Japan ไป Sendai สิไม่ซ้ำแน่นอน

เที่ยวญี่ปุ่นยังไงไม่ให้ซ้ำใคร..ไปเซนไดสิไม่ซ้ำแน่นอน

เมืองท่องเที่ยวแห่งใหม่ที่กำลังเป็นที่หมายตาของใครหลาย ๆ คน เพราะนอกจากจะเป็นอีกหนึ่งเมืองใหญ่ของภูมิภาคโทโฮคุแล้ว ขับรถออกมาไม่ถึงชั่วโมงก็เจอกับธรรมชาติที่โอบล้อมเมืองแห่งนี้ไว้ ไม่ว่าจะเป็นภูเขา ทะเล และน้ำตก บอกได้คำเดียวลยว่า คุ้ม ! ตอบโจทย์สำหรับนักท่องเที่ยวทุกรูปแบบ อย่างกลุ่มเราที่ไปครั้งนี้มีทั้งสายกิน สายช้อป สายธรรมชาติ สายชิล ทุกคนกลับไปพร้อมความฟินกันถ้วนหน้า กว่าสิบที่เที่ยวที่เรากำลังจะพาไป ต้องมีสักทีแหละที่พวกเธอชอบ

และการเดินทางจากไทยมาที่นี่ก็ง่ายเพียงปลายนิ้ว แค่กดจองตั๋วการบินไทยที่เขาเพิ่งเปิดเส้นทางใหม่ กับเที่ยวบินตรง กรุงเทพฯ – เซนได สามไฟล์ทต่อสัปดาห์ ช่วงเวลาดีงามออกจากไทยห้าทุ่มนิด ๆ ถึงญี่ปุ่นเกือบเจ็ดโมงเช้า เริ่มเที่ยวได้แบบเต็มวันไม่เสียเวลา ไม่เสียค่าที่พัก ไม่ต้องเมื่อยนั่งรถข้ามเมืองหลาย ๆ ชั่วโมง เราคิดว่าจ่ายแพงขึ้นนิดเดียว แต่ประหยัดส่วนอื่นไปได้อีกเยอะ ถือเป็นตัวเลือกในการเดินทางที่ไม่เลวเลยนะ

จองตั๋วเครื่องบิน
https://www.thaiairways.com/th_TH/index.page

ความคุ้มค่าของการซื้อตั๋วแบบ Full service

คือได้ทั้งน้ำหนักกระเป๋า ที่มากพอจะช้อปปิ้งไปฝากคนที่บ้าน และการบริการที่ทั่วถึง ยิ่งเป็นสายการบินไทย สายการบินของบ้านเราแล้ว ยิ่งเข้าใจความต้องการของเรามากเป็นพิเศษ โดยเฉพาะอาหารที่ถูกปากเราแบบกินไม่เคยเบื่อ ความยิ้มแย้มของแอร์ ที่ดูแลเราอย่างดี อยากได้อะไรหามาให้หมด หิวเมื่อไหร่ก็มีขนมมาให้กินตลอด 6 ชั่วโมงการบินนี้ สบายเหมือนยู่บ้านเลยทีเดียว เชื่อเราสิว่ามาเซนได ยังไงก็ควรมากับการบินไทยจริง ๆ

ซึ่งทริปนี้เราจะเที่ยวกันแบบโร้ดทริป

เพื่อความสะดวกสบายในการเคลื่อนย้าย และความชิล เที่ยวได้แบบไม่ต้องเร่งรีบ ไม่เครียดกับรอบรถ โดยบริษัทที่เราแนะนำคือ Budget บริษัทเช่ารถในประเทศญี่ปุ่น ที่มีสาขาอยู่มากมายอีกหลายประเทศ รวมทั้งที่ไทยด้วย แม้จะเป็นคนละส่วนกันแต่ชื่อแบรนด์ก็การันตีมาตรฐาน ให้เราอุ่นใจ

รถที่เราเลือกเป็นรถขนาดกลาง สำหรับนั่ง 4 คนแบบหลวม ๆ พร้อมกระเป๋าใบใหญ่ 4-5 ใบ ซึ่งขั้นตอนการเช่าก็เหมือนกับบ้านเราเลย คือนัดรับรถ เช็คสภาพ รับทราบกฎแล้วพร้อมลุย !!

Asaichi Morning Market (ตลาดเช้าอะไซชิ)

เพราะมาถึงญี่ปุ่นตอนเช้ามาก ร้านค้ายังไม่เปิด เราเลยมาหาของกินเติมกำลังกันก่อนที่ตลาดเช้า Asaichi แม้จะบอกว่าเป็นตลาดเช้า ความจริงเขาก็เปิดถึงบ่ายแก่ ๆ เลยเหมือนกัน ตลอดถนนเส้นสั้น ๆ นี้เต็มไปด้วยร้านค้า ร้านอาหารกว่า 70 ร้าน จนได้รับสมญานามว่า “ครัวของเซนได” บอกเลย อยากกินอะไรที่นี่มีให้เลือกหมด

ระหว่างทางที่เรากำลังเดินไป ณ จุดหมายต่อไป จะเจอวิวประมาณนี้แหละ ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมใคร ๆ ก็หลงรักญี่ปุ่น เพราะสีสันที่เปลี่ยนไปตามฤดูกาล และทางแสงงาม ๆ ถ่ายรูปกับตึกธรรมดา ๆ ยังสวย ยิ่งช่วงใบไม้ร่วงแบบนี้นะ ยิ่งฟิน ถ้าปีนี้มาไม่ทัน จองตั๋วมาปีหน้าก็ได้นะ

Clis Road Shopping Street (ย่านช้อปปิ้งคริสโร้ด)

ถนนคนเดินเส้นยาวหลายช่วงตึกที่สองข้างทางอัดแน่นไปด้วยร้านค้า คาเฟ่ ร้านอาหาร ถือเป็นแหล่งช้อปปิ้งที่ใหญ่ที่สุดในเมืองเซนได และอยู่ใจกลางเมืองที่สุดด้วย (ใกล้กับ Sendai Station)
ทั้งแบรนด์สตรีทแฟชั่น แบรนด์ทั่วไป จนถึงไฮเอน เอาใจนักท่องเที่ยวอย่างเราด้วยเสื้อผ้า รองเท้า เครื่องประดับ เครื่องสำอางค์ แบบ Tax-Free ช้อปชิลสบายกระเป๋า ซึ่ึงร้านค้าส่วนใหญ่ก็จะเริ่มเปิดประมาณ 11 โมงไปจนถึงดึกเลย

ลิ้นวัวเมืองเซนได

อาหารขึ้นชื่อขอเมืองนี้ ที่ใครมาต้องห้ามพลาด ยิ่งบีฟเลิฟเวอร์แล้ว บอกเลยว่าฟินแน่นอน เพราะการหมักลิ้นวัวของเมืองนี้ มีสูตรเด็ดไม่เหมือนที่อื่น ขึ้นชื่อมาตั้งแต่สมัยสงครามโลก ความกรุบของชิ้นเนื้อบ่งบอกถึงความสด และกลิ่นหอมตีขึ้นจมูก จนทำให้เราสั่งกินจนลืมอิ่มไปเลย

Akiu Otaki Fudoson Temple (วัดอะกิอุโอะโอตะกิฟุโดซง)

เติมพลังเรียบร้อย เราก็ขับรถมาที่จังหวัดมิยากิ เมืองเล็กข้าง ๆ เซนได มีทั้งทะเล และน้ำตกให้เราได้เที่ยว จุดแรกที่เราจะพามานั้นคือวัดอะกิอุโอะตะกิฟุโดซง วัดนี้ถือเป็นอีกวัดหนึ่งที่เก่าแก่ของประเทศญี่ปุ่น มีประวัติมาตั้งแต่สมัยโจนัน (ปี 856-875) เป็นที่ตั้งของพระองค์โตที่ ผู้คนทั้งในและนอกพื้นที่ต่างหลั่งไหลกันมาไหว้ขอพรเพื่อความสำเร็จในทุก ๆ ด้านกัน แต่ที่เรามาไม่ได้เน้นเรื่องไหว้พระหรอกนะ

Akiu Otaki (น้ำตกอะกิอุโอตะกิ)

จุดนี้คือจุดที่เราตั้งใจมามาก จากวัดเราเดินตามเส้นทางธรรมชาติ และ google maps มาเรื่อย ๆ ไม่กี่นาทีก็ได้พบกับวิวอลังการของน้ำตกอะคิอุโอะตะกิ ที่ขึ้นชื่อว่าเป็นหนึ่งในสามของน้ำตกที่สวยที่สุดในญี่ปุ่น ด้วยความสูงถึง 55 เมตรและความกว้าง 6 เมตรมีน้ำไหลเป็นทางยาว โอบลอมไปด้วยภูเขา แม้เราจะยืนอยู่ไกล ๆ แต่เสียงน้ำตกยังดังก้องไปทั่วทั้งเขา พร้อมไอเย็นที่ปะทะหน้า สูดอากาศบริสุทธิ์ในอุณหภูมิเย็น ๆ แบบนี้มันสดชื่น บรรยากาศทั้งหมดมันทำให้รู้สึกว่าน้ำตกที่ไหนก็สู้ที่นี่ไม่ได้เลยจริง ๆ

Matsushima Sakana Ichiba (ตลาดปลามัตสึชิมะ)

โดมขนาดใหญ่ที่เต็มไปด้วยร้านค้า ร้านอาหาอยู่ภายใน ทั้งสินค้าจากทะเลที่เป็นของสดและของแห้ง มีโต๊ะอาหารให้เราซื้อมานั่งกินกันแบบฟิน ๆ เพราะตลาดแห่งนี้ตั้งอยู่ริมทะเล ตรงอ่าวมัตสึชิมะ ฉะนั้นมั่นใจเรื่องความสดได้ ขนาดซื้อหอยเชลล์อบแห้งกลับมาทำซุป ทั้งกลิ่นและรสยังสดเหมือนเพิ่งขึ้นจากทะเลเลย

และอาหารทะเลขึ้นชื่อสำหรับย่านนี้ ที่ทุกคนต้องลองคือ บุฟเฟ่ต์หอยนางรม ในราคาน่ารัก ใกล้กับตลาดเราสะดุดตาอยู่ร้านหนึ่ง เป็นร้านเล็ก ๆ ให้ฟีลโลคอลชานเมือง ดูเปิดมานานน่าจะโปรเรื่องหอยนางรมอยู่บ้าง ซึ่งก็ไม่ผิดหวังเลย เพราะในราคาหัวละ 2,200 เยนนี้เรากินหอยกันได้ไม่อั้น มีให้ทั้งแบบดิบ นึ่ง และย่าง ซึ่งน้องพนักงานเอาหอยมาเทหลายสิบโล แล้วทำให้ดูสด ๆ ตรงหน้าเลย ทุกตัวคือ ฉ่ำ หวานกลมกล่อม กลิ่นทะเลกลั้วอยู่ในปาก อร่อยมาก

สำหรับร้านนี้เปิดเวลา 11:00 – 14:00 น. (เสาร์-อาทิตย์ เปิดถึง 15:00 น. ) เท่านั้นนะจ๊ะ

อ่าวมัตสึชิมะแห่งนี้

ถือเป็นหนึ่งในอ่าวที่สวยที่สุดของญี่ปุ่น และเคยได้รับรางวัลว่าเป็นจุดชมวิวอ่าวที่สวยที่สุดในโลกด้วย เพราะมีเกาะน้อยใหญ่กระจายอยู่กว่า 260 เกาะ การชมพระอาทิตย์ตกดินที่นี่ จึงเป็นสิ่งที่เราอยากแนะนำ เพราะนอกจากเส้นของฟ้า และเงาพระอาทิตน์ที่ตกกระทบกับทะเลแล้ว เกาะแก่งเหล่านี้ก็ให้ทัศนียภาพที่สวยงาม สมคำร่ำลือจริง ๆ

Fukura-jima (เกาะฟุคุอุระ)

ที่นี่คือจุดชมวิวชั้นยอดของอ่าวมัตสึชิมะแห่งนี้ โดดเด่นด้วยสะพานทรงโบราณ สีแดงยาวชื่อว่า เดอาอิบาชิ ให้เราเดินข้ามเกาะชมวิวกลางทะเลแบบสวย ๆ มีค่าข้ามอยู่ที่ 200 เยน เมื่อข้ามมาถึงเกาะเราจะเจอกับต้นไม้นานาพรรณ ยิ่งช่วงฤดูใบไม้เปลี่ยนสีแบบนี้ ทุกอย่างมันดูไล่สีเป็นโทนอบอุ่น สาดกับแสงสีทองของพระอาทิตย์ก็ยิ่งสวยเข้าไปใหญ่

พันธุ์ไม้กว่า 250 ชนิดอะเธอทำให้เกาะแห่งนี้มีหลายเฉดสีสวยมาก ๆ เดินเพลินจนลืมเวลาไปเลย

ตอนค่ำเรากลับมาชอปปิ้งที่ตัวเมือง บนคริสโร้ดเส้นเดิม แม้จะดึกมากแล้วแต่ก็ยังคึกคักอยู่ แตกต่างจากตอนกลางวันแค่สีสันของแสงไฟสวย ๆ สว่างไสว ที่ปลุกเราให้ตื่นหลังจากนั่งรถมายาว ๆ ได้อย่างดี ยิ่งช่วงปีใหม่ทั้งเส้นถนนแห่งนี้จะประดับประดาไปด้วยไฟคริสต์มาสเต็มไปหมด มองเพลินจนเกือบลืมช้อปปิ้งเลย

Bunka Yokocho ( ตรอกบุงกะ โยโคโช)

ตรอกเล็ก ๆ ที่ทำให้เมืองนี้ดูมีชีวิตชีวายามค่ำคืน กับร้านอาหารกว่า 50 ร้านตั้งเรียงกันเปิดไฟ เปิดโคม ป้ายโฆษณาจนสว่างไปทั้งเส้น ร้านส่วนใหญ่จะเป็นอาหารประเภทอิซากะยะ ปิ้งย่าง และราเมน มักเป็นแหล่งกินดื่ม ที่ชาวเมืองต่างมาสังสรรค์กันหลังเลิกงาน ตั้งอยู่ไม่ไกลจากถนนคริสโร้ด

สำหรับอากาศหนาว ๆ แบบนี้อะไรจะดีไปกว่าราเมนร้อน ๆ ค่ำนี้เราฝากท้องไว้กับร้าน Hakata-Ichirin ราเมนสไตล์ฮากาตะ ที่ขึ้นชื่อในแถบฟุกุโอกะ โดดเด่นด้วยซุปกระดูกหมูเข้มข้น ที่ผสมกระเทียม และพริกไทยร้อนแรง กลมกล่อม มื้อนี้ทุกคนซดจนหมดถ้วย กลับโรงแรมนี่หลับฝันดีเลยทีเดียว

Five storey pagoda of Mt.Haguro (เจดีย์ห้าชั้นแห่งภูเขาฮากุโระ)

แพลนวันนี้ตั้งใจขับรถมาที่เมืองข้าง ๆ เซนไดเช่นเคย ณ เมืองยามากาตะ มีวัดท่ามกลางป่าเขามากมาย ที่เอาใจทั้งคนรักธรรมชาติ และประวัติศาสตร์ไปในตัว และไฮไลท์หนึ่งของที่นี่ก็คือเจดีย์ห้าชั้นแห่งภูเขาฮากุโระนั่นเอง จากจุดจอดรถเราต้องเดินตามทางเข้าไปในป่าทึบ ที่ทั้งสองข้างทางมีร่มเงาของเหล่าต้นซีดาห์ อายุกว่า 300-500 ปี และหินสลักโบราณที่ทั้งหมดนี้ได้ขึ้นทะเบียนเป็นสมบัติของประเทศญี่ปุ่นไปแล้วเรียบร้อย บอกเลยว่าประทับใจบรรยากาศมาก นักท่องเที่ยวเข้ามาเรื่อย ๆ แต่มันกลับเงียบสงบเหมือนอยู่กันแค่ 4 คนเลย

ถึงแล้วเจดีย์องค์โตสูงกว่า 29 เมตร ที่ไม่ต้องทาสี หรือตกแต่งอะไรมากมาย บรรยากาศโดยรอบก็ขับให้เจดีย์นี้โดดเด่นดูน่าเกรงขามอยู่แล้ว ซึ่งเสน่ห์ของที่นี่คือ ในแต่ละฤดูสีสันของป่าจะแตกต่างกันไป ใครที่มาช่วงใบไม้ร่วงแล้ว มาใหม่หน้าหนาวก็จะได้วิวไม่เหมือนเดิม และถัดจากเจดีย์ไปเราจะเห็นบันไดหินโบราณเป็นทางยาวกว่า 2,446 ขั้นเพื่อขึ้นไปยังศาลเจ้า Sanjin Gosaiden ศาลเจ้าหลักของภูเขาลูกนี้ ซึ่งต้องใช้เวลาถึง 2 ชั่วโมงเลยทีเดียว

KAMO aquarium (พิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำคาโมะ)

พิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำที่รวบรมเหล่าสัตว์ตามท้องทะเลน้อยใหญ่เอาไว้ให้เราชมในที่เดียว ทั้งปลากระเบน แมวน้ำ ปลาวาฬ การแสดงโลมา ฯลฯ แต่ที่เป็นพระเอกของที่นี่เลย คือแมงกะพรุน ที่เขามีให้เราศึกษาถึง 50 ชนิด รูปแบบนำเสนอ เป็นแบบสมัยใหม่ ไม่น่าเบื่อ ในตู้จัดแสดงแมงกะพรุนที่ใหญ่ที่สุดในโลก ชื่อว่า “Jellyfish Dream Theater”

นี่คือตู้ Jellyfish Dream Theater

ที่เราบอกไปข้างต้น ใหญ่และสวยมากเลยใช่มั้ยละ..
เส้นรอบวงที่กว้างถึง 5 เมตร จุแมงกะพรุนไว้กว่า 2,000 ตัว และสีที่ฉากหลังของตู้นี้จะเปลี่ยนไปเรื่อย ๆ อลังการเหมาะกับคนชอบถ่ายภาพมาก ๆ

ถ้าตู้ใหญ่มันเห็นไม่ชัด ก็ดูที่ตู้เล็ก ๆ ก็ได้นะ ประชากรเขาหนาแน่นจริง ๆ

แมวน้ำหลากหลายชนิดตัวอ้วนพี คอยเล่นกับผู้มาเยือนอย่างสดใส ดูรู้เลยว่าที่นี่เขาคงเลี้ยงดีจริง ๆ สัตว์เขาเลยดูสุขภาพจิตดีอะ
ที่นี่เปิดให้บริการตั้งแต่ 9:00 – 17:00 น. และมีค่าเข้าชมเพียง 1,000 เยนเท่านั้น

ความดีงามของการท่องเที่ยวแบบโร้ดทริปคือ ค่ำไหนนอนนั่น หิวเมื่อไหร่ก็แวะได้ ไม่ต้องเครียดเรื่องตารางรถไฟ.. จากคาโมะ เราขับรถเล่นชมริมทะเลไปเรื่อย ๆ ก่อนกลับเข้าเมือง จนมาเจอร้านปลาย่างนี่แหละ ซึ่งขายแต่ปลาจริงๆ สดและอร่อยมาก บรรยากาศก็ชิล กินไปชมทะเลไป อยากให้ลองเที่ยวแบบนี้กันบ้าง เธออาจได้เจอเรื่องดี ๆ เหมือนกับเรานะ

คืนสุดท้ายที่เซนได เราลองเปิดประสบการณ์ใหม่ กับการนอนบ้านญี่ปุ่นจองผ่าAirbnb บ้านดีมากเวอร์ มีทั้งห้องครัวอุปกรณ์ครบ สองห้องนอน เหมาะสำหรับสี่คนแบบพอดี ๆ จ่ายไม่กี่พันก็ได้บ้านทั้งหลังมาครอบครอง อาจเพราะไม่ติดกับสถานีรถไฟ เราเลยได้ราคาน่าคบหาแบบนี้แหละ อีกความดีงามของการเช่ารถอะเนอะ

ถ้าใครมีครัว สิ่งที่อยากให้ทำคือไปซุปเปอร์มาร์เก็ต ช่วงกลางคืน พวกข้าวกล่อง ของสดเขาจะลดราคาเยอะมาก อย่างอาหารที่เห็นทั้งหมดนี้ ราคาราว ๆ พันกว่าบาท กินสี่คนแบบจุก ๆ เหลือ ๆ เลย

บางทีการเที่ยวตามเมืองเล็ก ๆ ของญี่ปุ่นมันก็สนุกดีนะ

ส่วนที่จอแจก็ดูมีสีสัน มุมสงบก็ชิลเหลือบรรยาย ธรรมชาติของประเทศนี้ยิ่งใหญ่เกินกว่าที่เราจินตนาการไว้มาก เพราะเขาเก็บรักษากันไว้อย่างดี สวยแบบที่ยุโรปยังอายก็มีและเราว่าเซนได ก็ยังเป็นอีก destination หนึ่งที่ทุกคนควรลองมาสัมผัสด้วยตัวเองนะ เดินทางจากไทยมาก็สะดวกเพราะมีบินตรงจากการบินไทย ขับรถพวงมาลัยขวาเหมือนบ้านเรา

google maps ปักหมุดตรงไม่มีหลง ที่เที่ยวเยอะแบบมากี่วันก็ไม่เคยพอ บอกเลยว่าเราต้องมาซ้ำอีกแน่นอน !

LEAVE A REPLY

Please enter your comment!
Please enter your name here