Japan Osaka – Kobe – Kyoto – Wakayama

ใครๆก็อยากไปญี่ปุ่น ดินแดนอาทิตย์อุทัย ที่ใครๆก็ใฝ่ฝัน ทำไมใครๆก็หลงรักประเทศนี้ จนต้องกลับมาซ้ำแล้วซ้ำเราเราก็เหมือนกัน รอบนี้ไม่ใช้ครั้ง 1, 2 หรือ 3 แต่มากกว่านั้น ถึงแม้ครั้งนี้เราจะเที่ยวเมืองเดิม โอซาก้า – วาคายาม่า – เกียวโต – โกเบ

โอซากะ เป็นเมืองที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับ 2 และมีประชากรมากเป็นอันดับ 3 ของประเทศญี่ปุ่น และยังเป็นเมืองที่ใหญ่ที่สุดในสามนครเคฮันชิง ตั้งอยู่ในภาคคันไซบนเกาะฮนชู ในเขตจังหวัดโอซากะ

จังหวัด Wakayama หันหน้าเข้าหามหาสมุทรแปซิฟิกซึ่งอยู่ทางใต้ของจังหวัด Osaka จุดชมวิวได้รับความนิยมอย่างสูงมาตั้งแต่สมัยโบราณและความนิยมในหมู่นักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ! เมืองที่เต็มไปด้วยเสน่ห์และเป็นศูนย์รวมนักท่องเที่ยวที่มาเยี่ยมชมสถานที่ทางจิตวิญญาณต่าง ๆ เช่นวัดและศาลเจ้า เส้นทางแสวงบุญ บ่อน้ำพุร้อน

เกียวโต(Kyoto)เป็นเมืองที่ได้ชื่อว่าเมืองแห่งศิลปะและวัฒนธรรมของญี่ปุ่นอย่างแท้จริง การมาเที่ยวญี่ปุ่นนอกจากเมืองหลวงอย่างโตเกียว(Tokyo)แล้ว เกียวโตก็เป็นอีกเมืองหนึ่งไม่ควรพลาดเพราะเป็นเต็มไปด้วย วัดและศาลเจ้าเก่าแก่โบราณ ซึ่งแต่ละที่ก็จะมีความสวยงาม แตกต่างกันไป ทำให้เมืองเกียวโตมีสถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจมากมาย

โกเบ(Kobe)เป็นชื่อเมืองหลวงของจังหวัดเฮียวโงะ(Hyogo) เป็นเมืองท่า การค้าและอุตสาหรกรรมที่สำคัญเมืองหนึ่งของญี่ปุ่น ทำให้มีความหลากหลายของเชื้อชาติและวัฒนธรรมของผู้คนที่มารวมกันอยู่ที่นี่ โกเบจึงเป็นอีกเมืองหนึ่งที่มีความพิเศษที่เกิดจากการผสมผสานนี้ ไม่เหมือนที่อื่นๆ และแม้ว่าจะเพิ่งประสบกับเหตุแผ่นดินไหวครั้งรุนแรงเมื่อปี 1995 แต่ก็สามารถกลับมาก้าวหน้า และรุ่งเรืองภายในเวลาอันรวดเร็ว

ทริปนี้เราบินกับสายการบิน NokScoot บินตรงกรุงเทพ – โอซาก้า มี 8 ไฟล์ทต่อสัปดาห์ เราเลือกบินไฟล์ทห้าทุ่มกว่าถึงญี่ปุ่นเช้าพอดีที่เลือกแบบนี้เพราะไม่อยากเสียเวลาเที่ยวเพราะ 4 วันเต็มเท่านั้นก็เลยเลือกบินกลางคืนสำหรับใครที่ร่างกายไหวและวันลาน้อยเราว่าบินแบบนี้ก็พอไหวนะสำหรับเราไม่เหนื่อยมากแค่วันแรกอาจจะเที่ยวแบบเบาๆเดินทางสบายๆหน่อย

ที่นั่งของ NokScoot ค่อนข้างกว้างเพราะใช้เครื่องบินโบอิ้ง 777- 200 ลำใหญ่ นั่งสบายนะยืดขาได้ ก็เลยพอนอนได้ตอนเช้าเลยเที่ยวสบายเลยจ้า

ถ้าไฟล์ทไหนบินไกลๆไม่ต้องห่วงเพราะเราสามารถสั่งอาหารล่วงหน้าก่อนบิน 48 ชั่วโมงผ่านทางเว็บไซต์ www.nokscoot.com NokScoot Café มีอาหารหลอกหลายเมนูหลายสไตล์ให้สั่งกัน ทริปนี้เราบินดึกเลยเลือกให้เสิร์ฟอาหารในช่วงเช้าแทนได้เพียงแค่แจ้งพนักงานต้อนรับเอาไว้

เรามาถึงญี่ปุ่นตอนเช้าซึ่งที่พักยังไม่ให้เช็คอินเพราะฉะนั้นเราหาที่ฝากกระเป๋ากันก่อน ฝากกระเป๋าเสร็จเรานั่งรถไฟเที่ยวต่อโดยมีจุดมุ่งหมายคือสถานี Kishi ที่ Kishi station มีอะไร? ก็มีแมวเหมียวชื่อว่าเจ้านิทามะเป็นนายสถานีรุ่นสองต่อจากเจ้าทามะนายสถานีตัวแรกของสถานีคิชิ

ขบวนรถไฟที่มุ่งหน้าสู่สถานี Kishi มีการตกแต่งด้วยลวดลายที่น่ารักแต่งต่างกันในแต่ละขบวนอย่างรถไฟขบวนสตรอเบอรี่ ขบวนรถของเล่น น่ารักมาก

มาวันนี้ทาง Wakayama Electric Railway ได้ตั้งแต่แมวตัวใหม่ขึ้นมาปฏิบัติหน้าที่แทน นามว่า “นิทามะ (Nitama)”

ภาระหน้าที่ที่ทามะเคยทำไว้ตลอดระยะเวลากว่า 9 ปีนั้นยิ่งใหญ่มาก เพราะทามะได้สร้างปรากฏการณ์ไปทั่วโลกในฐานะ Super station master นายสถานีรถไฟที่เป็นแมวตัวแรกของโลก ทำให้เกิดการกระตุ้นการท่องเที่ยว นักท่องเที่ยวจากทั่วโลกหลั่งไหลมาเยี่ยมชมความน่ารักของมันเป็นจำนวนมาก ทำให้กิจการรถไฟสายนี้จากที่กำลังจะล้มละลาย กลับมามีกำไร และเป็นที่ท่องเที่ยวสำคัญของจังหวัด Wakayama ไปในทันที (ในปีแรกของทามะ ทามะสามารถสร้างรายได้ได้มากถึง 1.1 พันล้านเยนเลยทีเดียว)

และการที่จะหาแมวตัวใหม่ที่จะมาแทนที่ก็ไม่ใช่ว่าตัวไหนก็ได้ เพราะจะต้องผ่านโรงเรียนฝึกฝนมาก่อน ต้องมีนิสัยชอบเล่นกับผู้คน และที่สำคัญต้องไม่รังเกียจที่จะใส่หมวกประจำตำแหน่งด้วย ซึ่งนิทามะก็ผ่านคุณสมบัตินั้น และได้ทำหน้าที่เป็นนายสถานีประจำสถานี Idakiso มาแล้วก่อนหน้านี้ ซึ่งสถานีนี้ก็ตั้งอยู่บนรถไฟสาย Kishi เช่นเดียวกัน

อาคารของสถานีรถไฟก็ออกแบบให้เป็นหน้าแมวเหมียวสุดน่ารัก ด้านในมีคาเฟ่และ Shop ขายของที่ระลึกด้วยทาสแมวทั้งหลายห้ามพลาดสถานีนี้ด้วยประการทั้งปวง

นิทามะ เกิดในเมือง Okayama ซึ่งอยู่ห่างออกไปจากเมือง Wakayama ประมาณ 250 กิโลเมตร และถูกรับมาเลี้ยงโดยเจ้าหน้าที่จาก Okayama Electric Tramway ซึ่งไปพบมันขณะหลบอยู่ใต้ท้องรถในวันฝนตก

Wakayama Castle

จากสถานี Kishi นั่งรถไฟกลับมาที่สถานี Wakayamashi Station จุดมุ่งหมายต่อไปคือ Wakayama Castle เราใช้วิธีเดินระยะทางจากสถานีวาคายามะถึงปราสาทประมาณ 2.5 กิโลเมตรเดินก็ประมาณ 30 นาที มาญี่ปุ่นทั้งที่เดินเที่ยวไม่ใช่เรื่องแปลกเพราะอากาศดีฟ้าก็สวยระหว่างทางเดินไปปราสาทเราเลยแวะถ่ายรูปกันไม่หยุดจากครึ่งชั่วโมงก็ปาไปจะเป็นชั่วโมงแล้ว

ปราสาทวากายามะ(Wakayama Castle) เป็นหนึ่งในสถานที่ท่องเที่ยวหลักของเมืองวากายามะ ตั้งอยุ่บนเนินเขา ภายในมีส่วนประกอบต่างๆตามรูปแบบของปราสาทดั้งเดิมเอาไว้อยู่หลายส่วน ถึงแม้ว่าส่วนใหญ่จะเป็นการสร้างขึ้นมาใหม่ทีหลัง แต่ก็เน้นที่ความคล้ายคลึงกับของเดิม เช่น ตัวหอคอยปราสาทเป็นการสร้างขึ้นใหม่เพราะหอคอยเดิมถูกทำลายไปในช่วงสงครามกลางเมืองไปแล้ว มีคูน้ำและสวนขนาดใหญ่ล้อมรอบ เดินทางมาได้ง่ายๆจากสถานีรถไฟ JR Wakayama Station พูดง่ายๆคือเป็นปราสาทที่อยู่เกือบจะกลางเมืองกันเลยทีเดียว

Wakayama Castle นั้นสร้างขึ้นในยุคเอโดะโดย  Toyotomi Hideyoshi ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1585 แต่ตกเป็นของ Tokugawa Ieyasu ในเวลาต่อมา ผ่านยุคสมัยของสงครามมาหลายครั้ง แต่ครั้งที่ปราสาทเสียหายอย่างหนัก รวมถึงหอคอยปราสาทถูกทำลายลงด้วยคือในสงครามโลกครั้งที่ 2 เมื่อปี 1945

ปราสาทวากายามะ มีสิ่งที่น่าสนใจหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นประตูเก่าดั้งเดิม กำแพงเมือง คูน้ำ หอคอยที่แม้จะสร้างขึ้นใหม่แต่ก็ยังดูสวยงาม รวมถึงสะพาน Ohashi Roka ที่ข้ามคูน้ำเชื่อมระหว่างสองส่วนของพื้นที่ปราสาทซึ่งมีความสูงต่างกัน และก็เหมือนกับปราสาทอื่นๆคือ ที่นี่เป็นจุดชมซากุระและใบไม้เปลี่ยนสีที่สวยงามของเมืองนี้ด้วย

วิวมุมสูงมองจากตัวปราสาทลงมาก็จะเห็นวิวของเมืองจนถึงทะเลนู่นเลย เดี๋วเราจะนั่งรถไปแถวริมทะเลจะพาไปเที่ยวตลาดปลากัน

จากปราสาทวาคายามะ เรานั่งแท๊กซี่รถต่อไปที่ตลาดปลา Wakayama Kuroshio Fish Market ที่ต้องนั่งรถแท๊กซี่เพราะว่าต้องไปให้ทันบ่าย 3 โมง จะมีโชว์การแสดงแร่ปลาโชว์ 3 รอบ 11.00, 12.30, 15.00 น. เพราะฉะนั้นเลยต้องรีบนิดนึง แต่ไปๆมาๆค่าแท็กซี่กับค่ารถบัสพอกันเลยค่ารถบัสจากปราสามตกคนละ 230 เยน

หลังจากเพลิดเพลินกับโชว์แล้วก็ไปต่อกันที่โซนช็อปปิ้ง ซึ่งคึกคักสุด ๆ มีอาหารทะเลสด ๆ วางจำหน่ายเรียงรายกันอยู่มากมายหลายร้านให้เราเลือกซื้อ มีทั้งแบบสดและแบบแปรรูปแล้วเพื่อให้เหมาะสำหรับนักท่องเที่ยวที่ต้องการซื้อเป็นของฝาก เป็นของท้องถิ่นที่ราคาไม่แพงเลยล่ะ

ใครที่อยากซื้อแล้วกินเลยก็ทำได้ เพราะเค้ามีการจัดโต๊ะและเก้าอี้ไว้พร้อมให้เรานั่งรับประทาน อำนวยความสะดวกให้นักท่องเที่ยวได้เดินเลือกซื้อของที่อยากกินแล้วมาเลือกที่นั่งกันได้ตามสบายเลย

ดูโชว์เสร็จแล้วก็ถึงเวลากิน!!!! มาถึงตลาดปลาแล้วอาหารทะเลทั้งสดและถูกขนาดนี้จะพลาดได้ไง ที่นี่เราสามารถซื้ออาหารทะเลในตลาดและมานั่งทานบริเวณที่นั่งริมทะเลมีเตามีพนักงานคอยบริการอย่างดีแบบฟรีๆ คือดีงามมากๆ

เที่ยวกันจนเย็นเลยได้เวลากลับเข้าที่พักกันบ้างแล้ว ที่พักของเราชื่อ Casa Kyobashi เราจองกับ Agoda โดยจองผ่าน ShopBack สงสัยใช่มั้ยทำไมต้องซับซ้อนหลายชั้นก็เพราะว่าถ้าเราจองผ่าน ShopBack เราจะได้รับเงินคืนสูงสุด 6% เลยนะ แล้วก็มีหลายเจ้าทั้ง Booking.com , Expedia , Agoda, Trip.com เห็นมั้ยใครว่ายุ่งยากสะดวกกว่าเดิมอีกตั้งหาก

อพาร์ตเมนต์ 1 ห้องนอน 1 ห้องน้ำส่วนตัว ขนาด 31 ตร. ตั้งอยู่ในเคียวบะชิ ซึ่งเหมาะสำหรับผู้ที่มองหาความผ่อนคลายและความบันเทิงไปพร้อมๆ กันในโอซาก้า ที่พัก 1 ดาวแห่งนี้ตั้งอยู่บนทำเลที่เยี่ยมยอด อยู่ห่างจากตัวเมืองอันน่าตื่นตาเพียง การเดินทางไปยังสถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยมของเมืองจึงทำได้โดยง่าย ด้วยโลเคชั่นที่ยอดเยี่ยม ผู้เข้าพักจะเดินทางไปยังสถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยมต่างๆ ของเมืองได้อย่างสะดวกง่ายดาย

ผู้เข้าพักสามารถเพลิดเพลินกับบริการและสิ่งอำนวยความสะดวกเหนือระดับได้ ณ ที่พักในโอซาก้าแห่งนี้ เมื่อเข้าพักที่นี่ ผู้เข้าพักทุกท่านจะได้รับบริการสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ เช่น ห้องครัว, ลิฟต์, บริการเช็คอิน 24 ชั่วโมง

ห้องพักจำนวน 16 ห้อง ตลอดทั้ง ชั้น ให้ความอบอุ่นและผ่อนคลายเสมือนอยู่บ้านหลังที่สอง บางห้องมีสิ่งอำนวยความสะดวก อาทิเช่น ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาด, ตู้เสื้อผ้า, ชา (ฟรี), ผ้าเช็ดตัว, พื้นปูพรม นอกจากนี้ ที่พักยังจัดเตรียมกิจกรรมนันทนาการหลากหลายไว้ให้ผู้เข้าพักได้เพลิดเพลิน อพาร์ตเมนต์ 1 ห้องนอน 1 ห้องน้ำส่วนตัว ขนาด 31 ตร. คือตัวเลือกที่ดีที่สุดสำหรับนักท่องเที่ยวที่มองหาความผ่อนคลาย สะดวกสบาย และเสน่ห์ของโอซาก้า

เพียงแค่เข้าไปที่ app ShopBack หรือถ้าคลิกลิงค์นี้ก็จะพิเศษเข้าไปอีก http://bit.ly/2YoRIUW ได้รับโบนัสเงินคืนเพิ่มทันทีอีก 100 บาท เมื่อช้อปครั้งแรก

ห้องก็ใหม่สะอาดมากราคาคืนละสามพันกว่าพักได้ 6 คน เราจองผ่าน ShopBack ได้เงินคืนอีก 6% และอยู่ใกล้กับสถานี Kyobashi ไม่กี่ร้อยเมตรก็เลยสะดวกมากเรื่องเดินทางและอาหารการกิน

วันต่อมาเราเดินทางไปไกลหน่อยไปถึงโกเบ ถึงระยะทางไกลแต่การเดินทางที่ญี่ปุ่นสะดวกมากมาย นั่งรถไฟไปลงสถานี shin kobe station ลงจากรถไฟเราซื้อตั๋ว city loop ซื้อได้ที่ชั้น 1 ของสถานี มีจุดจอดรถถึง 17 ผ่านตามสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆของโกเบเราซื้อเป็นตั๋วแบบวันเดย์พาสไม่จำกัดเที่ยวใน 1 วัน ราคา 660 เยน ส่วนตั๋วแบบเที่ยวเดียวเที่ยวละ 260 เยน

ที่เมืองโกเบมีเย่าน Nankinmachi หรือไชน่าทาวน์นานกิงมะชิ ชื่อก็บอกอยู่แล้วว่าไชน่าทาวน์เพราะฉะนั้นบรรยากาศก็เป็นจีนๆบ้านเรือนอาหารจีนขอบอกว่าอาหารจีนที่นี่รสชาติอร่อยด้วย

ไชน่าทาวน์ย่านนานกิ่งมะชิ (Nankinmachi) 

หรือที่คนท้องถิ่นมักจะเรียกกันว่า “ย่านนานกิ่งมะชิ” แต่ด้วยความที่ทั่วทั้งบริเวณนั้นเต็มไปด้วยร้านค้าร้านอาหารกลิ่นอายแบบจีนจนได้รับการขนานนามว่าเป็น “ไชน่าทาวน์แห่งโกเบ” นั่นเองล่ะค่ะ ย่านนี้นั้นบอกได้เลยว่ามีความเก่าแก่ไม่ใช่น้อยๆเลยนะคะ เนื่องจากไชน่าทาวน์แห่งนี้ก่อตั้งมากว่าร้อยปีแล้ว ตั้งแต่ค.ศ. 1868 และเป็นยังไชน่าทาวน์ชื่อดังสุดๆในภูมิภาคคันไซเลยก็ว่าได้ หากถามคนญี่ปุ่นทั่วไปเกี่ยวกับไชน่าทาวน์ที่น่าเที่ยวรับรองว่ามีชื่อของที่นี่ติดอันดับต้นๆแน่นอน โดยคำว่านานกิงมาชิ(Nankinmachi)แปลเป็นไทยได้ว่า ที่อยู่อาศัยของชาวหนานกิง ซึ่งเป็นชื่อเมืองหลวงของชาวจีนสมัยที่เริ่มติดต่อกับญี่ปุ่นใหม่ๆ ทางทิศตะวันออกมีประตูโชอังมอง และทางทิศใต้มีนันโรงมองเป็นสัญลักษณ์ สองข้างทางเนืองแน่นไปด้วยร้านอาหารจีน ร้านขายวัตถุดิบทำอาหาร และร้านขายของเบ็ดเตล็ด นับเป็นย่านที่มีเสน่ห์เฉพาะตัวและยังมีชีวิตชีวาอยู่เสมอๆ

ที่นี่ไม่ได้มีแต่นักท่องเที่ยวต่างชาตินะคนญี่ปุ่นเองก็นิยมมาเที่ยวเพราะที่นี่ของกินเยอะมากบางร้านยืนต่อแถวกันยาวเลยทีเดียว เราชอบเสี่ยวหลงเปามาแล้วอย่าพลาดไปต่อแถวชิมนะจ๊ะ

ใกล้ๆกับย่านไชน่าทาวน์มีศาลเจ้าอิคุตะ Ikuta Shrine ศาลเจ้าเก่าแก่แห่งเมืองโกเบอายุกว่า 1,800 ปี ใครอยากขอพรเรื่องความรักความสัมพันธ์ใครอยากมีแฟนหรือรักกับแฟนนานๆก็มาขอพรกันได้นะจ๊ะ

ศาลเจ้าอิคุตะ(Ikuta Shrine)

เป็นศาลเจ้าที่เก่าแก่ที่สุดแห่งหนึ่งของญี่ปุ่นเลยทีเดียว คาดกันว่าก่อสร้างตั้งแต่ปีค.ศ. 201 หรือกว่า 1800 ปีมาแล้ว มีมาก่อนเมืองโกเบซะอีก เพราะแม้แต่ชื่อเมืองโกเบ ยังมาจาก แกมเบ(Kambe)หรือชื่อของบ้านของเทพเจ้าอิคุตะนั้นเอง ซึ่งเทพอิคุตะนั้นเชื่อกันว่าเป็นเทพแห่งพลังความสร้างสรรค์ ที่นี่จึงเป็นศาลเจ้าที่มักจะมีชาวเมืองโกเบโดยเฉพาะเหล่าศิลปิน และนักกีฬาแวะเวียนมาขอพรอยู่เสมอ รวมทั้งเครื่องรางของที่นี่ยังมีชื่อด้านการสมหวังด้านความรักด้วย

ออกจากศาลเจ้าเรานั่ง City loop ไปที่โกเบ พอร์ท ทาวเวอร์ เราตั้งใจว่าจะไปที่นี่ในช่วงเย็นๆเพราะหอคอยจะเปิดไฟสวยและฝั่งตรงข้ามของโกเบ พอร์ท ทาวเวอร์มีห้าง Umie Mosiac และชิงช้าซึ่งก็จะเปิดไฟสวยในตอนกลางคืนเหมือนกัน โกเบ พอร์ท ทาวเวอร์เป็นหอคอยที่มีความสูงถึง 108 เมตร ค่าเข้าชม: ผู้ใหญ่ 600 เยน, เด็ก 300 เยน

โกเบ พอร์ท ทาวเวอร์

เป็นหอชมวิวที่สร้างจากท่อ และมีรูปทรงคล้ายกลองญี่ปุ่นแบบยาว โครงสร้างไฮเพอร์โบลา ซึ่งเป็นรูปร่างเฉพาะพิเศษที่สุดในโลก ทาวเวอร์นี้ได้รับชื่อว่า “ความสวยงามของหอคอยโลหะ” เพราะรูปร่างของมัน ทาวเวอร์นี้เป็นสัญลักษณ์ของท่าเรือโกเบ ในเวลากลางคืนมีการส่องไฟด้วย LED ทำให้เป็นส่วนหนึ่งของทิวทัศน์กลางคืนที่สวยงามของเมืองโกเบ

วันนี้เราออกเดินทางเช้าหน่อย เราอยากนั่งรถไฟไปเที่ยวเกียวโต เมืองที่มีประวัติศาสตร์เก่าแก่ของญี่ปุ่น เราลงรถไฟที่สถานี Saga-Arashiyama และใช้วิธีเช่าจักรยานขี่เที่ยววิธีนี้สนุกดีนะคะชิลมากๆอากาศที่นี่ดีสุดๆเหมาะกับการขี่จักรยาน ราคาเช่าจักรยานคันละ 1,000 เยน

เราจอดจักรยานริมแม่น้ำ Katsura river วิวที่นี่สวยมากใครอยากล่องแม่น้ำชมวิวทั้งสองฝั่งก็สามารถเหมาเรือไปนั่งชิลๆได้ จักรยานที่นี่จอดมั่วซั่วไม่ได้นะสังเกตที่จอดด้วย

– ที่ริมแม่น้ำ Katsura river บรรยากาศดีอากาศดีมากนักท่องเที่ยวทั้งคนไทยและญี่ปุ่นมานั่งชมวิวที่นี่กันเยอะเล

แม่น้ำคัตสึระ เป็นแม่น้ำในจังหวัดเกียวโต เกิดขึ้นจากการบรรจบกันของแม่น้ำสองสาย คือ แม่น้ำโฮซุที่ไหลมาจากภูเขาใกล้กับคาเมโอกะ บรรจบกับแม่น้ำโออิ ตลอดสายของแม่น้ำคัตสึระเป็นที่ตั้งของศาลเจ้าชินโตเก่าแก่มากมายเช่นศาลเจ้ามัตสึโอะ นอกจากนี้ จากการที่แม่น้ำสายนี้ไปบรรจบกับแม่น้ำคาโมะ ทำให้ในฤดูร้อนจะเป็นฤดูที่มีปลาอายุชุกชุม

ย่านนี้มีคาเฟ่และร้านขนมหลายร้านเราขอแวะกันสักร้าน จำชื่อร้านไม่ได้เพราะเป็นภาษาญี่ปุ่นเอาเป็นว่าลองเดินดูแถวนั้นมีร้านเยอะเลยเราสั่งมาเป็นเซ็ทมีดังโงะ วารากาบิ ไอศกรีม โรลชาเขียว รสชาติเข้มข้นมากกกกกกก

มาถึงที่นี่แล้วไม่ไปป่าไผ่ Arashiyama คงไม่ได้จริงๆ ถ้าใครอยากได้รูปแบบไม่มีคนเลยแนะนำว่าให้ไปแต่เช้าตรู่รับรองได้ภาพสวยไม่มีคนเยอะแน่นอน

สวนป่าไผ่(Bamboo Groves)ที่ตั้งอยู่ที่อาราชิยาม่าในเกียวโตนั้นนับเป็นสถานที่ท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่ดังมากๆของที่นี่แหล่ะค่ะ เชื่อว่าถ้าพูดถึงป่าไผ่ปุ๊บต้องนึกถึงที่นี่เป็นอันดับแรกแน่นอน ถ้าคนที่ชื่นชอบวิธีชีวิตเรียบง่ายและยังชอบเดินเล่นท่ามกลางบรรยากาศป่าๆต้องไม่พลาดอย่างเด็ดขาด เพราะที่ป่าไผ่แห่งนี้จะมีเส้นทางเล็กๆที่รายล้อมไปด้วยป่าไผ่ที่สุดสุดลูกหูลูกตาเดินทีกลิ่นไผ่หอมนิดๆก็โชยมา ขนาดวันที่แดดร้อนๆมาที่ยังไม่ร้อนมากเท่าไหร่เลยล่ะค่ะ น่าจะเป็นเพราะปริมาณไผ่อีกทั้งยังความสูงที่ช่วยกันเรื่องความร้อนไปได้มาก ถ้าไม่อยากเดินก็ยังมีบริการรถลากแบบโบราณๆให้ได้ลองนั่งกันเพลินๆอีกด้วย นอกจากนี้ยังจะมีร้านขายของที่ระลึกที่เน้นสินค้าที่ทำจากต้นไผ่และของท้องถิ่นเป็นหลักไม่ว่าจะเป็น ตะกร้าไม้ไผ่, ถ้วย, กล่องใส่ของ หรือเสื้อเสื้อสานจากไผ่ ไว้ให้ได้ช็อปปิ้งกันเบาๆเป็นของฝากอีกด้วย

คืนจักรยานเรียบร้อยเราเดินทางต่อไปที่ย่าน Gion ย่านที่โด่งดังมากของเมืองเกียวโตเป็นย่านเมืองเก่าสาวๆหนุ่มๆใส่กิโมโนเดินทั่วเมืองสวยงามมาก จุดแรกที่ต้องมาก็คือวัดคิโยมิสึหรือวัดน้ำใสนั่นเองแต่รอบนี้เราไม่ได้ซื้อตั๋วเข้าไปด้านในเพราะว่าวัดยังปรับปรุงไม่เสร็จมีกำหนดเสร็จมีนา 2020

วัดคิโยะมิซุ (Kiyomizu-dera)

หรือที่เราๆรู้จักกันในชื่อ วัดน้ำใส นับเป็นวัดที่ไม่ได้มีชื่อเสียงโด่งดังระดับจังหวัดเท่านั้นนะคะ แต่ยังเป็นวัดที่พูดได้เลยว่าดังที่สุดในญี่ปุ่นก็ไม่ผิดเลยล่ะค่ะ เนื่องจากการที่วัดมีสถาปัตยกรรมโบราณที่งดงามชวนตะลึงจนยูเนสโกได้บันทึกให้วัดแห่งนี้ขึ้นเป็นมรดกโลก (UNESCO world heritage sites) ซึ่งที่มาของชื่อวัดน้ำใสก็มาจากการที่วัดแห่งนี้นั้นได้ถูกสร้างขึ้นปี ค.ศ. 780 แล้วได้มีน้ำที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติจากน้ำตกโอโตวะ (Otowa Waterfall) ไหลผ่านตัววัดนั่นเองล่ะค่ะ จุดที่ถือว่าเป็นไฮไลท์การท่องเที่ยวของที่นี่ก็คงไม่พ้น อาคารไม้ขนาดใหญ่ที่แค่การสร้างก็น่าทึ่งแล้ว เพราะการสร้างทั้งหมดนี้ไม่มีการใช้ตะปูใดๆทั้งสิ้น ถือว่าเป็นภูมิปัญญาของคนโบราณที่สุดยอดเลยจริงๆ เสาของอาคารมีความสูงถึง 13 เมตรจากพื้นดิน และโถงอาคารถูกสร้างให้ยื่นออกไปภายนอกทำให้บริเวณนี้เป็นจุดชมวิวที่สวยงาม มองเห็นเมืองเกียวโตในฤดูต่างๆ และเป็นจุดชมซากุระและชมใบไม้แดงที่ขึ้นชื่อของเกียวโตอีกด้วย

ย่าน Gion มีถนนเส้นเล็กๆเส้นนึงยาวเพียง 2 กิโลเมตร ที่เต็มไปด้วยบ้านเรือนโบราณของญี่ปุ่นยิ่งมีสาวๆหนุ่มๆใส่กิโมโนมาเดินทำให้รู้สึกราวกับย้อนไปสู่ยุคเอโดะเลยทีเดียว

ช่วงซากุระบานถนนจะเต็มไปด้วยสีชมพูและฟดูใบไม้ผลิที่นี่จะสวยงามราวภาพวากครั้งหน้าจะมาในช่วงนั้นดูบ้าง

จากถนนนักปราชญ์เดินทะลุมาถึงร้าน Cacao Market by Maribel เราข้ามถนนมาริมแม่น้ำคาโมะเดินไปทางซ้ายมือเรื่อยๆจะมีเป็นทางยาวเลียบแม่น้ำคาโมะจะมีซากุระบานตลอดฝั่งแม่น้ำสวยงามมากขนาดช่วงที่เราได้ยังไม่ฟลูบลูมบานเป็นบางช่วงยังสวยงามมากเลยถ่ายรูปกันสนุกวันนี้ไม่ไปไหนแล้วอยู่แถวนี้ฟินมาก

ถึงแม้จะไม่มีซากุระริมแม่น้ำคาโมะก็เป็นสถานที่ที่น่ามานั่งเล่นมากเลยใครที่แพลนไม่แน่นเน้นชิลๆเราอยากแนะนำให้ลองมาเดินเล่นอะไรแบบนี้คุณจะได้เห็นวิถีของชาวญี่ปุ่นจริงๆที่เค้ามานั่งเล่นเด็กๆมาทำกิจกรรมกันครอบครัวมาปิคนิคหรือคู่รักที่มาจู๋จี๋กันนั่งมองอะไรแบบบางทีก็ดีกว่าสถานที่ท่องเที่ยวที่คนแน่นๆอีกนะ

ปิดท้ายทริปด้วยการนั่งรถไฟกลับมาที่ย่านชินไซบาชิ – ดงทงบุริ มาช้อปปิ้งเหรอ? ป่าวววมาหาร้านบุฟเฟ่ต์เนื้อตั้งหากฮ่าๆๆๆ แล้วก็หาร้านเจอ ชื่อร้าน Tajimaya DX Shin Sai Bashi กินตัวแตกก็ไปช้อปให้กระเป๋าแหกกันต่อใครอยากได้อะไรที่นี่มีเกือบหมดแนะนำอย่าพกมาเยอะอาจหมดตัวได้ ฮ่าๆ เป็นการปิดท้ายทริปที่ฟินมากมีเงินกินช้อปกันเต็มที่เพราะได้ตั๋วราคาดีของ NokScoot อย่าลืมกดติดตามเพจ NokScoot หรือ www.nokscoot.com จะได้ไม่พลาดตั๋วราคาโดนๆ

 

 

LEAVE A REPLY

Please enter your comment!
Please enter your name here