เที่ยวพนมเปญแบบพีคๆ บินแบบบูทีคกับบางกอกแอร์เวย์

บางประเทศอยู่ใกล้แค่ปลายจมูกเรายังไม่เคยคิดจะไป นั่นก็คงเป็นเพราะความใกล้ เลยคิดว่าไปเมื่อไหร่ก็ได้ก็เลยมองข้ามไปครั้งนี้เลยเป็นโอกาสดีของพวกเราจริงๆ ที่ได้เดินทางไปเที่ยวบ้านใกล้เรือนเคียงอย่างประเทศกัมพูชากับสายการบินบูทีคที่สุด ในสยามประเทศอย่างสายการบิน Bangkok Airways

ที่เปิดเส้นทางใหม่ กรุงเทพ – พนมเปญ 🛫

การเดินทางครั้งนี้มีทั้งเรื่องที่แปลกใจ และเรื่องที่คุ้นเคยเพราะบรรยากาศของที่นี่บางมุมก็ไม่ต่างจากบ้านเราเหมือนกันจนแยกไม่ออกส่วนบางมุมก็ไม่คิดว่าที่นี่จะมีถ้าไม่มาคงไม่ได้รู้ เพราะฉะนั้นทริปนี้เลยทำให้เราได้ตื่นเต้นตลอดเวลา
กัมพูชาไม่ได้มีแค่ประวัติศาสตร์ที่เราคุ้นเคย เพราะพนมเปญวันนี้เป็นเมืองหลวงที่กำลังเติบโตมีหลายสถานที่ที่น่าสนใจ โรงแรมใหญ่ๆ สบายก็มีมากมายทริปนี้เราพักที่ Sofitel Phnom Penh Phokeethra โรงแรมหรูหรากลางกรุงพนมเปญเลย จะเดินทางไปไหนก็สะดวกสบายสุดๆ

………..

พนมเปญเปลี่ยนไปแล้วจากอดีตที่ผ่านมา ตอนนี้กำลังกลายเป็นเมืองที่น่าสนใจแถมยังเดินทางไม่นานนั่งเครื่องบินประมาณ 45 นาทีจากกรุงเทพก็ถึงพนมเปญแล้ว ตามเรามาชมรีวิวนี้ แล้วคุณจะได้เห็นพนมเปญในมุมที่คุณไม่เคยรู้จักมาก่อน

ทริปนี้เราเดินทางไปพนมเปญกับสายการบิน Bangkok Airways ไฟล์ทเช้ามากเพราะฉะนั้นอย่าหวังเลยว่าจะมีเวลาทานอาหารเช้ามาก่อน

แต่ก็ไม่ต้องห่วงเลยเพราะเลาจน์ของ Bangkok Airways มีทุกสิ่งที่คุณต้องการในมื้อเช้า

อาหารก็มากมายทั้งเครื่องดื่ม และขนมไทย เบเกอรี่ ขนมจีบ ซาลาเปามีทุกเชื้อชาติ

นอกจากนั้นยังมีเมนูให้สั่งเพิ่มได้อีกคือเกี๊ยวกุ้งหรือข้าวต้มบักกุ๊ดเต๋เราไม่พลาดจัดเกี๊ยวกุ้งแน่นอนกุ้งเน้นๆเลย

ได้เวลาเสียงประกาศเรียกไฟล์ทเราให้เตรียมตัวไปที่ Gate เพราะเดินค่อนข้างไกลพอสมควรดีที่มีประกาศเตือนก่อนจะได้ไม่ต้องวิ่งกัน

ขึ้นเครื่องเรียบร้อยก็ยังมีอาหารบนเครื่องอีกเราก็ลืมจัดหนักไปแล้วที่เลาจน์แต่...เราก็ม่พลาดอาหารบนเครื่องนะ อิอิ วันนี้เป็นโจ๊กไก่รสชาติอร่อยใช้ได้เราทานหมดเลย นั่งเครื่องประมาณ 45 นาทีเราก็ถึงสนามบินโปเชนตงแล้วค่ะ

ออกจากสนามบินเราตรงไปที่ตลาดกลาง ที่นี่มีความสำคัญยังไง เมื่อปี 1937 เป็นปีที่ตลาดนี้เปิดและในสมัยนั้นถือว่าที่นี่เป็นตลาดที่ใหญ่ที่สุดเอเชียและยังมีสถาปัตยกรรมที่สวยงามโดยได้รับการออกแบบจากสถาปนิกชาวฝรั่งเศส Louis Chauchon หน้าตาของตลาดเลยดูดีมีชาติตระกูลมาก

ปัจจุบันที่นี่มีเครื่องเงิน เครื่องประดับ นาฬิกาขายมากมาย มีอาหารสดและร้านอาหารต่างๆด้วย

ชาวกัมพูชาเรียกที่นี่ว่าตลาดไฮโซเพราะเป็นตลาดที่ค่อนข้างจะดูดีและของก็ค่อนข้างแพงเพราะเป็นสิ่งที่ถูกคัดสรรมาแล้ว

จากตลาดกลางเราไปทานอาหารที่ร้านอาหารจีนชื่อว่า Sam Doo Restaurant

เส้นบะหมี่ที่นี่จะแปลกแต่อร่อยนะคะ คือเส้นจะกรุบหนุบหนับไม่ได้นุ่มเหมือนบะหมี่ไข่บ้านเร

แต่ที่สุดยอดคือเกี๊ยวอร่อยมากแป้งจะไม่เหมือนที่บ้านเราจะเป็นแป้งคล้ายๆโรตีคือดีมาก

ออกจากร้านอาหารจีนจะพาไปชมพนมเปญในมุมคูลๆแบบที่ไม่คิดว่าจะมีเลยจริงๆ เหมือนเป็นสิ่งที่แอบซ่อนตัวอยู่ในซอย 240 ½ ที่เมืองหลวงแห่งนี้

ภายในซอยนี้มีผับ คาเฟ่ กิ๊ฟช้อป สตรีทอาท แกลลอรี่ ไม่น่าเชื่อว่าในซอยหลืบเล็กๆ จะมีอะไรแบบนี้ด้วย

ร้าน ARTillery คาเฟ่สีฟ้าใน Alley 240 ½ แห่งนี้ มีทั้งกาแฟและอาหาร การตกแต่งก็ง่ายๆออกแนวน่ารักๆด้วยโทนสีฟ้าขาว

แก้วกาแฟก็เก๋เอาขวดแก้วไปตัดมาทำเป็นแก้วไม่ต้องกลัวบาดปากนะคะเค้าทำมาเรียบมนแล้ว
และถ้วยนี้ไอศครีมพริกไทย!!!

อ่านไม่ผิดจ้า ต้องเล่าก่อนว่าที่พนมเปญเนี่ยมีจังหวัดนึงชื่อว่าจังหวัดกำปอด มีสินค้าขึ้นชื่อคือพริกไทยเพราะฉะนั้นก็นำมาทำเป็นไอศกรีมซะเลย ถามว่าอร่อยมั้ย? ก็แปลกๆดีนะ 55555

เที่ยวเสร็จเราก็ขอเข้าโรงแรมเช็คอินกันก่อน เราพักกันที่ Sofitel Phnom Penh Phokeethra Resort and Spa โรงแรมสุดหรูกลางพนมเปญการตกแต่งเรียบง่ายดูหรูหราแบบคลาสสิคมีรสนิยม

เข้ามาในห้องเจอกับ welcome fruits เป็นกระเช้าเลยค่า เยอะมาก

ห้องนอนของเราเป็นแบบ Superior room วิวห้องเรามองเห็นวิวเมืองและแม่น้ำโขงด้วย

ห้องน้ำใหญ่มากค่ะแบ่งโซน Shower zone กับ Toilet zone

จากห้องพักเราไปสำหรับโรงแรมในส่วนอื่นๆกันบ้างดีกว่า

เราขึ้นไปชั้น 12 ไปที่ Club Millesime เป็นบาร์แบบ Exclusive วิวดีงามน่าจะเป็นจุดที่วิวดีที่สุดในโรงแรม

ห้องนี้เป็นห้อง Super VVip มากๆนะคะเอาไว้ต้อนรับเฉพาะบุคคลสำคัญเท่านั้น

Sofitel Phnom Penh Phokeethra จะมีห้องแบบพิเศษที่ตอบสนองความต้องการของลูกค้าอย่างเช่นห้องครอบครัวหรือแม้กระทั่งห้องที่มีเครื่องออกกำลังส่วนตัวภายในห้องพักสำหรับลูกค้าที่ชอบออกกำลังกายและต้องการความเป็นส่วนตัว

ลงมาที่ด้านล่างไปดู Spa กันดีกว่าผู้จัดการสปาที่นี่เป็นคนไทยด้วยเสียดายไม่มีเวลาน่านวดมากๆบรรยากาศดูแล้วเป็นอะไรที่น่าจะผ่อนคลายสุดๆ

ถ้าใครมาที่พนมเปญแล้วคิดไม่ออกว่าจะไปทานอาหารที่หรือไม่อยากเดินทางเบื่อรถติดในพนมเปญเราแนะนำห้องอาหารในโรงแรมนี่แหละค่ะดีทุกห้องเลยเริ่มจาก La Couple เป็นห้องอาหารบุฟเฟ่ต์นานาชาติ เห็นแล้วหิวมากอาหารทะเลสดๆช่างยั่วยวน

ห้องอาหาร Hachi ห้องอาหารญี่ปุ่นหนึ่งเดียวของที่นี่

Do Forni ร้านอาหารอิตาเลี่ยนใครอยากจิบไวน์ก็มาทานที่นี่ได้เหมาะมาก

ได้เวลาของเราสักทีเวลาที่เราจะได้ทานอาหารเย็นที่ Fu Lu Zu ภัตตาคารอาหารจีนของโรงแรม

มื้อนี้บอกเลยว่าจดจำไปตลอดชีวิต ไม่ใช่มีอะไรไม่ดีนะคะเป็นเพราะเราได้เปิดประสบการณ์การทานอาหารจีนเสฉวนที่ขึ้นชื่อเรื่องความเผ็ดร้อนของรสชาติอาหารนั่นเอง

จานแรกมาแล้วดูสีซะก่อนท่านผู้ชมมมมม แต่มาถึงจุดนี้แล้วไม่ชิมไมได้!!! หืมมมร้อนแรงสมค่ำร่ำลือ แต่วัตถุดิบที่ใช้ทุกเมนูคือดีมากถ้าไม่เผ็ดขนาดนี้รับรองไม่เหลือแน่นอน 55555

เผ็ดร้อนมาจากภัตตาคารอาหารจีนขึ้นห้องมามีขนมหวานกับน้ำขิงมาเสิร์ฟมาช่วยแก้เผ็ด พร้อมกับของที่ระลึกคือเกลือกับพริกไทยเป็นสินค้าขึ้นชื่อของที่นี่นั่นเอง

เมื่อคืนนอนหลับสบายมากบนเตียงนุ่มๆของโรงแรม แต่ถึงยังอยากจะนอนอยู่เพียงใด เราก็ต้องลุกขึ้นมาเพราะวันนี้เราจะออกเที่ยวพนมเปญกันนนน เริ่มกันที่สถานที่สำคัญระดับชาติกันก่อนเลยนั่นก็คือระราชวังจตุมุขสิริมงคลแห่งกรุงพนมเปญ

ถ้าสังเกตสถาปัตยกรรมของพระราชวังพนมเปญแห่งนี้มีความคล้ายคลึงกับพระราชวังของไทยเป็นอย่างมากไม่ว่าจะเป็นการก่อสร้างหรือผังการวางตำแหน่งต่างๆ เดินอยู่ที่นี่ให้ความรู้สึกเดียวกับเดินเที่ยววัดพระแก้วที่เมืองไทยเลยค่ะ

ภายในก็มีจะมีหลายส่วนอาคารที่เห็นในรูปนี้คือท้องพระโรงที่นี่ไว้สำหรับงานพระราชพิธีสำคัญต่างๆ

พระที่นั่งนี้ชื่อว่าพระที่นั่งจันทรฉายาเอาไว้สำหรับชมการแสดงต่างๆ

ด้านข้างท้องพระโรงจะมีอาคารหลักเล็กๆนั่นคือหอสมุด ปัจจุบันเป็นสถานที่เก็บโบราณวัตถุต่างๆ

ภายในพระราชวังค่อนข้างกว้างขวางต้องใช้เวลาเป็นชั่วโมงในการเดินเที่ยวชมส่วนต่าง

วัดพระแก้ว ชื่อเหมือนวัดของไทยเลยใช่มั้ยค่ะภายในก็ประดิษฐานพระแก้วมรกตเหมือนกันด้วย แต่เป็นองค์จำลองของพระแก้วมรกตที่บ้านเรานั่นแหละค่ะ

รอบๆกำแพงพระอุโบสถมีภาพจิตรกรรมฝาผนังเรื่องรามเกียรติ์ ให้ชมและสามารถถ่ายรูปได้ด้วย

เจดีย์เงินภายในวัดพระแก้วสร้างจากแผ่นกระเบื้องและหินอ่อนจากอิตาลีถึง 5,000 ชิ้น

ออกมานอกพระราชวังอีกด้านจะเจอลานกว้างมีแม่ค้าพ่อค้าประชาชนและนกพิราบ ไกด์บอกว่าที่นี่คือสนามหลวงแห่งพนมเปญ บรรยากาศมันคล้ายมากจริงๆค่ะโดยเฉพาะเจ้านกพิราบเนี่ย ฮ่าๆๆ

บรรยากาศในพระราชวังและรอบๆพระราชวังมีความคล้ายคลึงกับเกาะรัตนโกสินทร์บ้านเรามากๆเลยละคะ

ถึงได้บอกว่าที่พนมเปญเนี่ยมีทั้งอะไรที่ทำให้แปลกใจและก็มีอะไรที่ดูแล้วคุ้นเคยมากๆ เราคงหนีกันไม่พ้นเพราะเป็นบ้านใกล้เรือนเคียงบ้านพี่เมืองน้องวัฒนธรรมต่างๆก็ถูกแลกเปลี่ยนกันไปมาแบบนี้ตั้งแต่สมัยโบราณก็เลยไม่แปลกที่จะให้ความรู้สึกที่คุ้นเคยแบบนี้

ต่อกันที่ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ใครอยากรู้ประวัติศาสตร์ความเป็นมาเป็นไปของชาติใดชาติหนึ่งพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติคือคำตอบที่ดีที่สุด

ภายในมีวัตถุโบราณล้ำค่ามากมายโดยเฉพาะเทวรูปศิลาแกะสลักต่างๆที่เป็นเอกลักษณ์ของอาณาจักรเขมร ดูแล้วขลังมากๆ

เดินมาครึ่งวันแล้วเริ่มหิวแล้วจ้า มื้อเที่ยววันนี้คือดีงามเป็นอีกอย่างที่ไม่คิดว่าจะเจอที่นี่ ร้านอาหารสุดชิคตกแต่งได้เก๋มากนำสไตล์ตะวันออกกกับตะวันตกมาผสมสานกันได้ดีมากกกกไม่ใช่แค่การตกแต่งเท่านั้นแต่ทุกสิ่งทุกอย่างในร้านเพลงที่เปิดก็ให้อารมณ์เดียวกันไปหมด

มองภายนอกอาจดูเป็นตัวอาคารแบบตะวันตกแต่พอเข้าไปด้านในร้านอารมณ์เปลี่ยนทันทีเพราะด้านในตกแต่งสไตล์จีนโบราณสวยคลาสสิคมาก

ชั้นล่างว่าสวยแล้วพอขึ้นชั้นบนร้องว้าวกับภาพเขียนหญิงสาวชาวจีนขนาดใหญ่บนกำแพงงดงามอีกแล้ว

สถานที่สุดท้ายของวันนี้ก่อนจะกลับโรงแรมก็คือ วัดพนม วัดสำคัญของพนมเปญและเป็นที่มาของชื่อกรุงพนมเปญด้วย

จบแล้วนะคะกับทริปสัมผัสประสบการณ์ใหม่ๆในพนมเปญของพวกเราขอบคุณการเดินทางที่แสนสบายในครั้งนี้จากบางกอกแอร์เวย์แล้วก็ที่พักที่สบายสุดๆที่ Sofitel Phnom Penh Phokeethra Resort and Spa และขอบคุณประการณ์ใหม่ที่เราได้เจอที่พนมเปญแห่งนี้ด้วยอยากเปิดโลกกว้างไม่ต้องไปไหนไกลเที่ยวประเทศเพื่อนบ้านใกล้ๆแบบนี้ก็ได้นะคะ

LEAVE A REPLY

Please enter your comment!
Please enter your name here

eighteen − 4 =