Unseen in Japan มีที่ไหนน่าไปใน “ฟุกุชิมะ”

ญี่ปุ่น

เป็นประเทศในฝันของใครหลายๆคน ส่วนใหญ่จะเที่ยวญี่ปุ่นคงนึกถึงแต่เมืองยอดฮิตอย่าง โตเกียว เกียวโต โอซาก้า หรือฮอกไกโด ก็คงเพราะเราเคยได้เห็นเมืองเหล่านี้ผ่านรายการทีวี ผ่านรีวิวต่างๆมากมาย แต่วันนี้เราจะพาไปเที่ยวเมืองที่อันซีนเมืองนึง ของญี่ปุ่นกันบ้าง รับรองว่าอันซีนแน่นอน เพราะก่อนไปเราหาข้อมูลเมืองนี้ก็มีนะแต่น้อยมาก มันยิ่งเพิ่มความน่าสนใจเข้าไปอีกเพราะไม่รู้เลยว่าที่นี่ “ฟุกุชิมะ” เราจะได้เจอกับอะไรบ้างเหมือนกับว่าจะได้พบโลกใหม่ และก็คิดไม่ผิดถึงแม้ว่าที่นี่จะเป็นโลกใบเดิม แต่เป็นญี่ปุ่นในมุมมองใหม่ๆที่น้อยคนจะได้มาพบเห็น เมืองนี้อาจไม่ใช่จุดหมายของนักช้อป แต่ถ้าคุณอยากเห็นธรรมชาติและวิถีชีวิตของชาวญี่ปุ่นแท้ๆต้องมาที่นี่ มาติดตามการเดินทางในฟุกุชิมะไปพร้อมกับเรา แล้วคุณจะรู้ว่าทำไมเราถึงอยากให้ทุกคนมาเที่ยวที่นี่…ฟุกุชิมะ

ฟูกุชิมะ(Fukushima)

เป็นจังหวัดที่มีพื้นที่ขนาดใหญ่เป็นอันดับ 3 ของประเทศญี่ปุ่น ครอบคลุมพื้นที่ชายฝั่งมหาสมุทแปซิฟิคมากกว่า 150 กิโลเมตร ลึกเข้าไปในภูเขาของภาคตะวันออกเฉียงเหนือของเกาะฮอนชู พื้นที่ 10% เป็นโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ ส่วนที่เหลืออีก 90%(พื้นที่กว้างในภาคตะวันตกของฟูกุชิมะ รวมถึงภูเขา และเมืองประวัติศาสตร์อาอิซุ-วาคามัตสึ(Aizu-Wakamatsu)) ปลอดภัยสำหรับนักท่องเที่ยว

แหล่งท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงคือ ธรรมชาติที่สวยงามของภูเขาไฟ และน้ำพุร้อน แหล่งท่องเที่ยวทางประวัติศาสตร์ จุดชมซากุระ จุดชมใบไม้เปลี่ยนสี ปราสาท สกีรีสอร์ท สวนสนุกแห่งแรกของญี่ปุ่น และสปารีสอร์ทฮาวายเอียน

บ่อ Ruri Numa

การเดินทางจากสนามบินนาริตะไปฟุกุชิมะ

ก็ไม่ได้ยากลำบากเพราะการเดินทางในญี่ปุ่นถือว่าค่อนข้างสะดวกอยู่แล้ว จากสนามบินเรานั่งรถไฟมาลงที่โตเกียวและต่อรถไฟไฮสปีดอย่างชินคันเซ็นไปลงถึงฟุกุชิมะภายในเวลาชั่วโมงนิดๆ ก็ถึงแล้วสถานีฟุกุชิมะ ทันที่ที่มาถึงรู้สึกได้ถึงความสงบเรียบง่ายของเมือง เราออกมาจากสถานีฟุกุชิมะมุ่งหน้าสู่สวน Marusei Orchard เป็นสวนลูกพีชชือดังของฟุกุชิมะ ต้องบอกก่อนว่าที่ฟุกุชิมะเป็นเมืองที่ขึ้นชื่อในเรื่องผลไม้มากๆ แต่ช่วงนี้เป็นฤดูกาลของลูกพีชที่กำลังออกผลถ้าหากมาในช่วงอื่นก็จะเจอผลไม้แตกต่างกันไปตามฤดูกาล

ที่สถานีรถไฟมีศูนย์บริการนักท่องเที่ยวสามารถหยิบแผนที่และสอบถามข้อมูลต่างๆจากเจ้าหน้าที่ได้นะคะ

Marusei Orchard

เป็นสวนลูกพีชชือดังของฟุกุชิมะ ต้องบอกก่อนว่าที่ฟุกุชิมะเป็นเมืองที่ขึ้นชื่อในเรื่องผลไม้มากๆ แต่ช่วงนี้เป็นฤดูกาลของลูกพีชที่กำลังออกผลถ้าหากมาในช่วงอื่นก็จะเจอผลไม้แตกต่างกันไปตามฤดูกาล

ที่ฟาร์มแห่งนี้ตั้งอยู่บนแนวสายพืช ป้ายทำมือจากเจ้าของและตกแต่งด้วยเชอร์รี่ขนาดใหญ่เป็นสถานที่สำคัญในท้องถิ่น เชอร์รี่, ลูกพีช, องุ่น, แอปเปิ้ล, ลูกแพร์, ลูกแพร์ญี่ปุ่น, ลูกพลับ (สำหรับการแปรรูป) และผลไม้อื่น ๆ ที่ปลูกกันอย่างแพร่หลายที่นี่; ผู้เข้าชมสามารถเพลิดเพลินไปกับการเก็บผลไม้ห้าประเภท (ยกเว้นลูกแพร์และลูกพลับตะวันตก)

ด้านหน้าที่จอดรถจะเป็นร้านขายลูกพีชทั้งแบบสดและแปรรูป

ที่นี่ไม่ได้ให้เราเข้าชมฟาร์มเท่านั้นแต่ยังมีกิจกรรมบุฟเฟ่ต์โดยจ่ายคนละ 860 เยน เราสามารถเก็บลูกพีชสดๆจากต้นมาทานได้แบบไม่อั้นภายในเวลา 30 นาที บอกก่อนที่เมืองไทยลูกพีซค่อนข้างแพงถ้าแบบดีๆหน่อยลูกละ 200 บาทก็ยังมีเพราะฉะนั้นกินกันให้คุ้ม

ต้องบอกก่อนว่าตอนอยุ่เมืองไทยไม่เคยทานลูกพีชเลย แต่มาเยือนถึงถิ่นถามจริงจะไม่กินจริงๆเหรอ อิอิ ก็เลยจัดไปรสชาติหวานแต่บางพันธุ์ก็จะอมเปรี้ยวนิดหน่อยเนื้อจะฉ่ำน้ำแต่มีเหมือนกากใยนิดหน่อย ส่วนรสชาติหวานทั้งหอมมากกกกก

คุณซาโต้เจ้าของสวนลูกพีช อัธยาศัยดีมากกกยิ้มแก้มแทบปริดูแลเราเป็นอย่างดีถึงแม้ว่าจะคุยกันแทบไม่รู้เรื่องก็ตาม

มีร้านไอศกรีมซอฟต์เสิร์ฟเล็ก ๆ ตั้งอยู่ภายในสวนแห่งนี้ เพื่อให้คุณได้เพลิดเพลินกับดอกไม้สวยงามพร้อมกับรับประทานไอศกรีมเย็นชื่นใจไปด้วย คุณ Sayuki Ueno ซึ่งเป็นผู้ออกแบบสวนแห่งนี้นั้น เป็นผู้ที่ออกแบบสวนของอุเอโนะฟาร์มดังกล่าวอีกด้วย เป็นเจ้าของเดียวกับสวน Marusei Orchard คาเฟ่ของหวานทำจากลูกพีชสดๆจากสวน

Tatsuzawafudo Falls

ออกจาก Marusei Orchard เรานั่งรถต่อเพื่อไปชมน้ำตก Tatsuzawafudo Falls น้ำตกชื่อดังของฟุกุชิมะ เป็นน้ำตกขนาดไม่ใหญ่มากแต่สวยงามไม่ว่าจะตัวน้ำตกเองหรือบรรยากาศระหว่างทางเดินเข้าสู่ตัวน้ำตก

Tatsuzawafudo Falls ซึ่งถือว่าเป็นน้ำตกชื่อดังแห่งจังหวัด Fukushima เลยก็ว่าได้ ที่นี่เป็นน้ำตกที่ไหลมาจาก Mt.Funamyojin ของเทือกเขา Adatara และที่นี่ถือเป็นหนึ่งจุดชมวิวใบไม้แดง ในช่วงใบไม้เปลียนสี ของจังหวัดฟุกุชิมะค่ะ บอกเลยว่าเมื่อไปเยือนจังหวัดนี้ก็ห้ามพลาดเลยละ

ระหว่างทางจากสวนไปน้ำตกวิวสวยบรรยากาศดีมาก

ถ้าเป็นในช่วงใบไม้เปลี่ยนสีลองจินตนาการภาพของสถานที่แห่งนี้คงสวยงามมากเลย

อยู่ถ่ายภาพได้ไม่นานเท่าไหร่เราก็เดินทางกลับจากน้ำตถ้ามืดแล้วค่อนข้างอันตรายเพราะที่นี่ยังมีหมีอาศัยอยู่เวลามืดเป็นเวลาออกหากินของสัตว์เพราะฉะนั้นควรจำไว้เวลาเราไปเที่ยวป่าของประเทศต่างๆควรเชื่อฟังคำเตือนของสถานที่นั้นๆให้มากๆด้วย

เราเดินทางถึงที่พักโรงแรม Urabandai Grandeco Tokyu Hotel โรงแรมสุดหรูริมทะเลสาบ Hibara มาถึงก็มืดแล้วเลยไม่ได้เดินชมโรงแรมเลย

โรงแรมอุระบันได แกรนเดโค โตกิว

มีทำเลที่ตั้งอันเหมาะเจาะในคิตะชิโอะบะระ และเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีเยี่ยมในการท่องเที่ยวสำรวจฟุกุชิมะ จากที่พัก ท่านสามารถเดินทางได้อย่างสะดวกง่ายดายไปยังทุกที่ในเมืองที่มีชีวิตชีวานี้ เนื่องจากที่พักตั้งอยู่ในทำเลที่เดินทางสะดวก ผู้เข้าพักจึงไปยังสถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยมต่างๆ ของเมืองได้โดยง่าย

ผู้เข้าพักจะได้รับบริการชั้นเลิศและสิ่งอำนวยความสะดวกครบครันจากโรงแรมอุระบันได แกรนเดโค โตกิว ซึ่งปรารถนาให้แขกทุกท่านได้รับความสะดวกสบายที่สุดขณะเข้าพัก ณ ที่พักแห่งนี้ ผู้เข้าพักจะเพลิดเพลินกับสิ่งอำนวยความสะดวกระดับท็อปคลาส เช่น ฟรี Wi-Fi ทุกห้อง, แม่บ้านทำความสะอาดรายวัน, เตาไฟ, ซักรีด, บริการแท็กซี่

ที่พักมีห้องพักบรรยากาศดีกว่า 103 ห้อง ไม่ว่าจะพักห้องไหน ท่านก็จะได้สลัดความเครียดที่แบกไว้ แล้วเพลิดเพลินไปกับสิ่งอำนวยความสะดวกมากมาย อาทิเช่น โทรทัศน์จอแบน, ห้องปลอดบุหรี่, เครื่องปรับอากาศ, เครื่องทำความร้อน, บริการโทรปลุก นอกจากนี้ ที่พักยังจัดเตรียมกิจกรรมนันทนาการหลากหลายไว้ให้ผู้เข้าพักได้เพลิดเพลิน โรงแรมอุระบันได แกรนเดโค โตกิว เป็นจุดหมายปลายทางแห่งที่พักคุณภาพเยี่ยมในฟุกุชิมะ

แต่ยังทันอาหารเย็นซึ่งอาหารเย็นที่นี่เป็นแบบบุฟเฟ่ต์ด้วยดีงามสุดๆ เรามาถึงโรงแรมด้วยความหิวโซแต่พอเห็นอาหารแล้วรู้สึกไม่ผิดหวังที่รอ อาหารดีมากหลากหลายรสชาติอร่อยวัตถุดิบก็ดีมาก

มีร้านขายของในโรงแรมและห้องสำหรับทำกิจกรรมต่างๆและก็มีบาร์เครื่องเล็กๆไว้บริการด้วย

คืนนี้นอนห้องนี้ ใหญ่มากเว่อร์แต่นอนคนเดียว ห้องชื่อเป็นห้อง Penthouse deluxe twin ขนาด 58 ตรม. ใหญ่มากกกกกกก เตียงนอนใหญ่มากนุ่มมากที่เตียงนอนใหญ่เพราะจริงๆแล้วห้องนี้นอนได้ 4 คน แต่เรานอนคนเดียวอ่ะคิดดูซิจะวังเวงขนาดไหน

ในตู้เสื้อผ้าและในลิ้นชักมีชุดยูกาตะ ชุดนอน ถุงเท้า ในห้องมีครบทุกอย่างจริงๆ

ในส่วนของห้องน้ำนั้นก็แบ่งเป็นสองฝั่งมีประตูปิดเรียบร้อยคือโซนอาบน้ำกับชักโคร

ตอนเช้าก่อนทานอาหารเช้าเราออกไปเดินสูดอากาศข้างนอกโรงแรม โอ้แม้เจ้าวิวสวยจริงๆโรงแรมอยู่ทท่ามกลางหุบเขาเลยอากาศก็ดีเย็นสบายเวลาสูดอากาศเข้าปอดรู้สึกสบายใจยังไงไม่รู้

มองจากชั้นห้าของโรงแรมจะเห็นวิวทะเลสาปฮิบาระได้อย่างสวยงาม

อาหารเช้าโรงแรมในญี่ปุ่นที่พักทั้งสองที่ในทริปนี้จะให้เรารับบัตรก่อนจะไปนั่งที่โต๊ะรอทานเสร็จเอาบัตรมาคืนน่าจะเอาไว้เช็คโต๊ะว่าง คือถ้าโต๊ะยังไม่ว่างเราก็ต้องรอที่ด้านหน้าก่อนค่ะ อาหารเช้าเป็บบุฟเฟ่ต์ ไลน์อาหารหลากหลายดีค่ะที่นี่จะใช้ถาดหลุมเล็กๆ เราชอบมากแบบนี้เพราะเป็นคนชอบทานหลายๆอย่างแต่ขออย่างละนิดพอ อิอิ อาหารก็รสชาติดีทุกอย่างเลยค่ะ ประทับใจอาหารเช้าที่โรงแรมนี้มากๆ

Goshili numa

คือบึงน้ำ 5 สี ใน Goshili numa มีบอน้ำทั้งหมด 9 บ่อแต่วันนี้เราจะไปชมทั้งหมด 5 บ่อเพราะเวลาคอนข้างจำกัด บ่อน้ำต่างๆที่นี่เกิดชึ้นจากการระเบิดของภูเขาไฟนำเอาก้อนหินต่างๆตกลงบนพื้นจนยุบกลายเป็นบ่อน้ำต่างๆ และแร่ธาตุก็เป็นตัวทำให้บ่อน้ำมีสีที่แตกต่างกันไปที่นี่จึงได้ถูกเรียกว่าบ่อน้ำ 5 สี

ทะเลสาบ Goshikinuma (โกชิคินุมะ) ตั้งอยู่ในอุทยานแห่งชาติ Bandai-Asahi บริเวณนี้มีทั้งทะเลสาบ บึงน้อยใหญ่ ร่วมทั้งบ่อน้ำพุร้อนหลายแห่ง ที่เกิดการจากระเบิดของภูเขาไฟ Bandai ในอดีต และแร่ธาตุในดินไม่ว่าจะเป็นแคลเซียม แมกนีเซียม ค็อปเปอร์ หินปูน ฯลฯ ทำให้สีของน้ำที่สะท้อนกับแสงแดดดูมีหลากหลายสีสัน คนญี่ปุ่นจึงเรียกที่นี่ว่า Goshikinuma หรือบึงน้ำห้าสี

หลังจากทานอาหารเช้าเสร็จเราเช็คเอ้าท์เพื่อที่จะเดินป่ากัน ฟังแล้วน่าตื่นเต้นมากเส้นทางที่เราจะเดินกันคือ

เส้นทางศึกษาธรรมชาติ Goshilinuma ตั้งอยู่ในอุทยานแห่งชาติ Bandai – Asahi ใช้เวลาเดินประมาณ 1 ชั่วโมง ระยะทางประมาณ 3.6 กิโลเมตรซึ่งเป็นระยะทางสั้นๆ ที่นี่จึงมีผู้สูงอายุและเด็กๆมาเดินกันด้วย และที่นี่ก็อยู่ใกล้กับโรงแรมมากๆ เดินแค่ 3 นาทีก็ถึงจุดเริ่มต้นแล้ว

บึงห้าสี หรือ Goshikinuma อยู่ที่ Kitashiobaramura จังหวัด Fukushima เป็นกลุ่มบึงที่ประกอบไปด้วยบึงน้อยใหญ่หลายบึงเช่น Bishamon-numa (毘沙門沼), Aka-numa (赤沼), Midoro-numa (みどろ沼), Benten-numa (弁天沼), Ruri-numa (瑠璃沼), Ao-numa (青沼) [numa แปลว่า บึง] ซึ่งแต่ละบึงนั้นต่างก็มีความสวยงามต่างกันไป

บ่อแรกที่เราเจอคือ Yanagi Numa บ่อนี้สีของน้ำเป็นสีปกติแต่ความโดดเด่นอยู่ที่ในช่วงฤดูใบไม้เปลี่ยนสี สีของใบไม้จะสะท้อนในน้ำสวยงามมาก

บ่อต่อไป Ao Numa (Blue pond) บ่อนี้สวยงามมากน้ำในบ่อเป็นสีฟ้าเทอร์ควอยซ์และใสราวกระจก

บ่อ Benten Numa

ในบ่อเราสามารถมองเห็นปลาคาร์พตัวใหญ่ว่ายน้ำไปมาได้เลยเพราะน้ำใสสุดๆ แต่ละตัวก็ใหญ่มาก และถ้าใครได้เห็นลาคาร์พที่มีลายเป็นรูหัวใจแสดงคุณกำโชคดี

ที่ Bisyamon ร้านขายของที่ระลึก ขายขนมและไอศกรีมด้วย

ออกจาก Bisyamon Numa แล้วเรานั่งรถเดินทางไปที่ที่ราบสูงซันโนะคุระโคเกน Sannokura Kougen ที่นี่ในช่วงฤดูหนาวจะเป็นลานสกีแต่พอถึงหน้าร้อนที่นี่จะกลายเป็นทุ่งทานตะวันนับล้านดอกที่นี่เรียกว่า Himawari batake

จากทุ่งทานตะวันเราจะไปทานราเมนที่ร้าน Kuru – kuru ken

เป็นร้านราเมนสูตรที่มีเฉพาะเมืองคิตากาตะและเป็นราเมนที่ได้รับความนิยมมากในญี่ปุ่น ซึ่งจะเป็นราเมนจากเมืองต่างๆเช่นราเมนจากเมืองซัปโปโร ราเมนจากเมืองฮานาตะเป็นต้น

ร้านเป็นร้านเล็กๆบรรยากาศอบอุ่นพ่อครัวแม่ครัวเป็นคุณลุงคุณป้าน่าจะเปิดมานาน เมนูที่นี่ไม่ต้องห่วงเลยภาษาญี่ปุ่นล้วนๆ ใครไม่มีไกด์ก็ใช้จิ้มวัดดวงเอาแล้วกันนะ ราเมนของเรามาแล้วหน้าตาไม่ว้าวมากแต่รสชาติอร่อยเลยสั่งเกี๊ยวซ่ามาทานคู่กัน

ทานเสร็จเราก็เดินทางกันไปที่พักของเราคืนนี้นั่นก็คืWakakusa Monogatari

เป็น Farm Stay คืนนี้เราจะไปใช้ชีวิตแบบวิถีชาวบ้านญี่ปุ่นแบบแท้ๆกันเลยแค่คิดก็น่าสนุกแล้ว คุณป้ามีผู้ช่วยเป็นเพื่อนสาวของคุณป้ามาช่วยทำอาหารและดูแลพวกเราตลอดเวลาที่เราพักอยู่ที่นี่ ทักทายเสร็จเพื่อนสาวของคุณป้าก็รีบเดินเข้าครัวไปหั่นแตงโมลูกยักษ์ ลูกใหญ่มากจริงๆ ให้พวกได้ทานกันก่อน

ก้าวแรกที่เดินเข้ามาในบ้านจินตนาการถึงแต่โนบิตะ นี่เราจะได้มาอยู่บ้านแบบญี่ปุ่นอยู่แบบโนบิตะจริงๆเลยนะเนี่ย พอเปิดประตูเข้าไปคุณป้าเจ้าของบ้านก็ออกมาต้อนรับเราด้วยอัธยาศัยที่น่ารักและนอบน้อมแบบชาวญี่ปุ่น กินแตงโมเสร็จเราก็แยกย้ายกันหาห้องนอนของแต่ละคน

ห้องนอนถูกปูด้วยฟูกเตี้ยๆตามแบบฉบับบ้านญี่ปุ่นนอนในห้องที่ปูด้วยเสื่อทาทามิลักษณะบ้านเป็นแบบญี่ปุ่นดั้งเดิมไม่ได้รับการตกแต่งอะไรเป็นพิเศษเพราะที่นี่เป็นฟาร์มสเตย์จึงเน้นที่ความเรียบง่ายใช้ชีวิตแบบ

ก่อนจะไปสวนเราเดินมาหลังบ้านก็เจอสวนเล็กๆที่ปลูกพืชผักสวนครัวเอาไว้ใช้ใกล้ๆบ้าน และเราก็หันไปเห็นบ้านของคุณป้าซึ่งมีลักษณะแปลกกวาผนังปกติ คุณป้าบอกว่าบ้านหลังนี้สร้างขึ้นจากขี้เลื่อยผสมดินคล้ายๆบ้านดินนั่นแหละค่ะ เพราะที่นี่เป็นเมืองที่ขึ้นชื่อในการทำตะเกียบที่นี่จึงมีขี้เลื่อยเหลือเยอะชาวบ้านก็นำมาดัดแปลงใช้ประโยชน์ได้มากมาย

หลังจากเก็บกระเป๋าเราก็เปลี่ยนเสื้อผ้าเตรียมตัวไปทำงาน ใช่ค่ะไปทำงานจริงๆ เราต้องไปเก็บผักจากสวนของคุณป้าเพื่อมาทำอาหารในวันนี้ถ้าเก็บไม่ได้อดข้าวแน่ๆ

เรานั่งรถออกจากสวนหลังบ้านเพื่อไปสวนไร่นา ที่นั่นปลูกพืชผักไว้หลายอย่างทั้งของที่กินได้และไม่ได้อย่างเช่นคอตต้อนซึ่งถือว่าเป็นอาชีพสำคัญของที่นี่ชาวบ้านที่นี่นิยมทอผ้าคอตต้อนซึ่งที่ญี่ปุ่นขึ้นชื่อเรื่องผ้าคอตต้อนเป็นอย่างมาก

นอกจากคอตต้อนแล้วเราก็ไปเก็บฟักทอง มะเขือเทศ แครอท กระเจี๊ยบเพื่อเอากลับไปทำอาหารเย็นของวันนี้

เก็บผักเสร็จแล้วคุณป้าพาเราขับรถชมทุ่งนานแถวนั้นด้วยสวยมากเลยช่วงนี้ทุ่งนากำลังเหลืองทองเต็มทุ่ง หลังจากเก็บผักเสร็จเราก็เอามาเตรียมอาหารแม่ครัวหลักคงเป็นคุณป้าเพราะถ้าเราทำคงไม่ได้กินส่วนพวกเราก็เป็นลูกมือ

อาหารเสร็จแล้วอาหารส่วนใหญ่เป็นผักเนื้อสัตว์น้อยมากใครหวังว่าจะได้มาทานซูชิหรือซาชิมิเปลี่ยนความคิดไปเล

ที่นี่มีแต่อาหารที่ชาวบ้านเค้ากินจริงๆ อาหารแบบนั้นสำหรับคนญี่ปุ่นในแถบต่างจังหวัดแบบนี้ก็ถือว่าเป็นมื้อพิเศษเหมือนกับเวลาเราไปทานอาหารนอกบ้านนั่นแหละค่ะ ก่อนจะทานอาหารคุณป้ากับเพื่อนก็มาพูดคุยกับพวกเรากว่าจะคุยกันรู้เรื่องแต่ละประโยคก็นานทีเดียวแหละแต่ว่าทั้งสองคนน่ารักมากค่ะมีร้องเพลงให้เราฟังด้วยส่วนพวกเราก็ร้องเพลงไทยให้เค้าฟังเช่นกัน

หลังอาหารคาวก็มีของหวานคล้ายๆวุ้นเป็นวุ้นถั่วแดง

เมื่อคืนเราหลับสบายฝันดีตื่นเช้ามาก็เจออาหารเต็มโต๊ะแล้วบรรยากาศเหมือนเวลาดูการ์ตูนญี่ปุ่นเลย

หลังจากทานอาหารเช้าเสร็จก็ไปทำงานต่อ หลังจากเมื่อวานเราเก็บเม็ดคอตต้อนมาวันนี้เราจะมาทอผ้าคอตต้อนกัน ขั้นตอนก็คือเราต้องเอาเมล็ดที่เก็บมาใส่เครื่องแยกเมล็ดเพื่อให้เหลือแค่คอดต้อนนุ่มๆ จากนั้นก็มาทำให้เป็นเส้นๆ จากนั้นก็นำมาทอด้วยกี่แบบญี่ปุ่นอันเล็กๆน่ารัก คล้ายๆแบบบ้านเราเลย

ทำงานเสร็จแล้วได้เวลาโบกมือลาคุณป้ากับเพื่อนสาวของคุณป้าแล้ว1วัน1คืนที่นี่เป็นประสบการณ์ที่ดีมากเพราะถ้าหากเรามากันเองก็คงไม่ได้คิดว่าจะมาเที่ยวฟาร์มสเตย์แบบนี้แน่ๆ

ออกจากฟาร์มสเตย์มาไม่ไกลมากเรามาแวะที่ร้านขายของที่ระลึก

Kinomoto Shikkiten แต่ด้านบนของที่นี่มีพิพิธภัณฑ์เล็กๆที่มีรูปปั้นแมวจำลองเป็นเมืองเล็กๆมีทั้งโรงเรียน โรงพยาบาล สถานีรถไฟ ซึ่งทั้งหมดทำมาจากขี้เลื่อยเพราะว่าเมืองนี้เป็นเมืองขึ้นชื่อในเรื่องของการทำตะเกียบไม้เพราะฉะนั้นก็จะมีขี้เลื่อยเยอะชาวบ้านจึงเอามาดัดแปลงทำเป็นรูปปั้นน่ารักๆเพื่อจำหน่าย

Tontei

ข้าวหน้าหมูทอดชามโตชิ้นใหญ่น่าทานชื่อว่า หมูทงคัตซึทงชินรสชาติก็อร่อยสมคำร่ำลือจะออกรสหวานๆแต่มีเปรี้ยวติดมานิดหน่อย เดินทางมาอีกนิดเข้ามาย่านเมืองเพื่อมาทานข้าวหน้าหมูทอดที่ร้าน Tontei เป็นร้านชื่อดังที่นี่เป็นร้านเล็กๆแต่ด้านในคนแน่นเชียว

ทานข้าวเสร็จแล้วเรานั่งรถเข้าไปแถวย่านเมืองเก่าเช่าชุดยูกาตะใส่เดินชมเมืองกัน

Kakure Kura AIYA ซึ่งที่นี่จะมีชุดกิโมโน ยูกาตะ และสัมภาระสิ่งของเครื่องใช้ในสไตล์ญี่ปุ่นโบราณให้เราเลือกบานก่อนจะเช่าสวมใส่เข้าไปเดินเก็บภาพเกร๋ไกร๋กับบ้านร้านแบบญี่ปุ่นสไตล์ในบริเวณแถวแถวนี้

ข้อมูลเพิ่มเติม: ร้านนี้ปิดทุกวันพุธนะฮะ แล้วก็จะเปิดตั้งแต่ 10: 00 – 18: 00 ส่วนการเดินทางก็สามารถเดินเท้าจากสถานีรถไฟ Aizuwakamatsu ประมาณ 15 นาทีจร้า

เปลี่ยนชุดกลับสู่สภาพเดิมเราเดินทางไปเที่ยวต่อที่ปราสาทสึรุกะโจ หรือ ปราสาทนกกระเรียน สัญลักษณ์แห่งเมืองไอสุวะคะมัทสึ ของจังหวัดฟุคุชิมะ เป็นปราสาทที่ได้รับเลือกให้เป็น 1 ใน 100 จุดชมซากุระที่สวยงามที่สุดของประเทศญี่ปุ่นด้วยนะค่าเข้าชมปราสาท 410 เยน เปิดทุกวัน ตั้งแต่ 8.30 – 17.00 น.

ปราสาทสึรุกะ(Tsuruga Castle) ถูกสร้างขึ้นในปี 1384 มีการเปลี่ยนผู้ปกครองมาหลายครั้งในช่วงที่ยังเป็นภูมิภาคอาอิซุ และถูกทำลายลงหลังจากเกิดสงครามโบชิน(Boshin war) ปี 1868 ซึ่งเกิดการจลาจลต่อต้านรัฐบาลสมัยเมจิ ทำให้สิ้นสุดยุคศักดินายึดอำนาจท่านโทคุกาว่าโชกุน ต่อมาปราสาทได้ถูกฟื้นฟูขึ้นมาใหม่ด้วยคอนกรีตในปี 1960 เสร็จสมบูรณ์ในปี 2011 หลังคาเดิมซึ่งเป็นสีเทากลับกลายเป็นสีแดง เป็นเอกลักษณ์ไม่ซ้ำกับปราสาทแห่งอื่นในญี่ปุ่น

นักท่องเที่ยวสามารถเข้าชมภายในปราสาทและขึ้นไปยังชั้นบนสุดเพื่อชมวิวของเมืองเบื้องล่าง และชมพิพิธภัณฑ์เกี่ยวกับประวัติศาสตร์ของปราสาท และวิถีชีวิตของเหล่าซามูไรในยุคก่อน

ปราสาทสึรุกะ ล้อมรอบด้วยสวนสาธารณะสึรุกะ(Tsuruga Castle Park) อันน่าประทับใจ ในช่วงฤดูใบไม้ผลิประมาณกลางเดือนเมษายนนับเป็นจุดชมดอกซากุระที่นิยม กำแพงคูเมืองก็ทำให้บรรยากาศรื่นรมย์ยิ่งขึ้น

พื้นที่ใกล้เคียงปราสาทยังมี โรงน้ำชารินคาคุ ซึ่งเคยใช้เป็นสถานที่ทำพิธีชงชาของขุนนางศักดินา รอบๆเป็นสวนหย่อมขนาดเล็ก นักท่องเที่ยวสามารถจิบชา รับประทานของว่างและเพลิดเพลินไปกับสวนสวยเพื่อผ่อนคลาย ถัดจากสวนสาธารณะไปไม่ไกล เป็นที่ตั้งของพิพิธภัณฑ์จังหวัดฟูกุชิมะ(Fukushima Prefectural Museum) และพิพิธภัณฑ์สาเกอาอิซุ (Aizu Sake Musuem)

วิวที่มองเห็นจากยอดปราสาท

Okawaso ให้บริการที่พักในเมือง Aizuwakamatsu ห่างจาก Aizu Higashiyama Onsen เป็นระยะทาง 13 กิโลเมตร ที่พักมีอินเทอร์เน็ตไร้สาย (WIFi) ฟรี และห้องอาหาร

ห้องพักมีเครื่องปรับอากาศ โทรทัศน์ ห้องน้ำส่วนตัว รองเท้าแตะ และเครื่องเป่าผมเพื่อความสะดวกสบายของผู้เข้าพักที่พักมีบริการรถรับส่งฟรี ผู้เข้าพักสามารถอิ่มอร่อยกับอาหารญี่ปุ่นตามฤดูกาลและบุฟเฟต์อาหารสไตล์ตะวันตกหลากหลายรายการในมื้อเช้าและมื้อค่ำที่พักตั้งอยู่ห่างจากเขา Mount Iimori 16 กิโลเมตร และห่างจากปราสาท Aizuwakamatsu Castle 14 กิโลเมตร

ที่พักนี้คือเรียวกังซึ่งเป็นที่พักแบบดั้งเดิมของญี่ปุ่น

วิธีสวมชุดยูกาตะ

ขั้นแรกสอดแขนเหมือนใส่เสื้อ จับยูกาตะด้านขวาและห่อข้ามตัวท่าน จากนั้นจับด้านซ้ายทับด้านขวา ตรวจสอบให้มั่นใจว่าชายชุดอยู่บริเวณข้อเท้า จับยูกาตะให้แน่นไปทางขวา คาดสายสองรอบบริเวณเอวและผูกโบ โดยทั่วไปแล้วผู้หญิงจะผูกบริเวณเอว ส่วนผู้ชายจะผูกบริเวณสะโพก

ข้อแตกต่างหลักระหว่างเรียวกังกับโรงแรมคืออะไร?

ห้องพักโรงแรมนั้นเป็นเพียงที่พักผ่อนข้ามคืน ทว่าเรียวกังเป็นมากกว่าที่พักเพื่อนอน ในประเทศญี่ปุ่นผู้เดินทางไกลจำนวนมากพักเรียวกังโดยมีจุดประสงค์เพื่อแช่น้ำพุร้อนผ่อนคลาย และอิ่มอร่อยกับอาหารเย็นดั้งเดิมหลากคอร์ส จึงทำให้การพักผ่อนที่เรียวกังเป็นประสบการณ์ที่แตกต่าง โดยทั่วไปแล้วเรียวกังจะมีห้องพักสไตล์ญี่ปุ่นพร้อมปูพื้นฟางสานและฟูกนอน ไม่ใช่เตียงแบบตะวันตกหรือปูพื้นพรม นอกจากนี้ท่านต้องถอดรองเท้าที่ทางเข้าที่พักหรือก่อนเข้าห้อง เรียวกังสมัยใหม่อาจเสิร์ฟอาหารเย็นแบบบุฟเฟต์ ห้องพักบางห้องอาจมีห้องน้ำส่วนตัว ส่วนห้องอื่นจะต้องใช้ห้องน้ำรวม

โชว์การทำขนมโมจิ พิธีนี้ถึงแม้เป็นคนญี่ปุ่นเองก็ไม่ได้หาชมกันง่ายๆแล้วนะคะเป็นวิะ๊ทำขนมโมจิแบบโบราณเราโชคดีมากเลยที่ได้มาดู

วิธีทำขนมโมจิ

– ทำไส้ถั่วกวนโดยนำถั่วเขียวเราะเปลือกล้างน้ำให้สะอาดแล้วแช่ไว้ประมาณ 5 ชั่วโมงก่อนนำมานึ่ง จากนั้นนึ่งถั่วแล้วนำมาบดให้ละเอียด ใส่ถั่วลงไปในกระทะ ตามด้วยน้ำตาลทราย เกลือป่น กะทิ และมะพร้าวขูดขาว

– กวนด้วยไฟอ่อนจนเริ่มงวด จากนั้นใส่แบะแซลงไป กวนต่อจนงวดและถั่วล่อนจากกระทะ จากนั้นพักให้เย็นลง

– ทำแป้งโมจิโดยใส่นมข้นหวานกับเนยสดลงไปในชามผสม จากนั้นผสมเบกกิ้งโซดากับน้ำแล้วคนให้ละลายเข้ากัน และใส่ลงไปในชามผสม คนจนทุกอย่างเข้ากัน

– ผสมแป้งกับผงฟูแล้วคนจนเข้ากัน ร่อนลงไปในชามผสมแล้วตะล่อมจนเข้ากัน แบ่งใส่สัก 2-3 รอบ ใช้ไม้พายคนจนเข้ากัน จากนั้นพักแป้งไว้ 1-2 ชั่วโมง

– แบ่งครึ่งหนึ่งใส่สีผสมอาหารที่ชอบ หรือจะไม่ใส่สีก็ได้นะคะ จากนั้นแบ่งแป้งเป็นก้อนเล็กขนาดประมาณ 10 กรัม และคลึงเป็นลูกกลม ๆ

– แผ่แป้งให้เป็นแผ่นแล้วนำไส้ห่อลงไปปั้นให้แน่นค่ะ คลึงเป็นลูกกลม ๆ ให้ผิวเนียนเรียบค่ะ เวลาอบโมจิจะได้ไม่แตกนะคะ

– เอาสำลีไม้จุ่มสี จิ้มที่ลูกโมจิ

– นำไปอบที่อุณหภูมิ 170-180 องศาเซลเซียส ใช้ไฟบน-ล่าง เป็นเวลา 15-20 นาที พออบเสร็จพักไว้บนตะแกรงให้เย็น แล้วเก็บไว้ 1 คืนก่อนนำมารับประทานค่ะ แป้งจะนุ่มขึ้น

ออนเซ็น (ความหมายตรงตัวคือ “บ่อน้ำร้อน”)

เป็นคำที่มักใช้เรียกบ่อน้ำร้อนอุดมด้วยแร่ธาตุและสถานอำนวยความสะดวกสำหรับอาบบ่อน้ำร้อนดังกล่าว ไม่ว่าจะเป็นแบบสาธารณะหรือส่วนตัว แยกเพศหรือรวม ในร่มหรือกลางแจ้ง การแช่ตัวผ่อนคลายในน้ำที่ได้รับความร้อนจากใต้พิภพในออนเซ็นเป็นวัฒนธรรมเก่าแก่ของชาวญี่ปุ่น

ในห้องอาบน้ำสาธารณะไม่ว่าจะเป็นออนเซ็นหรือไม่ ผู้เข้าใช้จะต้องถอดเสื้อผ้าทั้งหมดในห้องแต่งตัวก่อนเข้าไปในบริเวณอาบน้ำ ทุกคนจะต้องชำระร่างกายให้ทั่วก่อนค่อย ๆ ก้าวลงไปแช่น้ำร้อน ท่านจะต้องคำนึงถึงผู้อื่นเสมอขณะสนทนาอย่างค่อย ๆ หรือแม้จะอยู่เพียงลำพัง ผ้าเช็ดตัวขนาดเล็กมักใช้ปกปิดร่างกายบริเวณส่วนตัวขณะเดินไปมา ทั้งนี้ท่านไม่สามารถนำผ้าเช็ดตัวลงไปในน้ำได้

อาหารแบบไคเซกิคืออะไร?

ไคเซกิถือเป็นจุดเด่นด้านอาหารของเรียวกัง เมนูจัดแต่งสวยงามพิถีพิถันให้น่าพึงพอใจทั้งด้านรูปลักษณ์และรสชาติ อาหารญี่ปุ่นมื้อเย็นนี้เป็นคอร์สประกอบด้วย 10 ถึง 15 จาน จัดเตรียมเน้นผิวสัมผัส สีสัน และรสชาติอันเป็นเอกลักษณ์ของส่วนผสมตามฤดูกาลและเมนูพิเศษท้องถิ่น โดยทั่วไปแล้วไคเซกิจะเสิร์ฟในร้านอาหารพิเศษและเรียวกัง มีลำดับเป็นอาหารเรียกน้ำย่อยพอดีคำ ซาชิมิสด (ปลาดิบ) ซุป ปลาหรือเนื้อย่าง ฮ็อตพ็อต ข้าวพร้อมซุปมิโสะ และของว่างจานเล็ก

เราเดินทางออกจากโรงแรมช่วงสายๆจริงเสียดายมากอยากอยู่ที่โรงแรมนานๆเพราะวิวสวยจริงๆ แต่เราต้องเดินทางกันต่อไปที่หมู่บ้านโออุจิจุกุ (Ouchi-juku) สุดเก่าแก่แห่งจังหวัดฟุคุชิมะ

หมู่บ้านโออิจิจุกุที่นี่เป็นหมู่บ้านโบราณเล็กตั้งอยู่ท่ามกลางธรรมชาติ ซึ่งถ้าหากมาในช่วงฤดูที่แตกต่างกันวิวของหมู่บ้านนี้ก็จะเปลี่ยนไปสวยงามคนละแบบซึ่งที่นี่ถือว่าเป็นสถานที่ที่ไม่ควรพลาดเมื่อเดินทางมาเที่ยวฟุกุชิมะ

ประวัติหมู่บ้าน
โออุจิ จูคุ (Ouchi-Juku)

ย้อนกลับไปหลายร้อยปีก่อนในสมัยเอโดะ หมู่บ้านแห่งนี้เป็นเสมือนแหล่งที่พัก ตั้งขนาบข้างถนนหลักที่มีชื่อว่าถนนชิโมสึเคะ (Shimotsuke) ถนนเส้นนี้เคยเป็นเส้นทางหลักในการคมนาคมและการค้า เชื่อมต่อระหว่างอาณาจักรไอสึ (Aizu city ปัจจุบันเป็นส่วนหนึ่งของจังหวัด Fukushima และจังหวัด Niigata) และเมืองอิไมชิ (Imaichi จังหวัด Tochigi)

ในสมัยก่อน การเดินทางต่างๆยังไม่สะดวกสบาย ทั้งโชกุนรวมทั้งขุนนางและพ่อค้าต่างต้องเดินทางด้วยเท้า และหมู่บ้าน โออุจิ จูคุแห่งนี้นับเป็นหนึ่งในเมืองที่เหล่านักเดินทางนิยมมาพักแรมในระหว่างการเดินทาง เนื่องจากที่นี่มีทั้งอาหารและแหล่งที่พักครบครัน แต่เมื่อกาลเวลาผ่านไปเส้นทางสายใหม่ถูกเปิดขึ้น ทำให้ผู้เดินทางผ่านหมู่บ้าน โออุจิ จูคุ ลดลงไปอย่างมาก

บ้านโบราณที่อดีตเคยเป็นเมืองสำคัญในยุคเอโดะถูกสร้างเมื่อหลายร้อยปีก่อน เป็นบ้านชาวนาญี่ปุ่นโบราณที่มุงหลังคาทรงหญ้าคาหนาๆเรียงรายกันสองฝั่งกินระยะทางประมาณ 500 เมตร โดยรวมมีบ้านโบราณประมาณ 40 – 50 หลัง

เมื่อ พ.ศ.2524 หมู่บ้านโออุจิจูคุได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นเขตอนุรักษ์สิ่งปลูกสร้างอันทรงคุณค่าของชาติ ซึ่งในปัจจุบันหมู่บ้านโบราณหลายหลังในโออุจิ จูคุได้รับการบูรณะใหม่ จนกลายเป็นร้านขายของที่ระลึก ร้านค้าขายสินค้าพื้นเมือง ร้านอาหารและที่พักแบบญี่ปุ่นเพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยว ปัจจุบันมีนักท่องมาเยี่ยมชมหมู่บ้านนี้กว่า 1.2 ล้านคนต่อปี

ด้านในหมู่บ้านโออุจิจุกุก็จะมีร้านขายของที่ระลึก ขายอาหาร ขายขนม วันนี้เราจะทานนี่เลยค่ะบะหมี่ต้นหอมมีเฉพาะที่นี่เท่านั้น

สุดท้ายก่อนกลับเราไปทานดังโงะร้านดังของที่นี่ตั้งอยู่ในสวนสาธารณะที่เก่าแก่ที่สุดในญี่ปุ่นคือ Nanko Park ร้านนี้ชื่อว่า Nango Dango ชื่อเหมือนกับสวนเลย

ดังโงะ ขนมที่คนญี่ปุ่นรับประทานกันมานานหลายร้อยปี

จัดอยู่ในประเภทขนมวะงะฌิ ที่เรียกว่านะมะงะฌิ เช่นเดียวกับ มังจู (ขนมปังไส้แยมถั่ว) โยคัง (ขนมถั่วแดงกวน) ไดฟุคุ และโอะฮะงิ ส่วนผสมหลัก ๆ คือ อัง (แยมถั่ว) น้ำหวานเหนียว ๆ ทำจากถั่วแดง น้ำตาล และน้ำ รวมทั้งข้าวสาลี และแป้งข้าวเจ้าด้วย ดังโงะมักนิยมทำไส้ถั่วแดง นำไปเสียบไม้ ไม้ละ 3-5 ลูก ดูราวกับลูกชิ้นปิ้ง เป็นของว่างที่เหมาะกินคู่กับชาเขียว เพราะรสชาติหวาน ๆ ของถั่วแดงเข้ากันได้ดีกับความขมของชาเขียว บ้างก็ทาด้วยซอสโชยุ แล้วนำไปย่างไฟจนหอม

ความเป็นมาของขนมดังโงะไม่เป็นที่ทราบแน่ชัด แต่ในสมัยเฮอันมีขนมที่มาจากเมืองจีนชนิดหนึ่งมีชื่อเรียกว่า “ดังคิ” มีหน้าตาคล้ายกับขนมดังโงะในปัจจุบันมาก จึงสันนิษฐานว่าอาจพัฒนามาจากขนมชนิดนี้ก็เป็นได้ ปัจจุบันดังโงะได้กลายเป็นขนมยอดนิยมที่มีอยู่ทั่วทุกที่ในญี่ปุ่น และในแต่ละท้องถิ่นก็มีดังโงะที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว อย่าง “มิตะระฌิดังโงะ” ของจังหวัดกิฟุ ก็เป็นดังโงะแบบเสียบไม้ที่มีรสชาติไม่หวานจัด “โฌยุดังโงะ” ไส้ถั่วแดงทาด้วยโฌยุรสเปรี้ยว ทำให้ดังโงะมีรสหวานอ่อน ๆ เป็นต้น

การเดินทางค้นหาเมือง Unseen ในญี่ปุ่นองเราทริปนี้ก็จบลงด้วยความสนุกความประทับใจและทำให้ความคิดในการมาญี่ปุ่นของเราก็เปลี่ยนไป นอกจากเมืองใหญ่ๆแล้วเมืองเล็กเมืองรองลงมาแบบนี้ก็สวยไม่แพ้กันครั้งหน้าจะมาเที่ยวยี่ปุ่่นฟุกุชิมะก็เป็นทางเลือกที่น่าสนใจไม่น้อย

 

LEAVE A REPLY

Please enter your comment!
Please enter your name here