มาหาเสม็ด “เก็บไทยให้สวยงาม”

นี่คือการเที่ยวที่อาจไม่ได้สะดวกสบายที่สุด แต่กลับสบายใจที่สุด..

เสม็ดครั้งนี้จะดีต่อใจกว่าทุกครั้ง เพราะเรามาร่วมทำกิจกรรม “มาหาเสม็ด”

ของ โค้ก และ The Cloud ที่จัดทริปท่องเที่ยวแบบไร้ขยะ ให้เราได้ทำความเข้าใจกับปัญหาขยะ ที่สร้างผลกระทบกับผู้คนในชุมชนและแหล่งท่องเที่ยว พร้อมกับผู้ร่วมทริป​ที่ได้รับคัดเลือกมาจากการตอบคำถาม ถ้าถามว่าจริงจังระดับไหน ก็ระดับที่ฟังทุกคนพูดแล้วเราขนลุกได้ ทุกคนมีอุดมการณ์เพื่อสิ่งแวดล้อมอย่างแน่วแน่และเริ่มทำกันในชีวิตประจำวันแล้ว ซึ่งกิจกรรมนี้จัดขึ้นติดต่อกันมา 3 ปีแล้ว โดยตลอดทริป เขาให้เราสร้างขยะพลาสติกให้น้อยที่สุด พกกระบอกน้ำ ถุงผ้า แจกกล้องข้าวพกติดตัวมาให้ ตอนแรกเราคิดว่ามันคงลำบาก ไม่สบายตัว แต่พอเริ่มชิน มันกลับง่ายจนน่าแปลกใจ สบายใจอย่างบอกไม่ถูก แถมยังได้รับคำชื่นชมเอ็นดูจากชาวบ้านด้วย

เกาะเสม็ดแห่งนี้เป็นแห่งแรก ๆ ที่เล็งเห็นถึงปัญหาขยะ

ซึ่งส่งผลกระทบต่อชาวบ้าน และการท่องเที่ยวอย่างมาก โดยก่อนที่เราจะมา เราเห็นว่าทั้งชาวบ้าน หน่วยงานภาครัฐ และเอกชนต่างร่วมมือกันปฏิเสธการใช้ถุงพลาสติกอย่างแข็งขันอยู่แล้ว สถานประกอบการหลายแห่งจัดการขยะอย่างมีประสิทธิภาพหมุนเวียนมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ซึ่งถ้ายิ่งทุกคนช่วยกัน ร่วมมือกันต่อไป เราเชื่อว่าเกาะแห่งนี้จะต้องสวยงามมากขึ้นเรื่อยๆ แน่นอน

โดยตลอด 3 วัน 2 คืน เราได้ไปดูการดูแลหาดทรายด้วยการร่อนทรายทุก ๆ ตารางเมตรเพื่อให้ได้ทรายนุ่มละเอียดไร้สิ่งแปลกปลอม ร่วมออกเรือไปเก็บขยะกับชาวบ้านเพื่อรักษาผืนทะเลอ่าวไทย เต็มอิ่มกับอาหารท้องถิ่นฝีมือชาวประมงตัวจริงจากวัตุดิบที่หาได้ แถมยังได้ฟังเรื่องราวโครงการด้านความยั่งยืนล่าสุดของ มูลนิธิโคคา-โคลา ประเทศไทย ที่จับมือกับ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช และ มูลนิธิเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน อย่าง โครงการ “เก็บ” ไทยให้สวยงาม ทำให้เราเห็นมุมสุด Hidden ของเกาะแห่งความรื่นรมย์แห่งนี้ในทุกวัน

ทริปนี้เราได้รับความสนุก พร้อมกับการกระตุ้นให้เราใส่ใจเรื่องสิ่งแวดล้อม และขยะตลอดเวลา ทำให้เรารู้สึกว่า การท่องเที่ยวแบบดูแลรักษาธรรมชาตินั้นไม่ยากอย่างที่คิด

ถึงแล้วเสม็ดของเรา.. เสม็ดที่มากี่ครั้งก็คิดถึงแต่เรื่องปาร์ตี้ เล่นน้ำ นอนชิล แต่ครั้งนี้มันจะเปลี่ยนไป

เพราะว่านอกจากเราจะมาท่องเที่ยวแบบไร้ขยะกับทริป มาหาเสม็ด แล้ว ในทริปนี้ เรายังได้ฟังเรื่องราวของโครงการ “เก็บ” ไทยให้สวยงาม ที่ มูลนิธิโคคา-โคลา ประเทศไทย จับมือกับ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช และ มูลนิธิเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน

ร่วมกันพัฒนาอุทยานแห่งชาติในพื้นที่นำร่องจำนวน 10 แห่งทั่วประเทศ ได้แก่ อุทยานแห่งชาติเขาแหลมหญ้า-หมู่เกาะเสม็ด อุทยานแห่งชาติหาดนพรัตน์ธารา-หมู่เกาะพีพี อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะช้าง อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะสิมิลัน อุทยานแห่งชาติตะรุเตา (เกาะหลีเป๊ะ) อุทยานแห่งชาติอ่าวพังงา อุทยานแห่งชาติธารโบกขรณี อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ อุทยานแห่งชาติเอราวัณ และอุทยานแห่งชาติภูกระดึง ให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวต้นแบบที่ดีในการจัดการขยะมูลฝอย อีกด้วย โดยโครงการนี้เน้นการมีส่วนร่วมของทุกฝ่าย ทั้ง ชุมชน ผู้ประกอบการบนเกาะ นักท่องเที่ยว ตลอดจนภาครัฐที่เกี่ยวข้อง ในการช่วยกันสร้างการรับรู้ และให้ทุกคนตระหนักถึงปัญหาขยะในเขตอุทยานแห่งชาติทั่วประเทศ

กิมมิกแรกในการลดขยะของทริปนี้คือ

การกินส้มตำริมหาดที่เป็นซิกเนเจอร์ของที่นี่ เขาให้เราหยิบจานไปสั่งอาหารเอง คิดดูเรากินกันเยอะขนาดนี้ ถ้าไม่เอาจานไปใส่เอง ต้องใช้จานโฟมตั้ง 12 ชิ้น นี่ยังไม่รวมจานส่วนตัวอีกนะ ถือว่าเยอะมาก ในการสร้างขยะในหนึ่งมื้อพอคิดได้ว่าได้ลดขยะไปตั้ง 12 ชิ้นตั้งแต่มื้อแรก อาหารมื้อธรรมดาอย่างส้มตำริมหาด ก็พิเศษขึ้นมาเลยล่ะ

พอกินเสร็จ เขาก็เซอร์ไพรส์เราด้วยการรวมเศษอาหารของทั้งโต๊ะ ไม่เว้นแม้กระทั่งกระดูกมาชั่งน้ำหนัก ให้เห็นกันกับตาว่าต่อมื้อเราสร้างขยะอาหารไปเป็นปริมาณเท่าไหร่ และเป็นหลักฐานที่บ่งชี้ให้เราเห็นได้ชัดเจนว่าอาหารที่เรากินเหลือ กินทิ้งนั้น เป็นอีกหนึ่งสาเหตุของการทำให้เกิดปัญหาขยะล้นโลก

ตลอดทริปเราได้เรียนรู้เรื่องการแยกขยะอยู่เรื่อย ๆ จนเริ่มติดเป็นนิสัยไปเอง

ทั้งเศษอาหาร กระป๋อง อันนี้แยกง่าย แต่พลาสติกนี่สิที่ทำเราสับสน เพราะ ขวด ถุง ต่าง ๆ ที่ทิ้งเพื่อรีไซเคิลนั้น จะต้องสะอาดหมดจด ห้ามเลอะเทอะเลย ฉะนั้นพวกถุงแกงถ้าเราต้องการจะทิ้งแบบรีไซเคิล ก็ควรล้างถุง ตากให้เรียบร้อยก่อนทิ้งนะฮ

ต่อมาคือการเยี่ยมชมหนึ่งในโรงแรมบนเกาะเสม็ดที่มีการจัดการขยะได้อย่างมีประสิทธิภาพ พาทัวร์โดยคุณหนู เจ้าของที่พัก White Sand Resort ให้เราได้ชมจุดต่าง ๆ ที่อยู่ในกระบวนการกำจัดขยะ ทั้งบ่อบำบัด บ่อหมัก ฯลฯ

หลังโรงแรมจะมีโรงบด ที่เขาเอาไว้บดเปลือกหอย และเปลือกไข่

ก่อนนำไปหมัก เพื่อใช้เป็นปุ๋ยโรยต้นไม้ภายในรีสอร์ท พอบดแล้วก็หน้าตาจะเป็นแบบนี้ ละเอียดมาก เราเห็นมีเก็บไว้ตั้งหลายถัง ดูรู้เลยว่าเขาจริงจังกับเรื่องการจัดการขยะมากจริง ๆ

อ่าวน้อยหน่า อ่าวแสนสงบห่างไกลแสงสี ในยามเช้า และบ่ายแบบนี้ เหมือนเป็นหาดทรายส่วนตัวธรรมดา ให้เราได้นั่งเล่น นอนอาบแดด แต่สิ่งที่ทำให้เราแปลกใจคือการดูแลหน้าหาดของที่นี่

หาดทรายสวย ๆ ที่เห็นนอกจากจะเป็นเพราะผืนทะเลซัด ผลัดหน้าทรายให้พวกเราแล้ว มนุษย์ก็มีส่วนช่วยด้วยเหมือนกันนะ

นี่ไง ที่ MooBan Talay Resort

เขาให้พี่ ๆ พนักงานมาร่อนทรายทุกวัน เพื่อให้ได้ทรายที่ละเอียด และไร้ขยะ เพราะก่อนหน้านี้ทรายบนหาดที่อ่าวน้อยหน่านั้นน้อยมาก และไม่นุ่มเท้าเท่าปัจจุบัน จนเช้าวันหนึ่งคลื่นก็ซัดเหล่าทรายขาว แสนละเอียดเหล่านี้มา หาดทรายสูงขึ้นจนน่าตกใจ และสวยงามกว่าแต่ก่อน ทุกคนจึงหวงแหน และพยายามดูแลอย่างดี ด้วยวิธีที่เห็นนี่แหล

เศษกรวด และเศษขยะชิ้นเล็กชิ้นน้อยไม่มีเหลือ เรากล้าการันตีเลยจริง ๆ ว่าทรายของหาดนี้นุ่มเท้า และเย็นมาก แดดร้อนขนาดไหนถ้าเอาเท้าจุ้มลงไปในทราย คือสวรรค์เลยจริง ๆ

เราประทับใจเรื่องความใสของทะเลเสม็ดทุกครั้งที่มาอยู่แล้ว แต่ครั้งนี้ยิ่งเห็นเรื่องดี ๆ หลังบ้านของเขา เราก็ยิ่งชอบมากขึ้นไปอีก

ขอนั่งชิลหน่อยแล้วกัน เที่ยวแบบไร้ขยะมันไม่ได้ยากอย่างที่คิดจริง ๆ มันทำให้เราไม่ต้องเร่งรีบด้วย สั่งน้ำดื่มแบบกินที่ร้าน ก็นั่งยาว ๆ มองฟ้า มองทะเลได้เรื่อย ๆ นี่แหละการพักผ่อนที่แท้จริ

เธอว่ามีพวกนี้อยู่ในทะเลมันจะเหมือนแมงกะพรุนขนาดไหน ? คงเคยเห็นผ่านตากันมาบ้างแล้ว ว่าสิ่งที่ทำให้เต่า หรือสัตว์ทะเลอื่น ๆ ต้องตายก็เพราะพวกถุงพลาสติกนี่แหละเนอะ เห็นตรงไหน อย่าลืมช่วยกันเก็บมาทิ้งนะ

จุดที่สวยที่สุดของเสม็ด และไม่มีขยะสักชิ้น คือจุดชมวิวท้ายเกาะเสม็ดแห่งนี้แหละ นั่งรถมาไม่เท่าไหร่ เดินยังไม่ทันเมื่อยก็เจอวิวแกรนด์ ๆ แบบนี้แล้ว

อีกมุมหนึ่งของจุดชมวิว เราจะเห็นพื้นที่เกาะที่ยังไม่มีใครรุกล้ำ คือสวยเหมือนอยู่ต่างประเทศเลย บ้านเราถ้าช่วยกันดูแลดี ๆ ช่วยกัน “เก็บ” ไทยให้สวยงาม ก็สวยไม่แพ้ที่ไหนเลยจริงๆ นะ

ที่จุดชมวิวเราไม่เจอขยะเลยสักชิ้น มีแต่ต้นไม้ขึ้นบาง ๆ และก้อนหินรูปทรงต่าง ๆ ทะเลลึกริมผา มีลมพัดพากลิ่นทะเลหอม ๆ มาแตะจมูก พร้อมพระอาทิตย์ที่กำลังตกดิน ถ้ามันเป็นอย่างนี้ตลอดไปคงดีไม่น้อยเลยเนอะ

ในช่วงค่ำคืนของทุกวัน เรามานั่งพูดคุยกัน ในบรรยากาศสบาย ๆ เหมือนเพื่อน ๆ มาล้อมวงร้องเพลงกัน สลับบทสนทนาดี ๆ ทบทวนสิ่งที่พบเจอตลอดวัน ทำให้เราอินกับกิจกรรมดูแลสิ่งแวดล้อมนี้มากขึ้น และดูเหมือนทุกคนก็รู้สึกไปในทางเดียวกัน

หมดวันไปแบบอิ่มเอมใจ แค่วันแรกเราก็รู้สึกได้แล้ว ว่าเที่ยวแบบใส่ใจสิ่งแวดล้อม มันให้ความรู้สึกมากกว่าการผ่อนคลาย แต่เหมือนเราได้ดูแล สิ่งที่คู่ควรให้เราดูแล ได้รักษาสิ่งที่ช่วยรักษาจิตใจเรามาตลอด ก็คือ ธรรมชาตินั่นเอง

เช้าวันที่สอง เราออกทะเลไปล่าปลา เอ้ย.. ไปล่าขยะกันฮะ

เป็นการสำรวจร่องน้ำ และเส้นทางเดินทางของขยะทะเล ซึ่งเราคุยกับพี่ ๆ คนเรือมา ขยะทะเลไม่ได้เกิดจากคนที่มาเที่ยวทะเลหรอก แต่เกิดจากขยะบนฝั่งที่เราทิ้ง ๆ กันนี่แหละ เมื่อมันไม่มีที่ไปมันก็ไหลไปตามแม่น้ำ และลงสู่ทะเล บางชิ้นมันอาจจะมาจากบ้านของเราก็ได้

เนี้ยเจอแล้ว.. ลอยมาตามน้ำเลย ตลอดทางเราจะเห็นเศษชิ้นเล็กชิ้นน้อยลอยกระจายมา ทั้งเศษถุงพริก น้ำตาล ซอส ลูกอม ฯลฯ

กิจกรรม Snorkeling หรือดำน้ำตื่น

เพื่อให้ชมความใสและเหล่าปลาน้อย ๆ ที่ว่ายมาทักทาย เราเห็นว่าปะการังที่นี่ยังอุดมสมบูรณ์อยู่ แต่ก็ยังเห็นขยะอยู่บ้างเช่นกัน แม้ไม่ได้เยอะขนาดทำให้เสียบรรยากาศ แต่ก็ไม่ใช่ที่ที่มันควรอยู่ หลายคนช่วยกันเก็บ ช่วยกันหา เป็นภาพที่น่ารักมาก ๆ

แต่นี่คือสิ่งที่พวกเราเก็บขึ้นมาได้ ขยะที่ไม่ได้ลอยแค่บนผิวน้ำเท่านั้น แต่มันตกลงสู่พื้นทรายใต้ทะเลที่เป็นบ้านของสัตว์น้ำมากมาย ถ้ามองจากสภาพคงอยู่มานานแล้วล่ะ น่าเศร้าเหมือนกันนะ

ถึงเวลาขึ้นบกก็แวะกินข้าว ที่ริมหาดอ่าวกลาง

เป็นหาดที่ยังคงมีประมงพื้นบ้านหลงเหลืออยู่ และที่เห็นอยู่นี้คือเรือที่เหล่าชาวประมงนำออกไปหาปลานั่นเอง.. เล็ก ๆ แบบพอใช้ พอขาย พอกิน ซึ่งบ้านชาวประมงริมทะเลแบบนี้นั้น หลงเหลืออยู่น้อยมากบนเกาะเสม็ด

อาหารจากชาวประมงพื้นบ้าน อร่อยกว่าร้านอาหารอีกกกกกก.. ทุกอย่างบนจานนี้เป็นสิ่งที่ชาวประมงจับมาได้หมดเลย ตัวเล็กบ้าง ใหญ่บ้างตามธรรมชาติ

ทานเสร็จก็มานั่งชิลกันแบบคลุกทรายได้เลย เพราะหาดสะอาดมาก นั่งคุยกันเองสนุกสนาน และมีการให้ความรู้เกี่ยวกับขยะเพิ่มเติมด้วย

ชาวต่างชาติคือคุณ Daniela Scandella-Chanchote เจ้าของร้าน SoLUTion Refill@Station

เกาะเสม็ด ที่มาสร้างแรงบันดาลใจในการลดขยะให้เรา โดยหลักคือ reuse, reduce, recycle (การนำกลับมาใช้, การลดการใช้, การแปรรูปเพื่อนำกลับมาใช้ใหม่) ซึ่งร้านของคุณเดเนียล ก็เป็นไปตามแนวทางนั้น คือลูกค้าทุกคนต้องพกขวด กระปุก กระป๋อง มาเติมของที่ร้านของเธอเอง เพื่อเป็นการลดขยะอีกทางหนึ่ง

บ่ายวันนี้เรานอนเล่นอยู่ที่ริมหาดหน้าที่พัก เงยหน้าไปเจอนกเงือก 4 ตัว บินมาเกาะบนต้นไม้พอดี นกเงือกถือเป็นตัวชี้วัดความอุดมสมบูรณ์ของธรรมชาติ ส่วนใหญ่กระจายตัวอยู่ในผืนป่าที่มีความอุดมสมบูรณ์เท่านั้น กินผลไม้สุกเป็นอาหาร จึงเป็นส่วนสำคัญในการแพร่พันธุ์ของพืชอีกด้วย นั่นก็แสดงว่าเกาะเสม็ดแห่งนี้ยังเป็นสวรรค์ของเหล่าคนรักธรรมชาติได้อยู่เหมือนกันนะ

ค่ำคืนสุดท้ายนี้เราได้รับมื้อค่ำสุดพิเศษ ที่มีเชฟแบล็ก ภานุภน บุลสุวรรณ เชฟเทเบิ้ลมาสร้างสรรค์เมนูอาหารที่ได้แนวคิดมากจาก เรื่องราวของขยะที่เกิดขึ้นท้องทะเล

โดยวัถุดิบที่ใช้ ก็หาได้จากท้องถิ่น และใช้ทุกอย่างให้มีค่าสูงสุดแบบ zero waste ที่ไม่ทิ้งภาระใด ๆ ให้โลกต้องแบกรับด้วย หน้าตาดูดีมาก และคอนเซ็ปต์ส่วนใหญ่ทำให้เราสะท้อนถึงชีวิตของสัตว์น้ำที่ต้องใช้ชีวิตกับขยะ กินไป คิดตามไป อร่อย แบบลึกซึ้งมาก ๆ

ในวันที่เราต้องลาจากกัน เราได้ฟังสรุปจากทุก ๆ คนที่มาร่วม ทริปนี้ จากหลายพื้นที่ หลายอาชีพได้มาแชร์แนวทาง ที่จะนำเรื่องการจัดการขยะกลับไปใช้ในชีวิตของตัวเอง เช่นครู ก็เอาไปสร้างเป็นกิจกรรมเพื่อสอนเด็ก ๆ โรงแรมก็สามารถนำความคิดของพี่หนูเป็นโรลโมเดล โฮมสเตย์ก็ลองทำรีฟิลสเตชั่นตามแบบของคุณเดเนียล สำหรับเราก็คงพยายามท่องเที่ยวแบบไม่สร้างขยะ และชวนพวกเธอมาทำเหมือนกันนี่แหละ

และถ้าใครอยากเริ่ม นอกจากการไม่รับถุงพลาสติกแล้ว ก็คงต้องเริ่มกลับไปแยกขยะให้ถูกก่อน และลดการใช้พลาสติกในชีวิตประจำวันต่าง ๆ จนเป็นนิสัย ไม่ใช่เพื่อตัวเองหรอกนะ แต่เพื่อโลกของเราในอนาคต และลูกหลานของเราที่ต้องอยู่ต่อไปต่างหาก

ขอบคุณกิจกรรมดี ๆ และเพื่อนร่วมทริปทุกคนที่เปิดให้เราได้เข้าสู่โลกอีกใบ ที่ทำให้เรื่องสกปรกกลายเป็นเรื่องใสสะอาด และน่าเบิกบานที่สุดสำหรับสิ้นปีนี้ หลังจากนี้เราก็จะลองท่องเที่ยวแบบ zero waste เพื่อร่วม “เก็บ” ไทยให้สวยงามให้ได้มากที่สุดเช่นกัน มาช่วยกันนะ

LEAVE A REPLY

Please enter your comment!
Please enter your name here