หน้าฝนนี้ ไปเที่ยวไหนดี..

ฤดูฝน เป็นฤดูกาลที่มีฝนตกตลอดทั้งเดือน ส่วนใหญ่จะเกิดขึ้นในช่วงเดือนพฤษภาคมจนถึงเดือนตุลาคมของ ประเทศไทย และจะเกิดมากที่สุดในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และฤดูฝนยังทำให้ต้นไม้เจริญเติบโตอย่างรวดเร็วและยังช่วยขจัดสิ่งสกปรกและฝุ่นละอองภายในอากาศด้วย

หน้าฝนนี้ ไปเที่ยวไหนดี..วันนี้แบกกล้องเที่ยวมีสถานที่ท่องเที่ยวมาแนะนำเพื่อนๆ ไว้ให้เตรียมความพร้อมและ เตรียมเงินในกระเป๋าตังค์กันไว้ก่อนครับ โดยในคราวนี้จะมี งบประมาณคร่าวๆให้ดูด้วย

*** โดยงบประมาณค่าใช้จ่ายตรงนี้ เป็นค่าประมาณการเดินทางของแบกกล้องเที่ยวเองนะครับ ***

– ค่าเดินทางอ้างอิงโดยใช้ค่าน้ำมันรถ รถยนต์ 4 ประตูขนาดเล็กโดยประมาณครับ ถ้าไปหลายคนก็หารค่าน้ำมันกันได้อีก

– ค่าที่พัก มีหลากหลายราคาครับแต่ละที่ แต่ส่วนใหญ่ ทางผมจะพักอยู่ราคาประมาณนี้ครับ ราคาต่อห้อง ถ้าไปหลายคนก็หารค่าที่พักกันได้ก็ประหยัดกันลงไปอีกครับ

-ค่ากินก็แล้วแต่บุคคลครับ กินมาก กินน้อย ผมคิดมาให้ดูเพื่อเป็นการประมาณ ค่าใช้จ่ายครับ

บ้านสวนริมน้ำ โฮมสเตย์

เป็นที่พักริมลำธาร มีต้นน้ำมาจากเขาสอยดาว ลงสู่บ้านทุ่งเพล อำเภอมะขาม โฮมสเตย์อยู่ท่ามกลางธรรมชาติ สวนผลไม้ และต้นไม้นานาชนิด น้ำจากลำธาร ใสเย็น เล่นน้ำได้สนุก ชื่นใจ มีน้ำไหลตลอดปี การเข้าพักโฮมสเตย์คิดเป็นรายหัว (มีค่าที่พัก + อาหาร 2 มื้อ)

บ้านสวนริมน้ำ โฮมสเตย์ ตั้งอยู่ในพื้นที่บ้านทุ่งเพล อำเภอมะขาม ไม่ไกลจากวัดเขาบรรจบ การเดินทางใช้เส้นทางไปทางวัดเขาบรรจบ ถนนทางเข้าลาดยางสะดวก

บ้านสวนริมน้ำ โฮมสเตย์ เป็นที่พักที่มีบริเวณโดยรอบเต็มไปด้วยต้นไม้ ราวกับป่าล้อมบ้าน ให้ความร่มรื่น ได้เห็นสีเขียวของต้นไม้สบายตา บ้านพักหลายหลังอยู่ติดริมน้ำ ได้ยินเสียงน้ำไหล ให้ความรู้สึกผ่อนคลาย สดชื่น สามารถลงเล่นน้ำได้ตลอด น้ำใสน่าเล่น ส่วนของบ้านพักเป็นบ้านไม้กลมกลืนกับธรรมชาติ มีให้เลือกหลายขนาด ขึ้นอยู่กับกลุ่มผู้เข้าพัก พร้อมสิ่งอำนวยความสะดวก

– บ้านพยุง (พักได้ 10 คน) เป็นบ้านพัก 2 ชั้น หลังใหญ่ ติดริมลำธาร มีโต๊ะนั่งรับประทานอาหารกลางแจ้ง ชมวิวริมน้ำ ภายในบ้านพักแบ่งได้เป็น 2 ห้องนอน พักได้ห้องละ 5 คน มี 2 ห้องน้ำ สิ่งอำนวยความสะดวกมี แอร์ ทีวี ตู้เย็น กระติกน้ำร้อน เครื่องทำน้ำอุ่น

– บ้านกฤษณา (พักได้ 10 คนขึ้นไป) เป็นบ้านไม้หลังใหญ่ 2 ชั้น ชั้นบนมี 3 ห้องนอน 2 ห้องน้ำ ชั้นล่าง มี 2 ห้องนอน 2 ห้องน้ำ ห้องพักติดแอร์ พร้อมสิ่งอำนวยความสะดวก ทีวี ตู้เย็น

– บ้านจำปี เป็นบ้านไม้ใต้ถุนสูง อยู่ริมน้ำ ได้บรรยากาศร่มรื่น นอนฟังเสียงน้ำตก ชั้นล่างเปิดโล่ง มีโต๊ะรับประทานอาหาร ซิ้งล้างจาน ตู้เย็น ชั้นบนเป็นห้องกว้างสำหรับนอนรวม

– บ้านราชพฤกษ์ เป็นบ้านไม้ 2 ชั้น ยกพื้นสูงจากพื้นแบบบันได 5 ขั้น เป็นห้องพักติดแอร์

– บ้านวาสนา เป็นบ้านเรือนไม้ไผ่ ใต้ถุนสูง อยู่ริมน้ำ ชั้นล่างเปิดโล่ง มีโต๊ะสำหรับนั่งรับประทานอาหารด้านล่าง

– บ้านจันผา เป็นเรือนไม้ใต้ถุนสูง มีระเบียง ห้องน้ำอยู่นอกบ้าน ใกล้ๆ บ้านพัก

นอกจากนี้ยังมีบ้านพักในแบบอื่นๆ เช่น บ้านปลาคาร์ฟ บ้านไม้หอม บ้านมะค่า ซึ่งสามารถสอบถามรายละเอียดโดยตรงได้จากทางโฮมสเตย์

สำหรับอาหารที่ทางโฮมสเตย์จัดให้ มี 2 มื้อ มื้อเย็นแบบบุฟเฟ่ต์ เป็นอาหารไทยพื้นบ้าน เช่นแกงหมูชะมวง น้ำพริกปลาทู เส้นจันท์ผัดปู เป็นต้น ส่วนมื้อเช้าเป็นข้าวต้ม กาแฟ

เบอร์โทรศัพท์: 089-093-0144

ภูทับเบิก

เป็นยอดเขาที่สูงที่สุดในจังหวัดเพชรบูรณ์ เพิ่งเปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าไปสำรวจท่องเที่ยวได้ไม่นานนัก แต่ก็สามารถสร้างความตื่นตาตื่นใจให้กับผู้ที่ไปเยือนได้เป็นอย่างมาก จนกลาย 1 ใน UNSEEN THAILAND ที่คุณไม่ควรพลาดการไปเยือน ด้วยระดับความสูง 1,768 จากระดับน้ำทะเลปานกลาง อุณหภูมิที่หนาวเย็นทั้งปีบนยอดภู และไร่กะหล่ำปลี ที่กว้างใหญ่สุดลูกตา กินบริเวณยอดภูหลายลูก

ภู ทับเบิกเป็นชื่อของ หมู่บ้านม้งทับเบิก ซึ่งเป็นหมู่บ้านชาวเขาเผ่าม้ง บนภูเขาสูงของจังหวัดเพชรบูรณ์ ในตำบลวังบาล อำเภอหล่มเก่า ซึ่งห่างจากตัวอำเภอประมาณ 40 กม. และห่างจากตัวจังหวัดเพชรบูรณ์ประมาณ 100 กม. ชาวม้งที่นี่มีอาชีพทำการเกษตรเป็นหลัก พืชผักที่มีการปลูกมากที่สุด ก็คือกะหล่ำปลี ซึ่งมีการจัดสรรที่ดินทำกินสำหรับการปลูกกะหล่ำปลีหลายพันไร่บนยอดเขาสูง ทำให้ในช่วงฤดูฝน มีกะหล่ำปลีผุดขึ้นละลานตาเต็มภูเขา โดยเฉพาะในช่วงเดือนกรกฎาคม-สิงหาคม และช่วงเดือน ตุลาคม-พฤศจิกายน ของทุกปี

จุดเด่นที่สุดของภูทับเบิก คือ การชมวิวได้รอบทิศ 360 องศา เหนือบรรดาเมฆหมอกที่ลอยอยู่รอบๆ และมีอากาศหนาวเย็นตลอดทั้งปี เนื่องจากเป็นยอดเขาสูงที่สุดของเพชรบูรณ์ และปลูกแต่กะหล่ำปลีทั่วทั้งหุบเขา ทำให้ไม่มีต้นไม้ใหญ่มาบดบังทัศนียภาพ และกระแสลมบน ขณะที่ในบางเช้าก็มีทะลหมอกขนาดใหญ่ กินบริเวณกว้างทางด้านทิศตะวันออกที่ติดกับ อำเภอหล่มเก่า ถือเป็นทะเลหมอกที่ใกล้กับผู้ชมมากที่สุด เพราะหมอกทั้งหมดมาออกันอยู่ด้านข้างจุดกางเต็นท์นั่นเอง

ลานผีเสื้อ แคมป์บ้านกร่าง – แก่งกระจาน

ผืนป่าแก่งกระจาน ได้ชื่อว่าเป็นป่าดงดิบผืนกว้างใหญ่ ที่สุดของภาคกลาง และอุดมสมบูรณ์ด้วยความหลากหลาย ทางชีวภาพทั้งพืชและสัตว์ ทุกฤดูร้อนเมื่ออากาศร้อนจัด และแหล่งน้ำเริ่มแห้งเหือด บรรดาเหล่าผีเสื้อนานาชนิด จะพากันมาหากินเกลือตามดินโป่งหรือแหล่งน้ำแฉะๆ มากมาย จนบางครั้งก็อาจพบการอพยพของฝูงผีเสื้อ นับแสนตัวอย่างไม่น่าเชื่อ

การดูผีเสื้อที่แก่งกระจาน สามารถดูได้ตลอดทั้งวัน เพราะผีเสื้อแต่ละชนิดมีช่วงเวลาการออกหากินแตกต่างกัน แต่ที่เหมาะสมที่สุดคือ ช่วงเช้าถึงสาย เพราะเป็นเวลาที่ผีเสื้อจะเกาะนิ่งตามใบไม้ เพื่อผึ่งแดดให้ร่างกายและปีกอบอุ่น แข็งแรงก่อน ที่จะออกหากิน นักดูผีเสื้อจึงสามารถสังเกตผีเสื้อ ได้อย่างใกล้ชิด นอกจากจะพบผีเสื้อที่กำลังเกาะกินอาหารอยู่นิ่งๆ โดยเฉพาะ ตามพุ่มดอกไม้ริมทาง พื้นดินแฉะหรือดินทรายริมลำธารรวมทั้งบริเวณ แหล่งอาหารใหญ่ ก็จะพบผีเสื้อรวมกันอยู่เป็น ฝูงใหญ่นับ ร้อยตัว นับเป็นโอกาสที่ดีมากสำหรับการดูผีเสื้อ แต่ทั้งนี้ก่อนเดินทางไปดูผีเสื้อให้ โทรมาสอบถามเจ้าหน้าที่อุทยานอีกครั้ง เพราะ ในแต่ละช่วงก็จะพบเห็นผีเสื้อในแต่ละสายพันธุ์ ที่แตกต่างกัน สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน โทร. 0 3245 9293

ในการไปชมลานผีเสื้อนั้น
ฤดูกาลที่ดีที่สุด ตั้งแต่ ปลายเดือนมีนาคม ถึง เดือนมิถุนายน ของทุกปี
ดูผีเสื้อ บริเวณ กม.ที่ 10 – บ้านกร่าง – กม. ที่ 17 เวลา 08.00 – 14.00 น.
ช่วงเวลาที่ดีที่สุด ช่วงเช้าแสงแดดอ่อนราว 08.00 – 10.00 น.
ดูนก บริเวณบ้านกร่าง – กม.ที่ 17 และเส้นทางเขาปะการัง เวลา 07.00 – 10.00 น. และ 15.00 – 17.00 น.
จุดชมวิว ดูนก-ผีเสื้อ ที่ดีที่สุด กม.10-18 ขึ้นเขาพะเนินทุ่ง และหลังแคมป์บ้านกร่าง

หลายๆ คนอาจจะยังไม่รู้ ว่าเมืองชายทะเลอย่างหัวหิน นั้นก็มีสถานที่ท่องเที่ยวที่เป็นน้ำตกด้วยเหมือนกัน

“น้ำตกป่าละอู”

ชื่อนี้มีที่มาจากคำว่า “ละอู” ในภาษากะเหรี่ยงซึ่งแปลว่า “ไผ่” เพราะบริเวณน้ำตกนี้จะมีต้นไผ่ขึ้นอยู่เยอะแยะมากมาย พื้นที่ของน้ำตกป่าละอู ตั้งอยู่ในเขตของอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน มีพื้นที่อยู่ประมาณ 273,125 ไร่ ด้วยสภาพธรรมชาติของผืนป่าที่ยังคงความสมบูรณ์ จึงทำให้ที่นี่มีสัตว์ป่าอาศัยอยู่จำนวนมาก และสัตว์ที่พบเห็นได้ง่ายก็คือชะนี ค่าง ช้าง เม่น และนกหายากสายพันธุ์ต่างๆ อย่าง นกขุนแผนหัวแดง นกบั้งรอก นกหัวขวานใหญ่สีเทา นกคัดคูหางแพน…

จึงถือได้ว่าเป็นอีกสถานที่ที่เหมาะสำหรับมาดูนก น้ำตกจะมีทั้งหมด 15 ชั้น แต่ละชั้นก็จะมีความสวยงามที่แตกต่างกันไป ทางเดินขึ้นน้ำตกก็จะยากขึ้นตามลำดับ แต่เจ้าหน้าที่แนะนำว่าให้ขึ้นได้แค่ชั้น 5 เท่านั้น ด้วยเพราะเส้นทางที่ลาดชันจึงได้จำกัดเพื่อความปลอดภัย แต่ถ้าหากใครที่ชอบความท้าทาย ก็สามารถติดต่อเจ้าหน้าที่ให้พาขึ้นไปก็ได้ครับ

บริเวณทางเข้าจะมีจุดที่จำหน่ายอาหารปลาด้วย เจ้าหน้าที่บอกว่าบนน้ำตกนั้นมี “ปลาพลวง” อาศัยอยู่จำนวนมาก หากโยนอาหารลงไปจะว่ายมากินเต็มไปหมด ใครสนใจจะซื้อติดไม้ติดมือขึ้นไปก็ได้นะครับ สิ่งที่น่าสนใจอีกอย่างหนึ่งของที่นี่นั้นก็คือ “ผีเสื้อ” ซึ่งในทุกๆ ช่วงเดือนเมษายนไปจนถึงเดือนกรกฎาคมของทุกปี จะมีผีเสื้อเยอะแยะมากมาย มากินแร่ธาตุตามโป่งตามโขดหิน ให้นักท่องเที่ยวได้ตื่นตาตื่นใจ ยิ่งบริเวณไหนที่มีความชื้นมากๆ เจ้าผีเสื้อสีสวยๆ นั้นจะเกาะอยู่เต็มไปหมด บางจุดก็จะมีเป็นร้อยเป็นพันตัวเลยทีเดียว เดินจากชั้นที่ 1 ก็ถ่ายรูปเก็บบรรยากาศกันมาเรื่อยๆ ตอนที่เท้าได้สัมผัสกับน้ำตกครั้งแรก รู้สึกสดชื่นอย่างบอกไม่ถูก น้ำเย็นดีจริงๆ บริเวณชั้น 1 นี้

นักท่องเที่ยวจะยังสามารถนำอาหารขึ้นมาทานได้ แต่ก็จะมีจุดที่ให้นักท่องเที่ยวได้ฝากอาหารและข้าวของต่างๆ เพราะห้ามนำอาหารขึ้นไปยังชั้นอื่นๆ นะครับ ชั้นที่ 2, 3, และ 4 ทางเดินก็เริ่มเปลี่ยนเป็นขึ้นลงสูงต่ำ บางช่วงถึงกับต้องปีนข้ามขอนไม้ โขดหิน… มาถึงชั้นที่ 5 ก็จะเจอกับทางเดินที่ต้องข้ามก้อนหิน ลุยน้ำตื้นๆ ซึ่งลื่นมาก แต่ก็สนุกดี น้ำตกแต่ละชั้นก็จะมีบรรยากาศที่แตกต่างกันไป แต่ชั้นที่เหมาะจะเล่นน้ำให้ชุ่มฉ่ำมากที่สุดเห็นจะเป็นที่ชั้น 4 และชั้น 5 เพราะว่ามีแอ่งน้ำขนาดใหญ่ จะมาเล่นน้ำ มาให้อาหารปลา หรือมาเดินถ่ายรูปเก็บบรรยากาศสวยๆ ก็ได้ครับ

“มาฉิโพ” เป็นชื่อโฮมสเตย์เจ้าของคือ พี่วิชัย เป็นชาวปกากะญอ (กะเหรี่ยง)

“บ้านป่าปงเปียง” ที่นี่เป็นหมู่บ้านชาวปกากะญอ ตั้งอยู่ในอำเภอแม่แจ่ม จังหวัดเชียงใหม่ เป็นหมู่บ้านที่รายล้อมไปด้วยนาขั้นบันได ต้นข้าวโพด เป็นสถานที่เที่ยว ที่ได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวและบรรดาช่างภาพที่ชอบเก็บภาพความ อุดมสมบูรณ์ของภูเขาและป่าไม้ หากมาในยามเช้าจะ ได้พบกับทะเลหมอกและแสงอุ่นยามเช้าแต่ถ้าหากมาช่วงเย็นสามารถชมพระอาทิตย์และแสงยามเย็นสวยๆ ที่ลอดผ่านก้อนเมฆมา กระทบกับหุบเขาที่เรียงรายการสลับซับซ้อนเป็นภาพที่งดงามยิ่งนัก

จุดชมวิวเขาแดง อุทยานแห่งชาติเขาสามร้อยยอด จ.ประจวบคีรีขันธ์

เป็นอีกหนึ่งจุดชมวิวที่สวยงาม สามารถมองเห็นวิวทิวทัศน์ของขุนเขาสามร้อยยอดและท้องทะเลอ่าวไทยแบบ 360 องศา ยิ่งถ้าขึ้นไปช่วงเช้าหรือเย็น ๆ จะได้ชมพระอาทิตย์ขึ้น – ตก ชิลดีสุด ๆ

จุดชมวิวเขาแดง อยู่ในพื้นที่หมู่บ้านเขาแดง ของเขตอุทยานแห่งชาติเขาสามร้อยยอด อ.กุยบุรี จ.ประจวบคีรีขันธ์ ที่มาของนาม เขาแดงนั้น เพราะหมู่บ้านอยู่ติดกับภูเขาที่มีผาสีแดง ก็เลยถูกเรียกว่า หมู่บ้านเขาแดงมาจนถึงปัจจุบัน ที่นี้มีแหล่งท่องเที่ยวที่ได้รับความนิยมอย่าง คลองเขาแดง ล่องเรือชมทัศนียภาพป่าชายเลนส์ สวยงามมาก 

อีกหนึ่งสถานที่ยอดนิยมที่อาจจะเหมาะกับเพื่อน ๆ ที่ชอบแนว ๆ ผจญภัยสักเล็กน้อย นั้นคือ การเดินขึ้นไปพิชิต จุดชมวิวเขาแดง ซึ่งมีระยะทางประมาณ 725 เมตร อาจจะดูเหมือนไม่ไกลมากนัก แต่ใช้เวลาในการเดินจริง ๆ ประมาณ ครึ่งถึงชั่วโมงเลยทีเดียว เพราะเส้นทางอาจจะดิบไปซะหน่อย มีเนินโขดหินสลับซับซ้อนกัน ให้ต้องปีนป่ายกันหลายจุด แต่พอขึ้นไปถึงข้างยนแล้ว รับลองว่าหายเหนื่อยแน่นอนครับ

ใกล้ๆ กทม. เพียง 100 กว่ากม.

ไร่ทอฝันรีสอร์ท

ไร่ทอฝัน ตั้งอยู่ที่ ตำบลนาหินลาด อำเภอปากพลี จังหวัดนครนายก อยู่ใกล้ๆกับเขื่อนขุนด่านปราการชล คือ ทางไปทางเดียวกับเขื่อนขุนด่านปราการชลแต่จะอยู่ขวามือ ดังนั้น พอถึงวงเวียนแล้วให้วนกลับ ห่างจากวงเวียนประมาณ 200 เมตรห่างจากเขื่อนคลองท่าด่านเพียง 1 กม. จุดกางเต๊นท์มองเห็นน้ำที่ปล่อยจากเขื่อนสวยงามมาก บรรยากาศดี มีเรือแคนู และเรือยางผ่านจุดกางเต๊น มีสายน้ำไหลผ่านทั้งซ้าย และขวา

ไร่ทอฝันมีบรรยากาศที่ร่มรื่น สามารถมองเห็นเขื่อนขุนด่านปราการชลได้เลย ติดกับริมน้ำ เหมาะสำหรับพักผ่อนกางเต็นท์ ทำอาหารปิ้งย่าง ลงเล่นน้ำ หรือล่องแก่งได้อีกด้วย ที่นี่มีห้องน้ำและห้องอาบน้ำสะดวกสบาย ค่ากางเต้นท์คนละ 100 บาท

เขื่อนกระเสียว อยู่ที่ตำบลด่านช้าง จ.สุพรรณบุรี

เขื่อนกระเสียว เป็นเขื่อนดินที่ยาวเป็นอันดับสองของประเทศไทย (เขื่อนดินที่ยาวที่สุดคือ เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์) กั้นลำห้วยกระเสียวตั้งอยู่ที่ บ้านนาตาปิ่น หมู่ที่ 3 ตำบลด่านช้าง อำเภอด่านช้าง จังหวัดสุพรรณบุรี ในพื้นที่โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษากระเสียว กรมชลประทาน

ในพื้นที่โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาห้วยกระเสียว ของกรมชลประทาน เเป็นแหล่งเพาะพันธุ์ปลาขนาดใหญ่ นักท่องเที่ยวที่ต้องการขึ้นไปชมทิวทัศน์บริเวณสันเขื่อนต้องเดินขึ้นบันไดจากลานจอดรถด้านล่าง เมื่อขึ้นไปถึงจะมองเห็นทิวทัศน์กว้างไกลสุดสายตาถึงเขาพุเตย

สะพานมอญ

มีชื่ออย่างเป็นทางการว่า สะพานอุตตมานุสรณ์ เป็นสะพานไม้ข้ามแม่น้ำซองกาเลียไปยังหมู่บ้านมอญ ถือเป็นสะพานไม้ที่ยาวที่สุดในประเทศไทย และเป็นอันดับสองของโลกรองจากสะพานไม้อูเบ็งในพม่า และเป็นสัญลักษณ์ของอำเภอสังขละบุรี เป็นสะพานแห่งศรัทธา ที่เกิดจากการร่วมแรงร่วมใจของชุมชนที่อาศัยอยู่ในสังขละบุรี ทุกปีจะมีนักท่องเที่ยวมาสัมผัสธรรมชาติ พร้อมๆ กับการได้เห็นวิถีชีวิตชุมชนชาวมอญในแถบนี้ สิ่งที่ห้ามพลาดอีกอย่างหนึ่งก็คือการได้ถ่ายรูปเป็นที่ระลึก กับสะพานที่เสมือนเป็นสายใยวัฒนธรรมของชาวมอญและไทยในดินแดนสุดขอบประเทศแห่งนี้

การเที่ยวชมสะพานมอญ ควรแวะเดินชมตั้งแต่เช้า โดยเฉพาะช่วงเวลา 6.00 – 7.00 น. เป็นช่วงที่ได้เห็นวิถีชีวิตชาวมอญ ใส่บาตรพระทุกเช้า หากนักท่องเที่ยวต้องการใส่บาตร ก็มีอาหารขายบริเวณหมู่บ้านมอญ สายๆ หากเดินข้ามฝั่งไปยังหมู่บ้านมอญ ก็สามารถเที่ยวชมบ้านเรือนในแบบชาวมอญ ซื้อของที่ระลึก หรือจะแวะชิมขนมจีนน้ำยาหยวกกล้วย ที่เป็นอาหารพื้นบ้านชาวมอญก็ได้

วิถีชีวิตชาวมอญที่พบเห็นได้บริเวณสะพานมอญ และหมู่บ้านมอญ
เมื่อความเจริญค่อยๆ คืบคลานเข้าสู่หมู่บ้านมอญ การเดินทางมีความสะดวกสบายขึ้น ชีวิตความเป็นอยู่ดีขึ้น มีธุรกิจใหม่ๆ เข้ามาในสังคม ทำให้วิถีชีวิตชาวมอญเปลี่ยนแปลงไปตามสิ่งแวดล้อมใหม่ที่แทรกซึมเข้ามาสู่ชุมชน แต่ก็ยังได้เห็นกลิ่นไอความเป็นมอญบางอย่างหลงเหลืออยู่บ้้าง แต่ละครอบครัวในหมู่บ้านมอญ ส่วนใหญ่คนหนุ่มสาว จะเข้าไปรับจ้างทำงานในตัวเมือง เราจึงมักเห็นการดำเนินชีวิตประจำวันแบบมอญของเด็กๆ และผู้สูงวัย มากกว่าวัยรุ่น

นักท่องเที่ยวที่มาสังขละบุรีจึงอาจจะได้เห็นลักษณะความเป็นมอญบางอย่างที่หลงเหลืองอยู่
– กิจวัตรประจำวันของชาวมอญที่นักท่องเที่ยวสนใจกันเป็นอย่างมาก คือการใส่บาตรในช่วงเช้า โดยเฉพาะผู้เฒ่าผู้แก่ที่จะตื่นแต่เช้า นำขันใส่ข้าวสวยมานั่งรอบนพื้นถนนเป็นแถว เพื่อรอพระมาบิณฑบาตร ชาวบ้านมักจะใส่บาตรด้วยข้าวสวย และดอกไม้ และกราบพระลงกับพื้นถนน ซึ่งเป็นภาพที่น่าประทับใจสำหรับนักท่องเที่ยว หากใครต้องการใส่บาตร ก็สามารถร่วมใส่บาตรตอนเช้ากับชาวมอญได้ เพราะมีชุดสำหรับใส่บาตรจำหน่ายให้นักท่องเที่ยวด้วย
– จะได้เห็นวัฒนธรรมการเทินของไว้บนหัวของชาวมอญ ซึ่งบางคนยังคงนิยมเทินสิ่งของไว้บนหัว แทนการห้ิวสัมภาระมากมาย บางคนสามารถเทินของได้สูงๆ หรือหนักมากๆ แล้วยังสามารถเดินได้อย่างคล่องแคล่ว
– ได้เห็นวัฒนธรรมการแต่งกายของชาวมอญ สังเกตได้จากการแต่งกายโดยทั่วไปแล้ว ผู้หญิงจะนุ่งผ้าซิ่น หรือผ้าถุง เสื้อแขนกระบอกสามส่วน มีผ้าแถบยาวเหมือนสไบพาดไว้ที่บ่า ผมรวมมัดเป็นมวยไว้ด้านหลัง ผู้ชายนิยมนุ่งโสร่ง บนใบหน้าของหญิงชายชาวมอญ รวมถึงเด็กๆ นิยมทาแป้งทานาคา ที่มีสีออกเหลืองนวลๆ ฉาบไว้ที่ใบหน้า (แป้งทานาคาทำจากท่อนไม้ต้นทานาคาฝนกับแป้นหินทราย ทาบนหน้าแล้วเกลี่ยด้วยแปรง)
– บางทีจะได้เห็นแม่ชีชาวมอญ เดินขอรับบริจาค โดยสวมผ้าคลุมแบบชาวมอญ เป็นผ้าคลุมสีชมพูคลุมทับผ้าชั้นในออกสีส้มเหมือนสีจีวรพระ มีสไบพาดสีเดียวกับผ้าชั้นใน ถือร่มไม้
– ในหน้าร้อน บริเวณสะพานมอญ เหมือนเป็นสวนน้ำสำหรับเด็ก จะมีเด็ก มาเล่นน้ำใสๆ ในแม่น้ำซองกาเลีย และกระโดดน้ำจากสะพานมอญ
– เดิมบ้านของชาวมอญมักปลูกสร้างด้วยไม้กระดาน หรือเป็นไม้ไผ่สานขัดแตะ ปัจจุบันได้เปลี่ยนไปเป็นสร้างด้วยปูนบ้างแล้ว แต่ก็ยังมีบางบ้านที่ยังคงสภาพเดิมๆ ไว้ ให้เห็นถึงความเป็นบ้านมอญ ถ้าสังเกตดีๆ บ้านมอญมักจะมีผนังด้านหนึ่ง ทำเป็นเหมือนส่วนเกินยื่นออกมาคล้ายมุขหน้าต่าง นูนเป็นกล่องตรงผนังบ้าน มุขที่ว่านี้ก็คือ ห้องพระ หรือหิ้งพระของบ้าน บางบ้านจะตกแต่งส่วนของมุขนี้ไว้อย่างสวยงาม

น้ำตกห้วยแม่ขมิ้น หรือ “น้ำตกห้วยขมิ้น”

เป็นหนึ่งในน้ำตกที่สวยงามที่สุดในประเทศไทย ด้วยความงามของม่านน้ำตกที่ไหลลดหลั่นกันลงมาเป็นชั้นเล็กชั้นน้อย บรรยากาศที่รายล้อมไปด้วยป่าเขา และต้นไม้นานาพันธุ์ที่มีความสมบูรณ์ทางธรรมชาติ ทำให้นักท่องเที่ยวหลายคนต่างติดใจจนแวะมาเที่ยวน้ำตกห้วยแม่ขมิ้นหลายต่อหลายครั้ง อย่างไม่รู้เบื่อ

น้ำตกห้วยแม่ขมิ้น ตั้งอยู่ที่ตำบลท่ากระดาน อำเภอศรีสวัสดิ์ ในความดูแลของอุทยานแห่งชาติเขื่อนศรีนครินทร์ เป็นพื้นที่ที่ยังคงเป็นป่าที่ค่อนข้างอุดมสมบูรณ์ สมัยก่อนการเข้าไปถึงตัวน้ำตก ทำได้ยาก ต้องผ่านเส้นทางที่ลำบาก ต้องใช้รถโฟว์วิล หรือขับรถอ้อมอ่างเก็บน้ำเพื่อข้ามแพขนานยนต์จากฝั่งตัวอำเภอศรีสวัสดิ์ มายังฝั่งน้ำตก ปัจจุบันมีเส้นทางลาดยางที่รถยนต์สามารถเข้าถึงได้อย่างสะดวกสบายยิ่งขึ้น ทำให้ผู้คนต่างมาเที่ยวชมน้ำตกกันอย่างไม่ขาดสาย

การเข้าสู่บริเวณน้ำตก

มื่อผ่านจากด่านเก็บค่าธรรมเนียมแล้ว จะมาถึงบริเวณลานจอดรถ ที่ทำการอุทยานฯ ใกล้กันเป็นลานสนามหญ้าโล่งกว้าง เป็นที่นั่งพักผ่อน และสถานที่สำหรับกางเต็นท์ สามารถมองเห็นวิวอ่างเก็บน้ำเหนือเขื่อนศรีนครินทร์ออกไปไม่ไกลนัก เป็นจุดที่สามารถชมพระอาทิตย์ตกที่สวยงาม การเดินไปยังน้ำตกก็แสนง่ายดาย เพราะ ณ ลานโล่งแห่งนี้ใกล้กับจุดชมน้ำตกชั้นที่ 4 ของน้ำตกห้วยขมิ้น เป็นชั้นที่มีความสวยงามมากที่สุดจุดหนึ่ง

ภูทอก

จุดชมวิวทะเลหมอกที่มีชื่อเสียงและเป็นที่นิยมของนักท่องเที่ยวที่มาเที่ยวเชียงคาน มีลักษณะเป็นภูเขาสูง ตั้งอยู่ริมแม่น้ำโขง บนยอดภูเป็นที่ตั้งของสถานีโทรคมนาคมเชียงคาน และเป็นจุดชมวิวทิวทิวทัศน์ที่สวยงามของอำเภอเชียงคานและลำน้ำโขงได้โดยรอบ ตั้งอยู่บนถนนสายเดียวกันกับแก่งคุดคู้ซึ่งห่างจาก ตัวอำเภอเชียงคานประมาณ 3 กิโลเมตร ใครที่ได้แวะมาเที่ยวเชียงคานไม่ควรพลาดการไปชมทะเลหมอกในยามเช้าที่นี่ นอกจากนี้ภูทอกจุดชมวิว ชมความงามของแม่น้ำโขง เมืองสานะคาม และแก่งคุดคู้ได้อย่างชัดเจน ส่วนทะเลหมอกนั้นจะเจอมากน้อยหรืออาจจะไม่เจอเลย ขึ้นอยู่กับสภาพอากาศในแต่ละวัน

จุดชมวิวภูทอก

จุดชมวิวภูทอก : ตั้งอยู่อำเภอเชียงคาน จังหวัดเลย สถานที่นักท่องเที่ยวจะสามารถสัมผัสปุยของทะเลหมอกได้อย่างใกล้ชิด ถ้าหากมองในระยะไกลเบื้องหน้าจะเห็นวิวทะเลหมอกขาวโพลนตัดกับแสงสีส้มของพระอาทิตย์ ซึ่งนอกจากวิวของทะเลหมอกแล้วยังเป็นจุดที่สามารถมองเห็นวิว 360 องศา แบบพาโนราม่าของเมืองเชียงคานได้อีกด้วย ไม่ว่าจะเป็นแก่งคุดคู้และลำน้ำโขง ด้วยภูแห่งนี้มีลักษณะเป็นภูเขาสูง ทำให้ทัศนียภาพโดยรอบบริเวณภูสวยบริบูรณ์ด้วยธรรมชาติสร้างสรรค์ ในช่วงเวลาการชมทะเลหมอก คือในช่วงปลายฝนถึงฤดูหนาว ที่ให้คุณได้สัมผัสอากาศหนาวได้อีกด้วย

การเดินทาง จากตัวเมืองเชียงคานใช้ทางหลวงหมายเลข 211 ไปทาง อ.ปากชม เมื่อผ่านทางแยกเข้าแก่งคุดคู้ จะพบทางแยกขวามือ ปากทางมีป้ายสถานีโทรคมนาคมเชียงคาน สู่เส้นทางขึ้นยอดภูทอก ส่วนใหญ่จะให้นักท่องเที่ยวจอดรถไว้ที่ปากทางขึ้น ภูทอก และให้ใช้บริการรถ สาธารณะ ที่ทางอำเภอเชียงคานได้จัดไว้ ค่าโดยสารประมาณคนละ 25 บาท

เขาสก หรือ เขื่อนรัชชประภา (เขื่อนเชี่ยวหลาน) จังหวัดสุราฎร์ธานี

ตั้งอยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติเขาสก ลักษณะเป็นภูเขาหินปูน ยอดแหลม แนวหน้าผาสูงชัน กลางสายน้ำของเขื่อนเชียวหลาน บรรยากาศสวยงามจนได้รับสมญานามว่า กุ้ยหลินเมืองไทย ภาพภูเขารายล้อมเขื่อน นอนแพพายเรือคายัคและกิจกรรมต่างๆ รวมทั้งภาพไอหมอกกระทบกับแสงแดดลอยเหนือน้ำในยามเช้าเป็น ทัศนียภาพที่สวยงามดึงดูดใจและสร้างความประทับใจแก่นักท่องเที่ยวให้เดินทางมาที่นี่อย่างไม่ขาดสาย เขื่อนเชี่ยวหลาoสามารถ ท่องเที่ยวได้ตลอดทั้งปี ซึ่งในแต่ละฤดูก็มีความสวยงามที่แตกต่างกันไป

อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน

เป็นอุทยานที่มีพื้นที่กว้างใหญ่ที่สุดของประเทศไทย มีพื้นที่ถึง 2,915 ตารางกิโลเมตร หรือ 1.8 ล้านไร่ ได้รับการประกาศให้เป็นเขตอุทยานแห่งชาติ เมื่อวันที่ 12 มิถุนายน 2524 โดยกำหนดพื้นที่บริเวณอ่างเก็บน้ำและป่าเหนือเขื่อนแก่งกระจานเป็นเขตอุทยานฯ เป็นต้นน้ำลำธารของแม่น้ำหลายสาย พื้นที่ส่วนใหญ่ของอุทยานฯ เป็นภูเขาสลับซับซ้อนอยู่ในเทือกเขาตะนาวศรี สภาพภูมิประเทศเป็นป่าดิบชื้น

ยอดเขาที่สูงที่สุดในอุทยานฯ คือยอดเขางะงันนิกยวงตอง อยู่ในเขตรอยต่อประเทศพม่าและไทย มีความสูง 1,513 เมตร รองลงมาคือยอดเขาพะเนินทุ่ง ซึ่งมีความสูง 1,207 เมตร จากระดับน้ำทะเลปานกลาง จากสันเขื่อนแก่งกระจาน มีถนนเลียบออกมาทางซ้ายมือเป็นระยะทาง 3 กิโลเมตร ถึงที่ทำการฯ อุทยานแห่งชาติแก่งกระจานได้รับรางวัลอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวประจำปี 2551 รางวัลยอดเยี่ยม ประเภทแหล่งท่องเที่ยวธรรมชาติ

สถานที่น่าสนใจภายในอุทยานฯ ได้แก่, ทะเลสาบ, เขาพะเนินทุ่ง, พะเนินทุ่งแคมป์, น้ำตกทอทิพย์, แคมป์บ้านกร่าง, น้ำตกปราณบุรี, น้ำตกแม่สะเลียง, ถ้ำหัวช้าง, ถ้ำเขาปะการัง, เขาปะการัง, อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน

LEAVE A REPLY

Please enter your comment!
Please enter your name here

3 + three =