Jordan มนต์เสน่ห์แห่งเพตรา

ราชอาณาจักรฮัชไมต์จอร์แดน ( Hashemite Kingdom of Jordan;  المملكة الأردنية الهاشمية‎) หรือที่เรียกกันทั่วไปว่า จอร์แดน  เป็นประเทศในตะวันออกกลาง มีพรมแดนติดกับประเทศซีเรียทางทิศเหนือ ติดต่อกับอิรักทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ ติดต่อกับซาอุดีอาระเบียทางทิศตะวันออกและทิศใต้ รวมทั้งติดต่อกับอิสราเอลและดินแดนที่อิสราเอลครอบครองทางทิศตะวันตก

จอร์แดนเป็นประเทศที่เกือบไม่มีทางออกสู่ทะเล มีชายฝั่งทะเลเดดซีร่วมกับอิสราเอลและดินแดนที่อิสราเอลครอบครอง มีชายฝั่งอ่าวอะกาบาร่วมกับอิสราเอล ซาอุดีอาระเบีย และอียิปต์

ถ้าให้พูดถึงประเทศจอร์แดน..
ตอนแรกเราก็ไม่รู้หรอกว่ามันจะสวยงามอย่างไร..
คิดว่าคงเป็นประเทศทะเลยทราย ร้อนๆ ไม่มีอะไร
แต่พอได้เดินทางไปแล้ว..
เฮ้ยย. ประเทศอะไรเนี่ย ทำไมมันสวยงามขนาดนี้ เมืองทั้งเมืองเป็นสีโทนเดียวกันหมดแถมด้วยเมืองเพตราเมืองโบราณ มันเหมือนกับว่าเราหลุดไปอยุ่ในโลกของนิยายเลย เมืองนี้มันมีอยู่จริงด้วยย
อยากรู้ว่าเราไปที่ไหนมาบ้าง อ่านตามรายละเอียดแต่ละรูปได้เลยจ้าาาา

ทะเลทราย Wadi Rum
ทะเลทรายวาดิรัม เทือกเขาหิน เป็นทะเลทรายที่มีชื่อเสียงว่าสวยที่สุดแห่งหนึ่ง อยู่ท่ามกลางหุบเขาหินทราย (sandstone) ทำให้ทรายมีสีออกแดง ต่างจากทะเลทรายที่อื่นๆด้วยทิวทัศน์ภูผาที่มีลวดลายตามธรรมชาติ สัมผัสได้จากการนั่งรถกะบะเปิดประทุน หรือจะขี่อูฐก็สัมผัสอารมณ์ท่องเที่ยวทะเลทรายเต็มๆ

Petra by night
เพตรา เมืองในหุบเขากลางทะเลทราย สัญลักษณ์แห่งจอร์แดน ถูกจัดเป็นสิ่งมหัศจรรย์ในยุคโมเดิร์น มีจุดเด่นคือการสร้างเมืองนี้ เป็นการเจาะหินเข้าไปเพื่อทำเป็นที่อยู่อาศัย จึงเป็นเมืองที่ทั้งงาม และมีความน่าทึ่งอยู่ในตัว

ส่วนตอนกลางคืน การแสดงจะคล้ายๆ กับแสงสีเสียง มีการเล่นดนตรีพื้นเมืองของชาวเบดูอิน (Bedouin) และกล่าวเล่าประวัติและตำนานสั้นๆ ซึ่งจะมีการแสดงเฉพาะวันจันทร์, พุธ และพฤหัส เขาจะนัดเจอกันที่ Visitor Center ประมาณ 20.30 น. แล้วค่อยให้เดินไปตามทางของ The Siq พร้อมๆ กัน ซึ่งประดับไปด้วยเทียนเรียงรายกันนับพันเล่ม

Roman Theater
ตั้งอยู่กลางเมือง Amman เป็นที่พักผ่อนของชาวเมือง ที่นี่สร้างโดยการสลักเข้าไปในภูเขา เชื่อว่าสร้างในศตวรรษที่ 2 สามารถจุคนได้มากกว่า 6,000 คน

ทะเลสาบเดดซี
ชื่อเสียงของทะเลแห่งนี้เป็นที่รู้จักว่า มีความเข้มข้นสูง เค็มจัดที่ทำให้มนุษย์สามารถลอยตัวได้ ไม่มีวันจม นอกจากนั้นยังมีชื่อเสียงเรื่องโคลนที่ช่วยบำรุงผิวหนังและบริเวณนี้ยังมี รีสอร์ทรอบทะเลสาบบริการนักท่องเที่ยวอีกด้วย

เจอราซ แหล่งท่องเที่ยวเชิงอารยธรรมโบราณ จุดเด่นที่เห็นคือเสาหินโบราณสไตล์โรมันที่มีอยู่จำนวนมาก จนบางครั้งที่นี่ถูกเรียกว่า เมืองพันเสา การไปเที่ยวมีการชมป้อมปราการดั้งเดิม การสร้างวิหารและปราสาททับซ้อนกันบนเทือกเขาที่เป็นจุดกำเนิดของกรุงอัมมาน นอกจากเสาโรมันแล้วยังมีมัสยิดของอิสลาม

อัมมาน (Amman; عمان‎ ʿAmmān ) เป็นเมืองหลวงของประเทศจอร์แดนและเป็นเมืองที่ใหญ่ที่สุดในประเทศจอร์แดน มีประชากรประมาณ 3 ล้านกว่าคน

Day 1 – Amman
เรานั่งเครื่องจากสนามบินสุวรรณภูมิ มาถึงไฟลท์เช้า เอาโรงแรมไปทานอาหารเช้า ล้างหน้าแปรงฟัน เสร็จแล้วก็เริ่มเที่ยวกันเลยครับ. ที่แรกที่เราจะไปคือ Amman Citadel สร้างอยู่บนเนินเขา Jebel al-Qala’a ซึ่งสูงที่สุดในอัมมาน ถูกสร้างเพิ่มเติมมาเรื่อยๆ ในหลายยุคหลายสมัยน่าจะเริ่มตั้งแต่ 8,000 ปีก่อนคริสต์ศักราช

ในยุคของ Neolithic Period แต่วิหารที่เป็นที่รู้จักกันมากที่สุดของที่นี่ คือ Temple of Hercules ซึ่งสร้างในยุคโรมัน (100 ปีก่อนคริสต์ศักราช) จากบนยอดเขา สามารถมองวิวได้ 360 องศาเลย จะเห็นตัวเมือง amman

ผมชอบเมืองนี้นะ มันสวยและมีเสน่ห์ เหมือนคุมโทนกันทั้งเมือง ทางรัฐบาลจะไม่ให้สร้างบ้านหรือตึกโดยทาสีอื่นเลยนอกจากโทนสีน้ำตาล

Temple of Hercules

The Temple of Hercules ตั้งอยู่ในป้อมอัมมานในอัมมานประเทศจอร์แดน ป้อมปราการตั้งอยู่ที่ด้านบนของภูเขาสามารถมองเห็นใจกลางเมือง เชื่อว่าถูกทำลายด้วยแผ่นดินไหว มีเพียงฐานและเสาหลายเสาที่ยังมีชีวิตอยู่ในปัจจุบัน มีรูปถ่ายว่าเชื่อกันว่าวัดมองอย่างไรในวันนั้น ด้านหลังวัดเป็นส่วนหนึ่งของรูปปั้น Hercules มีการค้นพบมือและข้อศอกเพียงบางส่วน แต่ขนาดของชิ้นส่วนเหล่านี้แนะนำว่ารูปปั้นดั้งเดิมนั้นสูงประมาณ 13 เมตร

สร้างขึ้นในช่วงปี ค.ศ. 162-166 ว่ากันว่ามีขนาดใหญ่กว่าวิหารทั้งหลายในกรุงโรมเสียอีก แต่จากหลักฐานที่ขุดพบเชื่อว่าวิหารนี้ยังสร้างไม่เสร็จ ตอนนี้เหลือแต่ซากปรักหักพังและเสาขนาดใหญ่ 2 ต้นทางด้านหน้า

National Archaeological Museum

ถูกสร้างขึ้นตั้งแต่ปี ค.ศ. 1951 จัดแสดงสิ่งของต่างๆ ที่ถูกค้นพบที่นี่ ซากปรักหักพัง รวมถึงสิ่งของต่างๆ ที่ถูกขุดค้นพบก็รวบรวมไว้ในพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ ข้าวของโบราณในยุคโรมัน

Umayyad Palace

Umayyad Palace เป็นพระราชวังขนาดใหญ่ที่มีความซับซ้อนจากยุคเมยยาดตั้งอยู่บนเนินเขา Citadel ของอัมมานจอร์แดน สร้างขึ้นในช่วงครึ่งแรกของศตวรรษที่ 8 ตอนนี้ถูกทำลายไปโดยสิ้นเชิงโดยมีห้องเข้าหอโดมที่เรียกคืนเรียกว่า “คีออสก์” หรือ “เกตเวย์อนุสาวรีย์ ของเดิมพังไปเพราะแผ่นดินไหว และมีแค่บางส่วนที่ถูกบูรณะขึ้นมาใหม่แบบที่เห็นในปัจจุบันแต่ยังคงความงดงามอยู่ วิวจากยอดเขาสามารถมองเห็นความสวยงามของเมือง amman

Roman Theater

Amman RomanTheatre หรือ Roman Amphitheatre เป็นสิ่งก่อสร้างที่สง่างดงามที่สุดสมัยโรมัน เมื่อครั้งยังเรียกเมืองนี้ว่า ฟิลาเดียเฟีย ( Philadelphia) สร้างในสมัยของ Antonius Puis (คศ. 138  161) ตัวโรงละครถูกตัดเข้าไปในด้านเหนือของเนินเขาสามารถจุผู้ชมได้ถึง 6,000 คน 

ตั้งอยู่ที่เชิงเขาจาก Amman Citadel ไปดาวน์ทาวน์ เป็นโรงละครที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งในตะวันออกกลาง Roman Amphitheatre หันหน้าไปทางทิศเหนือ เพี่อไม่ให้แสงอาทิตย์เข้าตาผู้ชม แบ่งออกเป็น 3 ระดับ ..ระดับพื้นดิน มีทางเข้าทางด้านข้าง และมีทางไปห้องออเคสตร้า (orchestra) .. ที่นั่งชั้นนี้ ซึ่งติดกับเวทีที่สุด เป็นที่นั่งที่รองรับผู้ชมชั้นปกครอง และบุคคลสำคัญ

จากชั้นระดับพื้นดินจะมีทางขึ้นไปห้องอีกระดับที่อยู่ด้านหลัง ปัจจุบันเป็น Jordan Museum of Popular Traditions อีกด้านหนึ่งเป็น Jordan Folklore museum ที่นั่งชั้นกลางนี้เป็นที่นั่งของทหาร ชั้นบนสุดเป็นของประชาชนทั่วไปเหนือที่นั่งชั้นบนสุดนี้เรียกว่า “the Gods”

Downtown Amman
เป็นเมืองที่ดูไม่หลับไหล วุ่นวายนิดๆ คนเยอะ มีรถติดบ้าง แต่ดูรวมๆไม่ค่อยน่ากลัวเท่าไร สามารถเดินเล่นชิวๆได้ ใกล้ๆกันจะมี ตลาดขนาดใหญ่ แนะนำให้ลองเข้าไปดูเราจะเจอสินค้าแปลกๆที่ไม่เคยเห็นที่บ้านเรา พวกพักผลไม้ก็มีขาย ราคาไม่แพงเลยครับ ส่วนตอนเที่ยง ทาง AIS ก็จัดเตรียมร้านอาหารให้เราทานอย่างดี เป็นอาหารจีน รสชาติถูกปาก

จากนั้น ก็เดินทางต่อกันยาวๆเลยครับ คืนนี้เราจะไปนอนที่เมืองเพตรา กัน

เมืองเพตรา นครศิลาสีกุหลาบ เมืองที่ถูกลืมเลือนไปจากความทรงจำของผู้คนและสูญหายไปจากแผนที่นานนับพันปี ซ่อนตัวอยู่ท่ามกลางอ้อมกอดของขุนเขาที่สูงชันประดุจเป็นปราการอันยิ่งใหญ่

เพตรา นครศิลาสีกุหลาบ

เมื่อลัดเลาะไปตามพื้นหินและทรายกว่า 800 เมตร ที่จะมุ่งหน้าไปในเส้นทางมหัศจรรย์ที่ทางเข้าออกของเมืองเพตรา คือ บริเวณซอกเขาเรียกว่า ซิค (Siq) เป็นหุบเขาสูง 250 ฟุต และทอดคดเคี้ยวไปบนเส้นทางที่พาดผ่านเข้าไปถึงใจกลางเมือง เกิดจากการถูกน้ำซัดกัดกร่อนจนเกิดเป็นช่องทางเดินเล็กๆ ระหว่างหุบเขา ความสวยงามของหุบเขาทั้งสองด้าน สวยงามด้วยสีสันของหินสีต่างๆ ที่เกิดขึ้นจากธรรมชาติ ชมร่องรอยซากปรักหักพังที่ยังมีร่องรอยให้เห็นการจัดการเรื่องการชลประทานใน การลำเลียงน้ำจากแหล่งน้ำภูเขาเข้าสู่ตัวเมืองได้อย่างน่าทึ่ง และยังมีภาพศิลปะแกะสลักจากภูเขาอีกมากมาย

มาถึงโรงแรม Petra Marriott Hotel มีคนเอากระเป๋าไปให้ที่ในห้องพร้อม เราแค่เดินออกมารับประทานอาหาร dinner กันที่ร้านอาหารสุดหรูอยู่ที่โรงแรมเลย มีการแนะนำตัวให้เพื่อนๆร่วมทริปรู้จักกัน ทำให้การเดินทางครั้งนี้เราสนุกยิ่งขึ้นเลยครับ ห้องนอนของเราดีมากกก. เตียงนุ่ม นอนสบาย แอร์ไม่ต้องเปิด เพราะอากาศหนาวโครตตต

ตื่นเช้ามาเปิดหน้าต่างจากห้องพัก ร้องกรี๊ดดดหนักมาก
เฮ้ย วิวอะไรทำไมมันสวยอย่างนี้ ..
เมื่อคืนมาถึงดึกเลย มองไม่เห็นอะไร

ผมกับน้องอุ๋ยไม่รอช้า รีบหยิบกล้องไปเก็บภาพกันก่อนเลย ด้านล่างที่เห็นนั่นคือ เมืองเพตราแล้วนะครับ โรงแรมนี้ตั้งอยู่บนยอดเขาสามารถมองลงไปเห็นเมืองเพตราได้หมดเลย !!

จากนั่นเราก็เดินทางมาที่ Petra Visitor Center พร้อมที่จะพจญภัยแล้วจ้าา ตั๋วพร้อมม. เข้าได้

ปกติก็ต้องเดินเข้าชมตามทางต้องเดิน ประมาณ 8 กิโลเมตร ครับ อากาศกลางวันก็ไม่ร้อนมาก แต่มากับ AIS Serenade Trip นี้ ต้องไม่ธรรมดาครับ เรานั่งรถม้าเข้าไปชมกันเลย ไม่ต้องเดิน. วิวจากหลังรถม้าก็จะประมาณนี้ ถ่ายรูปได้เพลินๆ

The Siq

 

ทางเดินใน The Siq จะแคบๆ กว้างๆ สลับกันไป ระยะทางยาวประมาณ 1.2 กิโลเมตร ผนังของหุบเขาสองข้างทางมีลวดลายและสีสันแปลกตามมากครับ ให้อารมณ์เหมือนเดินใน Zion National Park ที่อเมริกา เดินๆ ไปก็จะมีรถม้าวิ่งผ่าน ต้องคอยหลบให้ดี ฝุ่นตลบเลยทีเดียว มีตำรวจขี่ม้าคอยเดินตรวจตรา อยู่ตลอดเวลา ชั้นหินสวยๆ พบเจอได้ตลอดทาง

EL-KHAZNEH

อัล – คาเซเนห์เป็นหนึ่งในวัดที่ซับซ้อนที่สุดในเมืองเปตราซึ่งเป็นเมืองของอาณาจักรนาบาเตียนที่ชาวอาหรับเคยอาศัยอยู่ในสมัยโบราณ เช่นเดียวกับอาคารอื่น ๆ ในเมืองโบราณนี้รวมถึงอารามโครงสร้างนี้ถูกแกะสลักออกมาจากหน้าหินทราย

The Treasury

เป็นวิหารที่มีชื่อเสียงที่สุดของเพตรา ซึ่งวัตถุประสงค์ของการสร้างยังเป็นที่ถกเถียงกันบ้าง บ้างก็ว่าเป็นสุสาน บ้างก็ว่าเป็นวิหารศักดิ์สิทธิ์ สร้างโดยการแกะสลัก เจาะเข้าไปในภูเขา ด้านข้างของวิหารยังเห็นการแกะเข้าไปเป็นขั้นบันไดช่วยในการปีนเพื่อก่อสร้างและแกะสลักวิหาร ที่นี่มีความสูงประมาณ 40 เมตร ผมยืนชมความงามของวิหารตรงนี้อยู่หลายนาที มีอูฐให้ถ่ายรูปด้วยแต่เราต้องจ่ายเงินเพิ่มนะครับ

มีชาวบ้านมานั่งขายของที่ระลึกข้างทาง เอาเชือกมาทำเป็นตัวอูฐและก็เครื่องประดับต่างๆครับ

ตรงนี้ เราขี่ลาไปกันครับ เพื่อที่จะไปรับประทานอาหารกลางวัน มื้อกลางวันเป็นอาหารพื้นบ้านแบบ buffet

ขอบคุณรองเท้าคู่ใจ KEEN Thailand สำหรับการลุยเมืองเพตราในครั้งนี้ ใส่เดินสบาย ไม่ลื่นเลยจ้า

ตอนกลางคืนเรากลับมาอีกครั้งนึงครับ Petra by night
ที่นี่จะมีการแสดงตอนกลางคืน การแสดงจะคล้ายๆ กับแสงสีเสียง มีการเล่นดนตรีพื้นเมืองของชาวเบดูอิน (Bedouin) และกล่าวเล่าประวัติและตำนานสั้นๆ

เริ่มต้นที่ Visitor Center ประมาณ 20.30 น. แล้วค่อยให้เดินไปตามทางของ The Siq พร้อมๆ กัน ซึ่งประดับไปด้วยเทียนเรียงรายกันนับพันเล่ม

วันรุ่งขึ้น เราเดินทางกันต่อครับ ไปที่ทะเลทราย Wadi Rum ก่อนเข้าไปเราแวะที่ visitor center กันก่อนครับ ออกแบบได้สวยงามเข้ากับบรรยากาศรอบๆ

จากนั้นมาเปลื่ยนรถ เป็นรถ จี๊บ 4WD พร้อมที่จะลุยเข้าไปในทะเลทราย

ทะเลทราย Wadi Rum

ทะเลทรายวาดิรัม เทือกเขาหิน เป็นทะเลทรายที่มีชื่อเสียงว่าสวยที่สุดแห่งหนึ่ง อยู่ท่ามกลางหุบเขาหินทราย (sandstone) ทำให้ทรายมีสีออกแดง ต่างจากทะเลทรายที่อื่นๆด้วยทิวทัศน์ภูผาที่มีลวดลายตามธรรมชาติ สัมผัสได้จากการนั่งรถกะบะเปิดประทุน หรือจะขี่อูฐก็สัมผัสอารมณ์ท่องเที่ยวทะเลทรายเต็มๆ

วิวสองข้างทางสวยมาก ที่นี่เป็นทะเลทรายที่มีเทือกเขาสวยงาม แปลกตา ไม่เหมือนที่ไหน จอดแวะถ่ายรูปกันกลางทะเลทรายเลยครับ

หุบเขา Khazali หุบเขาที่มีจารึกโบราณ ภาพเขียนโบราณนับพันปี แอบซ่อนอยู่ในหุบเขา ต้องออกกำลังกายกันนิดนึงครับ

มาเปลื่ยนพาหนะกันต่อครับ จากรถเราต้องเปลื่ยนเป็นขี่อูฐกัน เพื่อที่จะไปยัง แคมป์พักกลางทะเลทราย ขี่อูฐครั้งแรกมันก็จะตื่นเต้นๆ หน่อยๆ ทาง AIS เตรียมผ้าโพกหัวให้พร้อมเลยทำให้ ถ่ายภาพออกมาสวยงาม

ในที่สุดก็มาถึง แคมป์นอนดูดาว ติดแอร์ กลางทะเลทราย มานั่งทานอาหารเที่ยงกลางทะเลทรายกันครับ เป็นการทานอาหารที่น่ารักมากๆ อาหารก็อร่อย แอบมีทำส้มตำให้ทานด้วย

จากนั้นก็เดินทางกันต่อยาวๆ มาพักกันที่ Kempinski Hotel Istar Dead Sea เลยครับ ห้องพักสวยงาม ห้องน้ำใหญ่ สะอาด

Kempinski Hotel Ishtar Dead Sea เป็นโรงแรมระดับ 5 ดาว มีชายหาดส่วนตัว สปาพร้อมทรีทเมนท์โคลนทะเลและเกลือทะเล สระว่ายน้ำกลางแจ้งที่มีต้นไม้เรียงรายและมองเห็นวิวของ Dead Sea

ห้องอาหารของ Kempinski Ishtar ให้บริการพาสต้าโฮมเมด อาหารไทย และของหวานช็อคโกแลตที่เป็นที่นิยม ท่านสามารถจิบเครื่องดื่มค็อกเทลแบบบาร์บาบิโลน หรือเพลิดเพลินกับวิสกี้และซิการ์ที่เลานจ์บาร์

Kempinski Hotel Ishtar Dead Sea ให้บริการห้องพักตั้งอยู่ท่ามกลางต้นปา​​ล์มและสวนมะกอก ห้องพักและห้องสวีททุกห้องมีระเบียงที่มองเห็นวิวทะเล และแกะสลักด้วยหินธรรมชาติแบบร่วมสมัย

ผู้เข้าพักสามารถผ่อนคลายที่สระว่ายน้ำจืด 9 สระ หรือในสปาที่มีบริการนวดแผนไทยหรือสปาฮัมมัม ศูนย์ออกกำลังกายที่ทันสมัยมีครูผู้ฝึกสอนส่วนบุคคลเมื่อแจ้งความประสงค์ และยังมีชั้นเรียนโยคะและทำสมาธิ

Dead Sea

เป็นจุดที่ต่ำที่สุดในโลก คือต่ำกว่าระดับน้ำทะเลประมาณ 410 เมตร เป็นตัวคั่นพรมแดนของจอร์แดนและอิสราเอลด้วย มีความเค็มมากกว่าทะเลทั่วไปถึง 10 เท่า คือมีความเข้มข้นของเกลือถึง 34% ทำให้สิ่งมีชีวิตไม่สามารถอาศัยอยู่ได้ จึงเป็นที่มาของชื่อว่าทะเลมรณะ ความยาวของ Dead Sea ประมาณ 50 กิโลเมตรและจุดที่กว้างที่สุดกว้างประมาณ 15 กิโลเมตร

กิจกรรมที่พลาดไม่ได้คือการพอกโคลน ครับ ช่วยบำรุงผิวพรรณ กับการลอยตัวอ่านหนังสือบนผิวน้ำ ที่นี่ใครๆก็สามารถว่ายน้ำได้ครับ เพราะน้ำที่นี่เค็มมาก ทำให้ตัวลอยได้เลย

จากนั้นเราเดินทางกันต่อครับไปที่ Mount Nebo วิวระหว่างทางสวยงามแปลกตา ไม่เหมือนที่ไหนเลยครับ

Mount Nebo (อาหรับ: جَبَل نِيْبُو, romanized: Jabal Nībū; อิสราเอล: הַרנְבוֹ) เป็นสันเขาสูงของ Abarim ในจอร์แดนประมาณ 710 เมตร (2,330 ฟุต) เหนือระดับน้ำทะเล มันถูกกล่าวถึงในฮีบรูไบเบิลเป็นสถานที่ที่โมเสสได้รับมุมมองของดินแดนแห่งพันธสัญญา มุมมองจากยอดเขาเป็นภาพพาโนรามาของดินแดนทางเหนือซึ่งเป็นหุบเขาที่มีแม่น้ำจอร์แดน จำกัด เมืองเยรีโคฝั่งตะวันตกมักมองเห็นได้จากการประชุมสุดยอดเช่นเดียวกับที่กรุงเยรูซาเล็มในวันที่อากาศแจ่มใส

เมืองมาดาบา (Madaba) หรือเมืองแห่งโมเสก เป็นเมืองในดินแดนศักดิ์สิทธิ์เยรูซาเล็ม (The Holy Land) ที่น่าท่องเที่ยวเชิงศิลปวัฒนธรรมที่สุดเมืองหนึ่งในจอร์แดน เมืองมาดาบาตั้งอยู่ทางตะวันตกเฉียงใต้ของกรุงอัมมานไปราว 33 กิโลเมตร เป็นเมืองสำคัญที่อยู่บนเส้นทางโบราณที่มีชื่อเสียงและเป็นศูนย์กลางการทำโมเสก ที่ทุกวันนี้มีช่างฝีมือโมเสกทำกันอยู่

Greek Orthodox Basilica of Saint George

หรือ โบสถ์กรีก-ออโธดอกซ์แห่งเซนต์จอร์จที่สร้างขึ้นตั้งแต่ศตวรรษที่ 6 ความสำคัญของโบสถ์นี้คือการที่เหล่านักบุญได้มาพบเศษซากซึ่งรอดจากภัยสงครามศาสนาโดยบังเอิญ

Madaba Map

ซึ่งได้รับการสร้างจากศิลปะหินโมเสกกว่า 2.3 ล้านชิ้นร้อยเรียงกันเป็นแผนที่ดินแดนศักดิสิทธิ์แห่งเยรูซาเลมซึ่งแสดงพื้นที่สำคัญทางศาสนาต่าง ๆในแถบอบทะเลเมดิเตอร์เรเนียน, เยรูซาเลม จอร์แดนตลอดจนทะเลเดดซี อียิปต์ และจากงานศิลปะนี้เองที่เป็นเสมือนแม่เหล็กขนาดใหญ่ที่ดึงดูดเหล่าผู้สนใจให้ไปศึกษา ไปชื่นชมจนทำให้เมืองมาดาบาขึ้นชื่อว่า “เมืองแห่งหินโมเสก”

ภาพโมเสกขนาดใหญ่ ที่เป็น street art

ตอนเช้าเราเดินทางกันต่อครับมาที่เมือง Jerash

อยู่ทางตอนเหนือของอัมมาน ระยะทางประมาณ 48 กิโลเมตร เป็นเมืองโรมันเก่าของจอร์แดนที่ตอนนี้หลงเหลือเพียงซากปรักหักพังของวิหารและสถาปัตยกรรมแบบโรมัน ถูกค้นพบเมื่อไม่ถึงร้อยปีที่ผ่านมานี่เอง มีชื่อเรียกเล่นๆ อีกชื่อหนึ่งว่า “เมืองพันเสา” เพราะมีเสาจำนวนนับพันต้นในพื้นที่ขนาดใหญ่ ถ้าใครเคยไป Roman Forum ที่กรุงโรมของอิตาลีแล้ว ที่นี่ใหญ่กว่ามากครับ

นี่คือเมืองโรมันที่ยังหลงเหลือและคงสภาพความสวยงามและสมบูรณ์ อยู่แห่งหนึ่ง Oval Plaza และ Colonnade streetเป็นจตุรัสรูปวงรี รายล้อมไปด้วยเสาหิน และต่อไปกับทางเดินหลักของเมือง

North Theater สามารถเดินเที่ยว ถ่ายรูปได้เพลินๆเลยครับที่นี่ สถานที่กว้างใหญ่ เสาหินสวยงาม

จบแล้วครับกับทริป Jordan มนต์เสน่ห์แห่งเพตรา
อยากให้ลองมาเที่ยวกันดูสักครั้งในชีวิต ประเทศนี้เป็นประเทศที่สวยงาม มีเสน่ห์และไม่เหมือนที่ไหนที่สำคัญต้องขอขอบคุณ AIS Serenade Trip ที่จัดทริปดีๆแบบนี้ ใครอยากจะร่วมเดินทางสัมผัสประสบการณ์ดีๆแบบนี้ เพียงแค่คุณใช้เครื่อข่าย AIS และเป็นสมาชิค AIS Serenade ก็มีสิทธิ์แล้วครับ แล้วพบกันใหม่ทริปหน้า สวัสดีครับ 

LEAVE A REPLY

Please enter your comment!
Please enter your name here