ. 2496 ในบริเวณที่เรียกว่า สามประสบ ซึ่งเป็นจุดที่แม่น้ำสามสาย คือ แม่น้ำซองกาเลีย แม่น้ำบีคลี่ และแม่น้ำ รันตี ไหลมาบรรจบกัน ต่อมาในปี 2527 มีการก่อสร้างเขื่อนเขาแหลมทำให้น้ำท่วมตัวอำเภอสังขละบุรีเก่ารวมทั้งวัดนี้ ด้วย หลวงพ่อจึงได้ย้ายมาสร้างวัดมาอยู่บน เนินเขา ส่วนวัดเดิมได้จมอยู่ใต้น้ำมานาน นับสิบปี ใน ช่วงฤดูแล้งราวเดือนมีนาคม-พฤษภาคม น้ำจะลดจนตัวโบสถ์โผล่พ้นน้ำทั้งหมด สามารถนั่งเรือ และขึ้นไปเดินเที่ยวชมโบสถ์ได้ ท่านสามารถล่องเรือชมบรรยากาศสองริมฝั่งแม่น้ำ ซึ่งจะพบวิถีการดำเนินชีวิตของ ชาวมอญ และเห็น ยอดเจดีย์พุทธคยาระหว่างการล่องเรือ ในช่วงน้ำมาก น้ำจะท่วมสูงเกือบทั้งหมด เหลือเพียงยอดของโบสถ์เท่านั้นที่โผล่ให้เห็น ทำให้ที่นี่เป็นสถานที่ที่น่าสนใจมีเสน่ห์กลายเป็นแหล่ง ท่องเที่ยว Unseen Thailand ในชื่อ เมืองบาดาล

การเดินทาง นักท่องเที่ยวสามารถเช่าเรือหางยาวไปเยี่ยมชมเมืองบาลได้จากสะพานไม้มีเรือให้บริการหลายลำราคาลำละ 300 บาท นั่งได้ 5 – 7 คน

4.วัดสมเด็จ(เก่า)
ตั้งอยู่ตรงข้ามกับเมืองบาดาลเป็นอุโบสถของวัดสมเด็จเก่าที่ถูกทิ้งร้าง เมื่อคราวย้ายเมืองสังขละบุรี ตอนที่เริ่มมีการสร้างเขื่อนเขาแหลม (เขื่อนวชิราลงกรณ ในปัจจุบัน) วัดนี้ตั้งอยู่บนเนินเขาเล็ก ๆ ไม่ได้จมอยู่ใต้น้ำ ภายในอุโบสถมีพระประธานสภาพยังค่อนข้างสมบูรณ์ รอบตัวโบสถ์มีต้นไทรใหญ่ปกคุลมดู ขลัง และเก่าแก่งดงามยิ่งนัก สามารถเที่ยวต่อหลังจากแวะชมเมืองบาดาลโดยค่าเรือบวกเพิ่มอีก 100 บาท

5.วัดวังก์วิเวการาม (วัดหลวงพ่ออุตตะมะ)
ตั้งอยู่ห่างจากตัว จากเจดีย์พุทธคยา ไม่มากนัก มีวิหารริมแม่น้ำ ประดิษฐานพระพุทธรูปหินอ่อนอันงดงามและเป็น ที่จำพรรษาของหลวงพ่ออุตตมะ ซึ่งประชาชนชาวไทย ชาวมอญ รวมทั้งกระเหรี่ยง และ พม่า ที่อาศัยอยู่ในบริเวณนั้น เคารพนับถือ จากบริเวณวัดวังก์วิเวการาม สารีริกธาตุ ประวัติการ สร้างวัดวังก์วิเวกการามในปี พ.ศ. 2499 หลวงพ่ออุตตมะร่วมกับชาวบ้านที่เป็นชาวกะเหรี่ยง และชาวมอญได้พร้อมใจกัน สร้างศาลาวัดขึ้น และสร้าง เสร็จในเดือน 6 ของปีนั้นเอง แต่เนื่องจากยังมิได้มีการขออนุญาตจากกรมการ ศาสนา วัดที่สร้างเสร็จ จึงมีฐานะเป็นสำนักสงฆ์ แต่ชาวบ้าน โดยทั่วไปเรียกว่า ” วัดหลวงพ่ออุตตมะ ” ตั้งอยู่บนเนินสูงในบริเวณที่เรียกว่า สามประสบ เพราะมีแม่น้ำ 3สายไหลมาบรรจบกัน คือแม่น้ำซองกาเลีย แม่น้ำบีคลี่ และแม่น้ำรันตี

อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่

มีอาณาเขตครอบคลุม 11 อำเภอของ 4 จังหวัด คือ จังหวัดสระบุรี จังหวัดนครราชสีมา จังหวัดปราจีนบุรี และจังหวัดนครนายก ได้รับสมญานามว่าเป็นอุทยานมรดกของกลุ่มประเทศอาเซียนเป็น ป่าผืนใหญ่ ตั้งอยู่ในเทือกเขาพนมดงรัก ในส่วนหนึ่งของดงพญาไฟหรือดงพญาเย็นในอดีต ประกอบด้วยขุนเขาน้อยใหญ่สลับซับซ้อนหลายลูกเป็น แหล่งกำเนิดของ ต้นน้ำลำธารที่สำคัญหลายสาย เช่น แม่น้ำนครนายก แม่น้ำมูล อุดมสมบูรณ์

อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ เป็นแหล่งที่มีสัตว์ป่าชุกชุม ในบางโอกาสขณะขับรถยนต์ไปตามถนนสามารถเห็นสัตว์ป่าเดินผ่าน หรือออกหา กินตามทุ่งหญ้า หรืออาจจะเห็นโขลงช้างออกหากินริมถนน ลูกช้างเล็กๆ ซนและ น่ารักมาก บริเวณตั้งแต่ที่ชมวิวกิโลเมตรที่ 30 จนถึง ปากทางเข้าหนองผักชี ตลอดจนโป่งต้นไทร ในปัจจุบันถ้า ขับรถยนต์์ขึ้นเขาใหญ่ทางด่านตรวจเนินหอมข้ามสะพานคลองสามสิบ ไปแล้ว สามารถเห็นโขลงช้างได้เหมือนกัน สัตว์ป่าที่สามารถพบได้บ่อยๆ และตามโอกาสอำนวย ได้แก่ เก้งกวาง ตามทุ่งหญ้าทั่วๆ ไป นอกจากนี้ยังพบ เสือโคร่ง กระทิง เลียงผา หมี เม่น ชะนี พญากระรอก หมาไม้ ชะมด อีเห็น กระต่ายป่า นกชนิดต่างๆ จำนวน 250 ชนิด จากจำนวนไม่น้อยกว่า 340 ชนิด ที่สำรวจพบอาศัยอยู่บริเวณป่าเขาใหญ่ซึ่งเป็นแหล่งหาอาหารและที่อาศัยอย่างถาวร

นกที่น่าสนใจ และพบเห็นได้บ่อย ได้แก่ นกเงือก นกขุนทอง นกขุนแผน นกพญาไฟ นกแต้วแล้ว นกโพระดก นกแซงแซว นกเขา นกกระปูด ไก่ฟ้า และนกกินแมลงชนิดต่างๆ นกเงือกทั้ง 4 ชนิด ซึ่งได้แก่ นกกก นกแก๊กนกเงือกกรามช้าง และนกเงือกสีน้ำตาล ที่พบบนเขาใหญ่นับว่าเป็นสิ่งที่ดึงดูดนักดูนกเป็นอย่างดี เพราะ พบเห็นได้ทั่วไป พวกแมลงที่มีมากกว่า 5,000 ชนิด ที่สวยงามและพบ เห็นบ่อยได้แก่ ผีเสื้อ มีรายงาน พบกว่า 216 ชนิด

สภาพทั่วๆ ไปของอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ เป็นพื้นที่ด้านตะวันตกของเทือกเขาพนมดงรักซึ่งสูงโดดเด่นขึ้นมา จากที่ราบภาคกลาง แล้วก่อตัวเป็นแนวเขตของที่ราบสูงโคราช มีเขาร่มเป็นยอดเขาที่สูงที่สุด 1,351 เมตร เขาแหลมสูง 1,326 เมตร เขาเขียวสูง 1,292 เมตร เขาสามยอดสูง 1,142 เมตร เขาฟ้าผ่าสูง 1,078 เมตร เขากำแพงสูง 875 เมตร เขาสมอปูนสูง 805 เมตร และเขาแก้วสูง 802 เมตร ซึ่งวัดความสูงจากระดับน้ำทะเล เป็นเกณฑ์ และยังประกอบด้วย ทุ่งกว้างสลับกับป่าไม้ที่อุดมสมบูรณ์ ด้านทิศเหนือและตะวันออก พื้นที่จะลาดลง ทางทิศใต้และตะวันตกเป็นที่สูงชันไปเรื่อยๆ

1. โดยรถส่วนตัว
ถนนพหลโยธินผ่านรังสิตถึงสระบุรี เลี้ยวขวาเข้าถนนมิตรภาพผ่านมวกเหล็กและเลี้ยวขวาอีกครั้งหนึ่งตรงทางแยกก่อนถึงอำเภอปากช่องตรงกิโลเมตร ที่ 58 เข้าสู่ทางหลวงจังหวัดหมายเลข 2090 (ถนนธนะรัชต์) ประมาณ 25 กิโลเมตร ถึงด่านตรวจจากนั้นเส้นทาง จะไต่ขึ้นเขาไปอีก 14 กิโลเมตร จะถึงที่ทำการอุทยานแห่งชาติ ระยะทางรวมทั้งสิ้น 200 กิโลเมตร ถนนพหลโยธินผ่านรังสิต ผ่านหนองแค
เลี้ยวขวาเข้าสู่ทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 305 แล้วเปลี่ยนไปใช้ทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 33 (ถนนสุวรรณศร) ผ่านตัวเมืองนครนายกถึงสี่แยกเนินหอม หรือวงเวียนนเรศวร ก่อนเข้าตัวเมืองปราจีนบุรีเลี้ยวซ้ายเข้าสู่ทางหลวง
จังหวัดหมายเลข 3077 (ถนนปราจีนบุรี-เขาใหญ่) ถึงด่านตรวจเนินหอม ถนนเริ่มเข้าสู่ป่าและไต่ขึ้นที่สูง รวมระยะทางประมาณ 160 กิโลเมตร
ถนนพหลโยธิน เลี้ยวขวาบริเวณรังสิต
เข้าทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 305 มุ่งสู่ตัวเมืองนครนายก แล้วเปลี่ยนไปใช้ทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 33 (ถนนสุวรรณศร) ถึงสี่แยกเนินหอมหรือวงเวียนนเรศวร เลี้ยวซ้ายเข้าถนนปราจีนบุรี-เขาใหญ่ รวมระยะทางประมาณ 160 กิโลเมตร
2. รถโดยสารประจำทาง
รถโดยสารประจำทาง เส้นทางที่ 1
ขึ้นรถโดยสารประจำทาง กรุงเทพฯ – นครราชสีมา หรือมาจากที่อื่น ให้ลงที่แยก เข้า อ.ปากช่อง (กรณีที่รถโดย สารไม่เข้า ตัว อ.ปากช่อง) จะมีรถโดยสารประจำทางจากปากช่องมาถึงที่ด่านตรวจ เก็บค่าธรรมเนียม เที่ยวแรก จากปากช่อง เวลา 06.00 น. และเที่ยวสุดท้าย เวลา 17.20 น. ซึ่งรถโดยสารประจำทาง จะออกรถ ทุกครึ่งชั่วโมง ค่าโดยสาร 15 บาท โดยจะหมดระยะแค่ ด่านเก็บค่าธรรมเนียม  แล้วโบกรถต่อขึ้นไปที่ ทำการอุทยานฯ
รถโดยสารประจำทาง เส้นทางที่ 2
ขึ้นโดยสารรถประจำทาง กรุงเทพฯ – ปราจีนบุรี มาลงที่แยกวงเวียนนเรศวร (แยกเข้า จ.ปราจีนบุรี) ยืนรอโบกรถ หรือเหมารถมอเตอร์ไซด์ ที่แยกนี้ ลงที่ด่านเนินหอม (ด่านเก็บค่าธรรมเนียมอุทยานฯ) แล้วโบกรถต่อขึ้นอุทยานฯ
3.โดยรถไฟ
ขึ้นรถไฟสายตะวันออกเฉียงเหนือ ลงที่สถานี อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา แล้วต่อรถสองแถวที่ตลาด อ.ปากช่อง – อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ ลงที่ด่านเก็บค่าธรรมเนียมอุทยานฯ แล้วโบกรถต่อขึ้นไปที่ทำการอุทยานฯ

บ้านลีไวน์รักไทย

หมู่บ้านรักไทย แม่ฮ่องสอน ที่ครั้งนึงในชีวิตต้องได้ไปยืนนิ่งๆ ดูหมอกลอยบนผืนน้ำ สูดอากาศบริสุทธิ์ สัมผัสบรรยากาศหนาวๆ ที่รอบๆตัว้หมือนอยู่เมืองจีน ปั่นจักรยานซึมซับธรรมชาติ ชิมขาหมูหมั่นโถ่ว จิบชาชมวิวทะเลสาบ ที่หมู่บ้านรักไทยมีที่พักหลากหลายที่ แต่วันนี้แบกกล้องเที่ยวจะมาแนะนำ ที่พักสุดฮ็อต ที่เขาว่าต้องจองกันข้ามปีกันเลย ลีไวน์รักไทย รีสอร์ทตั้งอยู่บนเขา

Lee Wine Ruk Thai Resort มีวิวที่สวยงามของทะเลสาบรักไทย มีห้องอาหารและสแน็กบาร์ ที่พักมีบริการอินเทอร์เน็ตไร้สาย (Wi-Fi) ฟรีในทุกพื้นที่ และที่จอดรถส่วนตัวในสถานที่ Lee Wine Ruk Thai Resort ตั้งอยู่ในไร่ชาอู่หลง เพียง 50 เมตรจากหมู่บ้านรักไทย และ 200 เมตรจากทะเลสาบรักไทย ที่พักอยู่ห่างจากสนามบินแม่ฮ่องสอน 32 กิโลเมตร ห้องพักแต่ละห้องมีวิวทะเลสาบ บริเวณที่นั่ง พัดลม และกระติกน้ำร้อนไฟฟ้า ห้องพักมีระเบียงส่วนตัวและพื้นที่รับประทานอาหารกลางแจ้ง ห้องน้ำในตัวมีฝักบัวและเครื่องเป่าผม มีสิ่งอำนวยความสะดวกฟรีและผ้าเช็ดตัว บางห้องพักมีเคเบิลทีวี Lee Wine Ruk Thai Resort ล้อมรอบด้วยภูเขาและสวนหย่อม มีร้านมินิมาร์ท ร้านของที่ระลึก และโต๊ะบริการทัวร์ มีบริการรับฝากสัมภาระและห้องทีวีส่วนกลาง มีรถรับส่งสนามบินเมื่อผู้เข้าพักแจ้งความประสงค์

ไร่ชาฉุยฟง 

ไร่ชาฉุยฟง : ปัจจุบันมี 2 แห่ง ที่เปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าชม ที่เพิ่งเปิดล่าสุดและได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยว ตั้งอยู่ในอำเภอแม่จัน เชียงราย ก่อนถึงบ้านเทอดไทย ซึ่งเป็นไร่ชาแห่งที่ 2 เปิดได้ประมาณ 2 ปีกว่า มีพื้นที่กว้างและได้บรรยากาศ ของไร่ชาที่ กว้างใหญ่ ปลูกโค้งวนไปตามไหล่เขา ซึ่งนักท่องเที่ยวสามารถแวะถ่ายภาพและชมความงามได้หลายจุด นอกจากจะได้ชมทัศนียภาพที่สวยงาม ของไร่ชาแล้ว ยังมีร้านอาหาร และเครื่องดื่ม เบอเกอรี่ แสนอร่อยให้บริการ เมนูยอดนิยม เช่น ยำทูน่า สปาเก็ตตี้ยูนาน หมั่นโถวใบชานุ่ม ชาเขียว ชาเย็น เค้กชาเขียว และเค้กช๊อกโกเลตต่าง ๆ ซึ่งจะโปรโมทให้นักท่องเที่ยวเข้ามาเที่ยวและชมไร่นี้มากกว่า เส้นทางเดินทางไปถึงไร่ค่อนข้างสะดวกเป็นถนนราดยางตลอดทาง

อีกแห่งหนึ่ง คือ ไร่ชาฉุยฟง ที่เปิดในช่วงแรกเป็นไร่ดั้งเดิม สวนชาตั้งอยู่บนเนื้อที่กว่า 500 ไร่ ในภูมิประเทศแถบเทือกเขาสูง จากระดับน้ำทะเลกว่า 1,200 เมตร มีความสวยงามของไร่ชาที่กว้างใหญ่ โดยจะปลูกโค้งวนตามสันเขาและลดหลั่นเป็นขั้นบันได ซึ่งดูสวยงามแปลกตา เส้นทางในการเดินทางค่อนข้างโค้งชันและแคบ พอสมควร แต่รถทุกชนิดสามารถเข้าได้ ไร่ชาที่แม่ฟ้าหลวง ไม่มีร้านอาหารให้บริการมมีแต่เพียงบรรยากาศของไร่ชาให้ได้ชม ไร่แห่งนี้เป็นสถานที่ถ่ายทำละครมาแล้วหลายเรื่องจนทำให้ ไร่ชาฉุยฟงเป็นที่รู้จักแก่นักท่องเที่ยวมากขึ้น

การเดินทางไปไร่ชาฉุยฟง (รถยนต์ส่วนตัว)
(อำเภอแม่จัน)

ไร่ชาฉุยฟง อำเภอแม่จัน จะถึงก่อนอำเภอแม่ฟ้าหลวง จากถนนสายหลักเชียงราย – แม่สาย มาถึงเขตอำเภอแม่จัน ตรงแยกป่าซาง ที่จะไปดอยตุง แม่สลอง ให้เลี้ยวเข้าไปจากนั้นขับรถตรงไปเรื่อย มีป้ายบอกตลอดทางขับตรงไปประมาณ 15 จะถึงทางเลี้ยว มีป้ายบอกไปไร่ชาฉุยฟงตรงทางเลี้ยว ให้เลี้ยวขวาขับไปตามเส้นทางเรื่อยๆ จะถึงไร่ชา

(อำเภอแม่ฟ้าหลวง)

การเดินทางจากทางแยกขึ้นดอยแม่สลองที่บ.ป่าซางถึง3แยกอีก้อ(ด่านตรวจ)เลี้ยวซ้ายไปแม่สลองให้เลี้ยวขวา ไปบ้านเทอดไทย จากบ้านเทอดไทยตรงไปบ้านพญาไพรประมาณ10กม.เจอ3 แยกให้เลี้ยวซ้ายไปประมาณ2กม. เจอป้ายหมู้บ้าน พญาไพรเล่าจ่อ ให้เลี้ยวขวาขึ้นไปเป็นเส้นทางลาดปูนสองเส้นพอให้วางล้อได้ขับขึ้นไปประมาณ100เมตร จะเจอฐานปฏิบัติการทหาร ผ่านไปอีก ประมาณ 100เมตรไร่ฉาฉุยฟงจะปรากฏอยู่ด้านหน้าของเราสามารถขับรถเข้าไปเที่ยวได้

หลวงพระบาง (ลาว: ຫຼວງພຣະບາງ)

เป็นเมืองเอกของแขวงหลวงพระบาง ประเทศลาว อยู่ทางภาคเหนือของประเทศ ตัวเมืองตั้งอยู่ริมแม่น้ำโขงและแม่น้ำคาน ซึ่งไหลมาบรรจบกันบริเวณนั้นเรียกว่า ปากคาน เป็นเมืองที่องค์การยูเนสโกได้ยกย่องให้เป็นมรดกโลกด้วย

หลวงพระบางเป็นเมืองเก่าแก่เป็นราชธานีแห่งแรกของอาณาจักรล้านช้าง สมัยแรกเริ่มสถาปนาอาณาจักรล้านช้าง แต่เดิมมีชื่อว่า “เมืองซวา” (ออกเสียงว่า ซัว) และเมื่อ พ.ศ. 1300 ขุนลอซึ่งถือเป็นปฐมกษัตริย์ลาวได้ทรงตั้งเมืองซวาเป็นราชธานีของอาณาจักรล้านช้างและได้เปลี่ยนชื่อเมืองใหม่เป็น “เชียงทอง”

เมื่อพระเจ้าฟ้างุ้ม (พ.ศ. 1896 – พ.ศ. 1916) เสด็จกลับจากกัมพูชา อันเนื่องจากพระองค์และพระบิดาต้องเสด็จลี้ภัยเพราะถูกขับไล่จากกษัตริย์องค์ก่อน ซึ่งแท้จริงก็คือพระอัยกาของเจ้าฟ้างุ้มนั่นเอง เจ้าฟ้างุ้มทรงรวบรวมกำลังขณะอยู่ในเมืองพระนคร หรือเมืองเสียมราฐ และนำกองทัพนับพันกำลังเพื่อกู้ราชบัลลังก์กลับคืน และสถาปนาอาณาจักรล้านช้างขึ้นมาใหม่ และสถาปนาเมืองเชียงทองขึ้นเป็นราชธานีว่า กรุงศรีสัตนาคนหุตอุตตมราชธานี ต่อมาในรัชสมัยพระโพธิสารราชเจ้า พระองค์ได้ทรงอาราธนาพระบางซึ่งเดิมประดิษฐานอยู่ที่เมืองเวียงคำขึ้นมาประดิษฐานอยู่ที่เมืองเชียงทองอันเป็นนครหลวง เมืองเชียงทองจึงมีชื่อเรียกว่า “หลวงพระบาง” นับแต่นั้นมา

หลวงพระบางได้รับการขึ้นทะเบียนให้เป็นแหล่งมรดกโลกด้วยเหตุผล คือ มีวัดวาอารามเก่าแก่มากมาย มีบ้านเรือนอันเป็นเอกลักษณ์ ตัวเมืองตั้งอยู่ริมน้ำโขงและน้ำคาน ซึ่งไหลบรรจบกันท่ามกลางธรรมชาติอันงดงาม และชาวหลวงพระบางมีบุคลิกที่ยิ้มแย้มแจ่มใส เป็นมิตร และมีขนบธรรมเนียมประเพณีที่งดงาม

พระตำหนักดอยตุง

พระตำหนักดอยตุงเริ่มดำเนินการก่อสร้างเมื่อวันที่ 26 ธันวาคม 2530 เมื่อสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี มี พระชนมายุ 88 พรรษา โดยก่อนหน้านั้นมีพระราชกระแสว่า หลังพระชนมายุ 90 พรรษา จะไม่เสด็จไปประทับที่ ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ สำนักงาน ราชเลขานุการในพระองค์ จึงได้เลือกดอยตุง ซึ่งมีทิวทัศน์สวยงาม ขณะเดียว กันสมเด็จพระศรีนครินทรา บรมราชชนนี เมื่อทรงทอด พระเนตรพื้นที่ เมื่อต้นปี พ.ศ.2530 ก็ทรงพอพระราชหฤทัย และมีีพระราชดำริจะสร้างบ้านที่ดอยตุงพร้อมกันนี้ ยังมีพระราชกระแส รับสั่งว่าจะ ปลูกป่าบนดอยสูงจึงกำเนิดเป็น โครงการพัฒนาดอยตุงขึ้น โครงการพัฒนาดอยตุงเริ่มดำเนินการโดยความร่วมมือจาก หน่วย ราชการทุกส่วน เช่น กรมป่าไม้ กรมชลประทาน หน่วยงานด้านปกครอง นอกจากทำการปลูกป่าฟื้นฟูสภาพพื้นที่แล้ว ยังมี การฝึกอาชีพ เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของชาวเขาบนดอยตุง ซึ่งประกอบด้วยชาวเขาเผ่าอาข่าลาหู่ ไทยใหญ่ และจีนฮ่อ ขณะเดียว กันยังคงรักษาขนบธรรมเนียมประเพณีของตนไว้

สำหรับผู้ที่มาเที่ยวพระตำหนักดอยตุง จะมีจุดที่น่าสนใจให้เยี่ยมชม 3 จุด ดังนี้ คือ

1. หอพระราชประวัติ ซึ่งตั้งอยู่ด้านหน้าสุดของพระตำหนัก
สร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ.2546 เพื่อเทิดพระเกียรติสมเด็จย่า ภายในแบ่งเป็นห้องต่างๆ แปดห้อง ดังนี้
ห้องแรก แผ่นดินไทยฟ้ามืด กล่าวถึงการเสด็จถวายพระเพลิงพระบรมศพ เมื่อวันที่ 10 มี.ค.2539
ห้องที่ 2 ฉันจะเดินทางด้วยเรือลำนี้ แสดงถึงปรัชญาในการดำเนินพระชนม์ชีพ ที่ประกอบด้วยหลักเหตุผล และการสร้างสรรค์ทางศิลปะ
ห้องที่ 3 ภูมิธรรม ประมวลความสนพระทัยในหลักธรรมคำสั่งสอน
ห้องที่ 4 หนึ่งศตวรรษ เป็นการเทิดพระเกียรติสมเด็จย่า และเฉลิมฉลองในวาระ 100 ปีแห่งการพระราชสมภพ เมื่อปีี  พ.ศ.2443 ทั้งนี้ ทรงพระปรีชาชาญ ในการอภิบาลพระธิดา และพระโอรสที่ต่อมาได้เถลิงถวัลย์ราชสมบัิติ เป็น พระมหากษัตริย์ทั้งสองพระองค์ รวมทั้งทรงนำความรู้ใหม่ๆ มาใช้ในงานบำบัดทุกข์บำรุงสุข ของพสกนิกร จนองค์การยูเนสโก ได้ประกาศพระนามในปฏิทินบุคคลสำคัญของโลก
ห้องที่ 5 เวลาเป็นของมีค่า กล่าวถึงงานฝีมือต่างๆ ของพระองค์ที่ใช้พระราชทานแก่บุคคลต่างๆ
ห้องที่ 6 พระมารดาแห่งการแพทย์ชนบทและการสาธารณสุขไทย
ห้องที่ 7 พระผู้อภิบาล บรรยายถึงความเป็นพระผู้อภิบาลธรรมชาติ
ห้องที่ 8 ดอยตุงกับการพัฒนาที่ยั่งยืน กล่าวถึงโครงการพัฒนาดอยตุงที่เป็นโครงการพัฒนาระยะยาว เน้นการ อนุรักษ์ธรรมชาติและคุณภาพชีวิตของประชาชน

2.สวนแม่ฟ้าหลวง
เป็นสวนดอกไม้เมืองหนาว ในหุบเขา สร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ.2535 เดิมมีพื้นที่ 12 ไร่ มีการปลูกดอกไม้หมุนเวียนสลับ ให้ออกดอกไม่ ซ้ำกัน ตลอดสามฤดู ล้อมรอบประติมากรรมชื่อ “ความต่อเนื่อง” เป็นรูปเด็กยืนต่อตัวที่กลางสวน นอกจากนี้ ยังจัดแต่งสวนหิน ซึ่งประดับด้วย หินภูเขากลมเกลี้ยงขนาดใหญ่ สวนน้ำอุดมด้วยไม้น้ำพันธุ์ต่างๆ บัว และสวนปาล์มที่รวบ รวมปาล์มไว้มากมายในพื้นที่ 13 ไร่ สวนแม่ฟ้าหลวงจึงมีพื้นที่ทั้งสิ้น 25 ไร่

3. อาคารพระตำหนักดอยตุง
พระตำหนักแห่งนี้ ถือเป็นบ้านหลังแรกของสมเด็จย่า สร้างขึ้นโดยใช้พระราชทรัพย์ส่วนพระองค์โดยเน้นที่ความ เรียบง่ายและการ ใช้ประโยชน์ ภายหลังการสิ้นพระชนม์ของสมเด็จย่าพระตำหนักยังได้ รับการอนุรักษไว้เป็น อย่างดีและเเปิดให้ประชาชนทั่วไป เข้าเที่ยวชมสถาปัตยกรรมของพระตำหนักเป็นการผสมผสา ระหว่างสถาปัตย กรรมแบบล้านนา กับบ้านพื้นเมืองของสวิสสร้างบน ไหล่เนิน มองเห็นทิวทัศน์ได้ไกลสุดสายตา พระตำหนักมี สองชั้น และชั้นลอยชั้นบนแยกเป็นสี่ส่วน แต่เชื่อมต่อกันเป็นอาคารหลังเดียว ที่โดดเด่นสะดุดตา คือ กาแลและ ไม้แกะสลัก เป็นเชิงชาย ลาย เมฆไหล ที่อ่อนช้อยโดยรอบ ภายในตำหนักล้วนใช้ไม้สน และไม้ลัง ที่ใส่สินค้า เป็นเนื้อไม้สีอ่อนที่สวยงามจุดน่าสน ใจอีกจุดคือ เพดานดาว ภายในท้องพระโรง แกะสลักขึ้นจากไม้สนภูเขาเป็น กลุ่มดาวต่างๆ ล้อมรอบระบบสุริยะ ชมได้อย่างไม่รู้เบื่อ ส่วนบริเวณผนังเชิงบันได แกะสลักเป็นพยัญชนะไทย พร้อมภาพประกอบ

การเข้าชมพระตำหนักดอยตุง
– สามารถสอบถามรายละเอียดๆได้ที่  โทร.053-767-001 ,053-767-015-7 และ เว็บไซต์ http://www.doitung.orgเปิดให้เข้าชมตั้งแต่เวลา 07.30 – 17.30 น.
– ค่าธรรมเนียมเข้าชมพระตำหนัก 70 บาท ชมสวนแม่ฟ้าหลวง 80 บาท หอพระราชประวัติ 30 บาท บัตรรวมเข้าชมทั้งสามที่ 150 บาท
– มีร้านอาหารของโครงการ ร้านกาแฟดอยตุง ร้านจำหน่ายของที่ระลึก

สวนสนบ่อแก้ว

ตั้งอยู่ในพื้นที่อำเภอฮอด จ.เชียงใหม่ บนเส้นทางสายฮอด-แม่สะเรียง กม.ที่ 36 อยู่เลยอุทยานแห่งชาติออบหลวงไปประมาณ 22 กม. เป็นพื้นที่ทดลองปลูกสนภูเขาชนิดต่าง ๆ ที่กรมอุทยานแห่งชาติฯ นำพันธุ์มาจากต่างประเทศ เช่น ออสเตรเลีย แอฟริกาใต้ และไต้หวัน เพื่อทดลองหาพันธุ์ที่เหมาะสมมาเป็นไม้เบิกนำ เพื่อปลูกบนป่าเสื่อมโทรมบนดอยทางภาคเหนือ ต้นสนที่นำมาปลูกมีอายุกว่า 40 ปี เพราะปลูกในช่วงปี พ.ศ.2509-2510 จำนวนหลายพันต้น เรียงรายเป็นระเบียบบนลานโล่งเตียนด้านหน้า

ทั้งนี้ สวนสน ยังเป็นส่วนหนึ่งของโครงการสำรวจวัตถุดิบเพื่อทำเยื่อกระดาษและเป็นแปลงทดลองปลูกพืชจำนวนสนสามใบ และยูคาลิปตัส ในเนื้อที่ทั้งหมด 2,072 ไร่ อากาศของที่นี่ชื้นและเย็นตลอดปี

วังเวียง

วังเวียง (Vang Vieng) เมืองเล็ก ๆ ริมแม่น้ำซองที่มีเสน่ห์ล้นเหลือ ด้วยธรรมชาติที่สวยงาม ถูกล้อมรอบด้วยภูเขาและแม่น้ำ ลักษณะภูมิประเทศเช่นนี้ทำให้กลายเป็นจุดหมายปลายทางของนักเดินทางผู้หลงใหลธรรมชาติ อยากไปสูดอากาศบริสุทธิ์ หรืออยากสัมผัสกับทัศนียภาพอันงดงามของทิวเขา หรือคนที่ชอบกิจกรรมแนวแอดเวนเจอร์ ที่นี่ก็มีกิจกรรมที่น่าสนใจหลากหลาย เช่น เดินทางไกลชมป่าไม้ ปีนเขา ชมถ้ำ หรือล่องห่วงยางเล่นบนแม่น้ำซอง ฯลฯ

ปาย

ปาย เป็นอีกเมืองที่โคตรจะฮิตในช่วงหลายปีที่ผ่านมา
หลายคนอาจจะเคยได้ยินเมืองปายจากหนังเรื่อง ปายอินเลิฟ (ซึ่งเราไม่เคยดู) ที่สร้างชื่อเมื่องปายให้เป็นกระแสฮิตติดลมบนที่ทุกคนต้องแวะ เราก็ได้ยินชื่อเมืองปายมาว่ะแกร แต่ไม่เคยมาเที่ยวเลยจ้าาา และนี่เป็นครั้งแรกที่ได้มาปาย เดินทางมาจากเชียงใหม่ผ่านโค้ง 762
ปายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่นักท่องเที่ยวสามารถหากิจกรรมที่น่าสนใจทำกันได้ทั้งในช่วงกลางวันและยามค่ำคืน ถ้ามีเวลาในช่วงกลางวัน ควรที่จะวอร์มร่างกายออกไปเที่ยวดูรอบๆ ตัวเมือง แวะถ่ายรูปคู่กับสถานที่ต่างๆ เก็บไว้เป็นที่ระลึก ในยามค่ำคืนไฮไลท์กิจกรรมที่นักท่องเที่ยวไม่ควรพลาดคือ การเดินทางไปถนนคนเดินเมืองปาย ใครมาเที่ยวเมืองปายแล้วไม่ได้มาชมบรรยากาศถนนคนเดินยามค่ำคืนแล้วละก็มาไม่ถึงเมืองปายแน่นอน

เดินทางไปปายยังไง?
1. โดยรถยนต์ส่วนตัว
จากเชียงใหม่ ใช้เส้น 107 ผ่านแม่ริมจนถึงอำเภอแม่แตง ผ่านแยกแม่มาลัยเลี้ยวซ้ายเข้าทางหลวง 1095 สู่ถนน เส้นแม่มาลัย-ปาย ผ่านโป่งเดือดป่าแป๋ ห้วยน้ำดัง ระยะทางประมาณ 103 กิโลเมตร ใช้เวลาประมาณ 3 ชั่วโมง เป็นถนนลาดยางตลอดเส้นทาง แม้จะมีความคดเคี้ยวสูงชัน แต่ทิวทัศน์สองข้างทางที่ให้มุมมองแบบสูงสวยงาม

2. โดยรถโดยสารประจำทาง
มีทั้งรถตู้และรถโดยสารออกจากเชียงใหม่-ปาย, เชียงใหม่-ปาย-แม่ฮ่องสอน และจากตัวเมืองแม่ฮ่องสอน- ปาย – เชียงใหม่ ตลอดทั้งวันการเดินทางจากเชียงใหม่ ให้ขึ้นรถแดงไปที่ขนส่งอาเขตเชียงใหม่ แล้วนั่งรถตู้หรือรถบัสของ บ.เปรมประชา ไปปายประมาณ 3 ชั่วโมง อีกทางเลือกหนึ่งคือ รถตู้ของ AYA ขึ้นได้ที่สถานีรถไฟเชียงใหม่ สะดวกสำหรับคนที่นั่งรถไฟมาแล้วไปต่อปายเลย

สถานีขนส่งอาเขต โทร. 0-5324-2664
บริษัทเปรมประชาขนส่งจำกัด เชียงใหม่ 0-5324-4737, 0-5330-4748 (ดูตารางเวลารถตู้ได้ที่เว็บ www.premprachatransports.com)
การเดินทางจากแม่ฮ่องสอน : ขึ้นรถที่สถานีขนส่งแม่ฮ่องสอนสอบถามรายละเอียดๆได้ที่ โทร. 0 5368 1347

3. โดยเครื่องบิน
หากใครต้องการนั่งเครื่องบินมาลงปาย ก็สามารถเช่นกัน โดยใช้บริการของการสายการบินกานต์แอร์ (KAN AIR) มีไฟล์ทบินทุกวัน
Kan Air (www.kanairlines.com) โทร 02-5516111

ม่อนแจ่ม

ม่อนแจ่ม ตั้งอยู่บนสันเขาบริเวณหมู่บ้านม้งหนองหอย อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ ตั้งอยู่ห่างจากตัวเมือง เชียงใหม่ใช้เวลาเดินทางประมาณ 40 นาที ไปถึงม่อนแจ่ม มีอากาศเย็นสบายตลอดทั้งปี อีกทั้งก็ยังมีหมอกในตอนเช้านับเป็นการต้อนรับเช้าวันใหม่ที่สดใส และที่นี่ก็ยังมีจุดชมวิวที่สามารถมองเห็น วิวทิวทัศน์ได้อย่างชัดเจนอีกด้วย
โดยเฉพาะทิวเขาที่สลับกันไกลจนสุดลูกหูลูกตา ซึ่งเมื่อมองลงไปที่ด้านล่างทางทิศใต้ก็จะพบกับหมู่บ้านม้งหนองหอย และ พื้นที่ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงหนองหอยโดยรอบ เป็นแปลงปลูกผักและวิจัยพืชเมืองหนาว

ก็ขอแนะนำว่าให้เดินทางมาเที่ยวในช่วงเดือนตุลาคม – กุมภาพันธ์ แถมบรรยากาศก็จะเย็นสบายได้ที่ และนอกจากนี้ก็ยังมีสถานที่ท่องเที่ยว รวมไปถึงที่พักอีกหลากหลายที่ตั้งอยู่ในบริเวณโดยรอบ ม่อนแจ่ม

ภูหินร่องกล้า

ภูหินร่องกล้าอุทยานแห่งชาติภูหินร่องกล้ ตั้งอยู่บนรอยต่อของสามจังหวัด คือ อ.ด่านซ้าย จังหวัดเลย อ.นครไทย จังหวัดพิษณุโลก และ อ.หล่มสัก จังหวัดเพชรบูรณ์ มีเนื้อที่ประมาณ 191,875 ไร่ ประกาศเป็นอุทยานแห่งชาติ เมื่อวันที่ 26 กรกฎาคม 2527 เป็นพื้นที่ที่ มีธรรมชาติแปลก และสวยงาม ทั้งยังเป็นดินแดนแห่งประวัติศาสตร์เป็นยุทธภูมิ ที่สำคัญ อันเนื่องจากความขัดแย้งของลัทธิ และแนว ความคิดทางการเมือง อุทยานแห่งชาติ ภูหินร่องกล้าจึงเป็นอุทยานแห่งชาติเพียงแห่งเดียวในประเทศไทย ที่รักษาไว้ซึ่งประวัติศาสตร์ ของการสู้รบและความสวยงามทางธรรมชาติที่สมบูรณ์

ลักษณะภูมิอากาศภูหินร่องกล้ามีลักษณะภูมิอากาศคล้าย ภูกระดึงและภูหลวง เนื่องจากมีความสูง ในระดับไล่เลี่ยกัน อากาศจะหนาวเย็นเกือบตลอดปี โดยเฉพาะในฤดูหนาว อุณหภูมิ จะต่ำประมาณ 4 องศาเซลเซียส ฤดูร้อนอากาศจะเย็นสบาย ฝนตกชุกในฤดูฝน อุณหภูมิเฉลี่ยตลอดปี ประมาณ 18-25 องศาเซลเซียส

เนื่องจากอุทยานแห่งชาติภูหินร่องกล้า เป็นอุทยานทางประวัติศาสตร์ ซึ่งมีสภาพธรรมชาติที่สวยงามแปลกตาผิดจาก อุทยานแห่งชาติโดยทั่วไป ดังนั้นจุดที่น่าสนใจต่างๆ จึงแบ่งออกเป็น 2 ประเภทคือ ด้านประวัติศาสตร์ ได้แก่ สถานที่ที่อดีตผู้ก่อการ ร้ายคอมมิวนิสต์ เคยใช้เป็นที่อยู่อาศัย เป็นที่ ประกอบกิจกรรมต่าง ๆ

ด้านธรรมชาติที่สวยงาม
1.ลานหินแตก
อยู่ห่างจากฐานพัชรินทร์ ประมาณ 300 เมตร ลักษณะเป็นลานหินที่มีอาณาบริเวณ ประมาณ 40 ไร่ ลานหินมีรอยแตกเป็นแนว เป็น ร่อง เหมือนแผ่นดินแยก รอยแตกนี้บางรอยก็มีขนาดแคบ ขนาดพอคนก้าวข้ามได้ แต่บางรอยก็กว้างจนไม่่สามารถ จะกระโดดข้าม ไปถึง สำหรับความลึกของร่องหินแตกนั้นไม่สามารถจะคะเนได้ ลักษณะเช่นนี้ี้สันนิษฐานว่า อาจจะเกิดจากการโก่งตัว หรือ เคลื่อนตัวของผิวโลก จึงทำให้พื้นหินนั้นแตกออกเป็นแนว นอกจากนี้บริเวณลานหินแตกยังปกคลุมไปด้วยมอสส์ ไลเคน ตะไคร่ เฟิร์น และกล้วยไม้ชนิดต่างๆ
2.ลานหินปุ่ม
อยู่ห่างจากที่ทำการอุทยานฯ ประมาณ 4 กม. อยู่ริมหน้าผา ลักษณะลานหินซึ่ง มีหินผุดขึ้นมาเป็นปุ่มเป็นปมขนาดไล่เลี่ยกัน คาดว่า เกิดจากการสึกกร่อนตามธรรมชาติของหิน ในอดีตบริเวณนี้ใช้เป็นที่พักฟื้นของคนไข้ของ โรงพยาบาล เนื่องจาก อยู่บนหน้าผา มีลมพัดเย็นสบาย
3.ผาชูธง
อยู่ห่างจากลานหินปุ่มประมาณ 500เมตร เป็นหน้าผาสูงชัน สามารถเห็นทิวทัศน์ได้กว้าง ไกลโดยเฉพาะภาพวิวพระอาทิตย์ตกดินจะ สวยงามไม่แพ้จุดชมวิวอื่น ๆ บริเวณนี้เคยเป็นสถานที่ซึ่งผกค.จะขึ้นไปชูธงแดง (ฆ้อนเคียว) ทุกครั้งเมื่อรบชนะ
4.น้ำตกร่มเกล้า-ภราดร
ห่างจากโรงเรียนการเมืองการทหารและกังหันน้ำประมาณ 600 เมตร มีทางแยกเดินลงน้ำตก ระยะทางประมาณ 400 เมตร จะถึง น้ำตกร่มเกล้าก่อน และเดินลงไปอีกประมาณ 200 เมตร จะเป็นน้ำตกภราดร ซึ่งมีลักษณะคล้ายน้ำตกร่มเกล้า เกิดจากลำธาร เดียวกันแต่มีความสูงน้อยกว่าและกระแสน้ำแรงกว่า
5.น้ำตกศรีพัชรินทร์
ตั้งชื่อเป็นอนุสรณ์แก่ทหารค่ายศรีพัชรินทร์ จังหวัดขอนแก่น ซึ่งเป็นทหารหน่วยแรกที่ขึ้นมาบนภูหินร่องกล้า น้ำตกศรีพัชรินทร์มี ความสูงประมาณ 20 เมตร มีลักษณะคล้าย น้ำตกเหวสุวัตที่เขาใหญ่ แต่มีขนาดเล็กกว่าบริเวณน้ำตก มีแอ่งขนาดใหญ่เหมาะสำหรับ เล่นน้ำ
7.น้ำตกผาลาด
ตั้งอยู่ทางด้านล่างของหน่วยพิทักษ์ห้วยน้ำไซ ทางเข้าจะผ่านหมู่บ้านชาวเขาเผ่าม้ง บ้านห้วยน้ำไซ ทางเข้าสู่เขื่อนผลิตกระแสไฟฟ้า พลังน้ำ ของการพลังงานแห่งชาติจากทางแยกประมาณ 2 กม. จะถึงทางแยกซ้ายมือ เดินลงไปอีกประมาณ 50 เมตร ก็จะถึงตัวน้ำตก และลำน้ำสายใหญ่ แม้จะเป็นน้ำตกซึ่งไม่สูงนัก แต่มีน้ำมากตลอดปี ดังนั้นการพลังงานแห่งชาติ จึงสร้างเขื่อนผลิตกระแสไฟฟ้า ใช้ในบริเวณใกล้เคียง

8.น้ำตกตาดฟ้า
เป็นน้ำตกที่มีความสูงมากแห่งหนึ่งในเขตอุทยานฯ ปัจจุบันยังไม่มีเส้นทางเข้าสู่ตัวน้ำตก ต้องเดินทางไปตามถนนลูกรังประมาณ 1 กม. จากนั้นจึงเดินตามทางเดินในป่าอีกประมาณ 300 เมตร ก็จะได้ยินเสียงน้ำตก เดินไปตามเสียงอีกไม่่นานก็จะถึงด้านบนของ น้ำตก และต้องไต่ลงไปตามทางเดินเล็ก ๆ จึงจะมองเห็นความสวยงามของน้ำตกตาดฟ้าหรือ เรียกชื่อพื้นเมืองว่า “น้ำตกด่าน-กอซาง” ซึ่ง หมายถึงด่านตรวจของผกค.ที่มีกอของไม้ไผ่ซาง

1.รถยนต์ส่วนตัว
การเดินทางไปยังอุทยานแห่งชาติภูหินร่องกล้ามีหลายเส้นทาง แต่ที่นิยมกันคือ ใช้ทางหลวงหมายเลข 12 สายพิษณุโลก-หล่มสัก ถึงสามแยกบ้านแยง มีป้ายบอกทางแยกขวาผ่านบ้านห้วยตีนตั่ง-บ้านห้วยน้ำไซ-ฐานพัชรินทร์ สู่ที่ทำการอุทยานแห่งชาติ ภูหินร่องกล้า ระยะทางประมาณ 31 กิโลเมตร

เขื่อนเชี่ยวหลาน

เขื่อนเชี่ยวหลาน เป็นสถานที่หนึ่งในประเทศไทย ที่ผมชอบไปมากที่สุดแห่งหนึ่ง…
เพราะอะไรหรือครับ เพราะที่นี่ สามารถมาเที่ยวได้ทั้งปี เที่ยวได้ทุกเดือน แต่ละเดือนก็จะสวยงามแตกต่างกันไปครับ
เขื่อนรัชชประภา หรือที่เรียกกันติดปากว่า กุ้ยหลินเมืองไทย เป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่โดดเด่นที่สุดของอุทยานแห่งชาติเขาสก ทัศนียภาพโดยทั่วไปภายในอ่างเก็บน้ำเหนือเขื่อนรัชชประภา มีทัศนียภาพที่สวยงามมาก นักท่องเที่ยวทุกคณะที่ไปเห็นล้วนประทับใจ ภูมิประเทศโดยทั่วไปเป็นภูเขาหินปูนที่สูงชันล้อมรอบไปด้วยผืนน้ำที่กว้างใหญ่ ด้วยความลึกของระดับน้ำ กรอปกับสีของตะไคร้น้ำที่อยู่เบื้องล่างทำให้น้ำในเขื่อนมีสีเข้มเหมือนสีมรกต จนนักท่องเที่ยวหลายท่านคิดว่าเป็นน้ำทะเล ลักษณะภูมิประเทศไปคล้ายกับภูมิประเทศที่เมืองกุ้ยหลินประเทศจีน จึงได้ฉายาว่า กุ้ยหลินเมืองไทย นอกจากเขื่อนรัชชประภาจะมีทัศนียภาพที่สวยงามแล้ว พื้นที่รายรอบเขื่อนยังมีแหล่งท่องเที่ยวที่น่าสนใจอีก

สำหรับช่วง (มี.ค.-พ.ค.)
เป็นช่วงที่เหมาะกับคนที่ชอบการถ่ายภาพ และเล่นน้ำ พายเรือคายัค
สำหรับช่วง(มิ.ย.-ต.ค.)
เป็นช่วงที่เหมาะสำหรับกิจกรรมเดินป่า เพราะเป็นช่วงป่าเขา เต็มไปด้วยสีสรร และความสดชื้น ในช่วงนี้ยังเจอหมอกได้อีกด้วย
สำหรับช่วง(พ.ย.-ก.พ.)
เป็นช่วงที่ได้รับความนิยมในการท่องเที่ยวมากที่สุดเพราะอากาศไม่ร้อนและฝนก็ลดน้อยลงแล้ว แถมยังมีโอกาศเห็นหมอกได้มากที่สุดเพราะอากาศที่เย็นกว่าช่วงอื่นๆ

การเดินทางก็ไม่ลำบากแล้วเดี๋ยวนี้ สามารถเดินทางมาได้ทั้งทาง รถไฟ ทางรถทัวร์ และเครื่องบิน

ขาไป
จากสถานีขนส่งสายใต้ มีรถโดยสารประจำทาง ให้ขึ้นรถทัวร์ที่ไปยัง ภูเก็ต หรือ พังงาแจ้งเจ้าหน้าที่ว่าลง ปากทางเข้าเขื่อนรัชชะประภา (เขื่อนเชี่ยวหลาน) ตรง อ.บ้านตาขุน ใช้เดินทางประมาณ 10 ชั่วโมง ส่วนมากใช้บริการของ ภูเก็ตเซ็นทรัล หรือ ภูเก็ตท่องเที่ยว VIP24 ที่นั่ง ราคาประมาณ 1000 บาทหรือ แบบ 32 ที่นั่งราคาประมาณ 7xx บาท บอกพนักงานบนรถว่าขอลง อ.บ้านตาขุน (ปากทางเข้าเขื่อนเขี่ยวหลาน) เที่ยวรถมีรอบประมาณช่วง 19.00-20.00น ขึ้นได้หมด รถน่าจะมาถึง อ.บ้านตาขุน ประมาณ 6.00น แวะไปกินโจ๊กก่อนเข้าไปในตัวเขื่อน จากนั้นใช้บริการจักรยานยนต์รับจ้างเข้าสู่ที่ทำการอุทยานฯ
ขากลับ
ขึ้นรถที่อ.บ้านตาขุน โดยซื้อตั๋วกลับได้ที่จุดขึ้นรถของบริษัทรถทัวร์ที่ให้บริการอยู่ในบริเวณนั้นซึ่งจะมี บริษัทภูเก็ตเซ็นทรัลทัวร์ ลิกไนต์ทัวร์ โดยมารอขึ้นรถที่บ้านตาขุน รถจะมาถึงประมาณทุ่มกว่าๆ
ที่พัก มีให้เลือกหลากหลาย ทั้งของอุทยานแห่งชาติและ ของเอกชน ครับ ตั้งแต่ หลักร้อยไปจนถึงหลักพัน คิดไปหัว ส่วนใหญ่จะรวมอาหารด้วย

เดินป่าขึ้นจุดชมวิวไกรสร
จุดชมวิวมุมสูง สามารถมองเห็นทัศนียภาพของอ่างเก็บน้ำเขื่อนรัชชประภาและผืนป่าของอุทยานแห่งชาติเขาสกได้อย่างชัดเจน เป็นกิจกรรมที่เหมาะสำหรับหนุ่มสาว หรือผู้ที่รักการเดินป่า แนวผจญภัย
ถ้าปะการัง ทะเลใน 500 ไร่
ถ้ำที่งดงามหนึ่งเดียวภายในทะเลใน 500 ไร่ เป็นกิจกรรมเชิงอนุรักษ์ เหมาะสำหรับคนทุกเพศ ทุกวัย สนุกกับการเดินป่าข้ามเนินเขา 1.5 กม. และล่องแพไม้ไผ่
เดินป่าตะลุยถ้ำน้ำทะลุ
เป็นกิจกรรมเชิงผจญภัย เหมาะสำหรับผู้ที่มีร่างกายแข็งแรง สุดยอดถ้ำของผืนป่า อช.เขาสก เพลิดเพลินกับการเดินป่าข้ามลำน้ำน้อยใหญ่ ชมพรรณไม้ที่สมบูรณ์ ในเส้นทาง 3 กม. รวมถึงการผจญภัยในถ้ำที่ทะลุภูเขา มีน้ำตกและลำธารที่มีระดับน้ำตั้งแต่เข่าจนกระทั่งมิดศีรษะในบางจุด ระยะทางกว่า 700 เมตร
ล่องเรือชมวิถีสัตว์ป่าที่คลองแสง
พบความมหัศจรรย์ของผืนป่าที่ได้รับการยกย่องให้เป็น 1 ใน 10 ของอุทยานที่สมบูรณ์ที่สุดของโลก (นิตยสาร Lonely Planet) ที่ยังคงความอุดมสมบูรณ์อย่างที่สุด พร้อมเปิดโลกประสบการณ์ใหม่ กับการล่องเรือยามเย็นบนผืนน้ำสีเขียวมรกต เพื่อชมวิถีชีวิตของสัตว์ป่าหายาก เช่น กระทิง กวาง หมูป่า นกเงือก ช้าง สมเสร็จ เป็นต้น

อุทยานแห่งชาติผาแต้ม

อุทยานแห่งชาติผาแต้ม : เป็นอุทยานแห่งชาติที่ตั้งอยู่ทางตะวันออกสุดของประเทศไทย สามารถรับชมพระอาทิตย์ขึ้นได้เป็นจุดแรกของประเทศไทย อยู่ในพื้นที่ของจังหวัดอุบลราชธานี จุดที่น่าสนใจคือภาพเขียนสียุคก่อนประวัติศาสตร์ผาแต้ม และจุดชมพระอาทิตย์แสงแรกแห่งสยาม

อุทยานแห่งชาติผาแต้ม ถือว่าเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่มีครบทั้งธรรมชาติ ธรณีวิทยา และประวัติศาสตร์ ยิ่งหากใครชื่นชอบธรรมชาติก็สามารถเดินทางท่องเที่ยวได้ตลอดทั้งปี เพราะในแต่ละช่วงฤดู ก็จะมีความสวยที่ต่างกันออกไปและยังมีเส้นทางศึกษาธรรมชาติพรรณไม้ต่าง ๆ ทั้งลานดอกไม้ เสาหินรูปร่างแปลกตาอย่างเสาเฉียง และไฮไลท์อีกอย่างของที่นี่คือภาพเขียนสีก่อนประวัติศาสตร์ที่มีอายุราว 3–4 พันปีที่เล่าถึงประวัติศาสตร์ชาติพันธุ์ของมนุษย์โบราณ แถมด้วยน้ำตกแสงจันทร์ หรือน้ำตกรู ที่มีเอกลักษณ์และเป็นจุดเช็คอินของที่นี่เลยก็ว่าได้

ผาแต้ม เป็นหน้าผาสูงชันที่มีความสวยงามตามธรรมชาติ เป็นจุดชมวิวที่สวยงาม และยังเป็นจุดที่เห็นพระอาทิตย์ขึ้นก่อนที่แห่งใดในประเทศไทย นอกจากนี้บริเวณผนังหน้าผาด้านล่าง ยังปรากฏภาพเขียนสีก่อนประวัติศาสตร์เรียงรายอยู่ประมาณ 300 ภาพ ซึ่งทางอุทยานฯ ได้ทำทางเดินสำหรับลงไปชมไว้แล้ว

ที่นี่ยังเป็นอุทยานแห่งชาติที่มีสภาพป่าสมบูรณ์ และยังเป็นอุทยานแห่งแรกในประเทศไทยที่มีแม่น้ำโขง ซึ่งเป็นเส้นกั้นพรมแดนระหว่างประเทศไทยและประเทศลาวเป็นแนวเขตอุทยานแห่งชาติที่ยาวที่สุดทำให้สามารถมองเห็นทิวทัศน์ ทางฝั่งประเทศลาวได้อีกด้วย

• อุทยานแห่งชาติผาแต้ม มีพื้นที่ราว 340 ตารางกิโลเมตร มีเนื้อที่ครอบคลุมอยู่ในท้องที่อำเภอโขงเจียม อำเภอศรีเมืองใหม่ และอำเภอโพธิ์ไทร จังหวัดอุบลราชธานี ประกอบด้วย สภาพป่าที่อุดมสมบูรณ์ สัตว์ป่านานาชนิด มีจุดเด่นที่สวยงามตามธรรมชาติมากมาย เช่น ผาชัน น้ำตกสร้อยสวรรค์ เสาเฉลียง ถ้ำปาฏิหารย์ ภูนาทาม เป็นต้น อีกทั้งยังได้มีการค้นพบภาพเขียนสีโบราณ สมัยก่อนประวัติศาสตร์ อายุราว 3,000-4,000 ปี ที่บริเวณผาขาม ผาแต้ม ผาเจ็ก ผาเมย และถือได้ว่าเป็นอุทยานแห่งชาติ แห่งแรกในประเทศไทยที่มีแม่น้ำโขง ซึ่งเป็นเส้นกั้นพรมแดน ระหว่างประเทศไทย และประเทศลาวเป็นแนวเขตอุทยานแห่งชาติที่ยาวที่สุด ทำให้สามารถมองเห็นทิวทัศน์ป่าเขา ทางฝั่งประเทศลาวได้เป็นอย่างดี

• “แต้ม” เป็นภาษาถิ่นดั้งเดิมหมายถึง รอยวาด ระบาย ประทับ หรือการกระทำด้วยประการใด ๆ โดยใช้สี ให้ปรากฏเป็นรูปภาพ เครื่องหมาย หรือสัญลักษณ์ต่าง ๆ โดยที่ผาแต้มนี้ เป็นแหล่งที่พบภาพเขียนสียุคก่อนประวัติศาสตร์ อายุราว 3,000-4,000 ปีแบ่งออกได้ 4 กลุ่ม โดยกลุ่มที่ยาวที่สุดยาว 180 เมตร และมีภาพมากกว่า 300 ภาพ

เขาแผงม้า

เขาแผงม้า : เคยเป็นป่าผืนเดียวกับเขาใหญ่ซึ่งเต็มไปด้วยความอุดมสมบูรณ์ สัตว์ป่านานาชนิดอาศัยอยู่อย่างชุกชุม เป็นต้นน้ำของลำห้วยหลายสาย ไหลรวมกันเป็น ลำพระเพลิง ก่อนลงสู่แม่น้ำมูล เป็นเส้นชีวิตหลัก ของผู้คนในแผ่นดินอีสาน ได้ใช้เป็นสิ่งจำเป็นที่ขาดไม่ได้ ในการดำรงชีพมาหลายชั่วคน แต่นโยบายการพัฒนาอย่างเร่งรีบ โดยขาดการวางแผน โดยรอบครอบ ก่อให้เกิดการตัดถนนสายต่างๆ ทะลุกลางป่าเทือกเขาพนมดงรัก การสัมปทานป่าไม้ ทำให้ชาวบ้านจาก ที่ต่างๆ อพยพเข้ามาบุกเบิก หักร้างถางพง ล่าสัตว์ ตัดต้นไม้ ถือครองที่ดิน ในบริเวณเขาแผงม้ามากขึ้นสำทับด้วยการ เน้น การปลูกพืชเศรษฐกิจราคาสูง แต่เพียงอย่างเดียว พื้นดินจึงเสื่อมสภาพลง ด้วยปุ๋ยเคมี ผืนป่าที่เคยอุดมสมบูรณ์ จึงกลายสภาพ เป็นภูเขาหัวโล้น ต้นน้ำที่เคยชุ่มฉ่ำ กลับแห้งผาก ประกอบกับทุ่งหญ้าที่ขึ้นปกคลุม กลายเป็น เชื้อเพลิงอย่างดี ในหน้าแล้ง ไฟป่าโหมไหม้ ทั้งกลางวัน และกลางคืน จนผู้คนขนานนามว่า “ภูเขาไฟ”

การกลับมาของกระทิงที่เขาแผงม้า เป็นปรากฏการณ์สำคัญ ที่ยืนยันถึงการฟื้นตัวของสภาพป่าเขาแผงม้าคือ การกลับมาของฝูงกระทิงป่า 4-10 ตัว ในช่วงฤดูฝนของ ปีพ.ศ.2538 มูลนิธิฯ ได้เฝ้าติดตามกระทิงฝูงนี้อย่างใกล้ชิด ศึกษาเส้นทางสร้างแหล่งอาหาร พร้อมกับการวางแผนป้องกัน การไล่ล่ากระทิง อย่างเข้มงวด ทำให้ฝูงกระทิงรู้สึกปลอดภัย และใช้เป็นที่อยู่อาศัย มีการผสมพันธุ์ และออกลูกออกหลาน ใหม่ๆ ทุกปี ปัจจุบันคาดว่า มีกระทิงที่เขาแผงม้า ประมาณ 50 ตัว มูลนิธิคุ้มครองสัตว์ป่าฯ จึงมีความหวังว่าด้วยการ มีส่วนร่วมของทุกฝ่าย โดยเฉพาะชุมชนท้องถิ่น พื้นที่เขาแผงม้าจะได้รับการดูแลรักษาสภาพป่า ให้ฟื้นตัวอย่างถาวร สัตว์ป่า ได้รับการคุ้มครอง และเป็นแหล่งศึกษาธรรมชาติ สำหรับเยาวชนและผู้สนใจ ในงานอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมโดยทั่วไป

วันเวลาที่แนะนำในการดูกระทิง กระทิงเขาแผงม้าสามารถไปเที่ยวชมได้ทุกวันตลอดทั้งปี ช่วงเวลาที่กระทิงออกหากินมักเป็นในช่วงเช้า 06.00 น. และเย็น 18.00 น. ตามคำบอกเล่าของเจ้าหน้าที่เขาแผงม้ากับผม

แก่งหินสามพันโบกตั้งอยู่ที่บ้านโป่งเป้า ตำบลเหล่างาม อำเภอโพธิ์ไทร จังหวัดอุบลราชธานี

เป็นกลุ่มหินทรายที่ถูกกระแสน้ำธรรมชาติ กัดเซาะผ่านกาลเวลามานานหลายพันปี จนเกิดเป็นร่องหินขนาดใหญ่สูง 3-7 เมตร กว้างเป็นสิบเมตร กลายเป็นโบกงามๆ แปลกตาจำนวนนับไม่ถ้วนกระจายอยู่บนพื้นผิวของลานหินในละแวกนี้ กินพื้นที่เลียบริมแม่น้ำโขงทั้งฝั่งไทยและลาว ทอดตัวยาวไกลตั่งแต่บ้านโป่งเป้าไปจนถึงบ้านปากกะหลาง ตำบลสองคอน เป็นระยะทางกว่า 5 กิโลเมตร และรวมเป็นพื้นที่ถึงกว่า 30 ตารางกิโลเมตร ถ้าดูจากแผนที่กูเกิลจะเห็นชัดว่า ที่นี่เป็นลานหินกว้างใหญ่ มีหลุม หุบ รู และแอ่งยั้วเยี้ยอยู่นับไม่ถ้วน เห็นเป็นจุดๆ น้อยใหญ่เต็มไปหมด และดูท่าจะมีมากกว่าสามพันหลุมเสียด้วยซ้ำ

“สามพันโบก” ตั้งอยู่ที่บ้านโป่งเป้า ตำบลเหล่างาม อำเภอโพธิ์ไทร จังหวัดอุบลราชธานี  อีกหนึ่งสถานที่ท่องเที่ยว ที่รังสรรค์โดยธรรมชาติ “สามพันโบก” ซึ่งเป็นแก่งหินขนาดใหญ่ ถูกกัดเซาะกลาย เป็นแอ่งและหลุดมากมาย โดยผลงานของแม่น้ำโขงที่กัดเซาะแก่งหินนี้ ในช่วงฤดูน้ำหลากทุกๆปี ซึ่งเป็นความมหัศจรรย์ของธรรมชาติ ที่ทำให้เกิดเป็นแอ่งมากมายมากกว่า 3,000 โบก และฝั่งตรงข้างที่ห่างไปไม่ กี่เมตรก็เป็นฝั่งของประเทศเพื่อนบ้านของไทยเรานั้นคือประเทศลาว นอกจากจะมาเที่ยว สามพันโบกได้เห็นความงามของธรรมชาติแล้ว ยังได้เห็นวิถีชีวิตของการอยู่ร่วมกันระหว่างชาวไทยและชาวลาวริมฝั่งโขง

เป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่มีลักษณะเป็นแก่งหินที่อยู่ใต้ลำน้ำโขง ที่เชื่อกันว่าเกิดขึ้นจากการกัดเซาะของน้ำในช่วงฤดูน้ำหลากแก่งหินที่อยู่ใต้บาดาลจะถูกกัดเซาะด้วยพลังของน้ำที่ไหลวน อย่างรุนแรง และกระจายเต็มพื้นที่มาเป็นเวลาหลายพันปี จนทำให้แก่งหินเหล่านี้เกิด “รู” หรือ “โบก” น้อย-ใหญ่ขึ้นมากกว่า 3,000 แอ่ง จนกลายเป็นที่มาชื่อของ “สามพันโบก” ที่ชาวบ้านใช้เรียกกันในเวลาต่อมา ซึ่งคำว่า “โบก” ในภาษาอีสานหรือภาษาลาวก็แปลได้ว่า “หลุม” นั่นเอง

และเมื่อฤดูแล้งมาถึง “สามพันโบก” จะโพล่ขึ้นมาเหนือพื้นน้ำให้เห็นคล้ายเป็นภูเขากลางลำน้ำโขง โชว์ความสวยงามวิจิตรตระการตา ซึ่งหินดังกล่าวจะมีลักษณะและรูปทรงที่แตกต่างกันไปมากมายหลายหลาก เช่น รูปดาว รูปเต่า รูปหนู รูปหัวสุนัข ฯลฯ และด้วยชั้นหินที่กินพื้นที่กว้างใหญ่มาก จึงดูคล้ายกับแกรนด์แคนยอน ประเทศสหรัฐอเมริกา จนมีผู้ขนานนามสถานที่แห่งนี้ว่า “แกรนด์แคนยอนเมืองสยาม สามพันโบกเมืองอุบล”

ที่อยู่ : บ้านโป่งเป้า ต.เหล่างาม อ.โพธิ์ไทร จ.อุบลราชธานี
GPS : N15 47.563 E105 23.973
เบอร์ติดต่อ : อบต.เหล่างาม 045 407 138
เวลาทำการ : ไม่จำกัดเวลาเข้า-ออก แต่นิยมไปกันในช่วงเช้า หรือเย็น เนื่องจากในตอนกลางวันแดดร้อนมาก ส่วนตอนกลางคืนค่อนข้างอันตราย เพราะมืดและเปลี่ยวมาก แนะนำถ้าอยากมาดูดาวแบบผม มากันหลายๆคนหน่อยครับ
ช่วงเวลาแนะนำ : เดือนพฤศจิกายน – เดือนมิถุนายน ซึ่งเป็นช่วงที่น้ำในแม่น้ำโขงลดลง
ไฮไลท์ : “โบก” หรือ หลุม อันเกิดจากกระแสน้ำได้พัดพาก้อนกรวด หิน ทราย และเศษไม้ กัดเซาะขัดแผ่นหินทรายให้เกิดเป็นหลุมแอ่งที่มีขนาดต่างๆ เป็นจำนวนมาก
กิจกรรม : เดินชมความงามของหินรูปทรงต่างๆ / ล่องเรือชมความงามของสามพันโบก และวิถีชีวิตชาวบ้าน

LEAVE A REPLY

Please enter your comment!
Please enter your name here